Medias-Badness

ที่มา TIMES ONLINE
แปลเรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 พฤศจิกายน 2552
*อ่านบทสัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตรลงTHE TIMESฉบับเต็มที่เวบลิเบอรัลไทย คลิ้กที่นี่

สันดาน สื่อทรราชออกลายอีกแล้ว หลังจากTIMESเขียนบทบรรณาธิการ การันตีทักษิณไม่ได้พูดหมิ่นแม้แต่คำเดียว แถมกล่าวยกย่องเชิดชูสถาบันไม่ขาดปาก แต่สื่อกระแสหลักพากันเงียบเป็นเป่าสากไม่ยอมนำเสนอ หลังจากพากันโหมกระหน่ำรุมตื้บมาก่อนนี้ ที่สำคัญสื่อหลักยังเงียบเฉยต่อการที่มาร์คเคยให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กเรื่อง ทำนองเดียวกัน แต่ดูจะหนักกว่าแม้วให้สัมภาษณ์เดอะไทมส์

THE TIMES ONLINEได้แสดงจุดยืนในบทบรรรณาธิการ ในหัวข้อเรื่อง"Siamese spat:
Thais should be free to understand more about the role of their own monarchy"(วิวาทะสยาม:ชาวไทยควรมีอิสระที่จะตระหนักถึงบทบาทสถาบันกษัตริย์ ให้มากขึ้น") โดยเนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อวันจันทร์THE TIMESได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นอำนาจของไทย ผลลัพธ์จากการแสดงความคิดเห็นของเขาต่อพระราชวงศ์ไทย ทำให้บทความที่เผยแพร่ของTHE TIMESถูกปิดกั้นโดยทางการไทย ในทางทฤษฎีแล้วทักษิณและบรรณาธิการประจำภาคพื้นเอเชียอาจต้องเผชิญกับคดีที่ มีโทษจำคุกสูงถึง 15 ปีในฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งนี่เป็นพฤติการณ์การกระทำแบบเด็กๆ

แต่ในการให้สัมภาษณ์กับTHE TIMESนั้นความจริงแล้วทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเลย เขาไม่ได้กล่าวหมิ่นประมาทพระราชวงศ์ หรือแม้กระทั่งพยายามหาทางให้ร้ายใดๆ ในทางตรงกันข้ามทักษิณกลับได้ตอบสัมภาษณ์ในประเด็นความเชื่อมโยงของสถาบัน กษัตริย์กับการเมืองไทยในทำนองเทิดทูนยกย่อง(To those unversed in the peculiarities of the Thai system, Thaksin’s alleged offence may be hard to discern. He did not abuse the Royal Family, or even find fault with them. Instead, he merely discussed the link between the monarchy and Thai politics)

คำพูดของทักษิณในการให้สัมภาษณ์ไม่มีแม้แต่คำเดียว ที่เป็นไปในทำนองวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์หรือราชวงศ์ แต่เขาได้วิจารณ์"คนวงในวัง"บางคนเท่านั้นที่เข้ามาแทรกแซงการเมือง(In Thaksin’s words, either way, one finds neither criticism nor violation of the monarchy. Instead we find something that the Thai Establishment regards as equally taboo — the mere acknowledgement that some in the royal circle may have some involvement in Thai politics.)

ในการ ให้สัมภาษณ์นี้ทักษิณได้กล่าวถึงอิทธิพลต่อสาธารณชนไทยว่าจะเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรเมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯองค์ปัจจุบันส่งต่อพระราชบัลลังก์ให้สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งTHE TIMESหวังว่าชาวไทยจะตระหนักว่า จะรักสถาบันกษัตริย์ให้ถูกทางอย่างไร ไม่ใช่ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วก็นำมาเป็นเครื่องมือทำลายกัน

เพราะแม้แต่ ในหลวงของปวงชนชาวไทยนั้น พระองค์ท่านก็เคยตรัสไว้เมื่อพระชนมายุครบ78ชันษาว่า"หากถือว่าThe king can do no wrong หรือพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยทำอะไรผิด แล้วก็ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ก็จะทำให้พระเจ้าอยู่หัวลำบาก"

ท้ายสุดTHE TIMESชี้ว่า การที่ทางการไทยจะนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาดำเนินคดีกับใครไม่เป็น ผลดีต่อฝ่ายใดเลย แต่จะได้ประโยชน์กว่าหากมีเสรีและตรงไปตรงมาในการถกแถลงระบบการเมืองของ ประเทศไทยได้ ไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่านับถือ

สื่อกระแสหลักเงียบไม่ลงบทบรรณาธิการTIMES ไม่ลงข่าวมาร์คสัมภาษณ์บลูมเบิร์กเรื่องสืบสันตติวงศ์

เท่า ที่เราตรวจสอบดูแม้บทบรรณาธิการTIMESออกมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่มีสื่อกระแสหลักที่ไหนนำมาลงข่าวเผยแพร่ข้อยืนยันของTIMESเองว่า ทักษิณไม่ได้พูดหมิ่นหรือก้าวล่วงสถาบันฯ

หลังจากที่ก่อนนั้นสื่อ กระแสหลัก และบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะทั้งหลาย พากันออกมาประณามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรว่า มิบังควรที่ให้สัมภาษณ์กับTIMES ONLINE ในเรื่องเกี่ยวกับการสืบพระราชสันตติวงศ์ ขณะที่ในหลวงยังทรงพระประชวรอยู่

นอก จากนั้นก็น่าประหลาดใจว่าในเรื่องเดียวกันนี้ แต่คนพูดคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ สื่อกระแสหลักและบรรดานักสร้างประชามติสาธารณะต่างเงียบเฉย (ดูลิ้งค์อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์ก)

รายงาน ข่าวและบทสัมภาษณ์ที่บลูมเบิร์กนำเสนอนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 8 กรกฎาคม 2552 ชื่อบทความดั้งเดิมในภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่อง"มิบังควรอย่างยิ่ง"ในวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย เพราะน่าจะ"หนักกว่า"ชื่อ บทความที่Timesตีพิมพ์บทความล่าสุดที่สัมภาษณ์ทักษิณเสียอีก เราจึงแปลให้ดูสละสลวยเข้ากับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆเสียว่า "การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้นที่ชื่อนาย"เฟเบอร์ "หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย"ซึ่งมีความสำคัญบางตอนกล่าวถึงการ สืบพระราชสันตติวงศ์ โดยเป็นการสัมภาษณ์พิเศษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา
....................

อภิสิทธิ์:"ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯเป็นพระรัชทายาทสืบต่อพระราชบัลลังก์"

ใน การสัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวเป็นพระ รัชทายาทขึ้นสืบต่อพระราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว


8 กรกฎาคม 2552 (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก)-- นายกรัฐมนตรีของไทยต้องหยุดชะงักการตอบข้อซักถามและฝืนพูดต่ออย่างยากลำบาก ต่อคำ ถามที่ว่า เพื่อนร่วมชาติของเขาจะเผชิญต่อชะตาอนาคตอย่างไร หากว่าชีวิตของพวกเขาซักวันใดวันหนึ่ง ไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เป็นร่มโพธิสมภารแก่พสกนิกร

"ผมไม่ได้แสร้งพูด--มันจะเป็นช่วงเวลา ที่ลำบากยากยิ่งสำหรับพวกเราคนไทยทั้งมวล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าว เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และยังก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยังคงอยู่ในวังวนปัญหาให้กับประเทศเป็น รายที่5ในรอบเพียง4ปี
(July 8 (Bloomberg) -- Thailand’s prime minister pauses briefly and swallows hard as he addresses the question few of his compatriots dare contemplate: life without King Bhumibol Adulyadej, the world’s longest-reigning monarch.

“I am under no illusion -- it will be a very difficult time for all of us,” says Abhisit Vejjajiva, who in December patched together a multiparty coalition government and became troubled Thailand’s fifth prime minister in four years.)

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราช กุมาร เป็นพระรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

(ต้น ฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.

“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา TimesOnline
10 พฤศจิกายน 2552

*เมื่อท่านอ่านข่าวนี้จบ โปรดกระจาย"สัจจะความจริงที่อยู่เหนือความเท็จ"ไปในทุกช่องทางที่ท่านสามารถทำได้

ตีแผ่ขบวนการฤาษีแปลงสารของผู้จัดการจากบทสัมภาษณ์จงรักภักดีให้กลายเป็นจะล้มสถาบัน


ทักษิณ พยายามตอบสัมภาษณ์ว่า ในเวลานี้สมเด็จพระบรมฯยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ก็ทำให้ดูเหมือนว่าท่านยังไม่ เปล่งรัศมีทอแสงเจิดจ้า แต่หากถึงเวลาที่เสด็จขึ้นเป็นกษัตรยิ์ก็จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีแน่ เพราะทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว กอรปกับได้เรียนรู้การทรงงานจากในหลวงมานานปีแล้ว

ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระ ราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมาอย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จาก นั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่าง เป็นกระบวนการ และขบวนการอำมาตย์ ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้แต่กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนของประเทศไทยนำไปขยายผลอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สุด ท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซง การเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้

ที่น่าเศร้าก็คือมา ถึงเช้าวันนี้(10พ.ย.)บรรดาสื่อกระแสหลัก ซึ่งรวมทั้งรายการ"เรื่องเล่าเช้านี้"ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา รายการเล่าข่าวภาคเช้ายอดนิยม และขบวนการอำมาตย์เผด็จการก็ยังคงขยายผลเรื่องที่พวกเขาบิดเบือนและ สร้างblack propagandaต่อไป โดยไร้ยางอาย

เราได้ถอดความที่ ทักษิณให้สัมภาษณ์ Timeonlineในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งกระบอกเสียงพันธมิตรอย่างผู้จัดการASTVได้บิดเบือน ดังต่อไปนี้


1.ทักษิณย้ำในหลวงไม่เคยแทรกแซงการเมือง

ใน ตอนต้นทักษิณกล่าวถึงชัยชนะอย่างท่วมท้นของเขาและก้าวมาเป็นรัฐบาลที่มั่นคง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์อ่อนแอ จึงมีการใช้สื่อมวลชนมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านโจมตีเขาอย่างไร้เหตุผล ครั้งหนึ่งเมื่อเขาได้พบกับลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ก็เลยถามไปว่าทำไมหนังสือพิมพ์ของคุณถึงได้โจมตีผมอย่างไร้เหตุผลนัก? เขาก็ตอบว่า"คุณอาครับ ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะคุณพ่อผมถูกล็อบบี้จากองคมนตรี2คนที่มาทานข้าวเย็นกัน แล้วก็แจ้งพ่อผมว่าพระเจ้าอยู่หัวฯไม่ต้องการทักษิณต่อไปแล้ว..ซึ่งผมก็แจ้ง เขาไปว่า ผมไม่เชื่อหรอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์ท่านไม่เคยทรงแทรกแซงการเมือง อาจจะเป็นเพียงการที่องคมนตรีกระทำไปเองเพื่อต่อต้านผมเท่านั้น"(I said I don't believe that – His Majesty never wants to become involved in politics. Maybe it's because of their own prejudice against me. )

2.ยันไม่เคยคิดล้มสถาบัน ขึ้นเป็นประธานาบดีตามข่าวลือ

ทักษิณ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่องคมนตรีต่อต้านเขาก็เพราะมีการแพร่ข่าวลือออกไปว่า ทักษิณต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณัฐ และขึ้นเป็นประธานาธิดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลย เพราะผมมีความจงรักภักดีอย่างสูงยิ่ง ในตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีหนแรกและได้เข้าเฝ้าฯ ผมได้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวว่าฯ ขอเดชะ กระหม่อมฯมีความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นที่ยิ่ง กระหม่อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ท่าน อายุของกระหม่อมก็ไล่เลี่ยกับพระราชโอรสพระราชธิดาในพระองค์ท่าน ดังนั้นขอให้พระองค์ท่านโปรดทอดพระเนตรกระหม่อม และสั่งสอนกระหม่อมเสมือนว่าเป็นคนในรุ่นลูกของพระองค์ท่านเถิด...กระหม่อม ฉันเทิดทูนจงรักภักดีอย่างยิ่ง พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดอย่างมิเห็นแก่เหน็ด เหนื่อยมานานปี แม้พระชนมายุมากแล้ว ขอให้ใช้กระหม่อมฉัน กระหม่อมฉันจะน้อมรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทถวายงานรับใช้แก้ไขปัญหาให้ พสกนิกรของพระองค์ท่าน..นี่เป็นคำถวายปฏิญญาณนับแต่แรกที่ผมเข้ารับ ตำแหน่ง(So I very much respect Your Majesty. Whatever I need to do properly, please teach me.’ This is how I present myself. And, ‘Your Majesty has been working hard for the Thai people for many years and you may be tired and you're getting old. Please use me. I will shoulder all the burdens and I will work hard for you to solve the problems of your citizens.)

3.เทิดพระเกียรติราชินีไปงานศพพันธมิตร ก็ด้วยน้ำพระทัยแห่งพระมหากรุณาคุณ

ผู้ สื่อข่าวถามว่าคุณรู้สึกประหลาดใจไหมที่พระราชินีเสด็จไปงานพระราชทานเพลิง ศพเสื้อเหลือง พันธมิตรคนหนึ่งที่เป็นศัตรูทางการเมืองของคุณ?
The Queen attended the funeral of one of the Yellow Shirt supporters [the ‘Yellow Shirts’, Mr Thaksin’s opponents]. You must have been very surprised about that.

ทักษิณกล่าวตอบว่า ทุกคนในประเทศไทยก็ประหลาดใจเรื่องนี้ แต่ผมทราบว่าพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพระองค์ท่านทรงเปี่ยมด้วยพระมหา กรุณาธิคุณ ก็อาจมีใครไปให้ข้อมูลกับพระองค์ท่านในทางที่ผิดเป็นต้นว่า"สตรีผู้นี้เสีย ชีวิตลงเพราะพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์" ก็ทำให้พระองค์ท่านคล้อยตามข้อมูลที่คนแวดล้อมถวายรายงานที่ผิดๆ(Everybody, the whole of Thailand, was surprised. But I know Her Majesty. Her Majesty is very kind when someone gives her wrong information [such as] ‘That lady's dying because she tried to protect the monarchy.’ I think she was lied to. People around her circles try to give her the wrong impression, to give wrong information to Their Majesties.)

4.ผู้สื่อข่าวถามนำเรื่องพระบรมฯจะขึ้นเป็นกษัตริย์ จะแตกต่างจากในหลวงในปัจจุบันอย่างไร?

ใน หน้า4ของบทสัมภาษณ์นั้น ผู้สื่อข่าวถามนำว่า "วันหนึ่งเมื่อสมเด็จพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์จะมีพระราชบุคลิกลักษณะหรือสไตล์ที่แตกต่างจากในหลวงองค์ปัจจุบัน อย่างไร?( One day the Crown Prince will become King. How will his style be different from that of the current King?)

ทักษิณกล่าวตอบว่า ก็น่าจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าคงราบรื่นดี เพราะพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ คนแวดล้อมข้าราชบริพารก็คงเป็นคนใหม่ ส่วนแวดวงในวังของพระองค์ท่านก็คงไม่ใหญ่โตอัครฐานนักเพราะเป็นกษัตริย์ พระองค์ใหม่ เนื่องจากพระองค์ท่านยังใหม่ก็อาจจะยังไม่เป็นที่นิยมมากเทียบเท่ากับในหลวง องค์ปัจจุบัน แต่ก็คงไม่มีเรื่องยุ่งยากนักเพราะแวดวงในวังก็ขนาดย่อมกว่า ก็เนื่องจากเป็นรัชสมัยใหม่(It may be different, but I think it will go smoothly because he's a constitutional monarch. The people around the Crown Prince will be new, and the palace circle will not be that big because he will be new. The Crown Prince, because he will be new, may not be as popular as His Majesty the King. However, he will have less problem because the palace circle will be smaller, because of being new in the reign)

ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ช่วยอธิบายพระราชอริยาบถบุคคลิกลักษณะของพระบรมฯให้ฟังด้วย(What kind of personality does he have? )

ทักษิณ ตอบว่า พระองค์ท่าน เป็นผู้ที่ทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่จะกระทำการสิ่งใดให้สำเร็จ พระองค์ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น(He has a very strong determination to do what he really wants to achieve. He has a strong determination.)

เชื่อมั่นพระบรมฯเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่จะเป็นกษัตริย์ที่ดี เพราะเรียนรู้จากในหลวงมามาก

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พระบรมฯทรงต้องการมุ่งมั่นจะทำอะไรให้สัมฤทธิ์ผล(What does he want to achieve? )

ทักษิณ ตอบว่า พระองค์ท่านยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ ดังนั้นก็เป็นธรรมดาว่าตอนนี้ท่านก็ยังไม่เปล่งรัศมีทอแสง แต่หลังจากเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าพระองค์ท่านจะทรงเปล่งรัศมีทอแสงสมสง่ากับความเป็นขัติยราช ได้ เพราะพระบรมฯได้เฝ้าสังเกตเรียนรู้จากในหลวง ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชบิดามานานปี พระองค์ทรงเรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาของพระองค์เท่านั้น แต่เมื่อเวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์มาถึง ผมคิดว่าพระองค์ท่านจะมีพระราชบารมีที่เหมาะสมกับฐานะกษัตริย์แน่(He's not the King yet, he may not be shining. But after he becomes the King I'm confident he can be shining to perform Kingship, because he has observed His Majesty, his father, for many years. He learns a lot from His Majesty. It's not his time yet. But when the time comes I think he will be able to perform.)

จากการอ่านคำสัมภาษณ์ และการตอบแบบสัมภาษณ์นี้ จะเห็นว่าทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง พระราชินี พระบรมโอรสถาธิราชในทางถวายพระเกียรติ กระทั่งแก้ต่างกับสื่อต่างชาติตลอดเวลาการให้สัมภาษณ์

แต่ปัญหาเกิด ขึ้นเมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระ ราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จาก นั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่าง เป็นกระบวนการ

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบท สัมภาษณ์ทั้งหมด สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซง การเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 พฤศจิกายน 2552

เจ้า ภาพเนชั่นผนึกโบรกฯเจ้ามือหุ้นน้องใหม่ทีวีเนชั่น(NBC)ทำน่าเกลียดทุกทาง เข็นหุ้น พ้นจองแบบหืดจับ ทั้งถ่ายทอดสดผ่านทีวีก่อนเข้าเทรดตลอด1ชั่วโมงหวังล่อแมงเม่าซื้อเต็มพิกัด ทั้งโกหกหน้าตายขายหุ้นเกลี้ยงนักเลงหุ้นจองล้น แต่ข้อมูลจริงที่แจ้งต่อตลาดหุ้นโกหกไม่ได้ พบขายไม่ออกกลุ่มสุทธิชัยหยุ่นต้องรับหลังแอ่น105ล้านหุ้น เพราะกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ยอมจองซื้อซักหุ้น ทั้งให้โบรกเกอร์CIMBซึ่งเป็นเจ้ามือในการขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้น ออกบทวิเคราะห์สดๆเชียร์ให้เป้าสูงลิ่วกลางภาคบ่ายผ่านเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในช่วงราคาใกล้ร่วงลงไปหาราคาจอง โดยเป็นการทำผิดกฎหมายกลต.ที่กำหนดให้ต้องระบุว่าเป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนได้ เสียเป็นผู้ออกบทวิเคราะห์ สุดท้ายเข็นผ่านราคาจองฉิวเฉียด เพราะได้เครือเนชั่นแบกหุ้นจองไว้เกือบหมด แต่ระวังภาพลวงตา

หุ้น น้องใหม่ของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCเข้าทำการซื้อขายเป็นวันแรกในวันนี้ โดยเจ้าภาพเครือเนชั่น และบริษัทโบรกเกอร์ที่เป็นเจ้ามือทำทุกท่า ทั้งผิดกฎหมายและทำตัวยน่าเกลียดไร้จรรยาบรรณในการเข็นราคาหุ้นให้พ้นจองได้ แบบฉิวเฉียด

ก่อนการเปิดการซื้อขาย เครือเนชั่นได้จัดอีเว้นต์"ปฏิบัติการ11-11-1000"ซึ่งหมายความว่าหุ้น NBCเข้าเทรดครั้งแรกในวันที่11เดือน11เวลา10.00น. โดยมีการถ่ายทอดสดเพื่อโปรโมตหุ้นNBCตั้งแต่เวลา09.00น.ไปจนเปิดทำการซื้อ ขาย โดยตลอดรายการมีการเชียร์หุ้นNBCอย่างออกนอกหน้าสารพัด

หุ้นNBC เปิดทำการเหนือจองที่ราคา3.20บาท ขึ้นไปสูงสุด3.22บาท จากนั้นมีแรงขายทำกำไรลงมาลึกสุดที่2.98บาท และปิดทำการที่3.02บาท สูงกว่าราจอง4.13%

การซื้อขายทั้งวันในวันแรกจำนวน39.6ล้านหุ้น มูลค่าซื้อขายราว124ล้านบาท ผู้ดูแลราคาหุ้นใช้จำนวนหุ้นเปิดตลาดมากถึงเกือบ12.3ล้านหุ้น คิดเป็น30%ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ฝั่งเคาะซื้อมีเพียง10ล้านหุ้น หรือราว26% ขณะที่ฝั่งเทขายมีมากถึง17ล้านหุ้น หรือ43%

นักวิเคราะห์หุ้นกล่าว ว่าเป็นไปตามคาดว่าราคาNBCจะเหนือจอง(2.90บาท/หุ้น)ได้ เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่คือ105ล้านหุ้นจากทั้งหมด120ล้านหุ้นอยู่ในมือของผู้ บริหารเครือเนชั่น มีในมือรายย่อยที่จองซื้อน้อยมาก หากเครือเนชั่นไม่ถล่มขายออกมาก็จะทำให้การพยุงราคาในวันทำการซื้อขายวันแรก เป็นเรื่องง่าย

เจ้ามือออกบทวิเคราะห์เชียร์สดกลัวหุ้นหลุดจอง ฝืนประกาศกลต.

เวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือเนชั่น ได้เสนอข่าวออนไลน์หัวข้อ โบรกปรับกำไรNBCใหม่เป้าราคาปีหน้า4.30บ.โดย เสนอข่าวในช่วงเวลา15.30น. ในตอนที่กำลังมีแรงเทขายหุ้นใหม่NBCหลุด3บาท โดยระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกบทวิจัยปรับประมาณการกำไรสุทธิหุ้นNBC ใหม่ และได้ประเมินราคาที่เหมาะสมของ NBC ณ สิ้นปี 2553 ที่ 4.30 บาท โดยอิงระดับพีอีที่ 10 เท่า

อย่างไรก็ตามกรุงเทพธุรกิจไม่ได้ทำตาม กฎหมายที่กลต.กำหนดไว้ว่า ในกรณีบริษัทที่ออกบทวิเคราะห์เป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่ายนั้น จะต้องแจ้งข้อมูลต่อผู้ลงทุน ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียด้วย ในกรณีนี้ซีไอเอ็มบีเป็นแกนนำและผู้รับประกันการจัดจำหน่าย ซึ่งวงการหุ้นเรียกว่าเป็น"เจ้ามือผู้ดูแลราคาหุ้น"

งามไส้ต้องให้บริษัทที่ขายหุ้นจองออกบทวิเคราะห์เชียร์

ก่อน หน้านั้นบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นNBCได้ออกบทวิจัยฉบับ หนึ่ง( คลิ้ก ลิ้งค์ )แม้ ได้ให้คำแนะนำการลงทุนใดๆ แต่ก็ให้เป้าหมายในปี2553ไว้ที่3.46บาทต่อหุ้น สูงกว่าราคาจองที่2.90บาทต่อหุ้น โดยระบุว่ามีจุดเด่นหลายด้าน ค่าพี/อีประเมินไว้11.5เท่า โดยมีส่วนลดจากกลุ่มเดียวกันที่มีค่าพี/อี14.4เท่า เนื่องจากบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกันอย่างMCOT(อสมท.) BEC(ช่อง3)มีความมั่นคงกว่า

อย่างไรก็ตามในกรณีของฟินันเซียไซรัสได้ ระบุไว้ในบทวิเคราะห์ว่า เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นNBC แต่ส่วนCIMBนั้นเวบไซต์กรุงเทพธุรกิจ ไม่ยอมระบุแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามCIMBได้ระบุไว้ในบทวิเคคาะห์ของตน โดยยอมรับว่าเป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายหุ้นNBC(คลิ้กดูที่ลิ้งค์)

ทั้ง นี้คนในวงการค้าหุ้นกล่าวว่า บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ไซรัส และCIMBอาจเชื่อถือมากนักไม่ได้ เนื่องจากมีส่วนได้เสียกับการเป็นผู้ร่วมขายหุ้นและรับประกันการขายหุ้น จองNBC ส่วนการที่เครือเนชั่นนำบทวิเคราะห์CIMBมาลงในช่วงเวลา15.30น.ตอนที่จวนจะ หลุดราคา3บาทลงไป นอกจากจะน่าเกลียดยังเป็นการทำผิดกฎหมายด้วย

ทั้ง นี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้กำหนด เป็นประกาศกลต.ที่กลต.ก.(ว.)46/2551ไว้ว่า การจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนนั้นต้องเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับส่วนได้เสีย เช่น การรับจัดจำหน่ายหุ้น เป็นต้น ซึ่งกรณีของไซรัสนั้นเข้าเกณฑ์ตามประกาศนี้ จึงต้องแจ้งต่อนักลงทุนว่า แม้จะให้ราคาเป้าหมายหุ้นNBCสูงกว่าราคาจอง แต่ก็มีส่วนได้เสียจากการเป็นผู้ขายและรับประกันการขายหุ้นจองNBCอยู่ด้วย ส่วนCIMBก็ได้แจ้งไว้ในบทวิเคราะห์เช่นกัน
สงขลาคอนเน็คชั่น - พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยเชียร์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ว่า เป็นโชคดีของคนไทยที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งความจริงก็คงใช่ โดยเฉพาะคนไทย ชาวสงขลาบ้านเดียวกับเปรมที่ชื่อว่าสุทธิชัย หยุ่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 พฤศจิกายน 2552

องครักษ์พิทักษ์เปรม ล่าสุดแก้ต่างให้กรณีสัมพันธ์ล้ำลึกหนุ่มเสก

กล่าว กันว่าคนปักษ์ใต้นั้นรักพวกรักพ้องในปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าคนในภูมิภาค อื่นๆ และว่ากันอีกว่าในบรรดาคนปักษ์ใต้ที่รักพวกรักพ้องมากนั้น คนสงขลารักพวกพ้องมากสุดๆ และในบรรดาคนสงขลาที่รักพวกพ้องสุดๆนั้น คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์นั้น เป็นที่สุดของที่สุดในด้านนี้

ในวิชาชีพนักสื่อสารมวลชนนั้น สุทธิชัยมักสั่งสอนคนข่าวเครือเนชั่นว่า คนที่เป็น"บุคคลสาธารณะ"นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจ สอบ โดยไม่มีข้อยกเว้น...แต่สุทธิชัยก็มักยกเว้นให้พลเอกเปรมเสมอ

ไม่เพียงยกเว้นให้ แต่ในทุกโอกาสที่อำนวยให้ สุทธิชัยจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้พลเอกเปรมโดยตลอดเช่นกัน

ซึ่งก็รวมทั้ง"ข่าวร่ำลือ"มานานหลายทศวรรษเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ"เปรมVSหนุ่มเสก"

เมื่อไวๆนี้สุทธิชัย หยุ่นเพิ่งเขียนลงบล็อกของเขา เมื่อ 30 พฤษภาคม 2552 เพื่อแก้ต่างให้กับเปรม โดยยกบทสัมภาษณ์ที่ไทยโพสต์ตีพิมพ์สัมภาษณ์"หนุ่มเสก"เสกสรร ชัยเจริญ ที่ตกเป็นขี้ปากของคนมาตลอดว่าสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ"ป๋าเปรม"

เปิดใจ เป็นครั้งแรกเมื่อ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังเปิดเผยให้ "ไทยโพสต์" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พลเอกเปรม ติณสูลานนท์...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ และรักเหมือนพ่อ

ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ที่ "หนุ่มเสก" บอกอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์คือ

"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดตรง ๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบป๋า...มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ..."

เชิดชูครูเปรมเอาใจเต็มพิกัด

อาจจะเป็นเพราะมีหนังสือเกี่ยวกับพลเอกเปรมในทำนองเชิดชูยกย่องไปเยอะแล้ว สุทธิชัยก็เลยพิมพ์หนังสือ"ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ"ที่พลเอกเปรมบอกว่ารักเคารพเหมือนพ่อเพื่อเอาอกเอาใจเปรม

หนังสือ เล่มนี้จัดพิมพ์ในนามของสำนักพิมพ์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด มหาชน ของสุทธิชัย ซึ่งนับเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติสุทธิชัยมีสำนักพิมพ์อยู่แล้วคือสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ แต่คราวนี้พิมพ์ในนามบริษัทมหาชนเสียเลย

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกและวางขายในเดือนตุลาคม 2549 พูดง่ายๆว่าหลังรัฐประหารยึดอำนาจ19กันยายน 2549เพียงไม่กี่วัน

พลเอกเปรม ได้เขียนคำนิยมในหนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ "ตอนหนึ่งไว้ ว่า....."สำหรับผม ครูเคล้าเป็นมากกว่าครู ครูเคล้าเป็น "ทั้งครูและพ่อผมในเวลาเดียวกัน"

"ครา ใดที่ครูเคล้ามองผม ผมจะมองเห็นแววตาแห่งความรัก ความเมตตาความห่วงอาทรของครูเคล้าเสมอ คราใดที่สั่งสอนผม ผมจะได้ยินคำสั่งสอนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ห่วงใย และบริสุทธิ์ เหมือนพ่อสั่งสอนลูก ผมจึงรักครูเคล้ามาก และจากสายตาและคำพูด ผมรู้ว่า ครูเคล้าก็รักผมมาก"

ครูเคล้าเป็นครูประจำโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา บ้านเกิดเปรม ซึ่งเปรมบอกว่า เป็น"ครูผู้มีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตผม ทำให้ผมเป็นผมจนถึงทุกวันนี้"

หลัง รัฐประหาร19กันยายน2549 สุทธิชัยหยุ่นได้เวลาเข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องคือ 3 5 9 11 ส่วนTPBSเทพชัย หย่อง น้องชายเข้าไปทำ และกลายเป็น"จุดเด่น"สำคัญให้เขานำมาเป็นข้อมูลชี้ชวนขายหุ้นจองNBCในช่วง นี้

ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐานใดๆว่าเปรมเป็นผู้ดลบันดาลรายการฟรีทีวีต่างๆให้สุทธิชัยเนชั่น หรือไม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องมีหลักฐานใด แต่คนที่ยังมี"สามัญสำนึก"ไม่บกพร่องก็เชื่อมโยง และสรุปฟันธงไม่ยากนัก

เป็นขาใหญ่วงการสื่อเคลียร์ให้นักข่าวสยบรัฐประหาร19กันยา

หลัง เกิดการรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆ ทางเปรมและคณะรัฐประหารอยากตอบแทนสื่อที่ช่วยกันโค่นล้มทักษิณ จึงยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนสมาคมสื่อ3สมาคมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิจิบัญญัติแห่ง ชาติ(สนช.)

ตัวแทนสมาคมสื่อตอนนั้นมี

-ภัทระ คำพิทักษ์ จากโพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
-ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีบัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
-ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุ มีสมชาย แสวงการ เป็นนายก


เรื่อง ไม่ได้ง่ายนัก เพราะนักข่าวภาคสนาม53คน ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวสายประจำรัฐสภา และเป็นคนข่าวค่ายเนชั่นซะเยอะ แสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งล่ารายชื่อคัดค้านอยากให้ตัวแทนสมาคมถอนตัว เพราะไม่อยากให้เกิดconflict of interst หรือเป็นภาพน่าเกลียดว่าสื่อโค่นทักษิณสำเร็จแล้วมารับรางวัลจากคณะรัฐ ประหาร

ผู้ใช้นามแฝง"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เขียนถึงฉากตอนนี้ใน บทความชุด"ลากไส้สื่อเห้"อันลือลั่นของเขาไว้ว่า...คือโดยปกติอาชีพสื่อนี่ ไม่เคยนะครับที่จะร่วมมือกับฝ่ายอำนาจฝ่ายการเมืองกันแบบนี้ ยิ่งเป็นตัวแทนสื่อแล้วแม่งน่าเกลียด ก็ถึงขั้นที่ว่ามีการเขียนในข้อกำหนดว่าห้ามนักข่าวไปดำรงตำแหน่งการเมือง

แต่ ไอ้เหี้ยนายกสมาคมนักข่าวนี่เสือกหน้าด้านอยากเป็นขึ้นมา แต่จะเป็นคนเดียวแม่งก็จะน่าเกลียด เลยทำฟอร์มว่าขอไปปรึกษาพรรคพวกหน่อยนะท่านบัง เสร็จก็มาล็อบบี้นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ คือไอ้เอ๋สมชาย แล้วก็เจ๊หยัดตอนนั้นเจ๊เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ไอ้เหี้ยนี่ก็ไปโน้มน้าวว่า ตอนทักษิณนี่พวกเราโดน"คุกคามสื่อ"เยอะ มาตอนคมช.ปฏิวัติก็บอกให้พวกเราใช้วิจารณญาณห้ามออกข่าวเหลี่ยมเด็ดขาด หากใครฝืนออกบังมันจะมาใช้วิจารณญาณแทนพวกเราคือสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ

นี่บังเขาก็มีไมตรีเชิญไปเป็นสนช. ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าไปปกป้องไม่ให้คุกคามสื่อ เพราะมันมีกฎหมายเยอะแยะ อย่างน้อยพวกเราก็จะได้ท้วงหากกฎหมายไหนออกมาคุกคามสื่อ....(ดูมันตอแหล!)

เจ๊ หยัด(บัญญัติ ทัศนียเวช)วงการรุ่นหลังเขาเรียกป้าหยัด แต่ผมเรียกเจ๊หยัดก็บอกว่าชั้นไม่เอาด้วยหรอก สื่อที่ไหนเคยไปเป็นตำแหน่งการเมืองแบบนี้ มันมีconflict of interest เธอว่าไงเอ๋?(หันมาถามสมชาย นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์) ไอ้เอ๋แม่งแสบครับ แทนที่จะค้านเหมือนเจ๊หยัด ดันข้างๆคูๆเข้าข้างไอ้ภัทระ เลยเสร็จโจร...

เจ๊หยัดก็ตกกระไดพลอยโจร คือหากจะเป็นก็ต้องเป็นทั้ง3สมาคม หากเจ๊หยัดถอน ไอ้2ตัวนั่นอดแดกไปด้วย แกก็ไม่อยากมีปัญหากับเด็กรุ่นหลัง ก็เอาวะเป็นก็เป็น แต่อย่าทำให้น่าเกลียดก็แล้ว ต้องอธิบายสังคมให้ได้

สรุปแม่งก็กลับ ไปหาบังว่า บังครับที่บังเชิญผมเป็นสนช.นี่ "ผมขอสาม" เพราะพวกผมสมาคมสื่อมี3สมาคมไปไหนไปด้วย ถ้าคนหนึ่งไม่ไป มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ บังก็กัดฟันยกให้สามต้องไปตัดโควต้าเด็กเส้นเด็กฝากลงเพียบ เพราะถ้าได้ใจสื่อ ต่อไปอะไรมันก็โล่ง ทำชั่วก็ผ่อนเบา ทำดีแม่งก็ตีปี๊บเชียร์ ปากกาอยู่ในมือพวกมัน...

แต่เรื่องก็ไม่หวานคอเหี้ยซะทีเดียวหรอก...

ความ ที่มันกระสันก็ดันไปปล่อยข่าวไปทั่วว่า กูจะได้เป็นสนช.กินเงินเดือนแสนสองโว้ย เรื่องมันก็หึ่งออกไป พวกนักข่าวสนามแถวใต้ถุนสภาก็เฮ้ย!นายกสมาคมกูเหี้ยแล้วมั๊ยสัดด ดันมารับใช้ทหารที่ปฏิวัติเข้าไปนั่งในสภาซะเอง แล้วงี้สื่อก็โดนด่าสิว่าตกลงพวกมึงจะเป็นเหี้ยอะไรแน่ระหว่างสื่อกับนักการ เมือง จะเป็นสื่อหรือเป็นเบ๊คณะปฏิวัติ.....

ไอ้พวกนี้ก็รวมหัวกัน เขียนหนังสือหางว่าวส่งไปต่อต้านว่า พวกกรูไม่เห็นด้วยที่นายกสมาคมจะไปเป็นสนช. ให้พวกมึงถอนตัวก่อนจะเสียหายวงการ

ไอ้ภัทระก็นะ คนมันเงี่ยนได้ที่หงี่เต็มพิกัด ก็วิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการสื่อ เพราะมันเป็นนายกสมาคม แต่เด็กนักข่าวในสนามก่อกบฎเข้าให้แล้ว(ก็มันเหี้ย เขาก็ต้องก่อกบฎ)

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้ว ก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือ เรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียด เหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด

ไอ้พวกนัก ข่าวสนามก็ใบ้แดก เพราะไอ้พวกที่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวต่อต้านในงานนี้นี่..ก็ลูกน้องกินเงิน เดือนหยุ่นซะเยอะ มันก็ไปไม่ถูก เลยบอกงั้นเอางี้ ให้พวกนายกสมาคม3ตัวนี่ลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมสื่อซะ แล้วก็จะไปเป็นอะไรก็ไป หากไม่ลาออกแล้วถ่างขาควบ2เก้าอี้นี่อย่าเลย พวกกูอายหมามัน....

สรุปพวกนายก3สมาคมยอมลาออกจากตำแหน่งสมาคมสื่อ ไปเป็นสนช.เงินเดือนคนละแสนสอง สุทธิชัยก็คาบข่าวไปบอกใครบางคนว่า

"ผมเคลียร์พวกสื่อกบฎจบแล้วครับป๋า..."


เปรมกับสื่อโล้นโยนมุกรับมุกกันสนุก ปากมันภาษีกลายเป็นค่าโฆษณา เชิดชูเผด็จการระรานเสื้อแดง

นอก จากเปรมจะประเคนฟรีทีวีให้หยุ่นเป็นรางวัล และเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายเผด็จการ คอยระรานดิสเครดิตกระทืบฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีลูกเล่นมีน้ำจิ้มมีชุดใหญ่ประเคนให้หยุ่นตามมาอีกเพียบ

ก็ อย่างเช่นโทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมมักจะคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสด รายการที่อภิสิทธิ์ไปเกาะโพเดียมพูดทุกนัด ยังกับหวยล็อกไว้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ถ่ายทอดสดฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าคนจ่ายคือรัฐบาลอภิสิทธิ์(แน่นอนอีกทีคือมาจากภาษีประชาชน) หลายครั้งทางเนชั่นก็เป็นคนครีเอตeventพวกนี้ขึ้นมากับมือ

จะบอกว่า น้ำขึ้นให้รีบตักก็ได้ แต่เอาให้ตรงกว่าก็คือทำเหมือนตายอดตายอยากมานาน พอโค่นรัฐบาลประชาชนเลือกตั้งมาได้ และเอาพวกตัวเองขึ้นได้ ก็มูมมามสวาปามกันเต็มพิกัด จนเข้าข่ายน่าเกลียด พรรคพวกวงการสื่อ และพวกเอเยนซี่ร้องเซ็งกันเป็นแถว เพราะยุคนี้อะไรๆก็ต้องประเคนให้เนชั่น...โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ

ส่วน เปรมจะปรากฎตัวไปงานทำนองนี้ไม่บ่อยนัก แต่งานประจำที่ต้องไปคืองานของสปอนเซอร์พันธมิตรรายสำคัญ คืองานแฟร์ประจำปีของเครือสหพัฒน์

แน่นอนอยู่แล้วว่าเนชั่นแชนัลได้สิทธิในการถ่ายทอดสดงานสหกรุ๊ปแฟร์ โดยพิธีกรคู่หูกนก-ธีระ กล่าวถึงพลเอกเปรมว่า"ฯพณฯท่านพลเอกเปรม"ทุกคำ ตรงข้ามตอนพูดถึงอดีตนายกฯทักษิณ สองคนนี้จะพูดแค่"ทักษิณ"เฉยๆ หรือบางทีก็เรียกแบบยาวๆว่า"นักโทษชายทักษิณที่อยู่ระหว่างหนีคดี"

ก่อนการถ่ายทอดสดประจำปีนี้จะเริ่มขึ้นนั้น ก็มีบทวิเคราะห์ของสุทธิชัยออกทางเนชั่นแชนัลเรื่อง"แผนตากสิน2"โดยอ้างตามสูตรว่าหากมีแผนนี้จริงๆทักษิณต้องเป็นคนรับผิดชอบ

พอ เปรมไปปรากฎตัวที่งานสพัฒน์ก็ปรากฎว่าให้สัมภาษณ์นักข่าวเรื่องแผนตากสิน 2เป็นตุเป็นตะ แต่พูดราวกับก๊อปปี้มาจากสุทธิชัย ยังไงยังงั้น

โบรกใหญ่ฟันธงไม่แนะนำจองซ้อหุ้นNBC

ด้วย เหตุนี้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์ใหญ่แห่งหนึ่งจึงให้ความเห็น"ไม่ แนะนำให้จองซื้อหุ้นใหม่NBC"เนื่องจากแม้สายสัมพันธ์ทางการเมืองของเนชั่นจะ แนบแน่นกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ และพลเอกเปรม จนได้เวลาทำฟรีทีวีแทบทุกช่อง และได้โฆษณาจากรัฐบาลจนพลิกสถานการณ์ให้เนชั่นบรอดแคสติ้ง(NBC)จากมียอดขาด ทุนสะสมบักโกรกมามีกำไร

แต่ในด้านกลับกันก็เป็นจุดอ่อนของ เครือเนชั่น เพราะหากเปรมกับอภิสิทธิ์หมดอำนาจไป ก็ไม่วายถูกฝ่ายประชาธิปไตยที่อยู่ตรงข้ามเช็คบิล แน่นอน!

แฉ'เวชชาชีวะ'สมคบสื่อโล้นงาบผลประโยชน์ชาติ

ลุงอภิสิทธิ์ผู้นิยมปชป. - นายนิสสัย เวชชาชีวะ นอกจากจะเป็นลุงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเป็นพ่อของนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ เล่ากันว่าเขาเป็นคนกดดันให้ลูกชายยุติบทบาททางการเมืองสนับสนุนทักษิณ แล้วยื่นคำขาดให้มาอยู่พรรคเดียวกับนายอภิสิทธิ์ หากยังต้องการใช้นามสกุลเวชชาชีวะอยู่ต่อไป นายนิสสัยเป็นกรรมการอิสระของเนชั่น และเป็นบอร์ดNBCชุดล้างขาดทุนสะสมนำเข้าตลาดหุ้น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2552

ทำถูกกฎหมายก็ทำได้ แต่เนชั่นเพิ่งจะทำหลังกลต.รับเรื่องลงดาบจ่อฟัน

หลัง จากโฆษณาขายหุ้นจองเนชั่น บรอดแคสติ้ง-NBC อย่างผิดกฎหมายมาโดยตลอด จนประชาชนจำนวนมากร้องเรียนให้กลต.ดำเนินคดีตามกฎหมาย และกลต.ได้เปิดเผยว่าจะเข้าไปตรวจสอบ มาวันนี้ช่วงเวลาราว09.05 น.ในรายการ"เก็บตกจากเนชั่น"ทางเนชั่นแชนัล ได้มีการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นครั้งแรกแล้ว โดยในป้ายข้อความโฆษณาขายหุ้นจองNBCนั้น ได้มีการขึ้นข้อความ"คำเตือน:การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง นักลงทุนพึงศึกษารายละเอียดจากหนังสือชี้ชวน"

ทุนสามานย์? - ไม่ใช่เพียงทัศนะการเมืองที่ไปทางเดียวกันของสุทธิชัย หยุ่นกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้น แต่เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยฝ่ายอภิสิทธิ์ให้เวลาฟรีทีวีแทบทุกช่องกับประเคนโฆษณาให้ ส่วนเนชั่นเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกป้องและเป็นกองเชียร์ ทั้งหมดนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนสำคัญกับผลประโยชน์ของสาธารณชนชาวไทย นั่นคือภาษีและทรัพยากรของประชาชน-ของรัฐตกไปเป็นของเนชั่น ส่วนเนชั่นก็ไม่ได้ทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านที่ซื่อสัตย์อีกแล้ว แต่เป็นหมาบ้าที่กัดทุกคนหากข้องแวะกับอภิสิทธิ์

นามสกุลเวชชาชีวะเป็นกรรมการNBCชุดล้างเน่าแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) -NBC เจ้าของเนชั่นทีวี และเจ้าของรายการโทรทัศน์เครือเนชั่นทางฟรีทีวีแทบทุกช่อง ซึ่งกำลังนำเสนอขายหุ้นจองต่อประชาชนในช่วงนี้ยังมีเรื่องอื้อฉาวไม่้เว้น แต่ละวัน นอกเหนือจากการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อของตนเองอย่างน่าเกลียด และผิืดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แถมนายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวอื้อฉาวเครือเนชั่นยังโฆษณาเกินจริงว่า"หากใครจองซื้อNBCก็จะรวย ไม่รู้เรื่อง รวยเละ"แล้ว ยังมีข้อครหาว่าอิบแอบแนบชิดกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในลักษณะต่างตอบแทนกันทางผลประโยชน์ด้วย

โดยเนชั่นได้ผลประโยชน์จาก การเข้าไปจัดรายการทางฟรีทีวีช่องต่างๆ และได้ผลประโยชน์จากงบโฆษณาที่รัฐบาลจัดให้ ทำให้งวด6เดือนแรกปีนี้มีรายได้จากสื่อโทรทัศน์วิทยุพุ่งขึ้นกว่าปีก่อน16% ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมเดียวกันทรุดฮวบลง13% สอดคล้องกับที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้ืชื่อว่าซื้อสื่อโฆษณามากเป็นอันดับที่ 2เหนือกว่าบริษัทหรือสินค้าชื่อดังทั้งหลาย ตามที่ไทยอีนิวส์เสนอไปแล้ว แลกกับการที่เนชั่นทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์อภิสิทธิ์และเป็นกระบอกเสียงให้

ภาษาข่าว-เมื่อ พูดถึงอดีตนายกฯทักษิณ นักเล่าข่าวจอมอื้อฉาวอย่างกนกจะใช้คำว่า"ทักษิณ"หรือ"นักโทษชายทักษิณ" แต่เมื่อพูดถึงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เขาจะใช้คำว่า"ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์" และเมื่อพูดถึงพลเอกเปรมเขาจะใช้คำว่า"พณะท่านพลเอกเปรม" ล่าสุดวานนี้กนกบอกว่าเหตุที่โพลล์สำรวจคะแนนนิยมรัฐบาลและผู้ว่ากทม.ออกมา ต่ำก็เพราะพวกโพลล์ไปทำสำรวจตอนที่มีข่าวลบกับรัฐบาลอย่างข่าวทุจริต ควรไปสำรวจช่วงปีใหม่ที่ประชาชนอารมณ์ดี คะแนนของ"ท่านนายกรัฐมนตรี"จะสูงแน่นอน

ล่าสุดเราตรวจสอบพบด้วย ว่า ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันที่NBCได้มีมติล้างขาดทุนสะสมทางบัญชี และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนนั้นมีชื่อนายนิสสัย เวชชาชีวะ เป็นกรรมการบริษัทอยู่ด้วย เช่นเดียวกับที่นายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานบริษัทNBC แต่ต่อมาชื่อของทั้งคู่ก็หายไปอย่างปริศนา ไม่มีรายชื่อในคณะกรรมการNBCชุดปัจจุบัน

คณะกรรมการของ NBC ณ วันที่ 10กุมภาพันธ์ 2552

รายชื่อ ตำแหน่งใน NBC

คุณสุทธิชัย แซ่หยุ่น ประธานกรรมการ
คุณธนะชัย สันติชัยกูล กรรมกา และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการอำนวยการ
*คุณนิสสัย เวชชาชีวะ กรรมการ
คุณปกรณ์ บริมาสพร กรรมการ
คุณปณต วิเลปสุวรรรณ กรรมการ


*ปัจจุบันนายนิสัย เวชชาชีวะ ยังเป็นกรรมการอิสระในเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG)บริษัทแม่ของNBC( คลิ้กดู )
ที่มา:สารสนเทศ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด

ส่วนคณะกรรมการของ NBC ณ ปัจจุบันนี้ ประกอบด้วย
นายธนะชัย สันติชัยกูล ประธานกรรมการ
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการ
*นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล กรรมการ
นางสาวเอี่ยมศรี บุญหชัยรัตน์ กรรมการ
นางสาวนภาพร เอื้อเฟื้อ กรรมการ
ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ
นายเมธา สุนทรจิตร์ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ
นายศิวะพร ชมสุวรรณ กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ


*ภรรยานายกนก รัตน์วงศ์สกุล ซึ่งเป็นผู้บริหารNBCในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนงานผู้ประกาศข่าว
ที่มา:เวบไซต์ของNBC

ลุงของอภสิทธิ์ เวชชาชีวะซี้ปึ้กโล้นยังนั่งเป็นบอร์ดบริษัทแม่NBC

ปัจจุบัน นี้นายนิสสัย เวชชาชีวะ ยังคงเป็นกรรมการอิสระในเนชั่นมัลติมีเดีย (NMG) บริษัทแม่ของNBC โดยนายนิสสัย เป็นพี่ชายของนายแพทย์อรรถสิทธื์ เวชชาชีวะ(บิดาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) จึงมีศักดิ์เป็นลุงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายนิสสัยเป็นบิดาของ นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ ซึ่งเคยสังกัดพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีคอลัมนิสต์ไทยรัฐ คือ"เหล็กน้ำพี้"เคยนำเสนอว่านายนิสสัยเป็นผู้กดดันให้นายสุรนันท์ต้องลาออก จากสมาชิกพรรคไทยรักไทย และยื่นคำขาดให้ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขานิยมอยู่ หาไม่แล้วนายสุรนันท์ก็ต้่องเลิกใช้นามสกุลเวชชาชีวะ หรือนายนิสสัยอาจไปลงบัญชีปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิืปัตย์เสียเอง แต่นายสุรนันท์สนองเพียงยุติบทบาทในไทยรักไทย แต่ไม่ยอมสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิืปัตย์ (อ่านรายละเอียด คลิ้ก )

เปิดมติที่ประชุมฟอกเน่าเนชั่นทีวีชุดนิสสัย เวชชาชีวะรวมหัว

เนชั่นรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อ10กุมภาพันธ์2552(คลิ้กดูรายละเอียดที่นี่)ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 1/2552 ของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ" หรือ "NMG") ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ได้มีมติเอกฉันท์

(i) อนุมัติแผนการนำบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ("NBC") เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ("ตลาดหลักทรัพย์ฯ") โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ NBC ให้แก่ประชาชนและบุคคลทั่วไป (IPO)(รวมทั้งผู้ถือหุ้นสามัญของ NMG) จำนวน 50,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท คิดเป็นร้อยละ 29.41ของทุนชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้

(ii) อนุมัติให้ลดทุนจดทะเบียนของ NBC จาก 240,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียน 120,000,000 บาท โดยการลดจำนวนหุ้นลง เป็นจำนวน 12,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม

(iii) อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของ NBC จากมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท เป็นมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท

(iv) อนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของ NBC จาก 120,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียน 170,000,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่เพื่อขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ NMG และแก่ประชาชนทั่วไป เป็นจำนวน 50,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท

(v) อนุมัติการแปรสภาพ NBC จากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชน

(vi) อนุมัติให้นำหุ้นของ NBC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์ฯ

(vii) อนุมัติการขายหุ้นสามัญที่บริษัทฯ ถืออยู่ใน NBC จำนวนไม่เกิน15,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท พร้อมกับการทำ IPO ของ NBC

(viii) อนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ NBC ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น (Pre-emptive Right) จำนวนไม่เกิน 20,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท คิดเป็นร้อยละ 11.76 ของทุนชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้

(ix) อนุมัติให้เสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติแผนการนำ NBC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (Spin-off) โดยภาพรวม โดย NBC จะดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 120,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียน170,000,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 50,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชนและบุคคลทั่วไป (รวมทั้งผู้ถือหุ้นสามัญของ NMG) ทั้งนี้ แผนการ Spin-off นี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ NBC อนุมัติ

(x) อนุมัติให้เสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการกำหนดสัดส่วนการ ให้สิทธิในการจองซื้อหุ้นที่ออกใหม่ของ NBC จำนวนไม่เกิน 20,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท คิดเป็นร้อยละ 11.76 ของทุนชำระแล้วทั้งหมด ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น (Pre-emptive Right)

 

เนชั่นหักเหลี่ยมจึงรุ่งเรืองกิจ NBCที่มั่นใหม่หยุ่น

ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา - เนชั่นตั้งราคาขายตึกไว้ที่1,380ล้านบาท สุดท้ายขายได้เพียง955ล้านบาทเมื่อปีกลาย แต่ยังไม่ทำให้กิจการดีขึ้น งวดครึ่งปี52นี้NMG-เนชั่นมัลติมีเดียขาดทุน111ล้านบาท ซึ่งไม่ต้องห่วงเพราะเนชั่นทีวี-NBC ที่เป็นบริษัทลูกกลับมีกำไรแทนที่ ด้วยเส้นสายแน่นปึ๊กกับรัฐบาลในลักษณะ"ต่างตอบแทน" และก็กำลังนำหุ้นออกขายเพื่อเข้าตลาดหุ้น11พ.ย.นี้ ส่วนNMGมีพวก"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยอ่วมอรทัยไปแล้ว เพราะหลงเชื่อใครบางคน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ตุลาคม 2552

"จึง รุ่งเรืองกิจ"โอดครวญเสียท่า ถูกประธานเนชั่นหว่านล้อมให้เข้ามาซื้อหุ้นเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG) หลังเกี่ยวดองผ่านการแต่งงานหวังเป็นทองแผ่นเดียวกัน จากนั้นโดนตลบหลังโชว์ผลขาดทุนอ่วม แถมขายตึกNATION TOWERทิ้ง จนไม่เหลืออะไรมีค่าแล้ว ตอนนี้ขาดทุนทางบัญชี50%ติดแหง็กบนดอย พ้นทุนเมื่อไหร่ขอขายทิ้งสาปส่ง เผยของดีๆมีกำไรยักย้ายไปให้NBCบริษัทลูกหมด สุดท้ายบริษัทแม่ทำสิ่งพิมพ์กำลังกลายเป็นอดีต ส่วนอนาคตคือเนชั่นทีวี ใครสนับสนุนคนข่าวดีๆมีคุณค่าแบบนี้เชิญรีบจองหุ้นNBCเผื่อจะ"รวยเละ"แบบกนก โฆษณาไว้

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัท ไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ

บริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?

ผู้ ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเนชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบ ของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ฐานเศราฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุด ใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้ พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้ เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทางการเมืองที่ชัดเจน และเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นกำลังขายหุ้นจองในช่วงนี้ และจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

หาก คุณรักสุทธิชัย หยุ่น และเด็กๆของเขาอย่างกนก ธีระ จอมขวัญ และรักค่ายเนชั่น นี่เป็นโอกาสอันดีที่ควรซื้อหุ้นNBCเพื่อส่งเสริมการหา"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับ คนเหล่านี้ ส่วนNMGนั้นไม่ต้องห่วง เพราะมีพวกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา

สมาคมนักข่าวยืนยันเนชั่นอาการแย่ พนักงานเผยขวัญระส่ำ

ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปีนี้มีผลกระทบต่อธุรกิจสื่อสารมวลชนหลายค่าย รวมทั้งเครือเนชั่นที่ได้เปิดโอกาสให้พนักงานสมัครใจลาออก(เออลี่รีไทร์)มา หลายรอบแล้ว

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ "ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง4ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่ มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเน ชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐประหาร 19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน

เมื่อ วันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เน ชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมากเพราะ "ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้ บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้ง ว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท
และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

ราย ได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อย ละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คน ทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง

รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่NMG : บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ณ วันที่ 10 มีนาคม 2552

ลำดับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น (หุ้น) % หุ้น

1. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 27,093,300 16.44

2. นางมยุรี สุขศรีวงศ์ 16,972,938 10.30

3. นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ 16,272,309 9.88

4. นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น 14,600,054 8.86

5. DOW JONES & COMPANY 12,000,000 7.28

6. นายทวีฉัตร จุฬางกูร 8,000,000 4.86

7. นายนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ 4,485,878 2.72

8. นางสุภาภรณ์ ชื่นวิจิตร 3,641,911 2.21

9. บริษัท กรีนสยาม จำกัด 3,184,779 1.93

10. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 3,053,883 1.85

11. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,500,000 1.52

12. น.ส.สุมาลี ธารพิพิธชัย 2,400,000 1.46

13. นายเอกวุฒิ เนื่องจำนงค์ 2,400,000 1.46

14. นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 2,349,600 1.43

15. นางสุภา สุพรรณธะริดา 2,097,200 1.27

16. น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ 2,000,000 1.21

17. นายณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์ 1,900,000 1.15

18. นายสมศักดิ์ วรรณสินธพ 1,660,000 1.01

19. MELLON NOMINEES (UK) 1,630,188 0.99

20. นายปราบดา หยุ่น 1,319,739 0.80

21. นายยรรยง ภัทรเลาหะ 1,251,800 0.76

22. นางชุลีวรรณ วิวัฒนาเกษม 1,200,000 0.73

23. นายศิริชัย จรุงสถิตพงศ์ 1,164,600 0.71

24. นายพิชัย จิราธิวัฒน์ 1,063,946 0.65


นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมขายขาดทุนแต่อย่างใด

ราคาปิดของNMGเมื่อวันที่ 29ตุลาคม2550คือ5.50บาท ซึ่งหากนางสมพรต้องการขายที่ราคาทุน10บาทต้นๆก็แปลว่าเวลานี้น่าจะขาดทุนทาง บัญชีอยู่กว่า50%

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อ ได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"

ฐานเศรษฐกิจไม่มีเส้นต้องปลดพนักงานรวดเดียว60คน

กิจการ สื่อมวลชนอีกรายที่มีปัญหาจนต้องขายตึกคือฐานเศรษฐกิจ โดยตอนแรกได้ขายอาคารฐานเศรษฐกิจ 2 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร ที่ในบริเวณใกล้กันกับตึก1ให้กับบริษัท คอม-ลิ้งค์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่อาคาร ไอ ทาวเวอร์ เป็นอาคารสูง 32 ชั้น ถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

ต่อมา บมจ. เจ-มาร์ท ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท เข้าซื้ออาคารฐานเศราฐกิจตึก1 เนื่องจากฐานเศรษฐกิจ มีเจ้าหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ มีมูลหนี้ประมาณ 800 ล้านบาท และการเจรจาซื้อ อาคารฐานเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัท

ศูนย์เฝ้าระวังการ คุกคามสื่อฯรายงานว่า ภาวะทางเศรษฐกิจที่สั่นคลอนในขณะนี้ ทำให้ภาคธุรกิจหลายส่วนต้องปรับตัวให้อยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่วงการธุรกิจสื่อมวลชน ล่าสุดบริษัทหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 60 คน

งานเลี้ยงอำลา-บรรยากาศงานเลี้ยงอำลาพนักงานหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจที่ถูกบอกเลิกจ้าง 60 คนในคราวเดียวกัน

นาย ชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลว่า บริษัทได้บอกเลิกจ้างพนักงาน 60 คนจริง ซึ่งไม่ใช่นักข่าวทั้งหมด มีพนักงานของแผนกอื่นรวมอยู่ด้วย

สำหรับสาเหตุที่ต้องเลิกจ้าง เพราะปัญหาสภาวะทางการเงินของบริษัทที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้จำนวนมาก จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยปรับลดขนาดองค์กรเพื่อให้อยู่ได้ และการปรับลดพนักงานครั้งนี้ทางบริษัทได้จ่ายค่าชดเชยตามกฏหมายแรงงาน ซึ่งต้องดูตามอายุงานพนักงานแต่ละคน แต่การจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานนั้น ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายครั้งเดียวได้ จึงจำเป็นต้องขอผ่อนจ่ายเป็นรายงวด

ศูนย์ เฝ้าระวังการคุกคามสื่อฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตามภายในรอบปีนี้ ไม่เพียงบริษัทฐานเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนต้องเลิกจ้าง พนักงานเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ บริษัทจีจีนิวส์เน็ตเวริ์ค หรือคลื่น บิสิเนสเรดิโอของนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ก็ต้องปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึงเครือเนชั่นก็มีการเปิดให้พนักงานเออลี่รีไทร์มาหลายรอบ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 ตุลาคม 2552

ในรายการ "เก็บตกจากเนชั่น"ทางเนชั่นทีวีเช้าวันนี้ ได้มีการขึ้นข้อความ"ติดต่อจองซื้อหุ้นเนชั่น"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ แม้มีประชาชนร้องเรียนก.ล.ต.ว่าเนชั่นทำผิดกฎหมายของก.ล.ต.ที่กำหนดว่าในการ โฆษณาชี้ชวนขายหุ้นใหม่นั้นต้องขึ้นข้อความคำเตือนว่า"การลงทุนย่อมมีความ เสี่ยง"ควบคู่กันในขนาดตัวอักษรเท่ากับข้อความโฆษณาด้วย ซึ่งเป็นพฤติการณ์อันท้าทายกฎหมายอย่างโจ่งแจ้ง

ทั้งนี้เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น(NBC)จะเริ่มเปิดขายหุ้นจองในวันพรุ่งนี้(28ต.ค.)เป็นต้นไป

หลัง จากสำนักงานคณะักรรมการ กลต.เปิดเผยว่าได้รับเรื่องร้องเรียนที่นายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวค่ายเนชั่น และเนชั่นทีวีมีพฤติการณ์พูดโฆษณาขายหุ้นจองเครือเนชั่นคือNBCอันอาจเข้า ข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ล่าสุดมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคอการเมืองนักท่องอินเตอร์เน็ตในเวบบอร์ ดประชาไทว่า แม้อยากให้กลต.เร่งฟันคนทำผิด แต่ก็กลัวจะเป็นการ"เงื้อค้าง"เสียมากกว่า เพราะเจอกับผู้กระทำผิดเส้นใหญ่อย่างเนชั่นที่ทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์มา ร์ค-เปรม น่าจะมีการปกป้องพวกเดียวกัน

ชุมชนสนทนาบอร์ดประชาไทวิพากษ์วิจารณ์ว่า ขอให้กลต.เอาจริงตามกฎหมายโดยเคร่งครัดด้วย เพราะตอนนี้คนเชื่อกันว่าอาจทำอะไรได้ไม่ถนัด

"อย่าง เนชั่นมีหรือว่ามันจะไม่รู้ว่าผิดกฏหมาย ถ้ากล้าทำก็แปลว่าเตรียมช่องให้ออกแล้ว ยุคนี้กฏหมายมีที่ไหนมีแต่กฏหมู่"นักท่องเน็ตคอการเมืองรายหนึ่งแสดงความ เห็น

"สงสัยกลต.คงได้แต่เงื้อง่าราคาแพง จนแรงหมดไปเองละมั้ง"คอการเมืองอีกรายระบุ

อย่างไรก็ตามหลายคนก็ยังแอบหวังว่ากลต.จะไม่เป็นเสือกระดาษ ลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายจริงๆให้นายกนกไปเข้าคุกจริงๆตามกฎหมาย

ขณะ ที่อีกรายกล่าวให้ความเห็นว่า แม้มีการทำผิดกฎหมายขนาดนี้ แล้วไม่ยอมเอาผิดตามกฎหมายเพราะเนชั่นมีเส่้นเป็นพรรคพวกบริวารของเปรม เป็นองครักษ์พิทักษ์มาร์ค แต่เสื้อแดงต้องรวมพลังกันบอยคอต "ต่อให้หุ้นของมันเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ขอบอกว่า
หุ้น Nation น่ะชาวเสื้อเเดงไม่ซื้อเว้ย"

กลต.รับเรื่องร้องเรียนเนชั่นปั่นหุ้นNBCรวยเละแล้วเตรียมเงื้อดาบฟัน

นาง จารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำหกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐในการกำกับควบคุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับหุ้น ได้มีหนังสือแจ้งมายังประชาชนที่ร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการก .ล.ต.จำนวนมาก เพื่อชี้เบาะแสและให้ดำเนินคดีต่อผู้บริหารเครือเนชั่น โทษฐานปั่นหุ้น,ประกาศโฆษณาชี้ชวนซื้อหุ้นจองเครือเนชั่นคือNBCอันเป็นเท็จ หรืออำพรางให้นักลงทุนเข้าใจผิด อันเป็นการกระซึ่งไม่เป็นธรรม

เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว

*ทำผิดกฎหมายโฆษณาขายหุ้นออกสื่อเนชั่นโจ่งครึ่ม

ไทย อีนิวส์นได้นำเสนอข่าวพฤติการณ์เข้าข่ายทำผิดกฎหมายปั่นหุ้นของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักเล่าข่าวโทรทัศน์สังกัดเนชั่น และยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ NBC โดยเมื่อวันพุธก่อนนายกนกพูดโฆษณาออกทีวีและวิทยุเนชั่น อันอาจเป็นเท็จว่า หากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ต่อมาเมื่อถูกทักท้วง ทางรายการเก็บตกจากเนชั่นก็ไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นแล้ว แต่เนชั่นก็ทำผิดกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก

โดยเมื่อวันพฤหัสฯก่อน เนชั่นทีวีหลีกเลี่ยงไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นน้องใหม่NBC แต่ขึ้นข้อความโฆษณาว่า "ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย

*เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าขาดทุนบักโกรกกลายเป็นกำไรชั่วพริบตาก่อนแต่งตัวเข้าตลาด

ไทย อีนิวส์ได้ตรวจสอบดูงบการเงินของNBCว่าดีถึงขั้นจะทำให้ผู้จองซื้อหุ้นตัว นี้มีโอกาส"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง แค่เงินปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว"ดังที่นายกนกพูดโฆษณาชี้ชวนหรือไม่ ก็พบว่า นายกนกอาจพูดเกินจริง หรือกระทั่งเข้าข่ายพูดจาอันเป็นเท็จ เพราะบริษัทนี้ไม่กี่ปีก่อนจะ"แต่งตัวเข้าจดทะเบียนในตลาด"ฐานะย่ำแย่ถึง ขั้นส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ มียอดขาดทุนสะสมจำนวนมาก โดยเมื่อสิ้นปี2549 มียอดขาดทุนสะสมอยู่ถึง163ล้านบาท ขณะที่มีทุนจดทะเบียน140ล้านบาท ณ ปีนั้น

อย่าง ไรก็ตามก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพียง2เดือน บริษัทใช้กลวิธีทางบัญชีทำให้ยอดขาดทุนนั้นหายวับไปกับตา โดยการลดทุนจดทะเบียนลง จากนั้นก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือมาเป็นกำไรในทันควันเมื่อสิ้นงวดครึ่งปี 2552นี้

พอแต่งตัวเข้าตลาดในปี50พลิกจากขาดทุนอ่วมมาเริ่มกำไร แต่ยอดขาดทุนสมบักโกรก

งบการเงินงวดสิ้นปี2550ของNBC (รายละเอียด คลิ้ก ) มีผลขาดทุนสะสมจำนวน 153 ล้านบาท ลดลงจากขาดทุนสะสมในปีก่อนที่ขาดทุนสะสม163ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นจากที่เคยติดลบ23.8ล้านบาท พลิกมาเป็นบวก86ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิสิ้นปี50เป็นบวก10.6ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุนสุทธิ41.8ล้านบาท มีกำไรต่อหุ้น0.54บาท จากขาดทุนต่อหุ้น3.1บาท

ส่วนงบการเงินงวดสิ้นปี2551 (รายละเอียด คลิ้ก )บริษัทรายงานว่ายอดขาดทุนสะสมลดลงเหลือ126.3ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มเป็น26.9ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มเป็น1.12บาท

เสกได้ดังใจนึกจากขาดทุนสะสมบานกลายเป็นกำไร

งบการเงินของNBCงวดล่าสุด คือสิ้นสุดไตรมาส 2/2552 สิ้นสุด30มิถุนายน ( รายละเอียด คลิ้ก )

18 กุมภาพันธ์ 52 ลดทุนจาก240ล้านบาท เหลือ120ล้านบาท โดยลดจำนวนหุ้นลงเหลือ12ล้านหุ้น ราคาพาร์10บาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม

21เมษายน52แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนตลาดMAI ลดราคาพาร์เหลือ1บาท แตกออกเป็น120ล้านหุ้น

จากนั้นเพิ่มทุนจาก120ล้านบาท เป็น170ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่50ล้านหุ้น รวม50ล้านบาท

ใน จำนวนดังกล่าวนี้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน20ล้านหุ้นให้NMGหรือเนชั่นมัลติมีเดียก รุ๊ป ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่99.99%ให้กรรมการและผู้บริหาร42,129หุ้น และนำมาขายประชาชนทั่วไป 30 ล้านหุ้น รวมทั้งNMGนำส่วนที่ถืออยู่มาขายด้วยรวม65ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ2.90บาท คาดว่าหากขายหมดจะได้เงินราว190ล้านบาท

จากนั้นผู้สอบบัญชีกล่าวว่า ได้"คำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเสมือนว่าการแตกหุ้นได้เกิดขึ้นตั้งแต่วัน เริ่มต้นของปีแรกที่เสนอรายงานจำนวน120ล้านหุ้น" มีผลให้งบงวดครึ่งปีที่ยังไม่ได้ตรวจสอบสิ้นสุด30มิถุนายน52พลิกมากำไร 17ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.14บาท จากปีก่อนกำไร13ล้านบาท กำไรต่อหุ้น0.11บาท

ยอดขาดทุนสะสมจาก140ล้านบาท พลิกมาเป็นทุนชำระแล้ว240ล้านบาท


นักวิเคราะห์เตือนแมงเม่าปัจจัยเสี่ยงเพียบ เพราะเลือกขั้วการเมืองชัด

นัก วิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า NBCมีปัจจัยบวกสำคัญคือมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ได้เข้าไปจัดรายการในสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และได้เงินโฆษณาจากรัฐบาลและภาครัฐ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษ(event)ให้กับรัฐบาล ทำให้พลิกสถานการณ์จากบริษัทที่มียอดขาดทุนสะสมมาโดยตลอดกลับมาเป็นกำไร แต่ช่วงนี้ก็เป็นกำไรทางบัญชีจารการลดทุนจดทะเบียน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกดังกล่าว มองกลับกันก็เป็นปัจจัยลบ เพราะการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงขั้วรัฐบาลบ่อย และขั้วการเมืองเวลานี้แตกเป็นสองขั่วชัดเจน และค่ายเนชั่นก็เลือกข้างชัดเจน ทำให้ได้ผลประโยชน์จากขั้วอำนาจที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ แต่หากขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลงไปอีกฝั่ง จะทำให้เจอสถานการณ์ที่ลำบาก

เตือนแมงเม่าอย่าเสี่ยงบินเข้ากองไฟ หากสนใจไปเล่นช่อง3กับMCOTเวิร์คกว่า

"เน ชั่นไม่มีสถานีโทรทัศน์ ไม่มีสัมปทานเป็นของตนเอง อย่างช่องเนชั่นแชนัลทางไททีวีช่อง1ก็เป็นของคุณไกรวัฒน์ ศรีวุฒิวงศ์ ทางเนชั่นเข้าไปเช่าเวลาผลิตเท่านั้น ส่วนการเข้าไปมีรายการทีวีทางช่อง3 5 7 9 NBT ก็น่าสังเกตว่ามามียการเหล่านี้หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ19กันยา2549 หากการเมืองพลิกขั้วก็อาจเสี่ยงหลุดหมดทุกช่อง เช่นเดียวกับโฆษณาก็ได้จากรัฐบาลเป็นหลัก หากพลิกขั้วจะทำให้ลำบาก"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ชี้ว่า หากสนใจลงทุนหุ้นที่ทำทีวีหรือสื่อ หุ้นMCOTของอสมท. หรือBECช่อง3น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเจ้าของสัปมทาน กิจการมั่นคง มีกระแสเงินสดในมือมาก มีอัตราการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการเมืองเพราะเปลี่ยนขั้วแทบจะไม่มี

NBC แถลงข่าวว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น NBC จำนวน 65 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ไว้ที่ระดับราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้ และมีบล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บล. ไอร่า จำกัด เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ขณะเดียวกันได้เปิดให้ ผู้ถือหุ้นของบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ NBC ได้ใช้สิทธิ์จองซื้อหุ้น (Pre-emptive Right) ในวันที่ 28-30 ตุลาคม 2552 โดยกำหนดสัดส่วนการจองซื้อ 9 หุ้นสามัญของ NMG ต่อ 1 หุ้นสามัญของ NBC

ทั้งนี้ คาดว่า NBC จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยใช้ชื่อย่อว่า NBC

 

โบรกฯคุกคามสื่อ!เตือนแมงเม่าอย่าซื้อหุ้นจองNBC

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา NBC
28 ตุลาคม 2552

เน ชั่นเข็นหุ้นจองNBCออกขายประเดิมวันนี้ หลังเย้ยกฎหมายแหกกฎกลต.มาตลอด ทั้งการโฆษณาขายหุ้นจองโดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยง ทั้งการที่กนกพูดเท็จใครจองแล้วจะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง ทั้งที่เป็นกิจการเน่าขาดทุนสะสมบานทะโรค เพิ่งเล่นกลล้างขาดทุนสะสมพลิกมากำไรทางบัญชี ขนาดกลต.เงื้อดาบจ่อฟันก็ยังคงทำผิดซ้ำซาก โบรกเกอร์เตือนแมงเม่าอย่าบินเข้ากองไฟ เหตุมีปัจจัยเสี่ยงการเมืองสูง ตอนนี้สื่อโล้นได้ผลประโยชน์เพราะแทงข้างอำมาตย์ชัด แต่หากขั้วอำนาจการเมืองเปลี่ยนจะทำให้กลายเป็นปัจจัยลบหนัก

พัฒนาการที่สำคัญข่าวสืบสวน"เนชั่นปั่นหุ้นจองNBC"

-ปี2536ก่อตั้งบริษัท ผลิตโทรทัศน์ เข้าไปบริหารITV ต่อมาคือเนชั่นแชนัล
-ปี2549มียอดขาดทุนสะสม 163 ล้านบาท ล้ำทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ 140 ล้านบาท
-18ก.พ.2552 ลดทุนจดทะเบียนเพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมด
-21เม.ย.2552 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นMAI
-30มิ.ย.2552 งบการเงินที่ยังไม่ตรวจสอบ กลายเป็นมีกำไร
-20ต.ค. NBCแถลงข่าวจะขายหุ้นจอง 65 ล้านหุ้น หุ้นละ2.90บาท เริ่มขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของเนชั่น28ต.ค.
-21ต.ค. กนก รัตน์วงศ์สกุล พูดออกเนชั่นทีวีว่าใครจองซื้อหุ้นตัวนี้จะรวยเละรวยไม่รู้เรื่อง เพราะพื้นฐานดี ปันผลงาม
-22ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้ายโฆษณา"จองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรติดต่อ แต่ไม่ขึ้นคำเตือนเรื่องความเสี่ยงตามกฎหมาย
-26ต.ค. สำนักงานกลต.เผยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก และจะตรวจสอบความผิดของเนชั่น
-27ต.ค. เนชั่นทีวีขึ้นป้าย"จองซื้อหุ้นNBC"เด่นชัดขึ้นในล้อมกรอบ แต่ยังทำผิดกฎหมายเพราะไม่ขึ้นคำเตือน
-28ต.ค.เริ่มให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นNBC เนชั่นทีวีทำสกู๊ปโฆษณาขายหุ้นจองในเวลาข่าวภาคเที่ยง โดยไม่แจ้งเตือนความเสี่ยงตามประกาศกลต. ซึ่งเป็นการกระทำผิดซ้ำซาก
-11พ.ย.หุ้นNBCจะเปิดการซื้อขายในตลาดMAIเป็นครั้งแรก


8 มกราคม 2536 ก่อตั้ง บริษัท แน็ทค่อน มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในสายธุรกิจสื่อกระจายภาพและเสียงของ เนชั่น กรุ๊ป ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท เพื่อดำเนินการธุรกิจผลิตรายการข่าวในรูปแบบต่างๆ แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี และเคเบิลทีวี

2539 เปลี่ยนชื่อบริษัทฯ เป็นบริษัท เนชั่น เทเลวิชั่น จำกัด และเข้าร่วมเป็นผู้ผลิตรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี

ปี 2540เปลี่ยนชื่อบริษัทฯ เป็นบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด

ปี 2542 ยุติการเป็นผู้ร่วมผลิตรายการข่าวกับสถานีโทรทัศน์ไอทีวี

ปี 2543 จัดตั้งสถานีข่าวโทรทัศน์ 24 ชั่วโมงแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้ชื่อสถานีโทรทัศน์ "Nation Channel" แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก UBC ช่อง 8

ปี 2546 ยุติการออกอากาศ Nation Channel ทาง UBC ช่อง 8 และเปลี่ยนการแพร่ภาพมายังสถานีโทรทัศน์ไททีวีช่อง 1 (TTV ช่อง 1) ผ่านทางระบบ MMDS คลอบคลุมพื้นที่การรับชมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้ง ขยายช่องทางการแพร่ภาพเพิ่มขึ้นทางเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ และทีวีดาวเทียม ABS1 ระบบ C-Band ครอบคลุมพื้นที่การรับชมทั่วประเทศไทยและบางประเทศในทวีปยุโรป

ปี 2549 เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จาก 100 บาทต่อหุ้น เป็น 10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 20 ล้านบาท เป็น 140 ล้านบาท มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม คือ NMG

19 กันยายน 2549 หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เนชั่นได้เข้าไปผลิตรายการฟรีทีวีแทบทุกช่องดังนี้

-ช่อง 3 เรื่องเด่นเย็นนี้
-ช่อง 5 สยามเช้านี้
-ช่อง 9 จับชีพจรโลก,ข่าวข้นคนข่าว และ เช้าข่าวข้นคนข่าวเช้า
-ช่อง 11 จับกระแสโลก และ ตรงเป้าเข้าประเด็น
*TPBS อำมาตย์ยุบITVเปลี่ยนเป็นTPBS และเทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่นเข้าไปบริหาร(ไม่เกี่ยวข้องกับNBCทางธุรกิจ)


ปี 2550 รับโอนกิจการธุรกิจรายการวิทยุของ NRN มาดำเนินการแทน

ปี 2552

•เพิ่ม ทุนจดทะเบียนจาก 140 ล้านบาท เป็น 240 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 24,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม คือ NMG

•ลดทุนจดทะเบียนจาก 240 ล้านบาท เป็น 120 ล้านบาท เพื่อล้างขาดทุนสะสม

•ดำเนิน การแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นสามัญของ บริษัทฯ จาก 10 บาทต่อหุ้น เป็น 1 บาทต่อหุ้น พร้อมทั้ง เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 120 ล้านบาท เป็น 170 ล้านบาท ด้วยการเพิ่มทุนจำนวน 50 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหญ่ จำนวน 50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อรองรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก

*NMGหรือเนชั่น มัลติมีเดีย บริษัทแม่ของNBC ระบุในงบการเงินงวดครึ่งปีนี้ว่า รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุของเนชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 สวนทางธุรกิจสื่อในภาพรวมที่ลดลง13% และจากการตรวจสอบพบว่าช่วงนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่ สุดมากกว้่าโค้ก เป๊บซี่ บริษัทขายมือถือ

 

edit @ 3 Nov 2009 15:53:09 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 ตุลาคม 2552

เอาอีก แล้ว สื่อกระบอกเสียงมาร์คเย้ยกฎหมาย คราวนี้โฆษณาโต้งๆให้คนจองซื้อหุ้นใหม่เครือเนชั่นผ่านNATION TVพร้อมเบอร์โทรเสร็จสรรพ ฝ่าฝืนประกาศกลต.ที่ออกกฎเข้มต้องมีข้อความคำเตือน"การลงทุนย่อมมีความ เสี่ยง"ควบคู่กัน หลังโดนแฉกนกพูดปั่นหุ้นจองซื้อแล้ว"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"หากไม่มีอภิสิทธิ์คุ้มหัวมีโทษจำคุก2ปี เผยทำน่าเกลียดเพราะกนกเป็นผู้บริหาร ตั้งเมียเป็นนอมินีคุมบอร์ดNBC แต่ใช้สิทธิ์ในฐานะคนสื่อพูดโฆษณาขายท้ากฎหมายโจ่งครึ่ม ชาวบ้านทนไม่ไหวแห่ร้องกลต.เร่งฟันทั้งหนกและลูกพี่หยุ่น

หลัง จากที่ไทยอีนิวส์นำเสนอข่าวพฤติการณ์เข้าข่ายทำผิดกฎหมายปั่นหุ้นของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือNBC โดยพูดโฆษณาออกทีวีและวิทยุเนชั่น อันเป็นเท็จว่า หากใครจองซื้อหุ้นตัวนี้ก็จะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง"นั้น มาวันนี้ทางรายการเก็บตกจากเนชั่นนายกนกได้ยุติการพูดโฆษณานี้แล้ว แต่เนชั่นก็ทำผิดกฎหมายเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก

คราวนี้เนชั่นทีวีหลีกเลี่ยงไม่ให้นายกนกพูดโฆษณาขายหุ้นน้องใหม่NBC แต่ขึ้นข้อความโฆษณาว่า "ติดต่อจองซื้อหุ้นNBC"พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งเป็นการทำผิดประกาศกลต.เรื่องการโฆษณาขายหุ้นผ่านสื่อที่กำหนดไว้ว่าต้องขึ้นข้อความคำเตือน"การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน"ให้เด่นชัดควบคู่กันไปด้วย

ทั้งนี้เนชั่นกระทำผิดกฎหมาย โดยฝ่าฝืนประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ สจ. 18/2547ที่กำหนดไว้ชัดเจนดังนี้

ข้อ 10 การโฆษณาผ่านสื่อจะกระทำได้ต่อเมื่อผู้เสนอขายหลักทรัพย์ได้ส่งข้อความ หรือตัวอย่างสื่อที่จะใช้ในการโฆษณา แล้วแต่กรณี ให้สำนักงานพิจารณาก่อนเริ่มการโฆษณา และสำนักงานมิได้แจ้งทักท้วงเนื้อหาของการโฆษณาดังกล่าวภายในสามวันทำการนับ ตั้งแต่วันถัดจากวันที่สำนักงานได้รับข้อความหรือตัวอย่างสื่อนั้น

ปัญหา มีอยู่ว่าเนชั่นทีวีได้ขออนุญาตกลต.เพื่อขอโฆษณาหรือยัง เพราะหากได้รับอนุญาตก็ต้องทำตามประกาศฉบับนี้ที่กำหนดไว้ว่าการโฆษณาดัง กล่าว ต้องมีข้อความต่อไปนี้แสดงในโฆษณาอย่างชัดเจนด้วย

(1) ข้อความที่เป็นคำเตือนดังนี้ “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน”

(2) ข้อความอื่นใดที่สำนักงานกำหนดตามความจำเป็นและสมควรแก่กรณี ทั้งนี้โดยคำนึงถึงการมีมาตรการคุ้มครองที่เพียงพอสำหรับผู้ลงทุน ประกอบกับภาระต้นทุนของผู้เสนอขายหลักทรัพย์

ในการแสดงข้อความตามวรรคสอง ให้ผู้เสนอขายหลักทรัพย์ปฏิบัติดังต่อไปนี้

(1) หากเป็นการโฆษณาผ่านสื่อที่ใช้ข้อความหรือภาพ ตัวอักษรของคำเตือนต้องมีความคมชัด อ่านได้ชัดเจน และมีขนาดไม่เล็กกว่าตัวอักษรปกติที่ใช้ในการโฆษณา และในกรณีที่โฆษณาดังกล่าวมิใช่ข้อความหรือภาพนิ่ง ต้องจัดให้มีการแสดงคำเตือน (display) ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบวินาที

(2) หากเป็นการโฆษณาผ่านสื่อที่มีเฉพาะการใช้เสียง ต้องจัดให้มีการอ่านออกเสียงคำเตือน โดยมีระดับเสียงและความเร็วไม่แตกต่างจากการอ่านออกเสียงถ้อยคำทั่วไปที่ใช้ ในการโฆษณานั้น

อนึ่งก่อนหน้านี้นายกนกได้พูดโฆษณาผ่านทีวีและวิทยุ เนชั่นก็เข้าข่ายอาจฝ่าฝืนต่อประกาศกลต.ฉบับนี้ซึ่งกำหนดไว้ใน ข้อ 4 ของประกาศฉบับนี้ โดยระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ต้องมีสาระสำคัญของข้อมูล ไม่นอกเหนือไปจากข้อมูลที่ได้แสดงไว้ในร่างหนังสือชี้ชวนที่ได้ยื่นต่อสำนัก งาน โดยมีลักษณะหรือ วิธีการแสดงข้อมูลเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) ไม่แสดงข้อความที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

(ก) เป็นเท็จ เกินความจริง หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

(ข) เป็นการประมาณการผลตอบแทนจากการลงทุน เว้นแต่เป็นการประมาณการอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหลักทรัพย์ จะได้รับตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของหลักทรัพย์ที่เสนอขาย
(ค) เป็นการประมาณการผลการดำเนินงานหรือฐานะการเงินในอนาคตของบริษัทที่ออกหลัก ทรัพย์เว้นแต่เป็นการแสดงข้อความที่แสดงไว้ในร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อ สำนักงาน
(ง) เป็นการชี้นำให้ผู้ลงทุนสำคัญผิดเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เสนอขาย


ทั้งนี้ในวันที่ 21 ตุลาคม เวลาราว09.10-09.15 นายกนกได้พูดออกทางรายการเก็บตกจากเนชั่น ทางเนชั่นทีวี และวิทยุเนชั่นโดย
ได้ โฆษณาชี้ชวนให้คนซื้อหุ้นจองNBC โดยชี้นำว่า"ดีมากครับหุ้นNBC คิดดูว่าขนาดคุณธีระก็ยังจองซื้อเป็นแสนหุ้น ผมก็จองซื้อเป็นแสนหุ้น ราคาก็แค่2.90บาทต่อหุ้น แค่2.90บาทครับ แล้วคิดดูว่าแค่ปันผลที่จะได้รับก็ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว จองซื้อไว้ก็รวยเละ รวยไม่รู้เรื่องครับ" โดยนายกนกย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง

ผิดกฎหมายด้วยน่าเกลียดด้วยเพราะกนก-เมียเป็นผู้บริหารบริษัทที่เสนอขายหุ้น

ยิ่ง สาวยิ่งโฉ่กรณีกนกใช้ ทีวี-วิทยุเนชั่นปั่นหุ้นน้องใหม่เครือสุทธิชัยหยุ่นกลางอากาศ ชวนคนจองซื้อบอกใครจองจะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ทั้งที่ให้เมียเป็นนอมินีนั่งเป็นกรรมการบริษัท ขณะที่กนกเองก็มีตำแหน่งผู้บริหาร แต่ใช้สถานะสื่อคนเล่าข่าวไปตีปี๊บโฆษณาเกินจริง เผยผิดพรบ.หลักทรัพย์โทษจำคุก2ปี และต้องโดนเฉดหัวออกจากตำแหน่งผู้บริหารบริษัทด้วย แต่ยุคนี้ซี้มาร์คเป็นใหญ่เพราะเป็นกองเชียร์รายหลัก หากไม่อยากให้ลอยนวล ขอเชิญร้องเรียนกลต.ทั้งสายด่วนและออนไลน์ให้รู้ว่าบ้านเมืองนี้ยังปกครอง ด้วยกฎหมายอยู่อีกหรือไม่?

นอมินีของกนก - นางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล ภรรยาของนายกนกเป็นกรรมการของบมจ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง(NBC) ส่วนนายกนกเป็นผู้บริหาร หรือแม้นายกนกจะให้นอมินีเป็นกรรมการบริษัทก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้นเมื่อ กระทำผิด เพราะกฎหมายพรบ.หลักทรัพย์ มาตรา89/1ระบุว่า"บุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง"หมายถึงคู่สมรสของกรรมการบริษัท ด้วย

กฎหมายชี้ทำตัวน่าเกลียดไม่เหมาะสมต้องโดนเฉดหัวพ้นผู้บริหารด้วย

ทั้ง นี้ต้องนับว่านายกนกเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงตามกฎหมายพ.ร.บ.หลัก ทรัพย์ มาตรา89/1 เพราะนายกนกมีตำแหน่งเป็นผู้บริหาร มีคู่สมรสคือภรรยาเป็นกรรมการบริษัท และกรรมการบริหารบริษัท ดังนั้นอาจเข้าข่้ายกระทำผิดมาตรา89/3ซึ่งกำหนดไว้ว่า"ต้องไม่มีลักษณะที่ แสดงถึงการขาดความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการบริษัท มหาชนเป็นผู้ถือหุ้น" ซึ่งมาตรา89/4กำหนดให้พ้นตำแหน่ง เมื่อกระทำผิดดังกล่าว และจะดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทต่อไปมิได้

มาตรา89/9 วรรค3กำหนดด้วยว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารนั้น ต้องกระทำไปโดยตนไม่มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่ตัดสินใจนั้น

แฉกนกทั้งผิดกฎหมายโทษถึงคุก2ปี ทั้งทำตัวน่าเกลียด

หลัง จากเมื่อวานนี้ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอข่าวนายกนก รัตน์วงศ์สกุล พูดโฆษณาชี้ชวนให้คนซื้อหุ้นน้องใหม่เครือเนชั่น คือบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC ในลักษณะ"เกินจริง"ว่าใครจองซื้อหุ้นตัวนี้"แค่ปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่ แล้ว รวยเละ รวยไม่รู้เรื่้อง" ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจฝ่าฝืนต่อกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามที่รายงานไปแล้วนั้น

เมื่อตรวจสอบจากเวบไซต์ของ NBC ก็ยังพบว่า นายกนกยังมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารของNBCในตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนงานผู้ประกาศข่าว(ดู ลิ้งค์ ) และนางลักขณา รัตน์วงศ์สกุล ภรรยานายกนก ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท(ดู ลิ้งค์ ) และยังเป็นกรรมการบริหารบริษัทอ้ีีกตำแหน่งหนึ่งด้วย( ดู ลิ้งค์ )

ทั้ง นี้ NBC เจ้าของเนชั่นทีวี และวิทยุเนชั่นเรดิโอ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI จำนวน 65 ล้านหุ้น เสนอขายราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้ แต่แล้วก็เกิดปัญหาหมิ่นเหม่การกระทำเข้าข่ายอาจผิดกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ขึ้น

ข่าวย้อนหลังเกี่ยวเนื่อง

ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เก็บตกจากเนชั่น
21 ตุลาคม 2552

ใคร ปล่อยข่าวทุบหุ้นยังจับมือดมไม่ได้ แต่ใครปล่อยข่าวปั่นหุ้นจับได้คาหนังคาเขา กนกลูกน้องหยุ่นใช้ทีวี-วิทยุเนชั่นปั่นออกอากาศ โฆษณาชี้ชวนโจ่งครึ่มให้คนจองซื้อหุ้นNBCเครือเนชั่น ที่กำลังเปิดขายเข้าตลาดMAI เย้ยกฎหมายบอกใครจองก็"รวยเละรวยไม่รู้เรื่อง แค่ปันผลก็รวยไม่รู้เท่าไหร่แล้ว" กลัวคนไม่เชื่อน้ำลายเผยตัวเองก็จองธีระก็จองคนละเป็นแสนหุ้น ชี้เข้าข่ายผิดกฎหมายพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์โทษจำคุก2ปี ลูกพี่โล้นติดร่างแหด้วยคุก1ปีฐานปล่อยลูกน้องซี้ซั้ว แต่เนื่องจากเนชั่นจูบปากกับรัฐบาลเรื่องอาจเงียบ เชิญร้องเรียนก.ล.ต.ทางออนไลน์จี้เอาคนผิดติดคุก

เครือเนชั่นของ สุทธิชัย หยุ่น เข็นบริษัทในเครือคือบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI จำนวน 65 ล้านหุ้น เสนอขายราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้ แต่แล้วก็เกิดปัญหาหมิ่นเหม่การกระทำเข้าข่ายอาจผิดกฎหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ขึ้น

เนื่องจากช่วงสายวันนี้(21ต.ค.)ในรายการ"เก็บ ตกจากเนชั่น"ทางเนชั่นทีวี และวิทยุเครือเนชั่น ช่วงเวลาราว09.10-09.15 น.ดำเนินรายการโดยนายกนก รัตน์วงศ์สกุล และนายธีระ ธัญไพบูลย์ นั้น หลังจากเล่าข่าวเรื่องการทุบหุ้นและโยงไปว่าอาจเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรแล้ว นายกนกก็ได้โฆษณาชี้ชวนให้คนซื้อหุ้นจองNBC โดยชี้นำว่า"ดีมากครับหุ้นNBC คิดดูว่าขนาดคุณธีระก็ยังจองซื้อเป็นแสนหุ้น ผมก็จองซื้อเป็นแสนหุ้น ราคาก็แค่2.90บาทต่อหุ้น แค่2.90บาทครับ แล้วคิดดูว่าแค่ปันผลที่จะได้รับก็ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว จองซื้อไว้ก็รวยเละ รวยไม่รู้เรื่องครับ" โดยนายกนกย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง

ท่านสามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่วิทยุเนชั่น (คลิ้ก ) หรือเนชั่นทีวี ( คลิ้ก )

ทั้ง ที่นายกนกไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่สามารถจะระบุคุณค่าหรือราคา ที่เหมาะสม หรือแนะนำการลงทุนใดๆได้ หรือถึงเป็นนักวิเคราะห์ที่ได้รับอนุญาตให้แนะนำการซื้อขายหุ้นได้ ก็ต้องบอกถึงความเสี่ยงต่างๆประกอบด้วย โดยที่ก.ล.ต.มักกำหนดให้แจ้งผู้ลงทุนว่า"การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนพึงศึกษาจากรายละเอียดในหนังสือชี้ชวน และใช้วิจารณญาณในการลงทุน"

ที่สำคัญนายกนกกระทำลงไปดังกล่าวนี้ ยังเสี่ยงเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายด้วย ทั้งนี้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535หมวด 8 ว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ กำหนดไว้ดังนี้

-มาตรา 238 ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์บอกกล่าว ข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความใดโดยเจตนาให้ผู้อื่นสำคัญผิดในข้อเท็จจริง เกี่ยวกับฐานะการเงิน ผลการดำเนินงานหรือราคาซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหรือนิติบุคคลที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์

-มาตรา 239 ห้ามมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ แพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง เว้นแต่จะเป็นการแพร่ข่าวในข้อเท็จจริงที่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์แล้ว

-มาตรา 240 ห้ามมิให้ผู้ใดแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง

ความผิดติดคุก2ปีลูกพี่โล้นโดนด้วย ช่วยกันร้องก.ล.ต.ทางออนไลน์ได้

ทั้งนี้ในมาตรา 296ร ะบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 238 มาตรา 239 มาตรา 240 ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นๆได้รับเพราะการกระทำผิด ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนั้นบริษัทNBCอาจเข้าข่ายมีความผิดด้วย เพราะมาตรา80กำหนดไว้ว่า การ โฆษณาชี้ชวนต่อประชาชนหรือบุคคลใดๆให้ซื้อหลักทรัพย์ของผู้เริ่มจัดตั้งเป็น บริษัทมหาชนจำกัด บริษัทหรือเจ้าของหลักทรัพย์จะต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือข้อความเกินจริง

มาตรา280 ระบุว่า ผู้กระทำผิดตามมาตรา80ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่าง ไรก็ตามเนื่องจากเครือเนชั่นมีพฤติการณ์ที่ใกล้ชิดเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากท่านเห็นว่ารัฐบาลอาจเพิกเฉยต่อการกระทำผิดครั้งนี้ ท่านสามารถร้องเรียนพฤติการณ์นี้ทางออนไลน์ไปยังสำนักงานคณะกรรมการก .ล.ต.ได้ตามลิ้งค์นี้ ( คลิ้ก ร้องเรียนก.ล.ต.ทางออนไลน์ )

เนชั่นตัวพ่อคลอดNBCเข้าตลาดMAIเป็นเหตุขี้ข้าหยุ่นโหมโฆษณาเกินจริง

เวบไซต์เครือเนชั่นรายงาน ข่าวว่า เมื่อวานนี้(20ต.ค.)นายกิตติศักดิ์ อมรชัยโรจน์กุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะแกนนำผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC แถลงข่าวว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น NBC จำนวน 65 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ไว้ที่ระดับราคา 2.90 บาทต่อหุ้น โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 นี้ และมีบล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บล. ไอร่า จำกัด เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ขณะเดียวกันได้เปิดให้ ผู้ถือหุ้นของบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ NBC ได้ใช้สิทธิ์จองซื้อหุ้น (Pre-emptive Right) ในวันที่ 28-30 ตุลาคม 2552 โดยกำหนดสัดส่วนการจองซื้อ 9 หุ้นสามัญของ NMG ต่อ 1 หุ้นสามัญของ NBC

ทั้งนี้ คาดว่า NBC จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยใช้ชื่อย่อว่า NBC

“NBC เป็นหุ้น High growth stock เพราะอยู่ในอุตสาหกรรมสื่อและคอนเทนท์ที่มีการขยายตัวสูง ทั้งจากการขยายตัวของโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงโฆษณาของเอเจนซี และเจ้าของสินค้า การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและบริการผ่านมือถือ ซึ่งจะส่งผลถึงเม็ดเงินจากการโฆษณา และบริษัทยังมีรายได้จากสื่อใหม่ที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก" นายกิตติศักดิ์กล่าว

ขณะเดียวกัน NBC ยังเป็นช่องโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ของโทรทัศน์ที่ไม่ใช่ฟรีทีวีและเป็นอันดับ 2 ของผู้ให้บริการข่าวผ่าน SMS และ MMS ทำให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี 3G ซึ่งเป็นเครือข่ายข้อมูลความเร็วสูงผ่านโทรศัพท์มือถือที่จะเกิดขึ้นในปี หน้า อันจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญต่อการเติบโตครั้งใหญ่ของบริษัท

ปันผล40%ของกำไรสุทธิ แต่ไม่ได้บอกถึงขั้นรวยเละแบบกนกพูด

สำหรับ ผลประกอบการของ NBC ในครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 30% และบริษัทมีปริมาณหนี้สินที่ต่ำที่ D/E เพียง 0.87 เท่า ณ สิ้น ไตรมาส 2/2552 โดยมีอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี

ทางด้านนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการอำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะได้รับเงินจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ประมาณ 145 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ปรับเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่างๆ ให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล รองรับทิศทางธุรกิจของ NBC ที่มีเป้าหมายผลิตคอนเทนท์รองรับสื่อใหม่ทุกรูปแบบ และนำเสนอคอนเทนท์ผ่านทุกช่องทาง โดยโครงการเหล่านี้คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนราว 100-130 ล้านบาทและจะเริ่มดำเนินการในปี 2553 นี้

ทั้งนี้โครงการแรกจะเป็น การพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลและระบบออกอากาศในธุรกิจสื่อ โทรทัศน์ให้เป็นระบบดิจิทัล คาดว่าจะใช้งบลงทุนราว 60-70 ล้านบาท โครงการพัฒนาศักยภาพเว็บไซต์เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายสังคม ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ในอนาคต คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 5-10 ล้านบาท รวมถึงโครงการขยายธุรกิจข่าวสารทางโทรศัพท์มือถือที่จะต้องใช้งบราว 5-10 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีโครงการลงทุนในโทรทัศน์ช่องใหม่ เพราะจากแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของฐานผู้ชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และเคเบิลทีวี จะทำให้สถานีเนชั่น แชนแนล ได้รับประโยชน์จากรายได้ของโฆษณา โดยโทรทัศน์ช่องใหม่จะเน้นสาระความรู้และบันเทิงสำหรับกลุ่มเยาวชนวัยรุ่น อายุระหว่าง 15-25 ปี เพื่อผู้ชมกลุ่มนี้จะเป็นฐานของเนชั่น แชนแนล ในอนาคต

เขา กล่าวด้วยว่า โทรทัศน์ช่องใหม่ยังสามารถออกอากาศผ่านหลายสื่อ เช่น ช่องทีวีดาวเทียมระบบ KU-Band เคเบิลทีวีท้องถิ่น โทรทัศน์ในสถาบันการศึกษา เว็บไซต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งโครงการนี้จะต้องใช้เงินประมาณ 30-40 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเผยแพร่รายการได้ภายในปี 2553

“เราต้องการขยายฐานคนดู อีกกลุ่มที่คู่ขนานไปกับเนชั่น แชนแนล จึงทำเป็นช่องไลฟ์สไตล์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เป็นความบันเทิงแบบมีสาระ ซึ่งถือว่าจะเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เหมือนกับที่เราเคยสร้างสถานีข่าว 24 ชั่วโมงแห่งแรกของประเทศไทยมาแล้ว” นายอดิศักดิ์ กล่าว
โดย ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการประจำโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม

88 % คือเห็นด้วย และ 12 % คือ ไม่เห็นด้วย” เป็นตัวเลขไม่เป็นทางการที่สำรวจความคิดเห็นผู้ชมรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ต่อคำถามว่า “นายกฯ วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมือง ท่านเห็นด้วยหรือไม่?

ปรากฏความแปลกใจเล็กน้อยว่าผู้ชมส่วนมากเห็นด้วยกับนายกฯ

ความ แปลกใจนี้มิได้ขยายความต่อแต่อย่างใด อีกทั้งยังถูกทำให้ไม่มีความสำคัญทางสถิติ ซึ่งก็เป็นจริง เพราะตัวเลขดังกล่าวไม่อาจสะท้อนความรู้สึกของคนทั้งประเทศได้ เพราะเป็นตัวเลขของผู้ที่ชมรายการเล่าข่าวนี้เท่านั้น

แต่หากคิดว่า 36% คือตัวเลขส่วนแบ่งผู้ชม (share of audience) โดยประมาณ ที่สำรวจโดยบริษัทเรตติ้งยักษ์ใหญ่ในประเทศ ที่เลือกชมรายการนี้ในเวลาก่อนเที่ยงของวันเสาร์-อาทิตย์ ก็น่าคิดว่า นี่คือกลุ่มผู้ชมที่เลือกชมรายการข่าวเพราะชื่นชอบพิธีกร ชื่นชอบรายการข่าวที่เล่าสนุก และชื่นชอบข่าวโดยนิสัยแล้วละก็ ตัวเลขนี้ก็น่าสนใจ

โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ที่สรุปเอาหยาบๆ ได้ว่า ผู้ชมรายการนี้ “วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมือง” แบบที่นายกฯ ร้องขอ

ทำไม ตัวเลขจึงออกมาแตกต่างกันอย่างนี้ 88-12 มากถึง 76 % ในทางสถิติก็อาจเป็นเพราะถามในช่วงวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุด เป็นวันพักผ่อน และต้องการหยุดความคิดที่ต้องเสพข่าวสารหนักๆ

หากลองถามใหม่ในวันอื่นๆ ตัวเลขที่ได้ ก็อาจเปลี่ยนแปลงไป

หรือจริงๆ แล้วกลุ่มคนที่ตอบนั้นต้องการเห็นรายการนี้เล่าข่าวอื่นๆ ที่สบายๆ มากกว่า

ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

มองสนุกแบบคนชอบทดลอง นี่อาจเป็นปัญหาในเชิงเทคนิคการทำวิจัย

อย่าง ไรก็ตาม ประเด็นที่อยากจะสื่อสารคือ หากสมมติว่ามีคน 88 % ซึ่งชื่นชอบรายการข่าวและคิดเหมือนกับนายก วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมืองจากนายกฯ จริงๆ แล้ว

อันนี้น่าคิดต่อไปว่า สื่อจะทำอย่างไร

สื่อจะถามอะไรจากนายกฯ ถ้าไม่ใช่เรื่องการเมือง

ก่อน อื่นต้องตีความหมายของคำว่า “การเมือง” ก่อนว่า ในความรู้สึกของประชาชนผู้วอนให้สื่อหยุดถามนั้นน่าจะหมายถึง “การเมืองเรื่องบุคคลที่มีศูนย์กลางของความขัดแย้ง” ใช่ไหม

ในช่วง นี้ก็น่าจะหมายถึงความขัดแย้งของการแต่งตั้งผบ.ตร. หรือกรณีความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วม หรือความขัดแย้งระหว่างท่านนายกฯ กับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือประเด็นการเมืองแบบ “ท่านคิดยังไง เรื่องฝั่งทางโน้น”

จะว่าไป นี่ก็เป็นวัฒนธรรมข่าวการเมืองของทุกๆ ประเทศที่มักเน้นเรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล นักการเมือง (personalization) เน้นเรื่องส่วนตัว และเร้าอารมณ์มันให้เหมือนละคร (dramatization) ที่มีพล็อต มีปัญหา มีความขัดแย้งและมีจุดจบ ซึ่งกว่าจะถึงจุดจบนั้นก็เล่นข่าวเอายาวนานเลยที่เดียว

จะว่าไปก็โทษ สื่อเสียทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะตัวนักการเมืองเองก็มีส่วนทำให้เรื่องราวมันต้องถูกขุดคุย สืบเสาะเอามาแฉเอามาเล่ากันเป็นฉากๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เราจึงได้ดูข่าวการเมืองแบบละครน้ำเน่าทุกๆ วัน

แตก ต่างกันที่ละครน้ำเน่านั้น ตั้งใจเล่นจริงๆ ตามเรื่องแต่ง แต่ละครการเมืองนั้น เล่นหลอกๆ ตามเรื่องจริงหรือหลอกก็ไม่รู้ เพราะซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่ามากมาย ที่สำคัญอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ได้อยู่บนเรตติ้งเหมือนละครทีวี

ทีนี้ หากไม่ถามเรื่องการเมืองแบบความขัดแย้ง แล้วจะถามการเมืองแบบไหน?

ประเด็น นี้ สุทธิชัย หยุ่น เคยเขียนเอาไว้มากมายในคอลัมน์กาแฟดำ ว่า นักข่าวต้องหยุดตั้งคำถามแบบนักข่าวปิงปอง หรือคำถามเชิงความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคล แต่หันมาถามคำถามที่เข้าสู่สาระสำคัญของการเมืองที่มีพื้นฐานอยู่ที่ว่า ประชาชนจะได้ความเท็จ ความจริง และประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้กัน

สุทธิ ชัย แนะนำว่า “คนข่าวไม่ควรถามในสิ่งที่นักการเมืองอยากตอบ” เพราะจะมีนักการเมืองประเภทอยากพูดในสิ่งที่ตนเองอยากพูดและอยากให้ประชาชน รู้แค่นั้น เพราะตนเองรู้

แค่นั้นหรือไม่รู้อย่างอื่น และคนข่าวที่ถามคำถามที่นักการเมืองอยากตอบก็ไม่ควรเรียกตนเองว่าเป็นสื่อ เป็นได้เพียงแค่นักแสดงละครการเมืองเท่านั้น

สุทธิชัย ยังแนะนำด้วยว่า นักการเมืองเองก็ไม่ควรยอมให้สื่อตั้งคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การทำงานที่หมายถึงเนื้องานจริงๆ ของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่

มองในแง่ดี นายกฯ อภิสิทธิ์กำลังวอนสื่อหยุดตั้งคำถามเรื่องการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้อง

สื่อจับสัญญาณนี้ได้ไหม?

หรือสื่อจะมองว่าก็เป็นอีกวาทกรรมสวยหรูหนึ่งที่นักการเมืองมักใช้เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม

ข่าว การเมือง แบบความหมาย ความขัดแย้งของนักการเมือง จึงยังคงอยู่ เพราะคนข่าวเอง “เคยชินเอาว่า” นี่แหละคือแก่นสารของข่าวการเมือง “จนสร้างความรู้สึกให้สาธารณชนรู้สึกว่า การเมืองมันน้ำเน่าเหลือเกิน”

ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่า เนื้อหาสาระของการเมืองยังมีประเด็นอื่นๆ ที่สื่อสามารถรายงานได้ เรียกว่า “ข้อเท็จจริงทางนโยบาย/การกระทำทางการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชน” คือถามในสิ่งที่นักการเมือง “ทำ” (politics do/done) ไม่ใช่ถามในสิ่งที่นักการเมืองคิด/รู้สึก (politicians’ thinking/feeling)

คำถามที่สื่อถามนายกฯหรือนักการเมือง จะต้องเปลี่ยน (change! we need แบบสโลแกนหาเสียงของโอบามา) คือ

เปลี่ยนไปถามเรื่องนโยบาย/การทำงานที่มีปัญหาที่มาจากประชาชนด้านล่าง

เปลี่ยน เป็นคำถามที่ลงลึกไปที่ประเด็นทางการเมืองที่มีพื้นฐานมาจาก สิ่งที่ประชาชนต้องการรู้และเกี่ยวข้อง กระทบ เชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามากกว่า

เป็นคำถามที่มีศูนย์กลางของเรื่องราวอยู่ที่ประชาชนต้องการรู้ ไม่ใช่นักการเมืองอยากตอบไม่อยากตอบ


เป็นคำถามที่มาจากการสมมุติตนเองว่า ถ้าเราเป็นประชาชน อยากจะรู้อยากจะถามอะไรจากนักการเมือง

นักข่าวควรทำการบ้านให้มากขึ้นกว่านี้ในการตั้งคำถาม หากจะถามเอาเรื่องการเมือง

สื่อ อาจลองไปคนดูตัวอย่างคำถามในรายการนายกฯ ทุกๆ วันอาทิตย์ ดูก็ได้ ว่า คำถาม(ทั้งส่วนที่ได้ออกและไม่ได้ออก และตัดส่วนที่ชมหรือตำหนินายกฯ ออกไป) นั้นมีอะไรบ้าง

เพราะที่เห็นในฟรีทีวี (ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีทั้งนักข่าวโทรทัศน์ สังเกตจากไมโครโฟน) และมีนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ด้วยหรือไม่ (เพราะเห็นเครื่องอัดเสียงกับจดกระดาษโน้ตบ้าง แต่ไม่มาก) แต่คำถามก็มักจะวนเวียนอยู่ที่ความขัดแย้งทางการเมืองของนักการเมือง มากกว่าความขัดแย้งของผลประโยชน์สาธารณะที่มีนักการเมืองเกี่ยวข้อง

ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมือง ก็อาจตีความได้ว่า

1) สื่อมีปัญหา วนเวียน หมกมุ่น อยู่ที่ความขัดแย้งแบบการเมืองเรื่องส่วนตัว-บุคคล

2) นายกฯ มีปัญหา (และ นักการเมืองในประเทศไทยคนอื่นๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่นการโต้เถียงทางการเมืองทุกๆ วันเสาร์ อาทิตย์ของทีมโฆษกนั้น ก็แทบจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับประชาชนเลย) ที่ไม่สามารถย้ายความสนใจของสื่อไปที่เรื่องอื่นๆ ได้ เช่นที่ท่านเคยพูดว่า โลกไม่ได้หมุนรอบผบ.ตร. (แต่ก็มีสื่อบางคนบอกกว่า ผบ.ตร. หมุนรอบตัวนายกฯ ต่างหาก – ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่านี่เป็นความพยายามปั่นข่าวของสื่อ – spin news เองหรือมันควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ)

ไม่ว่าใครจะมีปัญหา แต่ที่แน่ยิ่งกว่าคือ สังคมย่อมมีปัญหาแน่ หากได้เสพข่าวสารการเมืองที่อ่อนแอเช่นนี้

ผู้ เขียนมองว่า ไม่ว่าปัญหาหมุนรอบตัวใคร และใครมีปัญหา แต่อยากจะสื่อสารถึงสื่อมวลชนว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สื่อจะปรับปรุงและยก ระดับการทำงานข่าวให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพราะที่เป็นอยู่นั้น อาจถือว่าเป็นมาตรฐานที่ไม่น่าจะดีนัก

ข่าวการเมืองก็คงจะมีส่วนที่ เรียกว่าแก่นและกระพี้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสื่อรายงานข่าวการเมืองแบบไหน เน้นแก่นหรือกระพี้ทางการเมือง 88% เป็นตัวเลขที่อาจตอกหน้าสื่อให้หน้าแตกเล็กๆ ว่าพอเสียทีเถอะ แน่ว่าสื่ออาจทำเป็นมองไม่เห็น แต่นั่นก็อาจเป็นสัญญาณเล็กๆ ที่สำคัญว่ากับแนวทางการรายงานข่าวการเมืองแบบเดิมๆ เพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไรกับสังคมเลย

สื่อไม่ควรสนใจเลยว่านักการ เมืองอยากตอบอะไร แต่สนใจว่าประชาชนอยากถามอยากรู้อะไรจะดีกว่า และสำหรับตัวนักการเมืองเองหากสื่อทำหน้าที่อย่างแข็งขันและสร้างสรรค์อย่าง แท้จริงแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาบอกว่าคำถามไหนอยากตอบ ไม่อยากตอบ คำถามไหนสร้างสรรค์ไม่สร้างสรรค์เหมือนที่ผ่านมา เพราะนั่นก็เป็นวิธีการแทรกแซงสื่อทางหนึ่งเหมือนกัน

ต่อไปน่าจะมีคำถามว่า “สือวอนนักการเมืองหยุดพูดเรื่องการเมือง(เรื่องไร้สาระ) ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่”

ที่มา มติชน
วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 13:35:15 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เปิด งานวิจัย นักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 21 ชำแหละ อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอล ASTV ต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าว คนกรุงเทพ พบ ผู้รับชมที่มีการศึกษาสูง จะไตร่ตรองก่อนเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ถ้าผู้รับชมมีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มจะเชื่อตามทฤษฎีเข็มฉีดยา ชี้ ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับ

ประชาชาติออนไลน์ นำเสนองานวิจัย " อิทธิพลของสื่อสาธารณะ ดิจิตอล ที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง ศึกษาเฉพาะ ASTV ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร" ผลงานวิจัยของ นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ๊กเซลเล้นท์ กราฟฟิค จำกัด นักศึกษา ปรอ. รุ่น 21

ล่าสุดงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นหนึ่งใน4งานวิจัยของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน(ปรอ.) รุ่นที่ 21 ประจำปีการศึกษา พ.ศ.2551-2552 ที่ได้รับรางวัล ชดเชย

อาจารย์ที่ปรึกษา 4 คน ประกอบด้วย พ.อ. ชำนาญ ช้างสาต รศ. ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน พล.ต. ณรงค์ เนตรเจริญ และ พ.อ. กฤษฎา สุทธานินทร์

กลุ่ม ตัวอย่างสัมภาษณ์ เชิงลึก 20 ราย ประกอบด้วย ตัวแทนจาก ASTV กรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์ไทยทีสีสีช่อง 3 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ นักวิชาการด้านสื่อมวลชน ตำรวจ สำนักงานกิจการภายนอกประเทศ ทหาร องค์กรสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านจิตวิทยา พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ อดีตพรรคไทยรักไทย วุฒิสภา ศาลปกครอง สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน และกระทรวงต่างประเทศ

นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้ทำวิจัยผ่านกลุ่มตัวอย่างการสัมภาษณ์วิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 100 ราย ในช่วงต้นปี 2552 ที่ผ่านมา

@ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
จาก เหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจำนวนหลายแสนคน ร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยการชุมนุมเรียกร้อง เพื่อดำเนินการปฏิรูปทางการเมือง เป็นระยะเวลายาวนานถึง 193 วัน ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องลงบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

เนื่อง จากมีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ทั้งการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรับบาลท รวมถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต อาทิเช่น การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และการเข้าไปชุมนุมอยู่ในพื้นที่ของสนามบินต่างๆ เป็นต้น ส่งผลต่อประเทศชาติหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปทางการเมืองดัง กล่าวเกิดขึ้น และกระตุ้นให้การปฏิรูปทางการเมืองดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง คือ การสร้างการรับรู้ให้กับมวลชนผ่านสื่อ ASTV ที่มีการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลหลายช่องทาง อาทิเช่น การถ่ายทอดสดผ่านระบบเคเบิ้ลทีวี ระบบจานดาวเทียม ระบบอินเทอร์เน็ต และสื่อวิทยุท้องถิ่น เป็นต้น

ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานหรือกฎหมาย ฉบับใดที่เข้ามาควบคุมสื่อดิจิทัลดังกล่าวโดยตรง ทำให้สื่อดิจิทัลดังกล่าว มีอำนาจในการปลุกระดมมวลชน (Mass Mobilization) สร้างความคิดเห็น และความเชื่อ รวมถึงการหล่อหลอมพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นไปตาม "ทฤษฎีเข็มฉีดยา" (Hypodermic Needle Theory)

ทฤษฎีดังกล่าว มีความเชื่อว่า องค์กรหรือผู้ส่งข่าวสาร เป็นผู้มีอำนาจ และบทบาทสำคัญที่สุด เพราะสามารถกำหนดข่าวสารและส่งข่าวสารไปยังผู้รับ โดยการคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นได้คล้ายกับหมอที่ฉีดยารักษาผู้ป่วยข่าวสารที่ ส่งไปจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้รับได้โดยตรงอย่างกว้างขวาง และให้ผลทันทีกับฝ่ายผู้รับข่าวสารเป็นบุคคลจำนวนมากจะมีปฏิกิริยาหรือ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปตามที่ผู้ส่งข่าวสารต้องการโดยจะไม่มีอำนาจควบคุมผู้ ส่งข่าวสารได้

ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและเข้าใจ สถานการณ์ สามารถใช้สื่อมวลชนทำให้เกิดผลตามที่ตนเองต้องการได้ ซึ่งตรงข้ามกับการสื่อสารผ่านช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 9 และ TPBS ซึ่งมีการพิจารณาและกลั่นกรองเนื้อหารายการจากทางสถานีโทรทัศน์ที่ทำการถ่าย ทอดก่อนนำเสนอ

จากปัญหาที่ได้กล่าวมาในข้างต้นเห็นได้ว่าสื่อสาธารณะ ระบบดิจิทัล ถ้าไม่ได้รับการวางแผนกำกับดูแลเนื้อหาและการแพร่กระจายของสื่อให้มีการนำ เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และเป็นกลางอย่างที่ควรจะเป็นไปตามครรลองจริยธรรมของสื่อที่ดี อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการ วิจัยถึงกระบวนการ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของมวลชนภายหลังจากการบริโภคข่าวสารด้านการเมืองที่ เผยแพร่ผ่านทางสื่อสาธารณะระบบดิจิทัลอย่าง ASTV รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อหาแนวทางในการควบคุมการบริโภคสื่อดังกล่าวต่อไป

@บทสรุปอิทธิพลASTVต่อสังคมการเมืองไทย
พฤติกรรม และทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV โดยใช้ทฤษฎีเข็มฉีดยาพบว่า หากเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง เมื่อรับชมข่าวสารการเมืองผ่านASTV จะมีการไตร่ตรองก่อนการเชื่อและตัดสินใจกระทำการใด

แต่หากกลุ่ม ตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา ต่างๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี

การศึกษาครั้งนี้ยังได้ทดสอบสมมติฐานถึงปัจจัย ระดับการศึกษาของกลุ่ม ตัวอย่าง ต่อพฤติกรรม และทัศนคติ ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทาการเมืองจาก ASTV พบว่าระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่างมีผลต่อพฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่ม ตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ในหลายประเด็น ดังนี้
1.กลุ่ม ตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางวิทยุมากที่สุด และกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชม ข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุด
2.กลุ่ม ตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV เนื่องจากทัศนคติที่ว่าสื่อสาธารณะอื่นนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นกลางและน่าเชื่อ ถือ รวมถึงมักจะใช้สื่อดังกล่าวเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
3.กลุ่ม ตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่า ASTV มีการนำเสนอข่าวที่เป็นอิสระ มีความเป็นกลาง ตรงไปตรงมา ไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใด อีกทั้งยังมีความยกย่องในตัวพิธีกรที่ดำเนินรายการ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
4.กลุ่ม ตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา ต่างๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี
5.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญา ตรี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารราชการของรัฐบาลใน ปัจจุบัน รวมถึงระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
6.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการ ศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เป็นกลุ่มที่นิยมนำเนื้อหาของสื่อที่ได้รับนั้น ไปเผยแพร่บอกต่อให้กับคนรอบข้างรับฟัง รวมถึงชักชวนให้บุคคลรอบข้างหันมารับข่าวสารจากสื่อ ASTV มากขึ้น

นอก จากผลการวิจัยในทัศนคติและพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชม ข่าวสารด้านการเมืองผ่านสื่อ ASTV ดังที่ได้รายงานสรุปไปในข้างต้นแล้วนั้น ผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน อันเป็นผลสืบเนื่องจากการนำเสนอข่าวของสื่อดิจิทัล ทั้งทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจนั้น สามารถสรุปในแต่ละด้านได้ดังนี้

ผลกระทบ ด้านสังคม ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับตั้งแต่ระดับสังคม ชุมชน และประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปลูกฝังความรุนแรงให้กับเยาวชนของชาติที่รับชม
ผล กระทบด้านการเมือง การนำเสนอข่าวของ ASTV รวมทั้งสื่อดิจิทัลอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในเรื่องของกระบวนการทำงานทั้งต่อตัวบุคคล องค์กร สถาบัน และระบบบริหารงานราชการงานปกครองต่างๆ

ผลกระทบด้าน เศรษฐกิจเป็นการส่งผลกระทบโดยทางอ้อม อันเกิดจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งสร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นกับต่างประเทศเป็นมูลค่าอันมหาศาลรวม ถึงเป็นการลดความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ กับต่างประเทศ

โดยผลที่เกิดขึ้นดังกล่าวเนื่องมาจากการที่ภาครับ ภาคเอกชน และประชาชน ขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับอิสระในการนำเสนอข่าว จนบางครั้งเกินขอบเขตอันควร ซึ่งส่งผลถึงการละเมิดยังสิทธิของผู้อื่น อันจะก่อผลในเชิงลบที่ตามมาเป็นอย่างมาก

ดังนั้นจึงมีความจำเป็น ที่ทุกองค์ประกอบในสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการ กำกับดูแลการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะบนพื้นที่สาธารณะในยุคดิจิทัลที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ