history

 นิธิ เอียวศรีวงศ์

"คนไทยไม่ทิ้งกัน" นี่คงเป็นคำขวัญที่สร้างความประทับใจมากสุดในน้ำท่วมคราวนี้ จึงมีผู้เอาไปแต่งเป็นเพลงหรือแทรกอยู่ในเนื้อเพลงปลุกปลอบใจ ที่มีการแต่งกันหลายเพลงในช่วงนี้

ผมนึกถามตัวเองว่า แล้วใครเป็น "คนไทย" วะ ที่ชัดเจนแน่นอนอย่างหนึ่งคือ แรงงานพม่าไม่ใช่แน่ เพราะเขาถูกทิ้งให้เผชิญภัยพิบัติอย่างน่าเวทนาจำนวนมาก รายได้ก็ขาด อาหารก็ไม่มีใครเอาไปแจก พูดขอความช่วยเหลือกับใครก็ไม่มีใครรู้เรื่อง

ทั้งนี้ เพราะเขาไม่ได้ถือสัญชาติไทย จึงไม่ใช่ "คนไทย" เท่านั้นหรือ แต่ก็ได้ยินเขาพูดกันอยู่บ่อยๆ ว่า คนเหล่านี้คือแรงงานที่ขาดไม่ได้ในเศรษฐกิจไทย (เพราะแรงงานที่ถือสัญชาติไทยมีไม่พอ) เขาคือคนที่มาช่วยพยุงให้อุตสาหกรรมของ "คนไทย" ดำเนินต่อไปได้ไม่ใช่หรือ

แต่ในทางตรงกันข้าม ในบรรดา "คนไทย" ที่ไม่ถูกทิ้งนั้น มีคนเชื้อสายจีนอยู่มาก เพราะอะไร? เพราะเขาถือสัญชาติไทยตามกฎหมาย เขาจึงเป็น "คนไทย" กระนั้นหรือ

อีกกลุ่มใหญ่เบ้อเริ่มคือคนเชื้อสายมลายูในภาคใต้ เขาเป็น "คนไทย" ด้วยหรือไม่ หรือเป็นเท่ากับ "คนไทย" ทั่วไปหรือไม่ เมื่อตอนที่เกิดกรณีตากใบซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วมร้อย ความเห็นในสื่อสังคมจำนวนมาก แสดงความสะใจอย่างเปิดเผย แถมอีกหลายคนยังเสนอว่า เมื่อเขาไม่พอใจประเทศไทย เขาก็ควรออกไปจากประเทศนี้

ทำนองเดียวกับที่ดาราทีวีคนหนึ่ง ซึ่งกล่าวสุนทร(?)พจน์ในคราวรับรางวัลอะไรสักอย่าง แล้วบอกว่า ใครที่ไม่ชอบ "พ่อ" ก็ควรออกไปจาก "บ้านของพ่อ"

แล้วยังพวกเสื้อแดงอีก เขาเป็น "คนไทย" เหมือนและเท่ากับคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ หรือไม่ ความตายและความบาดเจ็บของเขาจึงได้รับการจดจำน้อยกว่าซากตึก


คนไทยเป็นเจ้าของประเทศนี้ไม่เท่ากันหรอกครับ และมันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มปลุกความรัก "ชาติ" กันมาในสมัย ร.6 แล้ว ดังนั้น การเรียกร้องความเสมอภาคของเสื้อแดงจึงสั่นสะเทือนไปถึงรากฐานความเป็น "ชาติ" ของไทยทีเดียว

อะไรคือ "ชาติ" ในพระราชมติของ ร.6 ท่านทรงเขียนไว้ชัดเจนว่า ชาติหมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกัน มีวัฒนธรรมเช่นภาษาอันเดียวกัน ผ่านประสบการณ์ในอดีตมาร่วมกัน และมีระบบค่านิยมที่เหมือนกัน (นับถืออะไรคล้ายๆ กัน)

ผมเขียนให้เข้าใจง่ายๆ ในภาษาปัจจุบัน เพื่อสะดวกในการวิเคราะห์ว่า ชาติเกิดจากปัจจัย 4 ประการคือ ภูมิศาสตร์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ และค่านิยม คือจากปัจจัยภายนอกไล่ไปจนถึงส่วนที่ลึกสุดในสำนึกของคน (และขอให้สังเกตด้วยว่า ความเป็นเจ้าของ "ชาติ" โดยเท่าเทียมกันนั้น ไม่มีอยู่ในนิยามนี้ อย่างน้อยก็ไม่มีอยู่อย่างชัดเจน)

แต่ทั้ง 4 ปัจจัยนี้หาได้ตรงกับประเทศไทยในความเป็นจริงไม่ ทั้งในสมัยของพระองค์หรือสมัยปัจจุบัน

ในทางภูมิศาสตร์ คนที่มาอยู่ร่วมกันในราชอาณาจักรสยาม-ไทย ไม่ได้สมัครใจมาอยู่ภายใต้ร่มธงเดียวกัน ก็ทั้งตัวพระราชอาณาจักรดังกล่าวก็เพิ่งเกิดขึ้น (หลังจากแก่งแย่งดินแดนกับฝรั่งจนในที่สุดฝรั่งก็ขีดเส้นเขตแดนให้เรารับไป) แม้แต่ธงก็เพิ่งคิดขึ้นไม่นาน

ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของคนอีสานสมัยนั้นคือเวียงจัน ไม่ใช่กรุงเทพฯ ไม่นานก่อนหน้า ร.6 เจ้านายเมืองเชียงใหม่ยังแอบติดต่อกับพระเจ้าแผ่นดินพม่า และในส่วนต่างๆ ของประเทศ มีกลุ่มคนที่ปัจจุบันเรียกว่า "ชนส่วนน้อย" อาศัยอยู่กระจัดกระจายเต็มไปหมด เช่น ประชาชนบนที่สูง ต่างพากันอพยพลงมาตั้งทำกิน โดยไม่ได้สนใจว่าเป็นราชอาณาจักรของใคร คนเชื้อสายเขมรในบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษสมัยนั้นยังพูดไทยไม่ได้ ภาษาชองยังใช้กันในชีวิตประจำวันของประชาชนในจังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงชาวมลายูในภาคใต้ และชาวกะเหรี่ยงซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามป่าเขาในภาคเหนือและภาคกลาง

อันที่จริง ปัจจัยทางภูมิศาสตร์เป็นปัจจัยที่อ่อนสุดในความเป็น "ชาติ" ของทุกชาติในโลกนี้ เพราะเขตแดนของรัฐสมัยใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากสำนึกร่วมกันของพลเมือง แต่เกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศเกือบทั้งนั้น

เมื่อปัจจัยทางภูมิศาสตร์ไม่อาจให้หลักเกณฑ์อะไรแก่ความเป็น "ชาติ" ได้ ปัจจัยทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ก็พังไปด้วย ส่วนใหญ่ของข้าราษฎรใน ร.6 พูดภาษากรุงเทพฯ ไม่เป็น และมักจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย จะอ้างว่าแม้กระนั้นพวกเขาก็ใช้ภาษาในตระกูลไท-กะไดด้วยกัน ก็จะยิ่งยุ่ง เพราะต้องรวมประชาชนที่อยู่นอกเขตภูมิศาสตร์ของราชอาณาจักรอีกมาก ไล่ไปถึงยูนนาน, กวางสี, ตังเกี๋ย, ลาว, พม่า, อินเดีย และบางส่วนในรัฐมลายูนอกสหพันธรัฐ

(แม้กระนั้น ความคลุมเครือเรื่องภาษากับ "ชาติ" เช่นนี้ ยังทำให้นักเขียนรุ่นหลังหลายคน ขนลุกเกรียวๆ เมื่อได้มีโอกาสพูดกับคนไท-ไตในเมืองจีน, พม่า, และอินเดีย ขนของนักเขียนรุ่นหลังที่อาจลุกได้ง่ายๆ นี้ จะช่วยอธิบายความสับสนในเรื่อง "ชาติ" ของไทยได้ด้วย)

เรื่องประสบการณ์ร่วมในอดีตหรือประวัติศาสตร์ไม่ต้องพูดถึง ประชาชนในประเทศไทยมีวีรบุรุษคนละคนกันมานานจนเมื่อการศึกษามวลชนแพร่หลายในสมัยหลังแล้ว และประวัติศาสตร์ไทยก็กลายเป็นยี่เกทั้งในจอหนังและตำราแล้ว

เพราะหาหลักเกณฑ์อะไรไม่ได้ จึงต้องมาเน้นกันที่ส่วนลึกในจิตใจคือค่านิยม เกณฑ์ง่ายๆ ของ ร.6 ก็คือ "คนไทย" ต้องนับถือองค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้นำของตน "คนไทย" คือคนที่นับถือพระมหากษัตริย์ "ชาติ" ไทยคือ "บ้านพ่อ"

ในทัศนะแบบนี้ "คนไทย" จึงไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติหรือสัญชาติ แต่เกี่ยวกับความภักดีต่างหาก ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงเคยมีนโยบายต่อต้านจีนได้ โดยมีคนเชื้อสายจีนจำนวนมากได้อภิสิทธิ์ต่างๆ ทั้งทางการค้าและการเมือง เพราะคนจีนที่ถูกต่อต้านนั้น ไม่ได้หมายถึง "เจ๊ก" แต่หมายถึงคนที่ถูกสงสัยในความภักดี (ต่อพระมหากษัตริย์หรือต่อผู้นำประเทศ)


สํานึกชาตินิยมเช่นนี้ นับตั้งแต่เริ่มถือกำเนิดในสมัย ร.6 มาจนถึงปัจจุบัน ไม่อาจเรียกว่า "ชาตินิยม" ได้จริง แต่ควรเรียกว่า "ชาติพันธุ์นิยม" (ethnonationalism) ต่างหาก

"ชาติพันธุ์" ไม่ได้หมายถึงคุณลักษณะในเม็ดเลือดนะครับ แต่หมายถึงการถือวัฒนธรรม (ในความหมายกว้าง นับตั้งแต่ภาษา, ความเชื่อ, ค่านิยม, หรือแม้แต่บุคลิกภาพ) อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอัตลักษณ์ของตน คนต่างเผ่าพันธุ์กันหันมาอยู่ในชาติพันธุ์เดียวกัน จึงเกิดขึ้นเป็นประจำตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์

รัฐบาลไทยนับตั้งแต่ ร.6 เป็นต้นมา ใช้นโยบายที่เป็นทั้งไม้นวมและไม้แข็ง เพื่อให้ประชาชนทั้งหมดยึดถือชาติพันธุ์ "คนไทย" ร่วมกันให้ได้

และในวัฒนธรรมทางการเมือง คุณสมบัติซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ของชาติพันธุ์ "คนไทย" ก็คือ สองมาตรฐานไงครับ พูดอีกอย่างหนึ่งคือการไม่ยอมรับความเสมอภาค การรู้จักที่ต่ำที่สูง (เช่น การนับถือพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำของ ร.6) การกระจายสิทธิต่างๆ ที่ต้องลดหลั่นกันลงไปตามแต่ช่วงชั้นทางสังคม

คุณจะเป็นเจ๊กเป็นจีน เป็นแขกเป็นมอญ เป็นฝรั่งมังค่า เป็นม้งเป็นเย้าอะไรก็ตาม คุณคือ "คนไทย" หากยอมรับว่าความไม่เสมอภาคคือหลักการที่เราจะอยู่ร่วมกันโดยสงบ

น่าสังเกตนะครับว่า พฤติกรรมที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า "เป็นคนไทยหรือเปล่า" นั้น มักเป็นพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับความเหลื่อมล้ำต่างๆ เสมอ


หลักการพื้นฐานของ "ชาตินิยม" นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจาก "ชาติพันธุ์นิยม" เพราะ "ชาตินิยม" คือความเสมอภาคของพลเมืองทุกคน ไม่ว่าเขาจะอยู่ในเผ่าพันธุ์ใด ถือศาสนาใด พูดภาษาใดก็ตาม เขาย่อมเป็นเจ้าของ "ชาติ" เท่าเทียมกับคนอื่นทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยนะครับ แม้แต่ในรัฐเผด็จการ พลเมืองก็อาจเสมอภาคกันได้ ผู้เผด็จการได้อำนาจมาตามกระบวนการของกฎหมาย ฆ่าคนหรือขังคนตามกระบวนการของกฎหมาย ฉะนั้น ผู้เผด็จการก็อยู่ใต้กฎหมายเหมือนกัน (เช่น ฮิตเลอร์และสตาลิน เป็นต้น)

หากทว่า กฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายนั้นๆ อาจไม่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เสมอภาคแน่ครับ

ชีวิตและสวัสดิภาพของคนเสื้อแดงมีความสำคัญน้อย เพราะเขาแสดงตัวว่าเขาไม่ใช่ "คนไทย" ก็ไม่ยอมรับความเหลื่อมล้ำ (ทางการเมือง) นี่ครับ ชีวิตของชาวมลายูมุสลิมยิ่งด้อยความสำคัญลงไปใหญ่ เพราะเขาแข็งข้อ ไม่ใช่แข็งข้อต่อรัฐนะครับ แต่แข็งข้อต่อความเหลื่อมล้ำอยุติธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานของ "ชาติพันธุ์นิยม" ไทยเลยทีเดียว ซ้ำวิถีชีวิตของเขายัง "แข็งข้อ" ต่อชาติพันธุ์ไทยตลอดมาเสียด้วย

อุดมการณ์ของสลิ่มและเสื้อเหลือง (รวมผู้สนับสนุนเบื้องหลังด้วย) คืออุดมการณ์ของ "ชาติพันธุ์นิยม" อย่างชัดแจ้ง ส.ส. ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป, อำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันของสถาบันทางการเมืองต่างๆ เช่น กองทัพเป็นรัฐอิสระ ซึ่งควรเข้ามาทำรัฐประหารเสียก่อนจะสายเกินไป เพราะกองทัพไม่ใช่หน่วยงานหนึ่งเหมือนกรมชลประทานนะครับ ฯลฯ

ตราบเท่าที่ยังเป็น "คนไทย" ในความหมายของ "ชาติพันธุ์นิยม" เราก็จะไม่ทิ้งกัน

แต่ "ชาติพันธุ์นิยม" กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากคนเสื้อแดง ในอีกมุมมองหนึ่ง ความขัดแย้งที่เราเผชิญอยู่เวลานี้คือการปะทะกันอย่างหนักเป็นครั้งแรกในประเทศนี้ ระหว่างพลังสองฝ่ายคือ "ชาตินิยม" กับ "ชาติพันธุ์นิยม"

ในด้านอุดมการณ์ ผมเข้าใจว่าฝ่าย "ชาตินิยม" ยังไม่ได้พัฒนาขึ้นมาให้ชัดเจน มากไปกว่าความเสมอภาค ซึ่งอาจนำไปสู่เผด็จการอีกชนิดหนึ่งก็ได้ (จึงพร้อมจะรับ คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวง)

ในทางตรงกันข้าม ฝ่าย "ชาติพันธุ์นิยม" สามารถใช้อุดมการณ์ที่ได้พัฒนาสั่งสมกันมาตั้งแต่ ร.6 ซึ่งมีความชัดเจนและครอบคลุมไปทั้งชีวิตคน ซ้ำเป็นอุดมการณ์ของ "ชาติ" ไทยที่เป็นฐานการศึกษาทุกชนิด (รวมสื่อด้วย) มานาน และด้วยเหตุดังนั้น จึงสามารถดึงดูดการสนับสนุนจากคนมีการศึกษาซึ่งกระจุกตัวในเขตเมืองได้มาก รวมทั้งที่ทำงานอยู่ในสื่อต่างๆ ด้วย

ที่มา : มติชนออนไลน์

นับย้อนไปตั้งแต่สมัยอดีตนั้น กลุ่มอิทธิพลฝ่ายอนุรักษ์นิยมคลั่งเจ้าฝ่ายขวาหลังสามารถกำจัดอิทธิพลของคณะราษฎรที่เป็นแกนนำที่พยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยในแบบฉบับของตัวเองตั้งแต่ปี2490-2500มาได้ กลุ่มนี้ก็ได้สร้างอิทธิพลทั้งทางทหาร,สื่อและทุน โดยใช้ความคิดแนวราชาชาตินิยมล้าหลัง ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อข้างเดียวอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูจนประสบความสำเร็จ ทำให้ประเทศไทยได้รับฉายาจากนักปราชญ์ทางการเมืองว่า ถิ่นกาขาว,ตอแหลแลนด์
โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่บรรดากลุ่มอิทธิพลกลุ่มนี้มักจะใช้กันก็คือ การแบ่งแยกกลุ่มการเมืองฝ่ายเลือกตั้งให้เป็นฝักเป็นฝ่ายแล้วปกครองชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้กลุ่มการเมืองฝ่ายเลือกตั้งเป็นผู้สร้างอิทธิพลและผลประโยชน์ให้กับฝ่ายของตน จนกระทั่งเมื่อกลุ่มการเมืองฝ่ายเลือกตั้งหมดสิ้นทั้งทุน,อิทธิพลและความเชื่อถือก็จะสลับสับย้ายไปชักใยกลุ่มการเมืองฝ่ายเลือกตั้งกลุ่มใหม่ที่เข้ามาเรืองอำนาจแทน และเมื่อฝ่ายเลือกตั้งกระทำทุจริตคอรับชั่นหนักข้อมากขึ้น ฝ่ายอนุรักษ์นิยมภายใต้การนำของทหารก็จะถือโอกาสเข้ามาทำรัฐประหารยึดอำนาจทำให้ประเทศล้าหลังอยู่เรื่อยมาเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำซาก

จนกระทั่งเมื่อมหาเศรษฐีนักบริหารธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จระดับชั้นนำของประเทศอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองโดยการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยในวันเดียวกันกับวันที่ชาวฝรั่งเศสร่วมมือกันทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลศักดินากษัตริย์ของชาติตน หลังจากที่เขาได้เรียนรู้การทำงานทางการเมืองผ่านทางพรรคพลังธรรมซึ่งประสบปัญหาในด้านความคิดในเชิงนโยบายของบรรดากรรมการบริหารพรรคที่มีความคิดแบบศีลธรรมเก่าๆที่จับต้องไม่ได้
โดยตัวเขาได้วางนโยบายวางแผนการทำงาน สำรวจความต้องการของราษฎร โดยประยุกต์เข้ากับหลักเศรษฐกิจการตลาดขายสินค้าซึ่งเขานั้นก็มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้เป็นทุนอยุ่แล้ว ซึ่งในที่นี้ก็คือนโยบายการทำงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้นั้นเอง พร้อมกับเชิญชวนบรรดาสส.เก่าแก่ฐานเสียงในท้องถิ่นแน่นๆหลายคน(ที่มักจะย้ายพรรคไปมาราวกับโสเภณี เนื่องจากผิดหวังกับพรรคการเมืองที่ไม่สามารถทำตามสัญญานโยบายที่หาเสียงเอาไว้ของหลายๆพรรคการเมือง หรืออาจจะตกลงผลประโยชน์เรื่องนโยบายและทุนสนับสนุนไม่ลงตัวเป็นประจำเนื่องจากความไม่เอาไหนของตัวกรรมการบริหารพรรคที่ผ่านมานั้นเอง ) อาจจะด้วยทุนสนับสนุนที่มากล้นอยู่แล้วของเขาเองผสมกับนโยบายที่มีความเป็นไปได้มาล่อตาล่อใจให้เข้ามาร่วมงานกับพรรคของเขาอย่างมากมายพร้อมๆกับให้โอกาสผู้มีความรู้ความสามารถหน้าใหม่ๆในการเข้ามาร่วมงานกับพรรค จนสามารถเอาชนะการเลือกตั้งเมื่อปี2544 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่โดยกวาดจำนวนสส.ไปได้เกือบครึ่งสภาซึ่งไม่เคยมีใครเคยทำได้มาก่อน และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ตลอดการบริหารงานของรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยช่วงปี2544-2548 นโยบายที่เคยหาเสียงได้รับการตอบสนองคืนกลับสู่ประชาชนไปอย่างดี นโยบายที่หาเสียงไปประสบความสำเร็จซะส่วนใหญ่ ส่งผลให้บรรดานักการเมืองอิทธิพลเขี้ยวลากดินกระหายผลประโยชน์จากพรรคอื่นอีกหลายคน ก็ยังอยากที่จะมาร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย ดังนั้นการเลือกตั้งเมื่อปี2548จึงสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทำลายสถิติเดิมอีกครั้ง โดยพรรคไทยรักไทยสามารถกวาดที่นั่งสส.ได้มากถึง377คน และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นผลสำเร็จ ระบบพรรคการเมืองเริ่มเข้มแข็งมากขึ้นโดยเหลือเพียง2พรรคใหญ่จริงในสภาเท่านั้นแตกต่างจากเมื่อครั้งอดีต
เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเป็นแบบนี้จึงส่งผลให้การบริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการสามารถกระทำได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องผ่านการสอบถามขอคำแนะนำจากบรรดากลุ่มอิทธิพลอนุรักษ์นิยมเก่าๆล้าหลังที่มาจากลากตั้งโดยระบอบอุปถัมป์อีกต่อไปเหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมา เพราะใช้วิธีคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำงานแบบการบริหารบริษัทโดยดูจากผลงานที่ทำๆมา ไม่ใช่โดยความใกล้ชิดสนิทสนมหรือเป็นคนดีในสายตาของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่าๆอย่างที่เป็นมา ทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาทางกำจัดผู้นำของพรรคอย่างทักษิณให้พ้นไปจากสนามการเมืองให้จงได้
โดยอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มสื่อเครือผู้จัดการที่ใกล้จะล้มละลาย และผิดหวังจากการที่ทักษิณไม่มาช่วยเหลือให้ธุรกิจสื่อของตนอยู่รอดเนื่องจากเป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของรัฐบาลในตอนนั้น ช่วยปลุกกระแสคลั่งเจ้าชาตินิยมขึ้นมาและโจมตีรัฐบาลด้วยข้อมูลที่จริงบ้างเท็จบ้าง เพราะรัฐบาลไทยรักไทยก็ใช่ว่าสะอาดบริสุทธิ์ไปซะทุกเรื่องเป็นปกติอยู่แล้ว พร้อมๆกับลากทฤษฎีสมคบคิดสารพัดเรื่องมาโยงกันให้มั่วไปหมดเพื่อใช้สนับสนุนในการโจมตี

การเมืองจึงเริ่มวุ่นวายตั้งแต่นั้นมาอีกครั้งหลังจากที่เงียบสงบมาตั้งแต่สมัยพฤษภาทมิฬไปแล้ว จนกระทั่งทักษิณประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ฝ่ายของพรรคการเมืองคู่แข่งก็ตัดสินใจเล่มเกมทางการเมืองร่วมกันโดยการคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งด้วย แต่คะแนนของพรรคไทยรักไทยกลับไม่ตกลงไปจากเดิมมากนัก มีเพียงแค่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่าๆให้การสนับสนุนอยู่ ที่ไม่สามารถทำคะแนนให้เกินกว่า20%ของผู้มาลงคะแนนเสียงได้ตามเกณฑ์ถ้ามีผู้สมัครจากเพียงพรรคการเมืองเดียว แต่ผู้นำพรรคไทยรักไทยอย่างทักษิณก็ยังต้องประกาศเว้นวรรคทางการเมือง
จนกระทั่งศาลปกครองสั่งล้มการเลือกตั้งด้วยข้อหาที่กกต.จัดให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ เพราะหันคูหาออกข้างนอกตามแบบที่โลกสากลเขาก็ทำๆกันจนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว กกต.ชุดนั้นถูกลงโทษชนิดไม่ได้ผุดได้เกิด
จากนั้นก็เริ่มมีการตั้งกกต.ขึ้นมาใหม่ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้ง และเนื่องจากช่วงปี2549นั้นเป็นวาระที่ในหลวงครองสิริราชสมบัติครบ60ปี ทักษิณซึ่งเดิมคิดว่าตัวเองจะต้องเว้นวรรคทางการเมืองอยู่แล้วต้องตัดสินใจกลืนน้ำลายกลับมาทำหน้าที่รักษาการนายกอีกครั้ง เพื่อรับหน้าที่ดำเนินการจัดพิธีเฉลิมฉลองให้อย่างสมเกียรติ ในขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ต้องกลับมาวางแผนโค่นอำนาจทักษิณอีกครั้ง คราวนี้ถึงขั้นยึดอำนาจทำรัฐประหารกันเลยก่อนที่การเลือกตั้งจะจัดขึ้น รัฐธรรมนูญถูกฉีกและขึ้นมาใหม่อีกครั้งโดยละเมิดหลักนิติธรรม ออกผลเป็นโทษย้อนหลังไปก่อนรัฐประหารได้ และเปิดเผยให้เห็นสันดานความเป็นสลิ่มดัดจริตชน ใช้สารพัดตรรกะวิบัติอิงแอบเป็นที่ตั้ง ยอมรับการรัฐประหารของบรรดาผู้อาวุโสที่อวดอ้างคุณธรรมจริยธรรม นักวิชาการที่เชื่อว่าทรงความรู้ความสามารถ และที่สำคัญที่สุดก็คือความเห็นแก่ตัวของคนในกรุงเทพฯที่ไม่ยอมรับความคิดของคนรากหญ้าชนบทอย่างแท้จริง เสียสิ้น

ส่วนบรรดานักการเมืองอิทธิพลเขี้ยวลากดินกระหายอำนาจและผลประโยชน์หลายคนก็เริ่มแสดงสันดานที่แท้จริงของตนให้เห็นกันออกมาโดยการลาออกจากพรรคไทยรักไทยกันมากมายหลายคน ก่อนที่กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด111คนจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง5ปี ด้วยข้อหาที่มีกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครเลือกตั้งเพื่อหนีเกณฑ์20%ของผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนในภาคใต้ (แต่ในภายหลังพยานคนดังกล่าวก็มาสารภาพความจริงว่าโดนสุเทพ เทือกสุบรรณ นักการเมืองผู้มีอิทธิพลใหญ่แห่งสุราษฎร์จ้างให้มาสร้างหลักฐานเท็จในกล้องวงจรปิดตามที่วางแผนกันไว้)
หลังยึดอำนาจและยุบพรรคเสร็จสิ้น ก็มีการเขียนรัฐธรรมนูญย้อนเนื้อหากลับไปสมัยเก่าๆก่อนปี2540 เพื่อหวังฟื้นคืนอำนาจอิทธิพลของกลุ่มอนุรักษ์นิยมล้าหลังอีกครั้ง ผ่านทางการลากตั้งวุฒิสภาเสียครึ่งหนึ่ง และยังบั่นทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมืองโดยโยงหลักทฤษฎีสมคบคิดหมู่ของเหล่ากรรมการบริหารพรรค ผิดแค่คนเดียวก็ให้ยุบทั้งพรรคทิ้งและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารยกทั้งชุด ซึ่งถือว่าผิดหลักความเป็นประชาธิปไตยของโลกสากลอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม
จากนั้นก็มีการขอร้องแกมบังคับให้ลงประชามติยอมรับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญเดิมของตน และเพื่อใช้เป็นเครื่องล่อใจให้มีการจัดการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น ซึ่งผลที่ออกมาคะแนนลงประชามติยอมรับร่างได้รับชัยชนะไปอย่างฉิวเฉียดท่ามกลางเสียงคัดค้านไม่รับร่างที่ชนะไปเกือบทุกจังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน

และแล้วการเลือกตั้งก็ถูกจัดขึ้น พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคร่างทรงเดิมของไทยรักไทยที่ถูกยุบไป ก็ยังคงได้รับชัยชนะกวาดสส.ไปเกือบครึ่งสภาไม่ได้ต่างอะไรกับพรรคไทยรักไทยเมื่อปี2544 แม้จะสามารถแยกสลายฐานเสียงอิทธิพลเดิมๆของกลุ่มเขี้ยวลากดินกระหายอำนาจและผลประโยชน์ครั้งใหญ่รอบแรกไปแล้วก็ตาม กลุ่มฐานเสียงอิทธิพลเดิมๆนี้ที่ได้แยกตัวไปตั้งพรรคใหม่ต้องประสบกับความพ่ายแพ้ย่อยยับในเขตภาคเหนือและอีสาน แม้ว่าจะแบ่งฐานคะแนนระบบบัญชีรายชื่อหรือสัดส่วนมาได้บ้างก็ตาม
แผนการเดิมๆถูกจัดขึ้นมาอีกครั้ง ม็อบราชาชาตินิยมถูกปลุกขึ้นมาอีก คราวนี้สร้างความเสียหายต่อชาติอย่างหนักหน่วงทั้งการยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน อีกทั้งกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ยังเคลื่อนไหวให้การสนับสนุนม็อบนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยม็อบนี้เหิมเกริมหนักถึงขนาดพยายามปิดสภาขัดขวางไม่ให้มีการแถลงนโยบายตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ จนทำให้การมีการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต2ศพและบาดเจ็บไปหลายสิบคน แต่ก็เป็นที่น่ากังขาว่าระเบิดแก๊ซน้ำตาจะสามารถอัดใส่ร่างคนให้เละขนาดนั้นได้อย่างไร ทั้งที่ม็อบเองก็มีการพกพาระเบิดปิงปองที่มีอำนาจทำลายล้างสูงกว่าแก๊ซน้ำตาอยู่เช่นกัน
โดยงานศพของผู้ชุมนุมม็อบราชาชาตินิยมคนหนึ่ง ได้รับการจัดงานและสนับสนุนอย่างสูงส่งจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมเกินกว่าเกียรติที่เจ้าตัวพึงจะได้รับ โดยเป็นแค่เพียงนักศึกษาอนาคตไกลที่เกิดจากครอบครัวที่พอจะมีฐานะอยู่ไม่ได้ยากจนอะไร
ไปจนถึงการยุบพรรคเป็นรอบที่2อีกครั้งโดยคราวนี้พาเอาพรรคร่วมอีก2พรรคไปยุบและตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร5ปีด้วยข้อหาแบบเดียวกัน
กลุ่มอิทธิพลเขี้ยวลากดินที่ยังหลงเหลือตกค้างอยู่ ก็ได้เผยสันดานที่แท้จริงของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง โดยการทรยศคะแนนเสียงของประชาชนแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่และยกมือสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมดังใจหมายของกลุ่มอนุรักษ์นิยมจนได้
คราวนี้กลุ่มเสื้อแดงซึ่งเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและมีมติคัดค้านรัฐธรรมเผด็จการ ซึ่งเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่หลังยึดอำนาจและหายไปหลังจากลงประชามติไปแล้ว จนกระทั่งถูกปลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้งหลังจากที่ม็อบราชาชาตินิยมกลับมาเหิมเกริมอีก และคราวนี้ม็อบเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนไหวลุกฮือกันมากขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนอีกครั้ง แม้จะถูกสลายไปรอบหนึ่งในช่วงสงกรานต์ปี2552 ก็กลับมาฟื้นคืนและลุกฮือขึ้นอย่างเข้มแข้งมากขึ้นกว่าเดิมได้อีกครั้งในเดือนมีนาคม2553 โดยคราวนี้กลุ่มอนุรักษ์นิยมใช้แผนการเดิมๆกับที่เคยใช้กับกลุ่มนักศึกษาเมื่อ6ตุลาคม2519 โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธปะปนอยู่แทนการกล่าวหาในเรื่องของคอมมิวนิสต์ซึ่งหมดสมัยไปแล้ว บงการรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้สั่งกองทัพใช้พลซุ่มยิงสอยหัวของผู้ชุมนุมร่วงตายไปทีละคนตั้งแต่วันที่13-19 พฤษภาคม 2553 โดยวางแผนทำทีใส่ร้ายว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายชายชุดดำติดอาวุธ(ที่เคยเผยตัวให้เห็นและจัดการโต้ตอบกับทหารที่เข้ามาสลายการชุมนุมเมื่อวันที่10เมษายน2553 ทำให้ผู้ชุมนุมสังเวยชีวิตไป20กว่าศพ แผนสลายการชุมนุมในวันนั้นต้องล้มเหลวไป ) จนแกนนำต้องประกาศยุติการชุมนุมและเข้ามอบตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ บางคนก็ต้องหลบหนีหายไปอย่างเงียบๆ เพราะไม่แน่ใจในความปลอดภัยของตนและแสดงความไม่ยอมรับในอำนาจเผด็จการที่ซ่อนเร้นอยู่ตามแบบฉบับของแต่ละคน

จนกระทั่งเมื่อคดีพิพาทที่ดินทับซ้อนไทยเขมรถูกม็อบราชาชาตินิยมปลุกขึ้นมาใช้หากินเป็นข้ออ้างอีกครั้ง โดยคราวนี้กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าบริหารประเทศย่ำแย่ โกงกินยิ่งกว่าสมัยทักษิณมากมาย และเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารปิดประเทศฟื้นอำนาจเผด็จการราชาชาตินิยมให้กลับคืนมาอีกครั้ง แต่คราวนี้จำนวนม็อบปลุกไม่ขึ้นเหมือนแต่ก่อนซะแล้วเนื่องจากผู้ชุมนุมที่ผ่านมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์แทบทั้งสิ้น ท่ามกลางกระแสข่าวลือวิเคราะห์กันว่ากลุ่มอำมาตย์อนุรักษ์นิยมนั้นได้แตกแยกออกเป็น2กลุ่มไปแล้ว อันได้แก่ กลุ่มที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของตัวเองต่อไป และกลุ่มที่สนับสนุนให้ทำรัฐประหารปิดประเทศรื้อฟื้ออำนาจกษัตริย์นิยมกลับคืนมาอีกครั้ง ในที่สุดรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ตัดสินใจยุบสภาให้แต่โดยดี พร้อมกับโยนทิ้งสารพัดปัญหาต่างๆเหมือนระเบิดเวลา เพื่อที่ตัวเองจะได้เอามาใช้เล่นงานโจมตีรัฐบาลใหม่กลับคืนถ้าเกิดพ่ายแพ้การเลือกตั้งและต้องตกเป็นฝ่ายค้านไป

ในที่สุดการเลือกตั้งก็ผ่านพ้นไปพร้อมๆกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของพรรคที่แยกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทยกับพลังประชาชนเดิม ภายใต้การนำของกลุ่มอิทธิพลเขี้ยวลากดินกระหายอำนาจและผลประโยชน์ และฐานเสียงของพรรคขนาดกลางเดิมที่ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆจนกลายเป็นพรรคขนาดเล็กไปแล้ว
ระบบพรรคการเมืองก็ยังคงเป็นแบบ2พรรคใหญ่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั้นก็คือพรรคร่างทรงของไทยรักไทยและพลังประชาชนเดิมภายใต้ชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่คราวนี้กวาดที่นั่งสส.เกินกว่าครึ่งในสภาและยังสามารถเจาะฐานเสียงอิทธิพลท้องถิ่นของพรรคขนาดเล็กมาได้เพิ่มขึ้นไปอีก ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังรักษาฐานที่นั่งสส.ไม่ให้ร่วงลงไปมากนักได้ก็ถือว่าเต็มกลืนแล้ว
โดยจากข้อมูลฐานคะแนนบัญชีรายชื่อและสส.เขตของแต่ละพรรคการเมืองนั้นโดยการวิเคราะห์ของ อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ มีอยู่เพียงแค่บางเขตในโซน3จังหวัดนี้เท่านั้นที่พรรคขนาดเล็กมีคะแนนในบัญชีรายชื่อชนะคะแนนของพรรคใหญ่ (แต่ก็เป็นชัยชนะที่เหนือกว่าของพรรคใหญ่ไม่ได้ห่างมากเลย) ดังนี้
เขตเลือกตั้งที่1-3 ของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่พรรคชาติไทยพัฒนาครองฐานเสียงไป
เขตเลือกตั้งที่1-3 ของจังหวัดนครราชสีมา ที่พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินครองฐานเสียงไป
และ บางเขตเลือกตั้ง ของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พรรคภูมิใจไทยครองฐานเสียงไป
โดยพรรคเพื่อไทยมีคะแนนในบัญชีรายชื่อชนะขาดลอยพรรคประชาธิปัตย์ทั้งภาคเหนือตอนบนและอีสาน และชนะไม่ห่างในภาคเหนือตอนล่าง(ยกเว้นจังหวัดตาก,สุโขทัย,แม่ฮ่องสอน,พิษณุโลก,กำแพงเพชร ที่แพ้ไม่ห่างจากพรรคประชาธิปัตย์ ) , ภาคกลาง(ยกเว้นอุทัยธานี) และ อีสานใต้(เฉพาะนครราชสีมากับอุบลราชธานี ที่ชนะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ห่าง กับ บุรีรัมย์ ที่ชนะพรรคภูมิใจไทยไม่ห่าง)
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนในบัญชีรายชื่อชนะห่างขาดจากพรรคเพื่อไทยในภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงมา ยกเว้น3จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีคะแนนชนะสูสีกับพรรคอื่นหลายๆพรรครวมกัน โดยคะแนนยังชนะไม่ขาดในกรุงเทพฯ,เพชรบุรี,กาญจนบุรี,ราชบุรี,สมุทรสงคราม,สมุทรสาคร และจังหวัดตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (ยกเว้นสมุทรปราการ) นอกนั้นก็แพ้ให้กับพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กอื่นๆแบบไม่ขาดทั้งหมดในภาคกลางและเหนือตอนล่าง

และนอกจากนี้ยังมีการแจ้งเกิดพรรคเล็กทางเลือกใหม่สำหรับฐานเสียงของผู้ที่เบื่อหน่ายและไม่ค่อยอยากทำความเข้าใจในการเมืองอย่างถ่องแท้มากนักที่ชอบการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆอย่างถึงลูกถึงคน ที่มีฐานเสียงแทรกขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญในเกือบทุกจังหวัดทุกภาค จนมีคะแนนเสียงรวมกันเกือบ9แสนคะแนนนั้นก็คือ พรรครักประเทศไทย ภายใต้การนำของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่ากทม.ที่มีฐานเสียงในกทม.กว่าเกือบ3แสนคะแนนขึ้นไป2สมัยติดต่อกัน และผ่านประสบการณ์การเมืองแบบสั้นๆในฐานะสส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคชาติไทย ซึ่งในอนาคตถ้านายชูวิทย์มีผลงานการทำงานในสภาผ่านทางการตรวจสอบและตีแผ่การทุจริตของทุกฝ่ายทางการเมือง ก็อาจจะได้ฐานคะแนนของระบบบัญชีรายชื่อที่มากกว่านี้โดยแย่งฐานคะแนนจากคนที่เบื่อหน่ายในความเหลวแหลก,กระจอกงอกง่อย,เห็นแก่ได้ของพรรคเล็กอื่นๆ และ การเป็นฝ่ายค้านที่ล้าหลัง และไม่สร้างสรรค์ทางการเมืองเอาซะเลยมาตั้งแต่อดีตแล้วของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจกลายเป็นพรรคทางเลือกเล็กๆอีกพรรคหนึ่งสำหรับคนที่ไม่มีเส้นแต่อยากจะลงสมัครสส.เขตแม้สักครั้งในอนาคตข้างหน้า

แสดงให้เห็นว่าความพยายามของกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่คิดจะสลายฐานเสียงของพรรคใหญ่ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีทางที่จะสำเร็จลงไปได้เลย การเมืองได้แยกเป็นระบบ2พรรคใหญ่อย่างชัดเจนไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นแบบพรรคเล็กพรรคน้อยหลายพรรคเหมือนเมื่อครั้งอดีตอีกต่อไป กลุ่มอนุรักษ์นิยมมีแต่ต้องให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นหุ่นเชิดในการต่อกรกับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ซึ่งนั้นก็กลายเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ไม่ว่าอย่างไรพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีทางชนะพรรคร่างทรงภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปได้เลย
และถ้าคิดจะยุบพรรคเพื่อไทยเพื่อหวังจะแยกสลายกลุ่มอิทธิพลเขี้ยวลากดินให้ออกไปตั้งพรรคใหม่และสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีก ก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไปเนื่องจากมะเร็งทางการเมืองในพรรคร่างทรงของทักษิณได้ถูกผ่าเอาออกไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว บทเรียนที่ผ่านมาก็สอนให้คนในพรรคเพื่อไทยได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่าถ้าคิดออกจากพรรคไปยังไงก็แพ้การเลือกตั้งอย่างแน่นอน และกรรมการบริหารพรรคคนที่ลงสส.บัญชีรายชื่ิอ ก็ได้รับการรับรองสถานะสส.ระบบบัญชีรายชื่อเป็นปกติโดยไม่มีข่าวว่าพัวพันกับการทำผิดกฏหมายเลือกตั้งหรือรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
อีกทั้งม็อบราชาชาตินิยมตอนนี้ก็หมดพิษสงไปมากแล้ว พวกเขาทำได้แค่เพียงร้องเรียนประธานสว.ซึ่งมาจากลากตั้ง(หลังจากที่ศาลปกครองและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยกคำร้องไป) ให้พิจารณาล้มผลการเลือกตั้งก่อนจะส่งให้ปปช.ชุดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมพิจารณา อันเนื่องมาจากความบกพร่องที่จัดประชาสัมพันธ์ให้มีการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจนมีคนเสียสิทธิ์ไปถึงกว่า2ล้านคน เนื่องจากไม่ได้ยื่นคำร้องขอถอนสิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต หลังจากที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องไปใช้สิทธิ์นอกเขตที่เดิมอีกแล้ว ซึ่งเหตุผลนั้นก็ฟังขึ้นมากกว่าการหันคูหาออกข้างนอกในการเลือกตั้งเมื่อต้นเมษา49ซะอีก

ต้องจับตาดูว่าจะมีการล้มผลการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่? แน่นอนว่าถึงจะมีการล้มผลเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้ก็คงไม่ทำให้ผลที่ออกมาใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แต่ที่น่าจับตามากกว่าก็คือ กลุ่มอนุรักษ์นิยมโดยผู้นำเหล่าทัพจะตัดสินใจหาสารพัดข้ออ้างแบบไหนเพื่อจะเอามาทำรัฐประหารกันอย่างไม่เกรงกลัวสีหน้าของบรรดามวลมหาราษฎรเสื้อแดงอีก ในเมื่อต้นทุนข้ออ้างและความน่าเชื่อถือของตัวเองนั้นได้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้นเสียแล้ว 

edit @ 9 Aug 2011 12:20:58 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00 น. ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดเสวนา "เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย" โดยมีวิทยากรเข้าร่วมงานได้แก่ คำ ผกา, วัฒน์ วรรลยางกูร, สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, จอม เพชรประดับ และ วิภา ดาวมณี

คำ ผกา กล่าวว่า จริงๆแล้วเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่เชื่อว่าเป็นชัยชนะของประชาชน เป็นความเข้าใจผิด เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ชัยชนะของนักศึกษา หรือประชาชน แต่ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในแง่ที่สถาบันจารีตได้รับความนิยมชมชอบอย่างหมดจด

เหตุการณ์หกตุลาเป็นด้านกลับของชัยชนะครั้งนี้ เป็นต้นกำเนิดของสลิ่มสองจำพวกในสังคมไทย สลิ่มไม่ได้เกิดจากการสลายชุมนุมคนเสื้อแดงแต่เกิดจากทศวรรษ 70 ในที่นี้ กล่าวว่า สลิ่มแบ่งได้เป็นสองแบบ

สลิ่มพวกแรก เรียกว่าพวกไร้อุดมการณ์ (เสื้อเหลือง) ที่มาของพวกนี้คือ ชนชั้นกลางที่ถูกดึงให้เป็นพันธมิตรกับอุดมการณ์ขวาจัด ถูกสอนให้เบื่อหน่ายการประท้วงของนักศึกษา กลัวความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน กลัวคอมมิวนิสต์ จากนั้นขบวนการขวาจัดก็ได้ปลุกอุดมการณ์ชาตินิยมนั่นคือ สร้างโครงเรื่องประวัติศาสตร์ของไทยว่าดินแดนไทยเป็นสิ่งที่ถูกปกป้องมายาวนาน

คีย์เวิร์ดที่กลุ่มนี้ใช้ คือสิ่งชั่วร้าย, คอมมิวนิสต์, อนาธิปัตย์, ทรยศต่อชาติ และเครื่องมือทางอุดมการณ์ คือ "ทุกอย่าง"ตั้งแต่ระบบการศึกษา แบบเรียน เพลงปลุกใจ และสารคดี สื่อ โทรทัศน์ เสริมจุดนี้ว่า สื่อมวลชนของไทยเคยมีเสรีภาพมากสุดคือช่วง 2475 เนื่องจากไทยยังอยู่ในสิทธิเสรีภาพนอกอาณาเขต เนื่องจากยังมีคนบางกลุ่มที่อยู่ในบังคับของฝรั่งเศส หรืออังกฤษไม่ต้องขึ้นศาลไทย จากข้อได้เปรียบดังกล่าวของสื่อไทย หากใครอยากด่าผู้มีอำนาจก็จะไปจ้างแขก หรือใครก็ได้ที่อยู่ในอังกฤษ ฝรั่งเศสมาวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน

การสร้างสลิ่มขึ้นมาในสังคมไทย เห็นได้จากว่าชุดคำพูดเหล่านี้ เป็นชุดคำที่พันธมิตรเอามาใช้อย่างสม่ำเสมอและกระบวนการนี้ยังมากับวาทกรรมรังเกียจนักการเมือง 

ส่วนกลุ่มที่สองเรียกว่า เป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ แต่ดูมีความน่ากลัวกว่ากลุ่มแรก เพราะมีกลวิธีการเป็นพันธมิตรกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายขวาจัดที่แนบเนียนกว่า กำเนิดของสลิ่มกลุ่มที่สองเป็นสลิ่มที่อยู่ตรงกลาง คือสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธ์จากกลุ่มนี้เคยถูกมองว่าเป็นซ้าย คือกลุ่มที่เคยอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายขวา ซึ่งสลิ่มกลุ่มนี้หมายถึง กลุ่มผู้นำนักศึกษา อย่างคนเคยเข้าป่า นักหนังสือพิมพ์ที่เป็นน้ำดี ศิลปินเพื่อชีวิต กล่าวได้ว่า เสกสรรค์ ประเสิรฐกุล และจิรนันท์ พิตรปรีชา ก็เป็นคนที่กลายพันธุ์เหล่านี้ จุดเชื่อมต่อของคนเหล่านี้ ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นซ้ายและฝ่ายขวา คือคนที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นซ้าย ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งชูอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม อีกฝ่ายหนึ่งที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นซ้ายก็ชูอุดมการณ์ชนบทนิยม ชุมชนนิยม แต่ทั้งหมดนี้แชร์การต่อต้านเสรีนิยมใหม่ เพราะว่า อุดมการณ์ของทั้งสองฝ่ายนี้แท้จริงแล้วเป็นอุดมการณ์จารีตนิยม

สลิ่มเหล่านี้มักอวตารอยู่ในร่างเอ็นจีโอ ที่ทำงานในเครือข่ายทรัพยากร นักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม คนที่ทำงานเพื่อคนยากจน นักวิชาการที่โหยหาวิถีชนบท สิ่งที่คนเหล่านี้แสวงหาคือ "ประชาธิปไตยแบบไทย" ซึ่งไม่เหมือนกับที่โลกเขาเป็นกัน

โดยสรุป มองว่าการต่อสู้ทางการเมืองไทยตอนนี้ คือการต่อสู้ระหว่างชาตินิยมสองแบบ คือ "ชาตินิยมที่เน้นราชาธิปไตย" กับ "ชาตินิยมที่เน้นประชาชน" ซึ่งคือกระบวนการของคนเสื้อแดง อุปสรรคของชาตินิยมประชาชนที่เพิ่งเกิดขึ้นมาคือ ฝ่ายอำมาตย์, ขวาจัดหัวรุนแรง แต่ศัตรูที่น่ากลัวกว่าคือ พันธุ์อวตารของขวาจัดที่ทำงานในร่างซ้ายเก่าที่ทำงานในกลุ่มประชาสังคม เอ็นจีโอ ที่ต่อต้านนักการเมืองชั่ว ทุนสามานย์

เพราะฉะนั้น สื่อที่น่ากลัวไม่ใช่สื่อที่เซ็นเซอร์ตัวเอง แต่เป็นสื่อในนามความหวังของประชาชน สื่อของชนชั้นล่าง เพราะสื่อเหล่านี้ได้กระทำ และผลิตไปบนความปราถนาดีต่อชาวบ้าน ผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ คนเหล่านี้อยากรื้อฟิ้นจิตวิญญาณของสังคมไทยที่ถูกลืมเลือนไป ในสายตาของสื่อเหล่านี้ชาวบ้านคือลูกแกะหลงทาง ที่ต้องต้อนกลับมา กลุ่มทุนเหล่านี้มักมองไม่เห็นหรือทำเป็นมองไม่เห็นว่าทุนนิยมจารีตนั้นแทบเป็นเนื้อเดียวกับทุนโลกาภิวัฒน์ที่สูบกินทรัพยากรของชาติมากกว่าทุนนักการเมืองหรือทุนต่างชาติไร้เส้นสายรวมกัน

ฝ่ายขวาจัดที่อวตารมาในร่างผู้คนปกป้องชาวบ้านและคนจน มีข่ายแหความเกื้อกูล พิทักษ์โลกสีเขียว สำหรับตนแล้ว กลุ่มนี้น่ากลัวกว่าฝ่ายขวาจัดมากมาย

ทางออกที่น่าทำได้คือ ดูสิ่งที่ขาดหายไปในประวัติศาสตร์ เราขาดการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมและ สำคัญที่สุดคือ การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยเราไม่มีการศึกษาประวัติศาสตร์กลุ่มทุน เพื่อที่จะรื้อถอนมายาคติเกี่ยวกับ นักการเมือง นายทุน นักการเมือง เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล เพื่อที่จะใช้ข้อมูลเหล่านี้มายืนยันว่าใครกันแน่คือทุนสามานย์ตัวจริง

"อุดมการณ์ที่ต้องรู้ทันเช่น ศาสนา เราจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ได้เอาสิ่งที่เรียกว่าเป็นศาสนาประจำชาติออก เราต้องทำให้คนมั่นใจตัวเองในฐานะศักยภาพที่เป็นมนุษย์"

ที่มา มติชน

edit @ 29 May 2011 21:44:57 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

Mon, 2011-05-09 15:40

หลิ่มหลี

หลิ่มหลีไปฟังเรื่องสมัยรัชกาลที่ห้าถึงรัชกาลที่เจ็ดมาค่ะ ที่งานที่มธ. เมื่อวันก่อน (7 พ.ค.) คนพูดคือ อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล งง งง ค่ะ หลิ่มหลีไม่รู้เรื่องเท่าไรหรอกค่ะ อาจารย์พูดอะไรก็ไม่รู้ หลิ่มหลีไม่รู้เรื่องเลย ไม่เคยเรียนมาเลยด้วยซ้ำ

หลิ่มหลีว่า อาจารย์ต้องเรียนมาจากนอกโลก นอกประเทศไทยแน่ๆเลย หลิ่มหลีไม่เห็นจะเคยรู้ เคยจำได้เลยว่า เรื่องที่อาจารย์บอกเมื่อวาน มีสิ่งเหล่านี้ด้วย

หลิ่มหลีเรียนประวัติศาสตร์ไทยจากหนังหรือละครไทยค่ะ อย่างเรื่อง นางทาส คือหัตถาครองพิภพ ทวิภพ สุริโยทัย พระนเรศวร ฯลฯ

สิ่งที่หลิ่มหลีเรียนมันก็เหมือนกับหนังละครที่ฉาย หลิ่มหลีก็อ่านหนังสือเยอะนะคะ ชีวิตรักเจ้าฟ้า นางใน ชีวิตเหมือนฝัน ทวิภพ ฯลฯ

แต่ละอย่างที่หลิ่มหลีเรียนและเรียนรู้ ไม่เห็นมีตรงไหนตรงกับที่อาจารย์พูดเมื่อวานเลย

หลิ่มหลีฝันมาตลอด อยากได้กระจกโบราณแล้วได้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีต ไปช่วยแก้ปัญหากรณีพิพาทดินแดน หลิ่มหลีอยากเป็นแม่มณี เป็นสาวเปิ๊ดสะก๊าดในสมัยนั้น

ความแรดตามสันดานหลิ่มๆของหลิ่มหลีในยุคนี้ น่าจะดูเปิ๊ดสะก๊าดพอไหว ... คุณหลวงอาจจะชอบ คิกๆๆๆๆ 
แต่พออาจารย์ธงชัย มาพูดมาเล่าให้ฟังในแง่ประวัติศาสตร์อีกด้าน หลิ่มหลีหัวหมุน เอาพัด(สวยๆ เอามาทำสลิ่มคุณนาย)มาเขกกระโหลกตัวเอง อยากร้องตะโกนว่า “อาจารย์พูดไรหว่ะ” (ความฝันที่จะเป็นแม่มณีสลายหมดเลย บ้าชะมัด)

ตลอดชีวิตของหลิ่มหลี หลิ่มหลีไม่เคยเรียนประวัติศาสตร์ไทยแบบนี้ เท่าที่หลิ่มหลีจำได้ 
ยุคก่อนไทย ก็ คนไทยมาจากเทือกเขาอันไต ที่เห็นจะมีใครสักคนไปทวงคืนมาพร้อมๆกับปราสาทเขาพระวิหาร
ยุคสุโขทัย มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก มีกระดิ่ง มีหินที่สลักตัวอักษรไทย เรียกอะไรน้า.. ศิลา.. ศิลามณี ใช่ไหมคะ ????

ยุคอยุธยา เรามี พระสุริโยทัย อิอิ อันนี้หลิ่มหลีจำได้จากหนัง มี.ใหม่เจริญปุระเล่นชู้กับพราหมณ์จนต้องฆ่าผัวกษัตรย์ทิ้ง มีพระนเรศวรที่หลิ่มหลีเสียดายเงินที่จะไปดูโรง ค่าตั๋วมันแพง จะซื้อแผ่นผี เขาก็ไม่มีขาย คนขายบอกว่า หนังไม่สนุก ทำแผ่นผีไปก็ไม่คุ้ม ไม่มีคนซื้อ เวลกรรม คนเล่นจะเสียใจไหมเนี่ย..
ยุคกรุงเทพ.. หลิ่มหลีก็จำไม่ได้ว่า เขาเรียกอะไร

เฮ้ย ไม่อยากอวดเลยว่า ตอนประถมห้า หลิ่มหลีเคยท๊อปวิชาประวัติศาสตร์ไทย หลิ่มหลีเคยฝันว่า ถ้าวันหนึ่งหล่ิมหลีได้ย้อนเวลากลับไปช่วยชาติไทย หลิ่มหลีว่าจะเอาวิชาประวัติศาสตร์ไทยที่หลิ่มหลีได้ท๊อปของห้องไปช่วยคุณหลวงของแม่มณีซะหน่อย (คนข้างๆยังเปรยว่า ตอนนั้นยังไม่มีชาติไทยโว้ย มีแต่สยาม โอ้ย หลิ่มหลี งง พูดอะไรกันเนี่ย ไม่คุ้นเลย)
อาจารย์ไปเรียนประวัติศาสตร์ไทยมาจากไหนเนี่ย ทำไมไม่เหมือนที่หลิ่มหลีเรียนมาเลย

อาจารย์พูดถึง ลัทธิ รัฐเดี่ยว จักรวรรดิ อำนาจ สังคมอินทรียภาพแบบพุทธ (Buddhist Organic Society) ราชานิยม สยามเก่า สยามใหม่ อนุรักษ์นิยม ประชาชนไม่เคยพร้อม ชิงสุกก่อนห่าม กดขี่ปราบปรามเป็นผลของเลขพิซซ่าเดลิเวอรี่
อาจารย์มีการ์ตูนให้อ่าน มีรูปให้ดู มีตัวหนังสือให้อ่าน เห็นคนฟังเค้าร้อง อือหือกัน หลิ่มหลีก็ไม่รู้เรื่อง แล้วก็ร้องอีก โอ้โหกันอีก หลิ่มหลีก็เอาพัดตบหัว อยากจะทำปากแหลมๆแล้วร้องตะโกนว่า “อาจารย์พูดอะไร หลิ่มหลีไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”

อาจารย์พูดเรื่อง สมัย รัชกาลที่ห้า ไปสู่ รัชกาลที่หก การเสียดินแดน ซึ่งที่แท้ไม่ใช่การเสียดินแดน เป็นการแย่งดินแดนที่มีเจ้าปกครองแบบซ้ำซ้อนกันอยู่ แล้วเราก็รังแกเจ้ารอบข้างเพื่อเอาตัวรอด คล้ายๆกับ การที่เรายอมอ่อนด้อยกับพวกยุโรป เพื่อกดขี่เพื่อนรอบข้าง เราจะได้เป็นพี่เบิ้มแถวบ้านเรา

อาจารย์ทำให้หลิ่มหลีสมองพลิกเป็นอีกอย่างหนึ่งเลย

หลิ่มหลีอยากเป็น “แม่มณี” เป็นสาวเปิ๊ปสะก๊าด กิ้วๆ แบบที่สมัย แอน สิเรียมเคยเล่น (แต่หลิ่มหลีไม่เอาศรันยูแล้วนะ อี๊ เห็นตอนนี้แล้ว หนวดเครารุงรังน่าเกลียด ไม่สะอาดสะอ้านหล่อเหล่าเหมือนเมื่อก่อนเลย) นุ่งกระโจม ห่มสไบ แล้วมีกระเป๋าหลุยส์วิตตองในนั้นใส่ผ้าอนามัยไว้ (หลิ่มหลีไม่อยากใช้กากมะพร้าว) เตรียมตัวข้ามเวลาไปยุคสมัยนั้น เพื่อหาคุณหลวง เพื่อช่วยไม่ให้เราเสียดินแดงไทย

แล้วแบบนี้หลิ่มหลีจะไปเป็น “แม่มณี” ได้อย่างไรกัน

อาจารย์ย้อนให้เห็นภาพการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถส่งผลเสียให้กับปัจจุบัน แล้วก็ไม่เคยเอาประวัติศาสตร์มาปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เรียกว่า เจ็บแล้วไม่จำ โง่แล้วไม่เจียม (อันนี้หลิ่มหลีคิดเอง)

หลิ่มหลีเรียนแต่ประวัติศาสตร์ด้านดีที่เกิดขึ้นมาแต่ในอดีต ไม่เคยเรียนเรื่องเสียหาย (แถมอาจารย์ประวัติศาสตร์บางท่านที่เคยสอนหลิ่มหลียังเคยบอกหลิ่มหลีว่า การที่ประเทศญี่ปุ่นไม่เคยให้นักเรียนของตัวเองเรียนประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเลย เป็นเรื่องน่าอาย)

ตอนนี้หลิ่มหลีต้องมานึกย้อน ..แล้วเราล่ะ 
ไม่อาจารย์ผิด ก็หลิ่มหลีเพี้ยน หรือว่า เราถูกสร้างประวัติศาสตร์ให้เราดูดี ดูหรู ดูชาตินิยม

เค้าให้หลิ่มหลีเรียนแต่ประวัติศาสตร์ด้านดีดีคนดีดี ทุกคนที่อยู่ในประวัติศาสตร์เท่าที่หลิ่มหลีเรียนมาคือวีรบุรุษ วีรสตรี ไม่ว่าจะเป็นใคร ชนชั้นไหน ทุกคนได้รับการบอกเล่าในเรื่องดีหมดเลย

มองๆไป ก็ดีนะคะ
คนสมัยก่อนโชคดี ที่มีคนเขียนประวัติศาสตร์ดีดีให้

ปัจจุบัน คือ ประวัติศาสตร์ของอนาคต
เขาจะโชคร้ายแค่ไหนที่ไม่มีใครเขียนประวัติศาสตร์ให้เขา

ที่มา ประชาไท

NoteจากBlogger : หัวข้อที่อาจาร์ยธงชัย วินิจจะกูล พูดตอนนั้นก็คือมรดกสมบูรณายาสิทธิราชย์สมัยใหม่ในปัจจุบัน ลองไปหาอ่านดูได้ 

edit @ 20 May 2011 21:41:33 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

“ การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ ‘เปิดประตู’ เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม 

หยุดใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ปล่อยคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ปล่อยคุณดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และคนอื่นๆ 

ขจัดบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหนก็ตาม 

หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย

พระมหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป

ฝ่ายเจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว”


ธงชัย วินิจจะกูล

000000

เกริ่นนำ

เมื่อ 10 ปีก่อนในรายการเพื่ออาจารย์ชาญวิทย์เช่นกัน ผมถือว่าเป็นโอกาสที่จะเสนอความคิดทางวิชาการครั้งสำคัญเพื่อให้งานสำหรับอาจารย์ชาญวิทย์มีความหมายต่อไปอีกนานๆ คราวนั้นจึงประมวลความคิดความรู้เสนอเรื่อง “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม” เป็นหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์นิพนธ์และปรัชญาประวัติศาสตร์ของไทยซึ่งเป็นแขนงความรู้หนึ่งที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญ

วันนี้เป็นโอกาสสำคัญทำนองเดียวกันอีกครั้ง คราวนี้ขอเลือกหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญจนเป็นที่รู้จักกันดี

การศึกษาประวัติศาสตร์มีหลายแบบ โดยมากจะสนใจลงรายละเอียดข้อเท็จจริงมากมายเพื่อต่อชิ้นส่วนของอดีตอีกชิ้นหนึ่ง แต่มีงานทางประวัติศาสตร์ การคิดทางประวัติศาสตร์อีกแบบคือ ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในมุมกว้างครอบคลุมเวลานับร้อยปี เพราะการศึกษาในแบบแรกซึ่งทำกันอยู่ทั่วไป มักมองไม่เห็นแนวโน้มใหญ่ๆทางประวัติศาสตร์ของสังคม มองไม่เห็นทั้ง “ป่า” มองเห็นแต่ “ต้นไม้” เป็นต้นๆหย่อมๆ

ในวันนี้ผมอยากจะเพ่งมองลงไปที่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทยใน 100 กว่าปีที่ผ่านมานับแต่เริ่มเกิด “สยามใหม่” ก็ว่าได้ พยายามมองในกรอบเวลากว้างไกล เราจะเห็นอะไร

แน่นอนว่ามีหลายแง่มุมให้เราเพ่งมอง เช่นฐานของระบบเศรษฐกิจ หรือประวัติศาสตร์ชนบทไทย แน่นอนว่าเราอาศัยความได้เปรียบที่เรามีชีวิต 100 ปีหลังจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้เห็นความคลี่คลายของสังคมไทย 100 ปีให้หลัง ถ้าเรามองจากปัจจุบัน มองภาพรวมของกระแสความเปลี่ยนแปลงในร้อยปี เราจะเห็นอะไรบ้าง

สิ่งที่เด่นชัดขึ้นมา คือ มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังอยู่กับทุกอณูของปัจจุบัน


สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในความเข้าใจของเราและของบทความนี้

ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์มี 2 นัย คือ

หนึ่ง สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีคุณูปการมหาศาลต่อปัจจุบัน ช่วยให้สยามอยู่รอดเป็นเอกราชและเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่รุ่งเรืองเจริญสถาพรทุกด้าน

สอง แต่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รวบอำนาจในมือกลุ่มเจ้า ไม่เปิดโอกาสแก่สามัญชนที่มีความรู้ความสามารถในระบบราชการ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อความเจริญ ดังนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 ซึ่งถือว่าเป็น “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” เรามักเข้าใจกันว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว หากนับจากปีที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชอำนาจอย่างเต็มที่ประมาณปี 2425 และเริ่มการปฎิรูปครั้งใหญ่ จนถึง 2475 สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีอายุประมาณ 50 ปีเท่านั้น

ทุกวันนี้คนจำนวนมากเอาทั้งสองนัยมารวมกันคือ สรรเสริญทั้งสมบูรณาญาสิทธิราชย์และคณะราษฎร (โดยเฉพาะ 30 ปีหลังมานี้ที่คณะราษฎรและปรีดี พนมยงค์ได้รับการกอบกู้เกียรติภูมิขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง) แต่ประวัติศาสตร์มาตรฐานเน้นนัยแรก และโทษว่าปัญหาหนักหน่วงใดๆของสังคมการเมืองไทยหลังจากนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปเพราะ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว บาปเป็นของคณะทหารเริ่มจากจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นต้นมา

สิ่งที่ผมเห็นจากการมองประวัติศาสตร์แบบมุมกว้างกลับพบว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่จบอย่างที่คิด เพราะสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สร้างฐานรากหลายๆด้านแก่สังคมการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นฐานรากของปัญหาเรื้อรังหลายอย่างของปัจจุบันด้วย ปัญหาสำคัญหลายอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แก้ยากเย็นเหลือหลายเพราะเรื้อรังมานาน แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพราะเรานึกว่าจบไปแล้ว

คณะราษฎรยุติระบอบการเมืองอย่างเป็นทางการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ไม่ตระหนักรู้เพียงพอถึงรากฐานที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์สร้างไว้ คณะราษฎรจัดการกับปัญหาสำคัญบางด้าน แต่กลับสืบทอดมรดกหลายอย่างของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อมาด้วยซ้ำ

ขอได้โปรดเข้าใจว่าการประเมินย้อนหลังเช่นนี้มิใช่กล่าวโทษหรือลดคุณูปการของบรรพบุรุษในอดีต ทุกคนมีข้อจำกัดตามยุคสมัยด้วยกันทั้งนั้น และคุณูปการทุกอย่างย่อมมีด้านที่เป็นปัญหาซึ่งมักโผล่ตัวหลายสิบปีหลังจากนั้น เราต้องทั้งเคารพอดีตยามที่เราศึกษาเหตุการณ์และมนุษย์ในอดีต แต่ต้องกล้ามองอดีตจากปัจจุบันยามที่เราแสวงหาบทเรียนหรือประเมินผลของอดีตต่อปัจจุบัน

ทำไม สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีมรดกลึกซึ้งกว้างไกลขนาดนั้น

เพราะว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบอำนาจและยุคสมัยที่ให้กำเนิดและหล่อหลอมรัฐไทยสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก คือระบอบอำนาจที่ทั้งก่อให้เกิดและเป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงขณะที่สยามเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงเป็น Defining Period ของสยามยุคสมัยใหม่ หมายถึง เป็นช่วงเวลาที่รัฐไทยและสังคมไทยตัดสินเลือกทางเดินสำคัญๆที่มีผลกำหนดอนาคตของสยามประเทศต่อมาอีกนาน เป็นยุควางรากฐาน เสาเข็ม โครงสร้างของรัฐและภาวะสมัยใหม่ของไทย บ้านหลังนี้เปลี่ยนผนังกั้นห้อง ทาสีใหม่ไปแล้วหลายรอบ แต่ฐานราก เสา โครงสำคัญกลับยังไม่เคยเปลี่ยน

กล่าวอีกอย่างคือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในที่นี้ไม่ใช่เพียงแค่ระบอบการเมืองทางการที่จบไปแล้ว แต่หมายถึงยุคสมัยหรือช่วงขณะที่เป็นรากฐานของไทยสมัยใหม่ที่ก่อรูปเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และกลายเป็นรากฐานของสังคมไทยสมัยใหม่ต่อมาอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วง 50 ปีนับจากปลายรัชกาลที่ 5 ถึงสิ้นรัชกาลที่ 7 

ผลผลิตสำคัญที่สุดของสมบูรณาญาสิทธิราชย์คือประเทศไทยสมัยใหม่นั่นเอง


มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่สืบทอดมาอย่างไม่หยุดนิ่งตายตัว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ภายในกรอบที่วางไว้ตั้งแต่ 100 ปีก่อน เอาเข้าจริงแทบทุกอย่างที่จะเสนออาจกล่าวได้ว่านักประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ก็พอมองเห็นมาก่อน แต่พวกเขามองเห็นว่าเป็นคุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองขอให้อยู่ต่อไปอีกนานๆ นั่นเป็นจุดยืนและมุมมองแบบเจ้ากรุงเทพฯที่นักประวัติศาสตร์มักรับเอามาเป็นของตน จนทำให้มองไม่เห็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน นั่นคือ คุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองน่าภาคภูมิใจนั้น กลับเป็นกรอบกำแพงที่กักขังสังคมไทยไว้ จนไม่สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับเวลาที่เปลี่ยนไป หลายประเด็นเป็นข้อจำกัดทำให้เราไม่สามารถแม้แต่จะคิดออกนอกกรอบกำแพงดังกล่าว หรือถึงกับรังเกียจ ลงโทษ ทำร้ายคนที่คิดออกนอกกรอบกำแพงดังกล่าว

อะไรบ้างคือมรดกเหล่านั้น ในที่นี้จะขออธิบายเริ่มจากบริบท แล้วจะกล่าวถึงมรดกเป็นเรื่องๆไป เริ่มจากรัฐ ระบบการปกครอง อำนาจอธิปไตย ต่อด้วยเรื่องวัฒนธรรมภูมิปัญญา ได้แก่พุทธศาสนา อุดมคติทางสังคม ความรู้ประวัติศาสตร์ และลงท้ายที่ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์

ในตอนท้ายสุด จะกล่าวถึงทัศนะท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ๆ ซึ่งก็เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกันว่าเกี่ยวข้องกับปัจจุบันอย่างไร 


บริบทของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในที่นี้ขอย้ำบริบทสำคัญเพียงประการเดียว นั่นคือ สภาวะกึ่งอาณานิคมของสยาม 

ความเข้าใจที่ว่าสยามไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นนั้นไม่ผิดเสียทีเดียวแต่ก็ไม่ถูกความเข้าใจนี้จำกัดปิดกั้นความคิดวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์อย่างมากจนหลงทิศทางมาตลอด สภาวะกึ่งอาณานิคมกล่าวโดยสรุปหมายถึง

· สยามตระหนกต่อกำลังของมหาอำนาจยุโรป แม้แต่จีนซึ่งเป็นจักรวรรดิใหญ่ของอารยธรรมสมัยก่อนยังพ่ายแพ้ต่อจักรวรรดินิยมยุโรป แม้แต่พม่าซึ่งเป็นอริที่เข้มแข็งในโลกทัศน์ของสยามก็พ่ายแพ้ราบคาบ สยามตระหนักว่าต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

· แต่ชนชั้นนำสยามให้ความร่วมมือกับมหาอำนาจยุโรปอย่างดี ทั้งเพราะเกรง เพราะเห็นการณ์ไกล และเพราะได้ประโยชน์มาก ความรู้และเทคโนโลยี่การปกครองแบบใหม่ เพิ่มกำลังอำนาจของชนชั้นนำสยาม การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอาณานิคมระดับโลกให้ผลประโยชน์แก่ชนชั้นนำสยาม

· เป้าหมายสำคัญของการปรับตัวเพิ่มอำนาจ มิใช่แค่การทัดทานฝรั่ง แต่เพื่อรักษาสถานะเดิมที่เป็นอธิราชเหนืออาณาจักรหลายแห่งในภูมิภาค ในยามที่อธิราชคู่แข่งร่วงลงทีละแห่ง ความเป็น “เอกราช” ที่สยามต้องการมิได้แค่หมายถึงเป็นอิสระจากฝรั่ง แต่หมายถึงต้องการรักษาสถานะองค์ราชาที่เป็น “เอก” เหนือราชาทั้งหลาย

· สยามใหม่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงเป็นทั้งผู้ด้อยกว่าจักรวรรดิยุโรป และเป็นเจ้าจักรวรรดิ “พี่เบิ้ม” ของภูมิภาคในเวลาเดียวกัน

· ชนชั้นนำสยามไม่ถูกโค่น พวกเขาเป็นอำนาจนำในการเลือกสร้าง เลือกรับปรับเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีของรัฐสยามใหม่ ที่กล่าวว่า สยามเลือกรับของดีทิ้งของเสียจากตะวันตก จึงหมายถึงเลือกสิ่งที่ชนชั้นนำเห็นว่าดีสอดคล้องผลประโยชน์ จริต รสนิยม อุดมคติของตน การเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่างจึงเป็นไปได้เพราะพวกเขาเลือกทำตามผลประโยชน์ของตน ยังไม่มีพลังทางสังคมกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์เป็นของตนเองต่างจากพวกเจ้าในยุคนั้น

· การกระทำทั้งหลายทั้งปวงเพื่อ “รักษาเอกราช” จึงแยกไม่ออกจากการรักษาอำนาจ รักษาสถานะเดิมและผลประโยชน์ของชนชั้นนำสยามในขณะนั้น ทั้งสองอย่างเป็นอย่างเดียวกัน ประวัติศาสตร์ฉบับทางการสอนเราด้านเดียวว่าเป็นการรักษาเอกราช แต่ไม่ได้ชี้ให้เห็นอีกด้านที่แยกกันไม่ออก ซึ่งก่อมรดกมากมายมาสู่ปัจจุบัน


รัฐสยามแบบไทยๆ อธิปไตยแบบไทยๆ และลัทธิเสียดินแดน

เรารู้กันดีว่าการสถาปนาระบบการปกครองหัวเมืองและระบบราชการสมัยใหม่ที่กรุงเทพฯเป็นผลงานเอกและเป็นหลักหมายของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่ยังมีศึกษากันไม่พอก็คือ รัฐที่ดูเหมือนสมัยใหม่นั้นอยู่บนฐานจารีตเดิมขนาดไหนอย่างไร ผลผลิตหรือรัฐแบบฝรั่งใส่ชฎาหรือนุ่งผ้าม่วงเขมรใส่เชิ้ตฝรั่งที่ตกทอดมาถึงเรานั้น แท้ที่จริงเป็นรัฐแบบไทยๆอย่างไร ก่อปัญหาแบบไทยๆในยุคต่อมาขนาดไหน

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเรื่องรัฐรวมศูนย์และเรื่องอฺธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งเป็นฐานของระบบบริหารที่ล้าหลังไม่ยอมปรับตัว ลัทธิรัฐเดี่ยวที่แข็งทื่อ และลัทธิเสียดินแดน

ก่อนมีอธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันนั้น สยามเป็นรัฐราชาธิราช องค์อธิราชอ้างความชอบธรรมจากบุญญาบารมีที่สูงส่งกว่ากษัตริย์อื่น ทำตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่ที่แผ่ร่มบรมโพธิสมภารเหนือกษัตริย์รายอื่นซึ่งเป็นเจ้าพ่อรายย่อยกว่า ดินแดนไม่ใช่ฐานของอำนาจแบบรัฐราชาธิราช

อธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันของสยามเป็นการแปร “ร่มบรมโพธิสมภาร” หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นปริมาณที่มีขอบเขตชัดเจนบนผิวโลก

การแปรเปลี่ยนนี้จึงต่างลิบลับตรงข้ามกับกำเนิดของอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐสมัยใหม่ในยุโรปเมื่อกลางศตวรรษที่ 17 พัฒนาการของ nation-state ในยุโรปในศตวรรษที่ 18-19 ก็เป็นคนละเรื่องกับกำเนิดชาติและสยามประเทศในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

รัฐชาติสยามคือการแปลงร่างรัฐราชาธิราชออกมาเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีฐานอยู่กับดินแดน

กระบวนการแปลงร่างนี้อาศัยกระบวนการ 2 ด้านควบคู่กัน กระบวนการแรกคือ ผนวกประเทศราชเดิมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบ “เทศาภิบาล”ที่ใช้ดินแดนเป็นฐาน เรารู้จักกระบวนการนี้ในนามของการปฎิรูปการปกครองหัวเมืองซึ่งเริ่มตั้งแต่ประมาณปลายทศวรรษ 2420 แต่ประกาศเป็นทางการเมื่อ ร.ศ.111 (2435)

กระบวนการที่สองคือ ใช้กำลังทหารเข้าครอบครองแย่งชิงดินแดนที่อธิปไตยเดิมกำกวมซ้อนทับกันระหว่างอธิราชหลายองค์ วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 คือผลของการแย่งชิงประเภทนี้กับฝรั่งเศสแล้วสยามแพ้ สยามจึงไม่เคยพ่ายแพ้จนจะตกเป็นอาณานิคม แต่สยามแย่งดินแดนกับเขาแล้วแพ้ เอามาเป็นของสยามไม่ได้ เสียพระเกียรติยศของเจ้าพ่อรายใหญ่

การแปลงร่างเกิดเป็นสยามขวานทอง จึงเป็นผลลัพธ์ของความพ่ายแพ้ชนิดนี้ ดินแดนถูกกำหนดขอบเขตโดยมหาอำนาจยุโรป ไม่ใช่เสียดินแดนแต่เพราะได้เพียงแค่นี้ และเป็นผลลัพธ์ของผนวกประเทศราชเดิมเข้าในบูรณภาพเหนือดินแดนซึ่งสยามเก่าไม่เคยมีมาก่อน

มรดกสำคัญที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ส่งทอดต่อมาในเรื่องนี้ได้แก่

ประการแรก ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์เกิดขึ้นเพื่อบริหารบงการบูรณภาพเหนือดินแดนแบบใหม่ เป็นความจำเป็นเพื่อยึดผนวกหัวเมืองและประเทศราชเดิมไว้ในมือกรุงเทพฯอย่างแข็งแกร่งในยามต้องการรักษาอำนาจแต่ตระหนกต่อจักรวรรดินิยมยุโรป

การปกครองดินแดนแบบใหม่เริ่มต้นโดยอธิราชเดิมแปลงร่างเป็นรัฐบาลกลางของรัฐแบบใหม่ เจ้าเมืองเดิม เจ้าครองนครประเทศราชเดิม ล้วนแต่อ่อนแอ ไม่มีอำนาจต่อรองสร้างระบบปกครองที่มีอิสระสักหน่อยจากศูนย์กลาง ครั้นเจ้าเมืองเดิมพยายามเช่นนั้นก็ถูกปราบรุนแรงราบคาบทุกแห่งทั้งในหัวเมืองล้านนา หัวเมืองลาว และหัวเมืองปัตตานีในปี 2445 (ร.ศ.121)

ระบบรวมศูนย์ที่แข็งทื่อไม่ยืดหยุ่นให้อำนาจล้นหลามเกินจำเป็นแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมา ให้ผลประโยชน์มหาศาลแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯเพราะดูดซับทรัพยการจากทั้งประเทศมาเจือจุนกรุงเทพฯแม้ว่าจะเป็นระบอบหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้วก็ตาม ระบบนี้ขัดขวางการกระจายอำนาจ ไม่ยอมให้อำนาจแก่ประชาชนท้องถิ่นตัดสินอนาคตของตัวเอง ระบบนี้ไม่เคยถูกทบทวนในยุคต่อมารวมทั้งหลัง 2475 แถมแข็งแกร่งขึ้นภายใต้รัฐทหารที่อ้างภัยต่อความมั่นคงของชาติในยุคสงครามเย็น

ประการที่สอง ระบบรวมศูนย์ถูกค้ำจุนด้วยลัทธิรัฐเดี่ยว (เอกรัฐ) แบบแข็งทื่อ นั่นคือ ความเชื่อ ว่า รัฐไทยต้องอยู่ใต้ระบบปกครองที่เหมือนๆกันทั้งประเทศ การกระจายอำนาจถูกหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพราะถือว่าเป็นก้าวแรกของความแตกแยกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศไทย เอกราชต้องหมายถึงดินแดนทุกส่วนต้องอยู่ใต้การปกครองจากกรุงเทพฯเหมือนๆกัน การต่อสู้เรื่องกระจายอำนาจจึงยากลำบากแสนเข็ญ เพราะถูกสงสัยเป็นประจำว่าจะทำให้ประเทศแตกแยกเป็นส่วนๆ แม้ว่าการกระจายอำนาจจะเป็นจริงมากขึ้นหลังสงครามเย็นในประเทศสิ้นสุดลง รัฐไทยยอมรับความหลากหลายของภูมิภาคและท้องถิ่นมากขึ้นนับจากกลางทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังแข็งแกร่งอยู่ ดูได้จากการจัดการวิกฤตชายแดนใต้ไม่ว่าโดยรัฐบาลไหนก็ตามนี่เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกอย่างที่เป็นปัญหาหนักหน่วงในปัจจุบัน

ความเชื่อว่าประเทศไทยต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน เป็นแบบเดียวกัน ภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งผืน เพื่อความมั่นคงรักษาเอกราชไว้ ยังเป็นฐานของลัทธิ “ความเป็นไทย” ที่คับแคบตายตัว ซึ่งก่อตัวเติบโตมากับสยามใหม่ที่มีจินตนาการผูกติดกับอธิปไตยเหนือดินแดนแบบไทยๆ มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้เป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยมไทยจนปัจจุบัน

ประการที่สามลัทธิเสียดินแดน แม้สยามไม่เคยตกเป็นอาณานิคม แต่กลับมีลัทธิความเชื่อทางประวัติศาสตร์ไม่ต่างกับประเทศอาณานิคม คือ เชื่อว่า เสียดินแดนให้นักล่าอาณานิคม ลัทธิเสียดินแดนเป็นมรดกความเชื่อทางประวัติศาสตร์ ที่รับเอามุมมองและความคิดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของเรา ถ้าเราคิดอย่างอิสระแบบคนไม่ใช่เจ้า หรือคิดจากมุมมองของเจ้าเวียงจันทน์ ยโสธร มุกดาหาร สุวรรณเขต พวน กัมพูชา ฯลฯ ก็จะไม่มีทางเข้าใจลัทธิเสียดินแดนของไทย

อานุภาพของลัทธิเสียดินแดนมีมากขนาดไหนคงไม่ต้องอธิบายกันอีก แต่อยากขอสรุปแต่เพียงว่า ลัทธิเสียดินแดนเป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยมของไทยมาจนถึงปัจจุบัน


พุทธศาสนากับความเป็นไทย

พุทธศาสนาในสยามผ่านการปฎิรูปทางภูมิปัญญาครั้งใหญ่ในต้นศตวรรษที่ 19 โดยขบวนการธรรมยุตินิกายของวชิรญาณภิกษุ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือความเข้าใจต่อ “ศาสนา” อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน พุทธศาสนาต้องมิใช่ความเชื่อที่อธิบายโลกธรรมชาติทั้งปวงอีกต่อไป แต่ทำให้ศาสนาเป็นระบบความเชื่อทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล และเป็นความเชื่อที่เป็นเหตุเป็นผล การตีความปรัชญาความคิดพุทธศาสนามีต่อมาอีกมากมายในสังคมไทยแต่โดยมากอยู่ภายในกรอบของพุทธศาสนาอย่างที่วางไว้แล้วแต่ครั้งนั้น

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของพุทธศาสนาในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีสองประการ คือ ประการแรก สถาปนาคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์ตามแบบการปกครองของรัฐ และแผ่ขยายความคิด การตีความและคัมภีร์ที่กรุงเทพฯถือเป็นมาตรฐานออกไปเพื่อตะล่อมให้พุทธศาสนาบนแผ่นดินสยามคล้ายคลึงตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นในครึ่งหลังของรัช