Lifestyle

เมื่อวันที่24กรกฎาคมที่ผ่านมาFacebookของผมมีอายุเปิดทำการครบรอบ1ปีพอดี และในวันที่31กรกฎาคมนี้Twitterของผมซึ่งใช้เป็นฐานหลักในการส่งข้อความสื่อสารระบายอย่างสั้นๆก็จะมีอายุทำการครบ1ปีเช่นกัน
จริงๆแล้วเรื่องที่ผมลงเป็นข้อความสั้นๆทางTwitterหรือFacebook ถ้าผมสามารถเขียนอย่างยาวๆจนเกินขีดจำกัดของการส่งข้อความละก็ ผมน่าจะมาเขียนลงเป็นBlogที่นี่และสาขาที่อื่นอีก2ที่แทน แต่น่าเสียดายที่ผมเขียนไม่ได้ยาวเท่าไหร่เลย

ในช่วงแรกผมบ้าส่งและอ่านข้อความของชาวบ้านทางTwitterไปก่อนในช่วงที่กระแสวิวาทะการเมืองทางTwitterกำลังร้อนแรงขึ้นมา
จุดประสงค์ในตอนนั้นของผมที่ตัดสินใจเปิดTwitterขึ้นมาก็คือการแจ้งข่าวสารอัพเดตข้อมูลในWeblogของผมเอง เพราะทุกครั้งที่ผมอัพBlogไปผมมักจะอัพอย่างเงียบๆโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีใครสนใจติดตามความเคลื่อนไหว
จนกระทั่งFacebookมีApplicationพิเศษที่เชื่อมTwitterเข้ามานั้นก็คือการส่งข้อความจากTwitterแล้วมาขึ้นที่Facebookโดยอัตโนมัติแทน ตอนแรกผมใช้Facebookเป็นเพียงที่สำรองข้อความจากTweet
แต่แล้วต่อมาเมื่อกระแสการเมืองร้อนแรงมากขึ้นบังเอิญUserที่ผมFollowingไว้หลายคนเป็นพวกสลิ่มบ้าง สีขี้บ้างแต่ผมตัดใจUnfollowทิ้งไม่ได้ นั้นก็เพราะว่าผมต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารสำคัญที่มิใช่การเมืองจากพวกเขา และนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมเริ่มผละจากสังคมTwitterมาสู่สังคมFacebookแทน
กลายเป็นว่าตอนนี้ผมติดFacebookมากกว่าTwitterไปซะยังงั้น เนื่องจากเพื่อนคอเดียวกันแวะเวียนเข้ามาเพิ่มชื่อFacebookของผมมาเป็นเพื่อนกันไม่เว้น แถมยังมีOption Fanpageให้สร้างหรือเข้าร่วมเพื่อสนองตัณหาส่วนตัวอยู่มากมายรวมถึงระบบทักทายหน้าWallของผู้ใช้ซึ่งเป็นข้อดีที่Twitterให้ไม่ได้ในWeblogของผมมากแค่ไหนกันแน่

ต่อมาเมื่อผมตัดสินใจมาปัดฝุ่นMy-IDตัวเองหลังจากที่อัพเกรดรุ่นไปตั้งแต่ต้นปีที่แล้วไปเมื่อช่วงต้นธันวาปีที่แล้วนี่เอง และได้รู้จักกับระบบVoiceประกาศสถานะที่การใช้งานดูไปแล้วก็คล้ายๆFacebook และเมื่อมาเปิดระบบGroupเข้าไปอีกทำให้ผมรู้สึกว่าระบบGroupนี่ก็ยิ่งไปพ้องกับระบบFanpageของFacebookเข้าให้อีกแล้ว ซึ่งระบบVoiceประกาศสถานะผมเก็บเอาไว้ใช้แจ้งความเคลื่อนไหวของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเด็กดีแห่งนี้ แยกต่างหากจากความเคลื่อนไหวอื่นๆแต่ผมก็ยังผูกโยงการส่งข้อความของระบบVoiceเข้ากับTwitterตัวเองผ่านระบบAPIของที่นี่ที่ได้จัดเตรียมไว้

ครบรอบ1ปีที่จะถึงนี่คาดว่าจำนวนข้อความที่ผมส่งไปจะเฉียดใกล้ๆ3800ข้อความ ถือว่าไม่เยอะคิดเป็นอัตราจำนวนข้อความเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่10-11ข้อความด้วยกัน จำนวนFollowerขึ้นไปที่610กว่าๆUser ในขณะที่จำนวนเพื่อนในFacebookของผมอยู่777Userโดยผมเป็นฝ่ายแอดเองประมาณไม่เกิน150Userนอกนั้นผมเป็นฝ่ายรับแอดทั้งหมด
อีกทั้งFacebookยังเก็บรายชื่อFanpageน่าสนใจซึ่งผมได้คลิกปุ่มถูกใจมาเป็นแฟนคลับเก็บเอาไว้ รวมไปถึงTwitterที่เพิ่งเปิดระบบจัดทะเบียนListของตัวเองเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ทำให้ผมสนุกสนานมากกับการเจาะไปตามรายชื่อFollowingและListของชาวบ้านเพื่อเสาะแสวงUser Twitterสำคัญๆที่สร้างสรรค์กระแสสังคมทั้งกลุ่มธุรกิจ,ดาราคนดัง,วงการสื่อ,การเมืองแยกทั้งไทยและเทศ และสร้างสรรค์ภูมิปัญญาความรู้ให้เพิ่มพูน เป็นอาณาจักรทะเบียนTwitterที่ผมภูมิใจกับการสร้างมันขึ้นมามากมายเหมือนกันและมีFollowerติดตามListรวมกันเฉลี่ยListละ6Userด้วยกันจากทั้งหมด20Listที่ใช้งานเต็มที่

ผมไม่นิยมการส่งข้อความต่อวันแบบถี่ๆเยอะเกินไป เพราะFollowerจะคิดว่าเราคงกำลังจะส่งSpamไปก่อกวนหน้ารวมTwitterของเขาซึ่งต้องแบ่งๆกันให้ข้อความของUserอื่นๆบ้าง ถ้ารำคาญมากและบ่อยครั้งเข้าก็อาจจะคลิกUnfollowเลิกติดตามไปเลย Userไหนที่Tweetน้อยๆผมก็สามารถคลิกFollowingได้ แต่ถ้าUserไหนจำนวนTweetสูงและถี่มากๆก็จะเก็บไว้แค่ในListแทนโดยไม่มีการคลิกFollowing
นอกจากนี้เวลาที่ผมส่งข้อความ ผมมักจะอัดตัวอักษรลงไปให้เต็มที่ให้คุ้มค่าขีดจำกัด140ตัวอักษรที่สามารถส่งไปได้ลงไปโดยผมจะกระชับพื้นที่ใส่ให้ได้สัก120-130ตัวอักษรใน1ข้อความ ดังนั้นข้อความของผมที่ปรากฏในหน้าPageของผมจะมีแต่ข้อความยาวๆติดกันพรืดไปหมด เพราะผมไม่อยากจะแยกออกมาเป็นหลายๆข้อความ อีกทั้งการส่งข้อความสั้นๆมากมันรู้สึกเหมือนว่าผมใช้เนื้อที่ไปกับเนื้อหาการส่งTweetข้อความได้ไม่คุ้มค่าเลย ผมรู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองจนต้องใส่ให้เต็มที่ที่สุดจะได้ไม่เกิดความรู้สึกเสียดายแบบนั้น

มาคิดดูแล้วผมน่าจะขุดเอาข้อความดีๆเก่าเก็บในTwitterมารวบรวมลงในWeblogสักหน่อยก็น่าจะดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาคลิกปุ่มmoreลงไปอ่านจนสุด