book

คอลัมป์ หมายเหตุประเทศไทย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2554

คนทำหนังสือลุกขึ้นสู้ปูนใหญ่

ก็เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่ 12 องค์กรสิ่งพิมพ์ ตั้งแต่ กลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ลงไปจนถึง สมาคมนิตยสาร และ สมาคมค้าวัสดุอุปกรณ์การพิมพ์ไทย รวมพลังลุกขึ้นสู้กับ บริษัทผลิตกระดาษยักษ์ใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ ในเครือ ปูนใหญ่ หรือ เครือซิเมนต์ไทย ที่มีอิทธิพลเหนือวงการตลาดกระดาษในเมืองไทยอย่างไม่กลัวเกรง

ทุกวันนี้ กระดาษพิมพ์เขียน และ ตำราเรียนของเด็กไทย มีราคา แพงเกินไป จนทำให้ เด็กไทยขาดทักษะ ในการ อ่านเขียนหนังสือไทย จนน่าตกใจ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ เอสซีจี เปเปอร์ หรือ บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทยจำกัด ในเครือ ปูนใหญ่ หรือ เครือซิเมนต์ไทย ไปยื่นคำร้องต่อ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ยุค นางพรทิวา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีใน รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอให้เก็บภาษี AD กระดาษที่นำเข้าจาก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน และ อินโดนีเซีย โดยอ้างกฎหมายการทุ่มตลาด เพราะกระดาษนอกขายถูกกว่ากระดาษปูนใหญ่ที่ผลิตในเมืองไทย

ฟังแล้วผมก็รู้สึกขบขันในข้ออ้างของปูนใหญ่

ประเทศที่มีค่าครองชีพแพงติดอันดับโลก อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และมีค่าแรงแพงกว่าไทยไม่รู้กี่เท่า กลับผลิตกระดาษส่งมาขายเมืองไทย ในราคาที่ถูกกว่ากระดาษปูนใหญ่ที่ผลิตในเมืองไทย

ผมไม่เชื่อว่า 29 โรงงานใน 5 ประเทศนี้จับมือกันทุ่มตลาดกระดาษเมืองไทย

แต่ผมเห็นว่า เครือปูนใหญ่ขายกระดาษแพงเกินไป เพราะมีส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มีอำนาจเหนือตลาด จนส่งผลกระทบต่อต้นทุน การผลิตหนังสือในเมืองไทย ทำให้คนไทยขาดโอกาสอ่านหนังสือราคาถูก

ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรัฐมนตรีพาณิชย์ ทราบไหมครับ หนังสือ 1 เล่ม ต้นทุนกระดาษกินไปแล้ว 45–50% เหลือเงินไปไม่ถึง “สมอง” คนทำด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีโฆษณาเพียงพอ หรือมีแต่ขาดทุนสถานเดียว

โรงงานกระดาษปูนใหญ่ เอ็นจอยกับการคุ้มครองจากรัฐมาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่ตั้งโรงงาน ได้บีโอไอไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ ไม่ให้กระดาษนอกเข้ามาแข่งขัน ตั้งกำแพงภาษีกระดาษนำเข้าสูงถึง 40% เพื่อให้แพงกว่ากระดาษปูนใหญ่ 40% ส่งผลให้ปูนใหญ่กำไรบานเบิกมาตลอด

ทุกวันนี้ โรงงานกระดาษปูนใหญ่ ไปซื้อกิจการ โรงงานกระดาษเล็กใหญ่ ในเมืองไทย จนเหลือคู่แข่งเพียงรายเดียวคือ กระดาษ AA แต่ก็น่าแปลกที่กระดาษเอเอ กลับไม่เดือดร้อนจากกระดาษนอกเหมือนปูนใหญ่ ทั้งที่อยู่ในตลาดเดียวกัน

คุณเกรียงไกร เธียรนุกูล รองเลขาธิการและประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกว่า ถ้า กระทรวงพาณิชย์ ขึ้นภาษีกระดาษนอกตามที่ ปูนใหญ่ ต้องการ จะส่งผลให้กระดาษผลิตตำราเรียน แมกกาซีน ฯลฯ จาก 5 ประเทศนี้แพงขึ้นทันทีหลายสิบเปอร์เซ็นต์ กระดาษเกาหลี เพิ่ม 5.85% อินโดนีเซีย เพิ่ม 6.62% จีน เพิ่ม 17.64% ญี่ปุ่น เพิ่ม 43.01% และ ไต้หวัน เพิ่ม 54.58%

โลกวันนี้เป็น โลกการค้าเสรี ผมจึงไม่เห็นด้วยที่ กระทรวงพาณิชย์ จะช่วย ปูนใหญ่ ผูกขาดตลาดกระดาษต่อไปอีก ตรงกันข้าม ปูนใหญ่ควรจะลดราคากระดาษลงมา เสียที ตำราเรียน และ หนังสือความรู้ต่างๆ จะได้มี ราคาถูกลง ไม่ใช่ปล่อยให้ คนไทยโง่ อ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด แต่ เครือปูนใหญ่ รวยเอาๆ

เดือนที่แล้ว ปูนใหญ่ เพิ่งแถลงผลประกอบการไตรมาส 2 กำไรก่อนหักดอกเบี้ยสูงลิ่ว 14,161 ล้านบาท หักดอกเบี้ยเหลือกำไร 7,496 ล้านบาท ครึ่งปีแรกฟันกำไรสุทธิไป 16,703 ล้านบาท กำไรขนาดนี้ปูนใหญ่ควรจะใจกว้าง คืนกำไรสู่สังคมไทยบ้าง นี่คือ CSR ของจริง ไม่ใช่แค่โฆษณาตามสื่อ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

edit @ 27 Aug 2011 14:02:51 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

ประเภทบันเทิงคดี (FICTION)

ก. กวีนิพนธ์และบทละคร

1. ประชุมโคลงโลกนิติ - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร
2. เสภาศรีธนญไชยเชียงเมี่ยง
3. นิราศหนองคาย - หลวงพัฒนพงศ์ภักดี
4. สามัคคีเภทคำฉันท์ - ชิต บุรทัต
5. มัทนะพาธา - พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
6. โคลงกลอนของครูเทพ - เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
7. บทละครเรื่องพระลอ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
8. ขอบฟ้าขลิบทอง - อุชเชนี
9. เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า. - นายผี
10. บทกวีของเปลื้อง วรรณศรี
11. บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ - จิตร ภูมิศักดิ์
12. จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย - ทวีปวร
13. กวีนิพนธ์ - อังคาร กัลยาณพงศ์
14. ขอบกรุง - ราช รังรอง
15. เพียงความเคลื่อนไหว - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ข. นิยาย

16. ละครแห่งชีวิต - ม.จ. อากาศดำเกิง รพีพัฒน์
17. กามนิต - เสฐียรโกเศศ, นาคะประทีป
18. ดำรงประเทศ - เวทางค์
19. ผู้ชนะสิบทิศ - ยาขอบ
20. หนึ่งในร้อย - ดอกไม้สด
21. บางระจัน - ไม้ เมืองเดิม
22. หญิงคนชั่ว - ก. สุรางคนางค์
23. พล นิกร กิมหงวน - ป. อินทรปาลิต
24. ปักกิ่ง-นครแห่งความหลัง - สด กูรมะโรหิต
25. เราลิขิต-บทหลุมศพวาสิฏฐี - ร.จันทพิมพะ
26. เมืองนิมิตร - ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์
27. แม่สายสะอื้น - อ. ไชยวรศิลป์
28. พัทยา - ดาวหาง
29. แผ่นดินนี้ของใคร - ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์
30. มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร - แย้ม ประพัฒน์ทอง
31. ปีศาจ - เสนีย์ เสาวพงศ์
32. สี่แผ่นดิน - ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
33. ทุ่งมหาราช - มาลัย ชูพินิจ
34. แลไปข้างหน้า - ศรีบูรพา
35. เสเพลบอยชาวไร่ - รงค์ วงษ์สวรรค์
36. จดหมายจากเมืองไทย - โบตั๋น
37. เขาชื่อกานต์ - สุวรรณี สุคนธา
38. สร้างชีวิต - หลวงวิจิตรวาทการ
39. ตะวันตกดิน - กฤษณา อโศกสิน
40. สร้อยทอง - นิมิตร ภูมิถาวร
41. พิราบแดง - สุวัฒน์ วรดิลก
42. ลูกอีสาน - คำพูน บุญทวี

ค. เรื่องสั้น

43. นิทานเวตาล - น.ม.ส.
44. จับตาย : รวมเรื่องเอก - มนัส จรรยงค์
45. เรื่องสั้นของป. บูรณปกรณ์ (ชีวิตจากมุมมืด, ดาวเงิน) - ป. บูรณปกรณ์
46. เสาชิงช้า, เอแลนบารอง และเรื่องสั้นอื่นๆ ของ ส. ธรรมยศ
47. พลายมลิวัลลิ์ และเรื่องสั้นบางเรื่อง ของถนอม มหาเปารยะ
48. ผู้ดับดวงอาทิตย์ และเรื่องสั้นอื่นๆ - จันตรี ศิริบุญรอด
49. ยุคทมิฬ และเรื่องสั้นอื่นๆ ของ อิศรา อมันตกุล
50. เรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ - อาจินต์ ปัญจพรรค์
51. ฟ้าบ่กั้น - ลาว คำหอม
52. ชุดเพื่อนนักเรียนเก่า "เพื่อนเก่า" - เสนอ อินทรสุขศรี
53. รวมเรื่องสั้นบางเรื่องของฮิวเมอร์ริสต์ - ฮิวเมอร์ริสต์
54. ฉันจึงมาหาความหมาย - วิทยากร เชียงกูล
55. คนบนต้นไม้ - นิคม รายวา

ประเภทสารคดี/บทความ (NON FICTION)

ก. ประวัติศาสตร์

56. ประวัติกฎหมายไทย - ร. แลงกาต์
57. นิทานโบราณคดี - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
58. โฉมหน้าศักดินาไทย - จิตร ภูมิศักดิ์
59. กบฏ ร.ศ. 130 - เหรียญ ศรีจันทร์, ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์
60. เจ้าชีวิต - พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
61. ศาลไทยในอดีต - ประยุทธ สิทธิพันธ์
62. ประวัติศาสตร์ไทยสมัย 2352-2453 ด้านสังคม - ชัย เรืองศิลป์
63. สังคมไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ 2325 - 2416 - ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์

ข. การเมือง,ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย, เศรษฐศาสตร์

64. ทรัพยศาสตร์ - พระยาสุริยานุวัตร
65. เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475 - กุหลาบ สายประดิษฐ์
66. ความเป็นอนิจจังของสังคม - ปรีดี พนมยงค์
67. ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก - เดือน บุนนาค
68. โอ้ว่าอาณาประชาราษฎร - สนิท เจริญรัฐ
69. ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง - ดิเรก ชัยนาม
70. สันติประชาธรรม - ป๋วย อึ๊งภากรณ์
71. ห้าปีปริทัศน์ - ส. ศิวรักษ์
72. "วันมหาปิติ" วารสาร อมธ.ฉบับพิเศษ 14 ตุลาคม 2516 - องค์การบริหารกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ค. ศิลปะ ภาษาและวรรณกรรม วรรณกรรมวิจารณ์

73. วรรณคดี และวรรณคดีวิจารณ์ - วิทย์ ศิวะศิริยานนท์
74. ประติมากรรมไทย - ศิลป พีระศรี
75. วรรณสาส์นสำนึก - สุภา ศิริมานนท์
76. วิทยาวรรณกรรม - พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
77. ความงามของศิลปไทย - น. ณ ปากน้ำ
78. ภาษากฎหมายไทย - ธานินทร์ กรัยวิเชียร
79. วรรณไวทยากร ชุมนุมบทความทางวิชาการ ฉบับวรรณคดี - เจตนา นาควัชระ และมล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ
80. แสงอรุณ 2 - แสงอรุณ รัตกสิกร

ง. สังคมวิทยา, มานุษยวิทยา, ประวัติศาสตร์สังคม

81. พระราชพิธีสิบสองเดือน - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
82. สาส์นสมเด็จ - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
83. 30 ชาติในเชียงราย - บุญช่วย ศรีสวัสดิ์
84. เทียนวรรณ - สงบ สุริยินทร์
85. กาเลหม่านไต - บรรจบ พันธุเมธา
86. นิทานชาวไร่ - น.อ.สวัสดิ์ จันทนี
87. ภารตวิทยา - กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย
88. ฟื้นความหลัง - พระยาอนุมานราชธน
89. ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ - จิตร ภูมิศักดิ์
90. อัตชีวประวัติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร - หม่อมศรีพรหมา กฤดากร
91. 80 ปีในชีวิตข้าพเจ้า - กาญจนาคพันธ์

จ. ศาสนา, ปรัชญา

92. พระประวัติตรัสเล่า - สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
93. พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน - สุชีพ ปุญญานุภาพ
94. ปัญญาวิวัฒน์ - สมัคร บุราวาศ
95. พุทธธรรม - พระธรรมปิฎก
96. อิทัปปัจจยตา - พุทธทาสภิกขุ

ฉ. ธรรมชาติ, วิทยาศาสตร์

97. หนังสือแสดงกิจจานุกิจ - เจ้าพระยาทิพากรวงษ์
98. แพทยศาสตร์สงเคราะห์ - คณะกรรมการแพทย์หลวงในรัชกาลที่ 5
99. ธรรมชาตินานาสัตว์ - บุญส่ง เลขะกุล
100. ขบวนการแก้จน - ประยูร จรรยาวงษ์


** แหล่งข้อมูล : วิทยากร เชียงกูล และ คณะ , สารานุกรมแนะนำหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน -- กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)

NoteจากBlogger : จริงๆแล้ว บางเล่มนี่ชัดว่าเป็นหนังสือที่น่าจะขโมยเอาโครงเรื่องชาวบ้านเขามาเขียนบ้าง หรือเป็นหนังสือที่จะอ่านเล่มเดียวเลยไม่ได้ต้องอ่านควบกับเล่มอื่นๆประกอบ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นหนังสือแนวโฆษณาข้อมูลชวนเชื่อด้านเดียว(Propaganda) นี่ยังดีที่มีหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทยอยู่นะนี่ ไม่เห็นครูสอนภาษาไทยมัธยมคนไหนแกจะพูดแนะนำให้ลูกศิษย์อ่านหนังสือเล่มนี้เลย ทั้งๆที่สมควรอย่างมากๆด้วยซ้ำไป

edit @ 1 Apr 2011 13:26:53 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

50 Books That Changed the World (Download)

posted on 03 Mar 2011 20:30 by spiral in Knowledge-Library

Filesonic
http://www.filesonic.com/file/112387111/5OBookshatChangedheWorld.part01.rar
http://www.filesonic.com/file/112378762/5OBookshatChangedheWorld.part02.rar
http://www.filesonic.com/file/112378712/5OBookshatChangedheWorld.part03.rar
http://www.filesonic.com/file/112387151/5OBookshatChangedheWorld.part04.rar
http://www.filesonic.com/file/112386691/5OBookshatChangedheWorld.part05.rar
http://www.filesonic.com/file/112388012/5OBookshatChangedheWorld.part06.rar
http://www.filesonic.com/file/112386651/5OBookshatChangedheWorld.part07.rar
http://www.filesonic.com/file/112387341/5OBookshatChangedheWorld.part08.rar
http://www.filesonic.com/file/112388701/5OBookshatChangedheWorld.part09.rar
http://www.filesonic.com/file/112387322/5OBookshatChangedheWorld.part10.rar
http://www.filesonic.com/file/112388972/5OBookshatChangedheWorld.part11.rar
http://www.filesonic.com/file/112378652/5OBookshatChangedheWorld.part12.rar
http://www.filesonic.com/file/112379172/5OBookshatChangedheWorld.part13.rar
http://www.filesonic.com/file/112378542/5OBookshatChangedheWorld.part14.rar
http://www.filesonic.com/file/112385972/5OBookshatChangedheWorld.part15.rar
http://www.filesonic.com/file/112386921/5OBookshatChangedheWorld.part16.rar
http://www.filesonic.com/file/112380222/5OBookshatChangedheWorld.part17.rar

Fileserve
http://www.fileserve.com/file/4MEDJmM
http://www.fileserve.com/file/hyNmUVj
http://www.fileserve.com/file/fSb9SgG
http://www.fileserve.com/file/XbXz6xQ
http://www.fileserve.com/file/Sfkf8QV
http://www.fileserve.com/file/qxa8YH2
http://www.fileserve.com/file/4tQd4AM
http://www.fileserve.com/file/WyMAHxg
http://www.fileserve.com/file/Rq7MVcy
http://www.fileserve.com/file/bj2ZU8H
http://www.fileserve.com/file/rQ6zNUx
http://www.fileserve.com/file/3bnky9x
http://www.fileserve.com/file/j4snteC
http://www.fileserve.com/file/suyU2mc
http://www.fileserve.com/file/Xxp4Tn8
http://www.fileserve.com/file/XBvBVCt
http://www.fileserve.com/file/vTAjHu9


For centuries, books have been written in an attempt to share knowledge, inspiration, and discoveries. Sometimes those books make such an impact that they change the way the world thinks about things. The following books have done just that by providing readers an education in politics and government, literature, society, academic subjects such as science and math, and religion.Politics and Government.
These books represent some of the most important works that examine politics, economics, and philosophy that affect government.

1. The Republic by Plato. Considered to be the most influential text on philosophy and politics, this work delves into what is right and just. Many ideas such as philosopher-kings, Theory of Forms, and thoughts on immortality of the soul were borne of this work and continue to be discussed today.

2. The Communist Manifesto by Karl Marx and Friedrich Engels. One of the most recognized and popular political texts written, this tract was commissioned by the Communist League and detailed a process for the working class to rise up and eliminate class struggles.

3. The Rights of Man by Thomas Paine. Paine's book states that the government's role is to protect the rights of its citizens, and when the government cannot do so, it should be overthrown. This book was written to defend the French Revolution and was an inspiration for democracy around the world. 

4. Common Sense by Thomas Paine. Published anonymously in 1776, this tract supported the Americans in their fight for independence form the British during the American Revolution. 

5. Democracy in America by Alexis de Tocqueville. On a visit from France, de Tocqueville described what he saw as the reason democracy was succeeding in America, despite its failure in other countries. 

6. The Prince by Niccolo Machiavelli.This political treatise from 1513 offers advice on how an aspiring prince can obtain the throne and how an existing prince can avoid overthrow. 

7. Uncle Tom's Cabin by Harriett Beecher Stowe. Written by a middle aged, white woman in 1851, Uncle Tom's Cabin has been credited for changing the views of slavery in the north and continues to serve as a reminder of the effects of slavery and other inhumane acts. 

8. On Liberty by John Stewart Mill. This philosophical work was considered radical when it was written in the mid-1800s, but it contains the kernel of all modern democracies with a call to moral and economic freedom from the state. 

9. Das Kapital by Karl Marx. This critical analysis of capitalism and its exploitation of workers attempts to explain why change is necessary in a nation ruled by capitalism. 

10. The Wealth of Nations by Adam Smith. Smith's book, published in 1776, advocates a free-market economy. This book is largely viewed as the beginnings of modern economics. 

11. Guerilla Warfare by Che Guevara. A Marxist revolutionary famous for helping the plight of the oppressed, Guevara wrote this book as an instruction manual of revolt for those trapped in a totalitarian regime. It has become a guidebook for thousands around the world, not only those living in an oppressive state.


Literature 
From creating characters and stories that have become ingrained in cultures around the world to upsetting censorship to inspiring the imagination of many, these works of literature have all touched the world in significant ways. 

12. The Canterbury Tales by Geoffrey Chaucer. Written in the 14th century, this collection of tales brought to life characters and stories that remain popular today. This work is one of the most read and studied in the world.

13. Lady Chatterley's Lover by DH Lawrence. Lawrence's book about an aristocratic woman who commits adultery with a working-class man was banned in the UK due to the sexual details and language used. This book brought the idea of censorship to light and helped overthrow it.

14. Divine Comedy by Dante Alighieri. Considered one of the most important pieces of literature in the world, the Divine Comedy is an epic poem that details a journey through the realms of the dead. 

15. The Complete Works of William Shakespeare. Read all the plays and poems written by William Shakespeare to understand why he is known as one of the greatest writers in the world. The characters, stories, and language have taken hold of readers for hundreds of years and continue to play an important part of modern culture. 

16. Things Fall Apart by Chinua Achebe. The theme of preserving cultural history in the face of Western domination in this novel gave voice to the oppressed in Africa and caught the attention of the world. This novel, written in 1958, is still widely read and studied as an example of the damage of colonialism.

17. Moby Dick by Herman Melville. This now-famous book about a man's hunt for the great whale is considered one of the greatest novels. The book is heavy on symbolism, but is also famous for the nature writing and detailing of the whaling industry.

18. 1984 by George Orwell. This dystopian novel describes life in a totalitarian regime that has stripped the people of their rights. The themes in this novel have become a major part of modern culture, as have terms such as "big brother" and "doublespeak" (resulting from Orwell's term of "doublethink").

19. Brave New World by Aldous Huxley. Another dystopian novel, this one by Huxley is often considered one of the great novels of the 20th century. Huxley's novel looked unfavorably on the loss of an individual's identity through technological advancements. Some of the developments Huxley wrote about have become startlingly accurate as the future he predicted in 1931 has come closer to reality.

20. Iliad and Odyssey by Homer. These two ancient Greek epic poems were a part of young Greek scholars' education and remain so today for students around the world. The Iliad details a few weeks during the end of the Trojan War and the Odyssey describes Odysseus' ten year journey home from the Trojan War. These two works are important for their detail of Greek history and legend.

21. Don Quixote by Miguel de Cervantes. This novel, originally published as two books, is one of the most influential and popular novels to emerge from Spain. The adventure, symbolism, and characterization contained in this novel has promoted this book to the popularity it still enjoys today, and it continues to inspire others to create movies, stories, and more based on the story of the man of La Mancha.

22. A Christmas Carol by Charles Dickens. From the time this book was first published in December of 1843, it has enjoyed enormous popularity. During the time that Dickens' wrote the story, Christmas traditions were going out of style. He is often credited with saving the old traditions of Christmas.

23. Madame Bovary by Gustave Flaubert. Flaubert's story of a woman who engages in adulterous affairs in an attempt to escape from a loveless marriage was subjected to censorship, and Flaubert was taken to trial over the novel. After his acquittal, Madame Bovary became renowned as a masterpiece of the Realism movement.

24. The Arabian Nights Entertainment by Andrew Lang. This English language version of One Thousand and One Nights retells the ancient stories that have now become popularized around the world, including the plight of Scheherazade, the adventures of Aladdin, and the voyages of Sinbad.

25. Harry Potter and the Philosopher's Stone by JK Rowling. This first book of the wildly popular Harry Potter series has sparked the imagination of an entire generation of young readers and inspired those with a few more years under their belts too. The cultural impact the Harry Potter series has had on the world is unmistakable.

26. War and Peace by Leo Tolstoy. The realistic details of this novel and the depth of psychological exploration have contributed to this book's frequently being included as one of the best novels of all time.

27. The Little Prince by Antoine de Saint-Exupery. One of the best-selling books around the world, this story (which is often debated about whether or not it is a children's book) invites the reader to think about the meaning of life, love, and separation. There have been many adaptations of this book, reflecting the depth of the impact it has made.

28. The Alchemist by Paulo Coelho. This book has the distinction of being the most translated book by a living author. The reason for its popularity resides not only in the inspirational tale that Coelho has told, but also in the fact that Coelho has embraced technology and sharing of this novel at no cost. He credits this action with promoting book sales.

Society
These books have made an impact on society with views on racism, feminism, individualism, and scholarship.

29. Diary of a Young Girl by Anne Frank. This landmark book details the days of a Jewish family in hiding during the Nazi takeover in the Netherlands. The innocence of this young girl so full of hopes and dreams is in sharp contrast to the reality of her ending at the hands of the Nazis. This book has become a symbol and reminder against racial persecution.

30. Survival in Auschwitz by Primo Levi. Written in Italian, then translated into English and German, this story is a personal narrative of Levi, who spent one year in Auschwitz. The story Levi tells does not go for the shock value of the Nazi atrocities, but instead examines how easily humanity can become degraded.

31. The Vindication of the Rights of Women by Mary Wollstonecraft. Considered the first great treatise on feminism, Wollstonecraft wrote in response to those who felt that women should not be educated. She argued that women are human and deserving of the same respect men enjoy.

32. The Second Sex by Simone de Beauvoir. In an attempt to understand herself, de Beauvoir undertook the writing of this book, which details the inequality women have faced throughout the years. The book still stands as an important examination of what it means to be a woman in this world.

33. A Room of One's Own by Virginia Woolf. Woolf discusses the differences between men and women writers and how these differences come down to the availability of freedom and money that men have, in comparison to women. Despite often being overlooked as a proponent of feminism, this work by Woolf displays the depth of her feelings on the topic.

34. Walden by Henry David Thoreau. Thoreau underwent an experiment of living isolated on Walden Pond in order to better understand society. He wrote the results of this experience in Walden, which has subsequently become a source of inspiration for those seeking a simpler, more self-sufficient life.

35. A Dictionary of the English Language by Samuel Johnson. Considered the most influential dictionary of the English language, Johnson compiled this book over nine years. It is thought to be the book that began the scholarship of literary study.


Science, Math, and Geography
These works served as the start of entire movements and schools of thought.

36. Philosophae Naturalis Principia Mathematica by Isaac Newton. Written while Cambridge was closed because of the plague, Newton wrote his thoughts on gravity, mechanics, calculus, and light and color. This book set the stage for modern thinking on math and physics.

37. The Interpretation of Dreams by Sigmund Freud. Freud included the basics of his theories on psychoanalysis in this landmark work that is still read worldwide. While many current scholars disagree with many of Freud's theories, the fact that he brought the science of psychology to the public marks this book as one that changed the world.

38. On the Origin of Species by Charles Darwin. This work by Darwin laid the foundation for the theory of evolution. Recently, the idea of evolution has come under fire by religious organizations, but the thoughts and observations Darwin made in this book were revolutionary in his time and still continue to be studied and debated today.

39. Silent Spring by Rachel Carson. Carson wrote on the topic of environmental justice in a book that inspired readers to think seriously about their relationship to the Earth. This book helped the modern environmental movement get off the ground.

40. Geographia by Ptolemy. Ptolemy wrote and mapped the world according to the knowledge he had in the 2nd century. These works were used for hundreds of years afterward. Today's cartography is directly descended from Ptolemy's work.

41. The Meaning of Relativity by Albert Einstein. Published as one book, this is actually four lectures Einstein gave a Princeton in 1921. This work demonstrates the genius behind the thinking that made Einstein famous.


Religion
These religious texts have served as a guide to many around the world, some for thousands of years.

42. The Bible. This sacred text brought Christianity to the world and has continued to serve as a source of inspiration for millions of people. It is the most translated and the most frequently purchased book in the world.

43. The Qur'an. The sacred text of Islam, the Qur'an is believed to be the last word of God after the Christian Bible. This book is the cornerstone of the Islamic religion.

44. The Torah. The written laws and teachings that are contained in the Tanakh (also known as the Old Testament of the Bible by non-Jews) are known as the Torah. This sacred text guides Jews through their daily living.

45. The Tibetan Book of the Dead. Perhaps the most well-known Tibetan text, this book was written by a Tibetan monk and discusses what happens during death, during the time between death and rebirth, and during rebirth.

46. The Analects. 

47. The Summa Theologica of St. Thomas Aquinas. Written in the 13th century, this book is considered to be a leading authority on what it means to follow the Christian religion.

48. The Bhagavad Gita. This sacred Hindu scripture is considered one of the most important philosophical texts. Krishna acts as the teacher in this text, and the words here are thought to be a guide to Hinduism as well as to how one should live life.

49. I Ching. Also known as the Book of Changes, this is the most widely read of the five sacred Chinese texts. The I Ching became popular around the world as a sort of sacred fortune-telling device. The text is more likely intended as a source of guidance to express the themes of balance, evolution of events, and change. 


50. Tao Te Ching. Also known as the Tao, this text was written by Lao Tzu, the keeper of the Imperial Library, who was asked to share his wisdom for coming generations. The result is this text, known as a source for many famous Chinese sayings.

จากคุณ : Her Handwriting เขียนเมื่อ : 28 ก.พ. 54 16:24:19

ที่มา : http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K10289381/K10289381.html

edit @ 3 Mar 2011 20:34:17 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

โดย Makut Onrudee ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2010 เวลา 16:41 น.

(ร่าง)หายนะของประเทศชาติอันเนื่องจากนโยบายบริจาคหนังสือเสรี
มูฮมัด บิน มูดอ / มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และ ครูสอนวิชาบรรณาธิการศึกษา


ในประเทศที่เจริญแล้ว การคัดเลือกหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ดำเนินงานด้านนี้ต้องศึกษา อย่างต่ำสุดก็ระดับปริญญาตรี และเห็นสำคัญจนมีหลักสูตรปริญญาเอก จนสูงกว่าปริญญาเอกด้วยซ้ำ มีแต่ประเทศป่าเถื่อนเท่านั้นที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ส่งหนังสืออะไรก็ได้ไปบริจาคตามโรงเรียน โดยไม่มีระเบียบหรือระบบวิธีคัดเลือก กลั่นกรองอย่างถี่ถ้วน และขณะนี้ รัฐบาลของไทยพยายามให้ประเทศของตนติดอยู่ในรายการชาติป่าเถื่อนอันดับหนึ่ง
---------------------------------------------------------------

รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรี หลงเชื่อไปว่า การเปิดโอกาสให้คนในชาติบริจาคหนังสืออย่างเสรีโดยวิธีหักภาษีเงินได้ประจำปีเป็นสิ่งล่อนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ คือ
เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่าน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถสร้างพลังขับเคลื่อนให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอ่าน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต โดยจูงใจให้เอกชนมีส่วนร่วมในการซื้อหนังสือบริจาคให้แก่สถาบันการศึกษาของราชการและเอกชนเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างทั่วถึง มาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดหาหนังสือเข้าสู่หอสมุด ห้องสมุดหรือแหล่งหนังสืออื่น
ช่างเป็นความหวังที่น่าอับอายขายหน้าประชาชาวโลกทั้งหลายเสียเหลือเกิน
เพราะเมื่อเป็นรัฐบาล และมีนโยบายจะให้คนของตนอ่านหนังสือ รัฐบาลต้องรับเป็นภาระและจำต้องหาหนังสือมาให้จงได้ ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบให้ประชาชนด้วยวิธีมักง่าย คือขอรับบริจาค เช่นเดียวกับการบริจาคอื่นๆ จนสังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการบริจาค และมีผู้ปรารถนาดีทำมาหากินจากการบริจาคจนเต็มบ้านเต็มเมือง
กรณีนี้รัฐบาลก็กำลังหากินกับวัฒนธรรมการบริจาคอย่างมักง่ายจนลืมไปว่า “ระบบหนังสือและการอ่าน” เป็นเรื่องสำคัญชนิดคอขาดบาดตายที่ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนในโลกปล่อยให้ตกอยู่ในมือของ “ใครก็ไม่รู้” เพียงสักแต่ว่ามีเงินก็บริจาคหนังสือให้โรงเรียนทั่วประเทศได้ จะยัดไส้อะไรอย่างไรหรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือการค้าในรูปแบบเลวทรามอันจะส่งผลเสียต่อเด็กและเยาวชนของชาติเพียงไหนก็ไม่สนใจ

รัฐบาลควรจะต้องรู้และจำเป็นต้องรู้ว่า หนังสือไม่ใช่สิ่งที่จะรับบริจาคกันมั่วๆ ได้
หนังสือไม่ใช่ปลากระป๋อง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือ ไข่เค็ม ที่จะบริจาคกันในยามอุทกภัย ซึ่งหากเป็นปลากระป๋องหมดอายุ หรือบะหมี่เสื่อมสภาพ หรือไข่เข็มเน่า ผู้บริโภคก็เพียงท้องเสีย แต่หนังสือเสียๆ เนื้อหาเน่าๆ จะทำร้ายและทำลายเด็กและเยาวชนของชาติได้ตลอดกาล แล้วหากประเทศชาติเต็มไปด้วยเด็กและเยาวชนเน่าๆ เสียๆ เล่า ความฉิบหายจะเกิดขึ้นเพียงไหน
รัฐบาลต้องคิดให้ไกลให้ยาว ไม่ใช่คิดมักง่ายเพียงตื้นๆ เหมือนคนขอทานข้างถนนที่มีนโยบายแบมือขอไปวันๆ หากจะเปลี่ยนนโยบายบ้างก็เพียงเปลี่ยนถิ่นเปลี่ยนที่ เปลี่ยนรูปแบบการขอหรือภาชนะที่ใช้ขอเท่านั้น แต่วิธีคิดก็เหมือนเดิมคือ รับบริจาค

นอกจากความไร้เดียงสาเรื่องการบริหารระบบหนังสือและการเรียนรู้ของชาติแล้ว คณะรัฐมนตรียังแสดงให้เห็นความอ่อนด้อยในการพิจารณาเรื่องสำคัญของชาติด้วยพร้อมๆกัน ดังปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
อย่างไรก็ตาม ครม.เห็นว่าเป็นมาตรการเบื้องต้นที่ไม่มีผลกระทบมากพอที่จะทำให้คนไทยอ่านหนังสือและซื้อหนังสือราคาถูกมากยิ่งขึ้น” รัฐมนตรีว่าการศธ.กล่าวอีกว่า ตนได้เสนอในที่ประชุมครม.ว่า “หากกระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องการลดหย่อนภาษีกระดาษและปรับเปลี่ยนฐานภาษี---โดยคิดภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ ๐ จะมีผลโดยตรงที่จะทำให้ราคาหนังสือลดลงได้ ซึ่งจะจูงใจให้ประชาชนอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะสามารถซื้อหนังสือราคาถูก ตลอดจนยังทำให้มีการซื้อและบริจาคหนังสือมากขึ้นด้วย
คำถามแรกคือ เมื่อรู้ว่าไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย แล้วจะดึงดันทำไปทำไม
คำถามที่สอง ตรรกะที่ว่า เมื่อหนังสือราคาถูกลงจะมีคนซื้อหนังสือเพิ่มขึ้นนั้น เป็นวิธีคิดที่ได้ข้อมูลจากงานลดราคาหนังสือแห่งชาติและระดับชาติ ที่คนแห่กันไปซื้อหนังสือลดราคา แต่ไม่ได้มองจากข้อเท็จจริงที่ว่า
ระบบหนังสือของชาติไม่ใช่การซื้อหนังสือเป็นหลัก แต่ต้องเน้นการบริการหนังสือสาธารณะ หรือก็คือการที่คนทั้งประเทศมีโอกาสและมีสิทธิ์อ่านหนังสือตามความต้องการได้ทัดเทียมกัน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดการ แต่ไม่ใช่เพียงแค่คิดว่าให้หนังสือราคาถูกเพื่อคนจะซื้อกันมากๆ หรือให้คนซื้อหนังสือบริจาคมากๆ นั่นเป็นวิธีคิดของพ่อค้าขายสินค้า ไม่ใช่แนวคิดระบบหนังสือของชาติ
“ระบบหนังสือ” และ “บริการหนังสือสาธารณะ” หรือ “ระบบหนังสือสาธารณะ” คืออะไร รัฐบาลรู้จักหรือไม่

ถ้ารัฐบาลซึ่งประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีตั้งหลายสิบคน ออกจะงุนงงและมืดแปดด้านเรื่องระบบหนังสือและการอ่านของชาติ กระทั่งไม่เคยคิดไม่เคยรู้เลยว่า ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากแนวคิดนี้มีอะไรบ้าง ก็ขอให้ลองพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

๑. เด็กจะถูกนักการเมืองครอบงำด้วยหนังสือบริจาคที่ดำเนินการอย่างแยบยลและซับซ้อน โดยเฉพาะนักการเมืองที่ฉกฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของกฎหมายนี้ เพื่อหาเสียงผ่านเด็กโดยไม่ต้องเสียเงิน รัฐบาลจะแก้ปัญหาใหญ่โตนี้อย่างไร หรือนักการเมืองในคณะรัฐบาลเองก็ชอบที่จะฉกฉวยโอกาสนี้ ไม่สนใจไยดีว่าภาระหนักจะตกแก่เด็กอย่างไร หรือเด็กจะต้องเผชิญอันตรายจากหนังสือบริจาคที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นพิษเป็นภัยต่อวัยเด็กอย่างไร เพียงเห็นว่าเป็นช่องทางในการหาเสียงก็พอแล้ว
๒. บริษัทธุรกิจจะครอบงำเด็กเพื่อขายหนังสือหรือสินค้าของตน โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มีช่องทางหรือเส้นสนกลในอยู่กับคนของนักการเมืองหรือคนของรัฐบาลและข้าราชการบางกลุ่ม
๓. เด็กและเยาวชนจะเติบโตขึ้นมาอย่างบริโภคนิยมและเห็นแก่ได้ ด้วยการตกเป็นทาสของสื่อโฆษณาที่แฝงมาในสมุดบันทึกการอ่าน ทั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ และบริษัทสินค้าที่ใช้กลโกงด้านตลาดแทรกสื่อโฆษณาในหนังสือบริจาค
๔. ปัญหาการบริหารและจัดการหนังสือบริจาคที่อาจจะมีปริมาณมากจนล้นในบางแห่ง กรณีนี้จะต้องใช้กำลังฅนอย่างมหาศาลเพื่อจัดการคัดเลือกหนังสือบริจาคในปลายทางทุกแห่ง เพื่อโยกย้ายไปที่อื่นซึ่งเหมาะสม เพราะผู้บริจาคทั่วไปย่อมไม่รู้ว่าหนังสือประเภทใดเหมาะแก่เด็กวัยใดในท้องถิ่นใด แทนที่จะประหยัดงบประมาณเรื่องหนังสือ กลับต้องเพิ่มงบประมาณจ้างคนคัดหนังสือและเสียค่าขนย้าย
๕. ปัญหาการแยกประเภทหนังสือที่ไม่เหมาะแก่วัยของนักเรียนในโรงเรียนที่ได้รับบริจาค กรณีนี้หากแยกหนังสือไม่เหมาะสมออกจากพื้นที่ของเด็กได้ทันก็ดีไป แต่ถ้าแยกไม่ทันหรือล่าช้าก็เท่ากับส่งยาพิษไปให้เด็กเสพนั่นเอง
๖. ชาติศัตรูของประเทศไทย จะยึดครองประเทศไทยได้ก็เพียงผลิตหนังสือตามความประสงค์ แจกจ่ายไปยังโรงเรียนต่างๆ ภายใน ๑๐ ปี ก็ครอบงำฅนไทยและยึดครองประเทศไทยได้ อย่างน้อยก็ในด้านจิตวิทยา และส่งผลทางการค้าหรือการเมืองตามมา (วิธีนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเคยใช้ด้วยการผลิตหนังสือและนิตยสาร JAPAN PICTORIAL เผยแพร่ทั่วโลก ถ้าจำไม่ผิด ๒๗ ภาษา รวมทั้งภาษาไทย ก่อนประกาศสงคราม ๑๐ ปี และได้ผลในการทำให้ฅนเกือบครึ่งค่อนโลกในขณะนั้นชื่นชมยกย่องและชมชอบญี่ปุ่น) 
๗. การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจีนในสมัยท่านประธานเหมา เจ๋อ ตง ก็ใช้วิธีเผยแพร่ความคิดลัทธิความเชื่อด้วยหนังสืออย่างแพร่หลายจริงจัง ทั้งหนังสือลัทธิโดยตรง และแนวคิดลัทธิโดยแทรกหรือผ่านเนื้อหาหลักในหนังสือประเภทอื่น เช่น นวนิยาย สารคดี กวีนิพนธ์ บทความ และหนังสือประกอบการเรียนการสอนทุกระดับ (ความข้อนี้ไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศไทย เพียงแต่เล่าให้ฅนของรัฐบาลฟังเล่นๆ---)

รัฐบาลควรจะเรียนรู้ว่า หนังสือเป็นสื่อที่ควบคุมยากที่สุด เพราะไม่อาจมีเจ้าหน้าที่หรือพนักงานจำนวนมากพอจะมาตรวจสอบหนังสือบริจาคซึ่งจะล้นทะลักจากโกดังต่างๆ และแท่นพิมพ์ใหม่เอี่ยมด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน ไปสู่มือของเด็กและเยาวชนซึ่งยังไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ตัดสินใจเองไม่ได้ แต่ต้องตกอยู่ท่ามกลางกระแสหนังสือบริจาคเหมือนคลื่นน้ำป่าท่วมโถมเข้าใส่
คนของรัฐบาลควรจะมีความรู้วิชาหนังสือพื้นฐานด้วยว่า หนังสือที่ปกเหมือนกันจำนวนพันจำนวนหมื่นหรือนับแสนนับล้านเล่มนั้น ข้อความในหนังสือปกเดียวกันอาจจะไม่เหมือนกันเลยก็ได้ 
ยกตัวอย่างให้ฅนของรัฐบาลขนหัวลุกเล่น เช่น มีบุคคลผู้ปรารถนาดี(แฝง)พิมพ์หนังสือใหม่ชื่อ"เศรษฐกิจพอเพียง" ย่อมไม่มีใครเฉลียวใจตรวจสอบเนื้อหาภายใน เพราะมีหนังสืออื่นที่คิดว่าล่อแหลมคอยให้ตรวจอยู่มาก แต่ปรากฏว่าในหนังสือที่ชื่อเศรษฐกิจพอเพียงนั้นใช้กลวิธีการประพันธ์บิดพลิ้วจากหลักทฤษฎีเดิมไปหมด จนเด็กอ่านกันทั้งประเทศแล้ว ซึมซับเนื้อหาที่เขียนใหม่จนทั่วถึงด้วยความชื่นชมแล้ว รัฐบาลจะทำอย่างไร
ไม่ต้องฆ่าตัวตายครับ เพราะเท่าที่คิดนโยบายบริจาคหนังสือนี้ก็เท่ากับตายไปจากความเชื่อถือศรัทธาและความยกย่องของประชาชนที่เคยมีแล้วตั้งหลายครั้ง


ยังมีข้ออื่นๆ อีกมากมายจนคนธรรมดาๆ อ่านแล้วต้องกระอักเลือด
แต่ แน่นอน รัฐบาลย่อมไม่รู้สึกรู้สา
ไม่เป็นไร เอาไว้ร่างเสร็จ บรรณาธิการกรุณาแก้ แล้วส่งให้หนังสือพิมพ์

---แต่หนังสือพิมพ์อาจจะไม่อยากเผยแพร่บทความนี้ เพราะหนังสือพิมพ์เองก็มีสำนักพิมพ์
ที่พยายามเสนอหนังสือเป็นชุดสำหรับขายห้องสมุดในโครงการหนังสือบริจาคนี้ด้วย
เอวัง ประเทศไทย (หรือเปล่า)

มูฮมัด 
๐๔.๔๒ น. อังคาร ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ที่มา Facebookของมกุฏ อรฤดี

ไฟล์E-Bookเรื่องความผิดพลาดและความไม่เข้าใจระบบหนังสือแห่งชาติของรัฐบาลกรณีผลักดันพระราชกฤษฎีกาบริจาคหนังสือเพื่อแก้ปัญหาการอ่านของชาติ
จากการเสวนาในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา ณ ห้องมีตติงรูม ๔ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ วันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.
http://bflybook.com/Article/FallibilityOfNationalBookSystem/Image/FallibilityOfNationalBookSystem.pdf

edit @ 5 Nov 2010 04:43:31 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

ช่วงนี้เห็นมีประเด็นเรื่องราคาหนังสือแพง ยกเลิกภาษีและเรื่องค่าลิขสิทธิ์ต่างๆมากมาย และบางคนอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายๆเรื่อง ผมในฐานะเรียนสื่อสิ่งพิมพ์และได้ทำงานในวงการงานเขียนมาระยะหนึ่ง จึงจะขอนำเสนอว่า ในวงการสิ่งตีพิมพ์ คิดราคาหนังสือที่ติดไว้บนปกอย่างไร ทำไมถึงแพงกันนัก แล้วทำไมหนังสือบางเล่มทั้งหนา ทั้งสี่สี(โดยเฉพาะหนังสือคอมพิวเตอร์) ถึงตั้งราคาขายได้ถูกเหลือเกินถ้าเทียบกับคุณภาพ ครับ

ราคาหนังสือนั้น สามารถแยกปัจจัยหลักได้ 5 อย่าง ได้แก่

A. ต้นทุนการผลิต

ส่วนนี้คือต้นทุนแปรผันต่อเล่มที่ใช้ในการพิมพ์ ซึ่งก็คือค่าพิมพ์จากโรงพิมพ์(สนพ.ส่วนใหญ่ไม่มีโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง) ต้นทุนส่วนนี้มาจากค่ากระดาษพิมพ์ หมึกพิมพ์ เพลต จะมากน้อยขึ้นอยู่กับคุณภาพการพิมพ์ว่าจะสอดสีกี่สี มีปกอาบมัน เคลือบพลาสติก(มีหลายเกรด) ใช้กระดาษอะไร ขนาดไหนและที่สำคัญคือยอดพิมพ์มากหรือน้อย เพราะถ้ายอดพิมพ์สูงจะสามารถเฉลี่ยค่าทำเพลตพิมพ์ออฟเซ็ตซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย คงที่ต่อครั้งได้มาก และถ้าได้พิมพ์ครั้งที่สองขึ้นไป สามารถใช้เพลตเดิมพิมพ์ได้ถ้าไม่มีการแก้ไขก็จะลดต้นทุนส่วนนี้ได้สูง ต้นทุนการผลิตนี้เองที่จะเป็นตัวแปรหลักของการตั้งราคาปกหนังสือ และเมื่อเราทราบต้นทุนการพิมพ์แล้วก็จะตกใจว่า หนังสือแพงๆนี้มีต้นทุนน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับราคาขายจริงที่อยู่หน้าปก

B. ค่าดำเนินการของสำนักพิมพ์

ส่วนนี้เป็นต้นทุนคงที่ต่อเดือนที่สำนักพิมพ์ต้องจ่าย ได้แก่ เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน อุปกรณ์สำนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ฯลฯ อาจจะรวมต้นทุนแปรผัน เช่น ค่าจ้างพนักงานอิสระ(ฟรีแลนซ์)พิสูจน์อักษรหรือบรรณาธิกรณ์ และรวมไปถึงกำไรที่คาดหวังไว้ของนายทุนเจ้าของสำนักพิมพ์

C. ส่วนลดร้านหนังสือ

การขายหนังสือตามร้านค้าปลีก สำนักพิมพ์ต้องเผื่อส่วนลดสำหรับร้านค้าปลีกตั้งแต่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว สี่ปั๊ว ฯลฯ ไว้ด้วย ส่วนใหญ่จะกันส่วนนี้ไว้ 20-30% จากราคาปก เราจึงเห็นว่าร้านหนังสือขายส่งใหญ่ๆ หรือร้านหนังสือปลีกตามหัวเมืองสามารถลดราคาหนังสือได้มากจนน่าตกใจ เพราะพวกเขาเป็นต้นทางของการส่งหนังสือนั่นเอง

D. ต้นทุนสายส่ง

ส่วนนี้คือปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาหนังสือแพงขึ้นมากในปัจจุบัน เพราะหนังสือทุกเล่มที่ผลิตโดยสำนักพิมพ์ออกไปสู่สายตาประชาชนและเราเลือก ซื้อได้ตามแผง ต้องผ่านการขนส่งโดยสายส่งกระจายไปตามร้านค้าและแผงหนังสือต่างๆ หนังสือไม่ได้ลอยจากแท่นพิมพ์เข้ามาอยู่ในมือของเราทันทีที่พิมพ์เสร็จเสีย เมื่อไร และสายส่งเป็นส่วนที่สามารถทำให้หนังสือดังหรือดับได้ง่ายๆเพียงแค่การ กระจายหนังสือให้ทั่วถึงหรือไม่ ปัจจุบันค่าสายส่งอยู่ที่ 40%-50% ของราคาปก!!!! หมายความว่าครึ่งหนึ่งของราคาหนังสือเต็มที่เราซื้อ จะกลายไปเป็นค่าน้ำมันและกำไรรถขนส่งของสายส่งสิ่งพิมพ์ต่างๆเลยทีเดียว สายส่งมาตรฐานใหญ่ๆ เช่น นายอินทร์ ซีเอ็ด คิดค่าสายส่งที่ 45% สำหรับสำนักพิมพ์ธรรมดา และอาจลดลงเหลือ 40% ให้แก่สำนักพิมพ์ใหญ่ๆที่ค้าขายกันมานาน แต่สายส่งร้านหนังสือประเภทนี้มักจะจำกัดชนิดและสภาพหนังสือ เช่น ไม่รับหนังสือที่สุ่มเสี่ยงต่อศีลธรรม มีภาพลามกอนาจาร หรือหนังสือจำนวนน้อย ส่วนสายส่งที่กระจายหนังสือได้กว้างไกลและไม่ติดเงื่อนไขอย่างสายส่งหนังสือ พิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์ จะคิดค่าสายส่งแพงกว่าที่ 50% ยิ่งราคาน้ำมันแพงขึ้นเท่าไร แนวโน้มค่าสายส่งยิ่งทะยานสูงขึ้นไปตามเท่านั้น อีกทั้งการขายผ่านสายส่งยังต้องรอเงินเครดิตจนกว่าจะเก็บขายได้ราว 3-6 เดือนอีกด้วย

E. ค่าลิขสิทธิ์ของนักเขียน/นักแปล

เป็นต้นทุนเริ่มต้นก่อนจะมีหนังสือออกมาได้ ต้นทุนส่วนนี้มักจะคิดเป็นร้อยละของราคาปกคูณด้วยยอดพิมพ์หรือยอดจำหน่าย แล้วแต่สัญญาจะตกลงไว้ โดยมาตรฐานค่าลิขสิทธิ์นักเขียนจะเริ่มต้นตั้งแต่ 7%-15% ของราคาปก ซึ่งนักเขียนหน้าใหม่เริ่มต้นนั้นจะได้น้อยก่อน นักเขียนทั่วไปได้อยู่ที่ 10% เป็นมาตรฐาน ส่วนนักเขียนรุ่นเก๋าติดตลาดทำละครมามากมาย อย่าง ทมยันตี, แก้วเก้า, ประภัสสร เสวิกุล ฯลฯ นั้น นอกจากค่าลิขสิทธิ์ 15% ของราคาปกคูณยอดพิมพ์แล้ว ยังจะมีเงินเพิ่มพิเศษเฉพาะเรื่องหรือพรีเมียมให้ก่อนพิมพ์อีกด้วย ค่าลิขสิทธิ์ส่วนนี้อาจจะรวมค่ารูปประกอบในกรณีที่จ้างทำพิเศษนอกกอง บรรณาธิการ ค่าจ้างแปลในกรณีหนังสือแปล โดยมากรวมๆกันแล้วสำนักพิมพ์จะควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ให้สูงเกินไปนัก ก่อนนำมาคำนวณ

ต่อไปเป็นส่วนของการคิดคำนวณราคาหนังสือ

ต้นทุนการผลิตหนังสือเล่มหนึ่งขนาดพ็อคเก็ตบุ๊ค(A5) หนาประมาณ 150 หน้า พิมพ์กรีนรีดปกอาบมัน จำนวน 3,000 เล่ม ราคาต่อรองกันแล้วโรงพิมพ์พิมพ์ได้ที่เล่มละ 18 บาท

ส่วนลดร้านหนังสือ 30%
ค่าสายส่ง 40%
ค่าลิขสิทธิ์นักเขียน 10%

ให้ราคาปกหนังสือที่จะเท่าทุนพอดีเมื่อขายหนังสือหมดเป็น X บาท
จะคิดได้เป็น

x = 18 + 30x/100 + 40x/100 + 10x/100
x = 18 + 80x/100
x - 80x/100 = 18
20x/100 = 18
x = 90

(หากท่านอยู่เกินชั้นมัธยมต้นแล้วยังไม่เข้าใจ กรุณาปรึกษาอาจารย์คณิตศาสตร์ใกล้บ้านด่วน)

ดังนั้นราคาปกที่ถ้าขายหมดแล้วเท่าทุน คือเล่มละ 90 บาท แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสำนักพิมพ์ต้องเผื่อกำไรและเผื่อกรณีขายหนังสือได้ไม่หมดด้วย ไม่มีหนังสือเรื่องไหนพิมพ์ออกมาโดยหวังว่าจะขายหมดเกลี้ยงทันทีที่พิมพ์แม้ แต่แฮร์รี่พ็อตเตอร์เอง และสำนักพิมพ์ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงส่วนนี้ไว้ รวมถึงการต้องกันหนังสือบางส่วนไว้สำหรับอภินันทนาการนักเขียน ส่งไปยังสื่อมวลชนเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วย 

สำนักพิมพ์ต่างๆจึงมักตั้งราคาส่วนเพิ่มไว้เผื่อการตีกลับขายไม่หมด กำหนดจุดคุ้มทุนไว้ที่ครึ่งหนึ่งของยอดพิมพ์ ดังนั้น หนังสือราคาต้นทุนผลิต 18 บาท ราคาขายหมดแล้วเท่าทุน 90 บาท จึงจะมีราคาปกที่แท้จริงที่ 180 บาท! ก็สิบเท่าของราคาทุนจากโรงพิมพ์พอดี

ถ้าจับพลัดจับผลูสำนักพิมพ์โชคดี หนังสือเกิดฮิตขึ้นมา ขายหมดเกลี้ยง สำนักพิมพ์ก็จะได้เงินทั้งหมดเป็นกำไรไปหมุนเวียนพิมพ์หนังสือเล่มต่อไป อย่างสายใจ ยิ่งถ้าได้พิมพ์ครั้งที่สอง ค่าเพลตก็จะลดลงเพราะใช้ของเดิมได้ กำไรก็จะเพิ่มขึ้นมาก แต่หนังสือมากกว่า 80% ที่ขายกันอยู่ตามแผงไม่เคยขายได้หมดถึงขั้นต้องพิมพ์ซ้ำหรอก ส่วนมาก็ต้องถูกตีกลับไปยังสำนักพิมพ์ให้หน้าเหี่ยวแห้งหัวโตกันทั้งนั้น สุดท้ายก็จะหลุดมาลงกระบะเลหลัง หรือร้านหนังสือเก่าตามระเบียบ เพื่อดึงเอาทุนคืนสักส่วนหนึ่งก็ยังดี ดังนั้นร้านหนังสือเก่าๆหรือกระบะเลหลังจึงมีหนังสือราคาถูกจนไม่น่าเชื่อ วางขายได้นั่นเอง
ส่วนการซื้อที่สำนักพิมพ์หรืองานหนังสือ สำนักพิมพ์ก็จะให้ส่วนลดเพิ่มครับโดยหักจากค่าส่วนลดร้านปลีกกับค่าสายส่งนี่เอง งานหนังสือสมัยก่อนถึงได้ลดกระหน่ำกัน 40-70% แต่หลังๆมาสนพ.ถูกสายส่งและร้านค้าปลีกประท้วง เลยลดราคาน้อยลง สนพ.ก็กินส่วนต่างฟรีๆ ถ้าเราซื้อตรงกับสนพ. ยกเว้นเวลาเลหลังที่เราจะได้ราคาถูกมากๆ

สนพ.ถึงอยากให้เราสมัครสมาชิก, ซื้อตรงผ่านเว็บ, ซื้อตามงานหนังสือไงครับ เพราะได้เงินสดทันทีมาหมุน โดยไม่ต้องรอเครดิตสายส่ง และได้กำไรเต็มๆด้วย

หนังสือที่ว่าๆแพงนั้น กลไกการตั้งราคาจริงๆก็มีคร่าวๆดังนี้ล่ะครับ ส่วนเรื่องกลเม็ดราคาลึกลับซับซ้อน สงสัยตรงไหนก็ถามๆมาได้ ถ้าผมพอจะไขข้อสงสัยได้ก็จะตอบให้ครับ

ขอบคุณ อ. แก้วกาญจน์ จูเจริญ คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สอนเรื่องนี้
พี่ๆในกองบรรณาธิการสนพ. อมรินทร์, แพรวสำนักพิมพ์, นานมีบุ๊คส์, ออนอาร์ทครีเอชั่น ในภาคปฏิบัติจริง.
คุณสุวดี และคุณคิม จงสถิตวัฒนา แห่งนานมีบุ๊คส์
คุณประภัสสร เสวิกุล, อ.ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยในส่วนของนักเขียน

ที่มา Weblog Exteenของคุณterasphere
ไฟล์ตำราทำอาหาร30เมนูข้าว,33เมนูไข่และตำราE-Book Textทำอาหารฝรั่งเกือบ10000เมนู ขนาด90Mb.ขึ้น
http://www.upload-thai.com/download.php?id=6aabb6e10f9398414b94b3802e431589

ไฟล์ตำราทำอาหาร14เมนูติ่มซำและมีสูตรลับText Fastfoodชื่อดัง(Secret Recipe)อย่างCocaCola,KFC,Pizzahut,McDonald,BurgerKingและAppleBeeด้วย ขนาดเกือบ2Mb.
http://www.upload-thai.com/download.php?id=9409feb74e6c9ecb19073f751ac748b1

ไม่รู้ว่าHostมีอายุการใช้งานให้โหลดแจกนานแค่ไหน

LinkโหลดสำรองโดยคุณAcidAttitudeขนาด95.5 Mb.
http://www.cerodem.com/attachments/FoodRecipe_vsjmu.zip 

edit @ 29 Jul 2010 05:02:06 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

เนื่องจากฉบับหนังสือของเจ้าพระยาพระคลัง(หน)นั้น แปลจากต้นฉบับของหลอกว้านจงซึ่งเขียนชำระใหม่โดยแต่งขึ้นมาบางส่วนเมื่อสมัยราชวงศ์หมิง

นอกจากนี้ก็มีหนังสือปรัชญานิพนธ์ขงเบ้งมรดกงานเขียนจากยุคสมัยสามก๊ก ซึ่งผมก็อยากจะเก็บในรูปTextไว้เผยแพร่ในBlogอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่เห็นมีโพสต์มีอัพแจกให้Loadเก็บกัน ฉบับหนังสือแปลโดยเธียรชัย เอี่ยมวรเมธ


ข้อมูลโดยคุณVekitแห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน

ผุ้บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงสามก๊กนั้น คือ เฉินโซ่วครับ (Chen Shou) ซึ่งประวัติศาสตร์ช่วงสามก๊กถูกรวมขึ้น เรียบเรียงในช่วงจิ้น เรืองอำนาจ

โดยทำการรวมหนังสือประวัติศาสตร์ของก๊กWei กับ Wu ที่เขียนกันแยกเป็นของแต่ละก๊กรวมเข้าด้วยกัน

ด้วยความที่Shu ไม่มีการเขียนบันทึกประวัติศาสตร์ไว้ที่แน่นอน Chen Shou เลยอ้างอิงประวัติศาสตร์Shu จากตำราของWei กับ Wu

Sanguo Zhi ที่Chen shou เขียนและเรียบเรียงขึ้นนั้นประกอบด้วย
65 ตอนใหญ่ๆ แบ่งเป็นสามเล่ม ,Book of Wei30 เล่ม , Book of Wu15เล่ม, Book of Shu20 เล่ม

ถ้าอยากอ่านหนังสือ Sanguo Zhi มีคนแปลบ้างแล้วครับ เป็นอังกฤษ ซึ่งผมว่าใช้อ้างอิง ความเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ได้ดีกว่านิยายที่ถูกเอามาทำเป็นseries มากเลยครับ

แนะนำเว็บนี้ครับ 

http://www.kongming.net

ภาษาไทยใครทำเสื่อม

posted on 25 Nov 2009 19:00 by spiral in ETC-Content
ภาษาไทย ใครทำเสื่อม โดยอิศเรศ ทองปัสโณว์ หรือ อุ๊ นักแปลการ์ตูนของNED

ถ้า ถามพวกยามภาษาที่แอ็คทีฟอยู่ ต่างก็จะชี้มือมาที่จุดเดียวกันว่า "การ์ตูน" โดยเฉพาะการ์ตูนหลายเรื่องที่ผู้เขียนแปล คงจะเป็นจำเลยในลำดับต้นๆ และ "สแลง" เป็นจำเลยอีกหนึ่ง ผู้เขียนเคยได้รับเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินการ์ตูนเด็กให้กับหน่วยงานราชการ งานหนึ่ง เคยเห็นการ์ตูนเด็กเรื่องหนึ่งที่เขียน "ดี" โดนปรับให้ตกชั้นเพียงเพราะใช้คำว่า "มาแว้ว!" ในบทสนทนา ...และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเชิญเราอีกเลย เพราะดันไปเถียงกรรมการรุ่นใหญ่เข้า...กำ (ที่เค้าบอกว่าเราอีโก้แรง ท่าจะจริงแฮะ 5 5 5)

แต่ช้าก่อน! ลองคิดนิดหนึ่งดีไหมว่าใน 1 สัปดาห์ เราให้เด็กของเราจมอยู่กับหนังสือเรียนและ "ภาษาไทยมาตรฐาน" ทั้งเวลาในห้องเรียน ทบทวนทำการบ้าน เรียนพิเศษ วันละร่วม 10-12 ชั่วโมง รวมสัปดาห์หนึ่งก็ปาเข้าไปร่วม 60 ชั่วโมง แต่เด็กมีเวลาอ่านการ์ตูนแค่สัปดาห์ละไม่ถึง 3-4 ชั่วโมง แต่ภาษาไทยของเด็กกลับ"เสื่อม" การ์ตูนมีอิทธิพลขนาดนั้นเชียวหรือ...ก็น่าคิดนะ?

ด้วยความอยากรู้ อยากเห็นของผู้เขียนจึงได้เก็บสะสมแบบเรียนเก่าๆ และเคยตามไปถึงห้องสมุดกรมวิชาการเพื่อถ่ายภาพแบบเรียนเก่าๆออกมา ว่างๆก็ไปนั่งสนทนากับพ่อแม่ที่เคยเป็นอดีตครูประถม และพี่สาวพี่ชายที่ยังเป็นครูภาษาไทยอยู่ในปัจจุบันเพื่อเก็บข้อมูล...

ความลักลั่น (ย้อนแย้ง ?) ของการศึกษาภาษาไทย

"ปู่ ปลีก...จบชั้นป.4 เป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดดอนรุ่ง..." พ่อเล่าให้ผู้เขียนฟัง และยังสาธยายชื่อครูประชาบาลอีกหลายท่านที่จบป.3 ~ ม.3 ซึ่งผู้เขียนจำไม่หวาดไม่ไหว

น่าแปลกที่คนรุ่นเก่าๆ จบชั้นการศึกษาไม่สูงนักก็เป็นครูได้และหลายๆท่านก็ใช้ภาษาไทยกันได้เก่งกาจ เป็นนักเขียน นักกลอนที่แต่งบทกวี นิราศ เขียนบทความ แต่งบทลิเก หนังตะลุง เพลงบอก กลอนลำ กันได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่เด็กปัจจุบันจบปริญญาตรี แต่เขียนหนังสือผิดกันเป็นว่าเล่น...

แบบเรียนเก่าเขาเรียนกันอย่างไร

หาก ไปจับแบบเรียนรุ่นแรกๆของไทยอย่างพวกจินดามณี ประถมก.กา ประถมมาลา การสอนภาษาไทยในยุคโน้น จะใช้วิธีฝึกการผสมสระ วรรณยุกต์ โดยแยกตามตัวสะกดเป็นแม่กก แม่กบ แม่กด แม่กม แม่เกย แม่เกอว ฯลฯ หลังจากท่องจำตัวพยัญชนะได้แล้ว เด็กก็จะหัดท่องผสมสระและวรรณยุกต์ออกเสียงจนคล่องแคล่ว และมีบทกลอนประกอบเพื่อให้ท่องจำได้ง่าย อาทิ เช่น

ทีนี้จะว่ากก มีชื่อนกกระจอกเล็ก
ว่าให้ถูกลูกเด็กๆ อย่าโอยกเอยกอุษ่าห์นึก
(แม่กก)

ในขั้นสูงขึ้นมาก็จะเป็นการเรียนราชาศัพท์ เรียนการแต่งกลอนแบบพลิกแพลงที่เรียกว่า "กลบท" อาทิ

เจ็บคำจำคิดจิตขวย หลงเชยเลยชมลมชวย ดูรวยด้วยรวนด่วนร้าว
(กลบทกบเต้น)

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนรุ่นเก่า เรียนจบบทเรียนแล้วจะกลายเป็นนักกลอนฝีปากเอกกันแทบจะทุกคน...

แบบเรียนยุคกลาง

หลัง จากที่มีการปฏิรูปการศึกษาแผนใหม่ในยุค ร.5 ก็มีการสร้างแบบเรียนรุ่นใหม่ๆขึ้นมาโดยอาศัยแบบเรียนเก่าเป็นเค้าโครง ลดส่วนที่เป็นบทกลอนลง เพิ่มส่วนที่เป็นร้อยแก้วเข้าไป แต่ยังคงส่วนที่ฝึก "แจกลูก" การผันสระและวรรณยุกต์ไว้ มีแบบเรียนที่ได้รับความนิยมและใช้กันมานานตั้งแต่รุ่นพ่อของผู้เขียนจนมา ถึงรุ่นผู้เขียนเองอย่างเช่น

- ดรุณศึกษา – เขียนโดยบาดหลวงฟ. ฮีแลร์ นิยมใช้ในโรงเรียนคริสต์ (เป็นฝรั่งแต่แต่งแบบเรียนภาษาไทยสอนคนไทยได้ เจ๋งโคตร) แม้จะอายุร่วมร้อยปี แต่แบบเรียนนี้ยังพิมพ์จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน โดยสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช แสดงถึงคุณภาพที่ยืนยง

- แบบหัดอ่านหนังสือไทย เล่มต้น เล่มกลาง เล่มปลาย – โดยอำมาตย์โทพระวิภาชน์วิทยาสิทธิ์ (สังข์ พุกกะเวช) หรือรู้จักกันในชื่อ "พ่อหลีพี่หนูหล่อ พ่อเขาชื่อหมอหลำ..." แบบเรียนชุดนี้ใช้งานมายาวนานมากตั้งแต่รุ่นพ่อของผู้เขียน เพราะมีบทที่พูดถึงเรื่อง "ฉันไปดูการคล้องช้างที่อยุธยา" (สมัยร.5 หรือร.6?) แต่พอมาถึงรุ่นผู้เขียน ข้อความตรงนี้ถูกเปลี่ยนเป็น "พ่อเล่าให้ฉันฟังเรื่องไปดูคล้องช้างที่อยุธยา" แทน

ภายหลังหนังสือ เล่มนี้ถูกปรับปรุง โดยคณะทำงานที่น่าสังเกตว่าใน 10 คน มีฝรั่งถึง 3 คน และลดบทของการแจกลูกผสมคำออกไป เอาไปไว้ในเล่ม 3 แทนที่จะอยู่เล่มแรก (ซึ่งชวนงงมาก และทำให้แบบเรียนชุดนี้ "เริ่มเพี้ยน" และเลิกใช้ไปในที่สุด)

- แบบเรียนเร็วใหม่ โดยหลวงดรุณกิจวิฑูร – หรือรู้จักกันในชื่อ "ป้ากะปู่ กู้อีจู้" เป็นแบบเรียนที่เน้นการแจกลูกการผสมคำ และที่น่าสนใจก็คือในเล่ม 2 จะเน้นสอนเรื่องคำควบกล้ำด้วย

ภายหลังกรมวิชาการนำหนังสือเล่ม นี้กลับมาพิมพ์ใหม่ในยุคปัจจุบันเพื่อทดแทนเครื่องมือช่วยสอนด้านการสะกดคำ ภาษาไทยเบื้องต้นที่กำลังขาดแคลนและเป็นปัญหาอย่างรุนแรง

และหลังจาก นั้นก็เป็นยุคของหนังสือเรียนชุด "มานะ มานี ปิติ ชูใจ" แบบเรียนในดวงใจของหลายๆคนในบอร์ดนี้ แต่ก็น่าสังเกตว่าแบบเรียนประถมในยุคหลังๆ ไม่ได้มีการให้ความสำคัญกับ การผสมคำ สระ วรรณยุกต์ มากเท่ากับยุคต้นๆอีก

หมายเหตุ : ผู้สนใจเรื่องแบบเรียนเก่า สามารถอ่าน "แบบเรียนในดวงใจ" ของคุณ อเนก นาวิกมูล หรือไปดูปกได้ที่เว็บไซต์ bangkokbookclub.com
หรืออ่านบางเล่มแบบ E-Book ได้ที่ เว็ป ฮ นกฮูก (ผู้เขียนมีหนังสืออยู่ แต่ยกสแกนเนอร์ให้ชาวบ้านไปแล้ว)

Dick and Jane กับยุคแห่งความปั่นป่วน

ใน ยุคของจอมพลป. พิบูลสงคราม (ผู้เขียนเกิดไม่ทันหรอก) คนที่สนใจประวัติศาสตร์น่าจะจำกันได้ถึงภาสาไท เพี้ยนๆ ที่ออกมาในยุคนั้น ที่มีการตัดพยัญชนะซ้ำๆกันออกไปหมด ทำให้ภาษาไทยมีรูปแบบพิลึกกึกกือ อยู่ช่วงสั้นๆ และเลิกใช้ไปเมื่อสงครามจบลง (ขอบคุณบร๊ะเจ้าโจ๊ก)

อย่าง ไรก็ดี หลังสงครามจบ จอมพลป.ก็กลับมีอำนาจอีกระยะหนึ่ง และในยุคนั้นเองก็ได้มีการนำเข้าแนวคิดเรื่องการสอนภาษาเด็กวัยต้นแบบใหม่ ชุด Dick and Jane (คนละคนกับหนังของจิม แคร์รี่ นะครับ) ตามชื่อตัวละครเด็กชาย-หญิงในเรื่อง โดยบริษัท Scot Foresman and Company ของสหรัฐ จุดเด่นในแบบเรียนฝรั่งชุดนี้ ก็คือภาพประกอบสี่สีที่สวยงาม การสอนเด็กโดยให้เด็กเรียนและจำคำศัพท์ใหม่เป็นคำๆ และค่อยๆเพิ่มคำศัพท์ขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ซึ่งได้ผลดีมากในต่างประเทศ

แนว คิดนี้ถูกรับมาใช้โดยอธิบดีกรมวิชาการยุคนั้น (ขอไม่เอ่ยชื่อเดี๋ยวโดนลูกหลานท่านฟ้อง) ซึ่งเป็นคนหนุ่มหัวนอก และได้มีการผลิตหนังสือเรียนเบื้องต้นออกมาในแนวคิดนี้ คือ แบบสอนอ่านเบื้องต้น หรือเป็นที่จดจำในชื่อ "ไก่จิกเด็ก เด็กกระโดด" นอกจากนี้ก็มีชุดหนังสืออ่านเสริมติดตามมาเป็นขบวน บ้างก็ขาวดำ บ้างก็สอดสี โดยฝีมือวาดภาพประกอบของกลุ่มนักวาดชั้นนำในยุคนั้นคือบริษัทประชาช่าง อาทิเช่น นกกางเขน ดอกรักสัตว์แสนรู้ เที่ยวรถไฟ อุดมเด็กดี ฯลฯ ทั้งยังมีแบบเรียนเลียนแบบ Dick & Jane อย่าง "เด็กชายปัญญา เด็กหญิงเรณู" หรือ "สุดากับคาวี" ล้วนเป็นแบบเรียนในดวงใจของนักเรียนรุ่นเก่าและนักสะสมแบบเรียนเก่าทั้งสิ้น

แต่ แนวคิดนี้ก็แฝงปัญหา มีการปะทะความคิดกันอย่างรุนแรงระหว่างครูผู้สอนที่ยึดแนวการสอนแบบเก่าและ อธิบดีด็อกเตอร์หนุ่ม คุณอเนก นาวิกมูล ผู้เขียนหนังสือ "แบบเรียนแสนรัก" ได้เปรยไว้ในหนังสือของท่านว่า "น่าแปลกที่คนที่มากความสามารถอย่างท่าน หลังจากยุคจอมพลป.ก็หายจากวงการไปเลย" แต่ผมว่าไม่แปลก เพราะจากคำบอกเล่าของคนร่วมสมัยอย่างคุณแม่ผมก็คือ "พวกครูโห่ไล่กันในที่ประชุมสัมนา" ซึ่งถ้าขนาดบรรดาครูๆโห่ไล่อธิบดีกรมวิชาการในยุคหนึ่ง เรื่องมันก็คงไม่ธรรมดานัก (ท่านคงแร๊~ง!)

น่าเศร้าที่แนวคิดนี้ ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างคึกคักโดยนักวิชาการหัวนอกในยุค "คิดใหม่ทำใหม่" และได้สร้างปัญหายาวนานต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ส่วนปัญหาจะเป็นเช่นไรนั้น มาดูกัน...

จำศัพท์ทีละนิด แนวคิดที่เป็นปัญหา

ภาษา แต่ละภาษานั้น มีความแตกต่างกันมาก มีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกัน หากจะรับจุดเด่น ก็ต้องเตรียมรับมือกับจุดด้อย อาทิเช่น ภาษาจีน มีตัวอักษรภาพที่สามารถทำให้คนที่พูดภาษาถิ่นต่างกัน เช่นฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว จีนแคะ จีนกลาง หรือแม้แต่คนญี่ปุ่น หรือเกาหลี (ยุคเก่า) สามารถสื่อสารกันเข้าใจผ่านตัวหนังสือได้ แต่นั่นแหละ คนจีนหรือคนญี่ปุ่น ก็จะต้องอุทิศเวลาตั้งแต่ประถมต้นไปจนถึงมัธยมปลายเพื่อเรียนรู้ตัวอักษรนับ พันนับหมื่นตัวในภาษาของตัวเอง

ภาษาอังกฤษกับภาษาไทยมาตรฐานนั้นมี ความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือเป็นภาษา "ลูกผสม" ในภาษาอังกฤษนั้นมีทั้งศัพท์ที่มาจากภาษาจูทส์ เคลต์ นอร์ดิก แองเกิล โรมัน ยิ่งเป็นอังกฤษอเมริกันด้วยยิ่งรวมภาษาแปลกๆทั้งพวกเยอรมัน สวีดิช ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี ฯลฯ จึงก่อให้เกิดปัญหาสำคัญก็คือนอกจากคำศัพท์ที่รับมามั่วซั่วจากหลายภาษา สิ่งที่ติดมาก็คือระบบการสะกดคำ การออกเสียงที่หลายมาตรฐานจนไร้มาตรฐาน แถมมักจะเป็นกับคำศัพท์เบื้องต้นในชีวิตประจำวัน อาทิ คำว่า cow – อ่านว่า คาว, แต่ know - ดันอ่านว่าโนว์ หรือ Roe – อ่านว่า โร (ไข่ปลา) แต่ Shoe ดันอ่านว่า ชู เป็นต้น แต่คำศัพท์ระดับสูงๆ ปัญหานี้จะน้อยลง เพราะส่วนใหญ่มาจากภาษาลาตินซึ่งมีระบบสะกดคำได้มาตรฐานกว่า การให้เด็กวัยประถมท่องศัพท์เป็นคำๆไป จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์สำหรับภาษาอังกฤษ

อย่างไรก็ดี สำหรับภาษาไทยที่เป็นภาษาลูกผสมร้อยพ่อพันแม่เช่นกัน เรามีทั้งคำไทย-ลาว (ไทยบริสุทธิ์) คำยืมมหาศาลที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต ภาษาขอม (จมูก – จรมูก) ภาษาพม่า มอญ ภาษาจีนแต้จิ๋ว ภาษายุโรปตะวันตก ฯลฯ แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากภาษาอังกฤษก็คือ "นักปราชญ์ทางภาษารุ่นก่อนของเราได้พัฒนาระบบการถอดเสียงที่เป็นหนึ่งในระบบ ถอดเสียงที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลกเท่าที่เคยสัมผัสมา" (ลองเทียบกับระบบถอดเสียงภาษาจีน "โถโลโปตี= ทวาราวดี" หรือญี่ปุ่น "มา-คุ-โด-นา-ลุ-โดะ = แม็คโดนัลด์" ดู หรือให้ฝรั่งลองถอดเสียงคำว่า "ใครขายไข่ไก่ = คาย-คาย-คาย-คาย" เป็นภาษาอังกฤษเทียบกันดูก็ได้)

เครื่องมือสารพัดนึกที่ถูกละทิ้ง

เรา มี สระ 22 ตัว วรรณยุกต์อีก 5 เสียง และพยัญชนะอีก 44 ตัวที่บรรพบุรุษท่านคิดมาให้เพื่อใช้รับมือกับคำยืมภาษาต่างประเทศทั้งหลาย มีกระทั่งตัวอักษรเผื่อไว้สำหรับคำที่เราออกเสียงไม่ได้ อาทิ ส ศ ษ , ฑ ฒ ธ, ฉ, ช, ฌ เอาไว้รับมือกับเสียงแปลกๆอย่างพวก th, z, sh ฯลฯ มีตัวการันต์ไว้สำหรับเสียง r ระหว่างพยางค์และเสียงผสมอื่นๆที่เราออกเสียงไม่ได้ ...แต่ระบบการศึกษาของเรากลับโยนเครื่องมือล้ำค่าเหล่านี้ทิ้ง...เพื่อเรียน ศัพท์เป็นคำๆ!? โดยคำกล่าวอ้างของนักการศึกษาในยุคโน้นว่า "กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า – มีแต่คำว่ากาที่มีความหมาย คำอื่นๆที่ไม่มีความหมายคุณจะไปสอนมันทำไม" (จากการให้ปากคำของคุณแม่ผมเอง) และคิดว่าข้ออ้างของนักการศึกษายุคใหม่คงไม่ต่างกันนัก (แล้วเด็กจะสะกดคำว่า "ผีกาก้า" ถูกเหรอ?)

ในอดีต เพื่อให้ได้เครื่องมือแสนวิเศษนี้มา เราก็ต้องเจอกับระบบการผันเสียงวรรณยุกต์ที่ค่อนข้างซับซ้อน อาทิ อักษร สูง กลาง ต่ำ คำเป็น คำตาย ซึ่งมีการผันวรรณยุกต์ต่างกันออกไป ดังนั้นพึงเข้าใจว่าระบบอักษรไทยนั้น ไม่ได้เป็นแค่ระบบ Alphabet เฉยๆเท่านั้น แต่มันเป็นระบบการถอดเสียงสมบูรณ์แบบ ซึ่งนักเรียนปฐมวัยในยุคเก่าต้องใช้เวลา 2 ปีเต็มๆในการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจและใช้ได้อย่างแคล่วคล่อง ทำให้เราสามารถรับมือกับคำศัพท์ คำยืมจำนวนมหาศาลในภาษาไทยได้ หรือแม้แต่การรับมือกับศัพท์ภาษาต่างประเทศใหม่ๆที่เข้ามาในภาษาได้อย่างไม่ เคอะเขิน แถมยังเป็นพื้นฐานให้แต่งกลอนที่มีทั้งสัมผัสนอก สัมผัสใน สัมผัสสระ สัมผัสอักษรอย่างแม่นยำได้อีก

ในอดีตนักเรียนจะเขียนผิด กันเฉพาะคำยากๆ มีตัวสะกดการันต์ แต่นักเรียนปฐมวัยยุคใหม่ ในการศึกษาแผนใหม่ ถ้าเจอคำที่ไม่เคยเห็นก็จะอ่านไม่ออก ให้เขียนคำที่ไม่เคยรู้ก็จะสะกดไม่ถูก!! ลองสังเกตคำผิดในบอร์ดนี้ดูก็แล้วกัน

แล้วเราจะทำอย่างไร!? เมื่อถามพี่ชายของผู้เขียนซึ่งเป็นครูประถม เขาบอกว่า "ผมก็จนปัญญาเหมือนกันว่ะ ท่าน" (พี่น้องคู่นี้คุยกันค่อนข้างจะโอตาคุแบบนี้แหละครับ)

กลุ้มใจไม่มีร.เรือ...เสียงควบกล้ำ อันตรายที่ถูกมองข้าม

คน ไทยนั้นผสมผสานกันหลายชาติพันธุ์ ต่างก็ใช้ภาษาถิ่นที่แตกต่างกันออกไป ภาษาไทยมาตรฐานที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น เรียกว่าภาษาไทยสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมปนเปสารพัดภาษาโดยมีอิทธิพลสำเนียงวรรณยุกต์จีนแต้จิ๋วเข้ามา ปน ศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ และจะคลายเหน่อแต้จิ๋วกลายเป็นเหน่อไทยแท้ออกไปเรื่อยๆเมื่อห่างจากกรุงออก ไป

อย่างไรก็ดี เรามีคนที่ใช้ภาษาถิ่นอื่นๆที่มีลักษณะทางภาษาแตกต่างกันอยู่ร่วมสังคม อย่างเช่นไทยเชื้อสายจีน ไทยเหนือ ไทยอีสานที่ใช้ภาษาไทยลาว ซึ่งเป็นภาษาไทยบริสุทธิ์ ภาษาเหล่านี้ไม่มีหน่วยเสียงสำคัญคือ "ร-เรือ"

ใน การศึกษาระบบเก่าซึ่งเน้นการผสมคำ การออกเสียง เด็กที่ไม่คุ้นเคยกับหน่วยเสียงมาตรฐาน จะได้รับการฝึกออกเสียง และปัญหาเหล่านี้จะถูกขจัดไปในระดับประถมต้น ทั้งในส่วนราชการเองก็ให้ความสำคัญเรื่องการพูดที่ถูกต้องในที่สาธารณะ ผู้มีอาชีพพิธีกร โฆษก นักพากย์ นักอ่านข่าว ฯลฯ จะต้องสอบการออกเสียงให้ถูกต้อง โดยเฉพาะร-เรือ ล-ลิง และคำควบกล้ำ มิฉะนั้นจะสอบไม่ผ่าน เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างผิดๆ

แต่ในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ระบบสอนภาษาในโรงเรียนจะละเลยการสอนสะกดคำ ซึ่งรวมถึงการออกเสียงควบกล้ำเท่านั้น วงการสื่อสารมวลชนต่างๆก็ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ คนสื่อฯ จำนวนมากที่ออกเสียงร-เรือ ล-ลิง ไม่ถูกต้องออกวิทยุ ทีวีกันให้เกร่อ จนมองกันว่าการออกเสียงร-เรือ ล-ลิง หรือควบกล้ำไม่ได้ "ไม่ใช่ปัญหา"

คำพ้องเสียงขนานใหญ่ มหันตภัยใต้น้ำ

นัก เรียน ภาษาญี่ปุ่นมือใหม่ๆคงรู้สึกขนลุก เมื่อจิ้มดิกฯ ไฟฟ้าคำศัพท์คำหนึ่ง แล้วมีศัพท์คันจิที่ออกเสียงเหมือนกันโผล่พรึ่บออกมาร่วมสามสิบสี่สิบตัว บางคนถึงกับถอดใจเลิกเรียนไปก็มี

หลังจากที่ผู้เขียนเริ่มสนใจหันมา เรียนภาษาจีน ก็พบกว่าสาเหตุที่เกิดคำพ้องเสียงมากมายขนาดนี้ เพราะคนญี่ปุ่นมีหน่วยเสียงในภาษาจำกัด อีกทั้งไม่มีวรรณยุกต์ เวลาที่เรียนคำศัพท์จีนใหม่ๆ จึงต้องยุบเสียงที่ใกล้เคียงกันเข้าเป็นเสียงเดียวกัน อาทิ เจีย = บ้าน – ญี่ปุ่น = คะ, ฮว่า – ดอกไม้ – ญี่ปุ่น = คะ, หัว – ไฟ - ญี่ปุ่น = คะ ฯลฯ คำศัพท์พ้องเสียงในภาษาญี่ปุ่นจึงมหาศาลดังที่กล่าวมา

ในภาษาเกาหลี ยุคใหม่ก็เริ่มเผชิญปัญหาเดียวกัน ตอนที่ผู้เขียนเรียนภาษาเกาหลีนั้น พบว่าคนเกาหลีรุ่นใหม่แม้แต่อาจารย์ที่สอนเองก็แยะแยะการออกเสียงสระ เ-อ กับสระ แ-อ ออกจากกันไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือคำศัพท์ที่ใช้สระแ-อ ก็จะถูกยุบรวมเข้าเป็นเสียงสระ เ-อ ในภาษาพูด แต่เขียนต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าสำหรับผู้เรียนภาษาในอนาคตอย่างแน่นอน

ร-เรือ หายไปไหน ก็แล้วใครจะช่วยตามหา

ร-เรือ นั้นเป็นหน่วยเสียงหลักเสียงหนึ่งในภาษา มีคำศัพท์มากมายทั้งศัพท์ระดับสูงถึงระดับทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน หากเราออกเสียงร.เรือเป็นล.ลิง แล้วเราจะ "บอกลัก" กันได้อย่างไร

ที่ สำคัญไปกว่านั้น ร-เรือ เป็นองค์ประกอบสำคัญในหน่วยเสียงควบกล้ำ ซึ่งมีคำศัพท์อยู่เป็นจำนวนมากมายในภาษาไทย การออกเสียงร. – ล. ไม่ได้ ก็เท่ากับออกเสียงควบกล้ำไม่ได้ไปโดยปริยาย และตามธรรมชาติของภาษา ที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงจากภาษาพูดก่อน เมื่อคนๆหนึ่งพูดคำว่า "กาย" เราจะไม่รู้เลยว่าเขาหมายถึง "กาย" "กลาย" หรือ "กราย" เท่ากับความเป็นไปได้ x 3 ต้องดูจาก Content ข้างเคียงเท่านั้น

ดัง นั้นสิ่งที่เราจะพบเจอในอนาคตก็คือ คำพ้องเสียงจำนวนมหาศาล และความเป็นไปได้ที่คำหนึ่งๆอาจจะเป็นคำพ้องเสียง ซึ่งจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้เราในอนาคตอันใกล้นี้

และหลัง จากนั้นมันก็จะลามไปสู่ภาษาเขียน ตัวอย่างคลาสสิคการเขียนผิดก็คือ 1. ไม่รู้ว่ามีคำควบกล้ำ เลยไม่ใส่ตัวควบกล้ำ 2. รู้ว่ามีคำควบก