Lifestyle

เมื่อวันที่24กรกฎาคมที่ผ่านมาFacebookของผมมีอายุเปิดทำการครบรอบ1ปีพอดี และในวันที่31กรกฎาคมนี้Twitterของผมซึ่งใช้เป็นฐานหลักในการส่งข้อความสื่อสารระบายอย่างสั้นๆก็จะมีอายุทำการครบ1ปีเช่นกัน
จริงๆแล้วเรื่องที่ผมลงเป็นข้อความสั้นๆทางTwitterหรือFacebook ถ้าผมสามารถเขียนอย่างยาวๆจนเกินขีดจำกัดของการส่งข้อความละก็ ผมน่าจะมาเขียนลงเป็นBlogที่นี่และสาขาที่อื่นอีก2ที่แทน แต่น่าเสียดายที่ผมเขียนไม่ได้ยาวเท่าไหร่เลย

ในช่วงแรกผมบ้าส่งและอ่านข้อความของชาวบ้านทางTwitterไปก่อนในช่วงที่กระแสวิวาทะการเมืองทางTwitterกำลังร้อนแรงขึ้นมา
จุดประสงค์ในตอนนั้นของผมที่ตัดสินใจเปิดTwitterขึ้นมาก็คือการแจ้งข่าวสารอัพเดตข้อมูลในWeblogของผมเอง เพราะทุกครั้งที่ผมอัพBlogไปผมมักจะอัพอย่างเงียบๆโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีใครสนใจติดตามความเคลื่อนไหว
จนกระทั่งFacebookมีApplicationพิเศษที่เชื่อมTwitterเข้ามานั้นก็คือการส่งข้อความจากTwitterแล้วมาขึ้นที่Facebookโดยอัตโนมัติแทน ตอนแรกผมใช้Facebookเป็นเพียงที่สำรองข้อความจากTweet
แต่แล้วต่อมาเมื่อกระแสการเมืองร้อนแรงมากขึ้นบังเอิญUserที่ผมFollowingไว้หลายคนเป็นพวกสลิ่มบ้าง สีขี้บ้างแต่ผมตัดใจUnfollowทิ้งไม่ได้ นั้นก็เพราะว่าผมต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารสำคัญที่มิใช่การเมืองจากพวกเขา และนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมเริ่มผละจากสังคมTwitterมาสู่สังคมFacebookแทน
กลายเป็นว่าตอนนี้ผมติดFacebookมากกว่าTwitterไปซะยังงั้น เนื่องจากเพื่อนคอเดียวกันแวะเวียนเข้ามาเพิ่มชื่อFacebookของผมมาเป็นเพื่อนกันไม่เว้น แถมยังมีOption Fanpageให้สร้างหรือเข้าร่วมเพื่อสนองตัณหาส่วนตัวอยู่มากมายรวมถึงระบบทักทายหน้าWallของผู้ใช้ซึ่งเป็นข้อดีที่Twitterให้ไม่ได้ในWeblogของผมมากแค่ไหนกันแน่

ต่อมาเมื่อผมตัดสินใจมาปัดฝุ่นMy-IDตัวเองหลังจากที่อัพเกรดรุ่นไปตั้งแต่ต้นปีที่แล้วไปเมื่อช่วงต้นธันวาปีที่แล้วนี่เอง และได้รู้จักกับระบบVoiceประกาศสถานะที่การใช้งานดูไปแล้วก็คล้ายๆFacebook และเมื่อมาเปิดระบบGroupเข้าไปอีกทำให้ผมรู้สึกว่าระบบGroupนี่ก็ยิ่งไปพ้องกับระบบFanpageของFacebookเข้าให้อีกแล้ว ซึ่งระบบVoiceประกาศสถานะผมเก็บเอาไว้ใช้แจ้งความเคลื่อนไหวของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเด็กดีแห่งนี้ แยกต่างหากจากความเคลื่อนไหวอื่นๆแต่ผมก็ยังผูกโยงการส่งข้อความของระบบVoiceเข้ากับTwitterตัวเองผ่านระบบAPIของที่นี่ที่ได้จัดเตรียมไว้

ครบรอบ1ปีที่จะถึงนี่คาดว่าจำนวนข้อความที่ผมส่งไปจะเฉียดใกล้ๆ3800ข้อความ ถือว่าไม่เยอะคิดเป็นอัตราจำนวนข้อความเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่10-11ข้อความด้วยกัน จำนวนFollowerขึ้นไปที่610กว่าๆUser ในขณะที่จำนวนเพื่อนในFacebookของผมอยู่777Userโดยผมเป็นฝ่ายแอดเองประมาณไม่เกิน150Userนอกนั้นผมเป็นฝ่ายรับแอดทั้งหมด
อีกทั้งFacebookยังเก็บรายชื่อFanpageน่าสนใจซึ่งผมได้คลิกปุ่มถูกใจมาเป็นแฟนคลับเก็บเอาไว้ รวมไปถึงTwitterที่เพิ่งเปิดระบบจัดทะเบียนListของตัวเองเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ทำให้ผมสนุกสนานมากกับการเจาะไปตามรายชื่อFollowingและListของชาวบ้านเพื่อเสาะแสวงUser Twitterสำคัญๆที่สร้างสรรค์กระแสสังคมทั้งกลุ่มธุรกิจ,ดาราคนดัง,วงการสื่อ,การเมืองแยกทั้งไทยและเทศ และสร้างสรรค์ภูมิปัญญาความรู้ให้เพิ่มพูน เป็นอาณาจักรทะเบียนTwitterที่ผมภูมิใจกับการสร้างมันขึ้นมามากมายเหมือนกันและมีFollowerติดตามListรวมกันเฉลี่ยListละ6Userด้วยกันจากทั้งหมด20Listที่ใช้งานเต็มที่

ผมไม่นิยมการส่งข้อความต่อวันแบบถี่ๆเยอะเกินไป เพราะFollowerจะคิดว่าเราคงกำลังจะส่งSpamไปก่อกวนหน้ารวมTwitterของเขาซึ่งต้องแบ่งๆกันให้ข้อความของUserอื่นๆบ้าง ถ้ารำคาญมากและบ่อยครั้งเข้าก็อาจจะคลิกUnfollowเลิกติดตามไปเลย Userไหนที่Tweetน้อยๆผมก็สามารถคลิกFollowingได้ แต่ถ้าUserไหนจำนวนTweetสูงและถี่มากๆก็จะเก็บไว้แค่ในListแทนโดยไม่มีการคลิกFollowing
นอกจากนี้เวลาที่ผมส่งข้อความ ผมมักจะอัดตัวอักษรลงไปให้เต็มที่ให้คุ้มค่าขีดจำกัด140ตัวอักษรที่สามารถส่งไปได้ลงไปโดยผมจะกระชับพื้นที่ใส่ให้ได้สัก120-130ตัวอักษรใน1ข้อความ ดังนั้นข้อความของผมที่ปรากฏในหน้าPageของผมจะมีแต่ข้อความยาวๆติดกันพรืดไปหมด เพราะผมไม่อยากจะแยกออกมาเป็นหลายๆข้อความ อีกทั้งการส่งข้อความสั้นๆมากมันรู้สึกเหมือนว่าผมใช้เนื้อที่ไปกับเนื้อหาการส่งTweetข้อความได้ไม่คุ้มค่าเลย ผมรู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองจนต้องใส่ให้เต็มที่ที่สุดจะได้ไม่เกิดความรู้สึกเสียดายแบบนั้น

มาคิดดูแล้วผมน่าจะขุดเอาข้อความดีๆเก่าเก็บในTwitterมารวบรวมลงในWeblogสักหน่อยก็น่าจะดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาคลิกปุ่มmoreลงไปอ่านจนสุด
เมื่อไม่นานมานี่ พี่ชายผมได้มาเล่าให้แม่ที่ตอนนี้เป็นโรคอัลไซเมอร์ และผมได้ฟังถึงเรื่องที่รู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตเหมือนเป็นละครน้ำเน่า เรื่องหนึ่ง

พี่ผมเล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พ่อของผมได้ถือโอกาสใช้ช่วงเวลาที่คุณแม่ผมกลับไปเยี่ยมญาติที่อุทัยธานี บ้านเกิด และตัวผมซึ่งตอนนั้นคาดว่าคงจะออกไปซื้อการ์ตูนที่J.C.สาส์นสะพานควายหรือ ไม่ก็ไปงานการ์ตูนที่เซ็นทรัลเวิลด์หรือรพ.เซ็นหลุยส์ มาขอร้องให้พี่ผมที่ตอนนั้นว่างจากงานประจำมาช่วยขับรถให้แกหน่อย

แรกๆ พี่ผมเข้าใจว่าพ่อจะให้ขับรถไปที่ห้องพักในอ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อจะไปขนของสัมภาระใหญ่ที่อยู่ในห้องพักหลังจากที่เสร็จจากงานสร้างโรง พิมพ์ธนบัตรแห่งใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยไปแล้ว แต่ทว่าขับรถไปได้สักพักมาจนถึงแยกวงเวียนถนนนครอินทร์-บางกรวย จู่ๆพ่อก็บอกให้เลี้ยวกลับรถมาเข้าซอยเล็กๆก่อนถึงร้านอาหารปลายจวักที่เคย ไปกินกันทั้งครอบครัว
และหลังจากนั้นก็เข้าซอยมาลึกมากพอสมควร จนกระทั่งมาหยุดที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง จากนั้นพ่อผมก็ลงจากรถเข้าไปในแมนชั่นเหมือนเข้าไปพูดคุยกับใครสักคน จนกระทั่งแกได้เรียกตัวพี่ผมให้มาทักทายกับเขา และในที่สุดคำสารภาพอันน่าตะลึงก็ได้หลุดออกมาจากปากของพ่อผมจนได้

" นี่คือ แม่อีกคนหนึ่งของแก" พี่ผมตะลึงงัน เพราะว่าหน้าตาของหญิงวัยกลางคนที่ว่านี่ หน้าตาสู้แม่ผมไม่ได้เลยแถมฟันยังหยินอีกต่างหาก และต่อมานี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่ถูกสารภาพมาให้พี่ผมได้รับรู้ครับ

นับ ย้อนไปปี2522 ช่วงที่แม่ผมไปพักผ่อนช่วงที่คลอดผมที่บ้านเกิดอุทัยธานีประมาณครึ่งปีได้ พ่อผมอาศัยอย่างเดียวดายในบ้านเช่าซอยโรงเรียนพาณิชย์ ย่านเขตดินแดง ลึกเข้าไปจากถนนประชาสงเคราะห์ แกลักลอบได้เสียกับแม่คนที่ว่านี่ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นแม่ค้าขายอาหารอยู่แถวตลาดหน้าแฟลตดินแดง
และพอแม่ กลับมาแกก็ไม่ได้ติดต่ออะไรเขาอีกเลย จนกระทั่งแกมาทราบว่าในอีก2-3ปีต่อมาว่า แม่คนนั้นท้องและก็คลอดลูกหลังจากนั้นไม่นาน ถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าแกมีลูกชายอีกคนหนึ่งเพิ่มเข้าให้


เล่ามาถึง ตรงนี้ ผมลองนึกย้อนไปว่าถ้าเกิดเรื่องพรรค์อย่างงี้มันแดงขึ้นมาซะก่อนอะไรจะเกิด ขึ้น คุณตาผมเสียด้วยโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่เมื่อช่วงปี2526 แน่นอนว่าคุณตาซึ่งมีอดีตเป็นทนายความและยังเคยเป็นสส.อุทัยธานี เมื่อช่วงสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม คงจะเดือดดาลอย่างที่สุด และคงจะนอนตายในโลงแบบไม่สงบไปด้วยแน่ๆ ส่วนตัวแม่ คงพูดไม่ออกว่ารู้สึกยังไงดี

พ่อผมสารภาพว่าในช่วงวันเสาร์ที่แกอ้าง ว่าออกไปทำงานนั้น แท้จริง แกมาเยี่ยมชู้รักและก็ลูกนอกสมรสคนนี้ที่ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้มา นานมากแล้ว
จนตอนนี้ลูกนอกสมรส หรือก็คือน้องชายคนละแม่ของผมเอง จบคณะวิศวะ จากมหาวิทยาลัยสยาม และกำลังทำงานอยู่ในบริษัทโตโยต้า มอเตอร์(ประเทศไทย)จำกัด
ซึ่งผมเองก็พอจะทราบคร่าวๆว่าแกอยากได้ลูกชาย ที่จบวิศวะมาสักคน ซึ่งแรกๆแกคิดว่าผมน่าจะเรียนจบได้ แต่สุดท้ายตัวผมไปไม่ไหวเพราะลักษณะนิสัยส่วนตัวผมมันไม่เข้ากับงานที่ทำ ผมมารู้ความจริงตรงนี้ผมพูดไม่ออกเลย ช่วงวัยเด็กที่ผ่านมาแกมักจะเจียดเงินให้ผมและพี่เป็นค่าขนมน้อยมากๆ แท้จริงแล้วแกเอาเงินรายได้ของแกที่หามาส่งเสียให้กับครอบครัวลับๆของแกตรง นี้นี่เอง เหมือนกับละครน้ำเน่าเรื่องหนึ่งยังไงยังงั้น

เอาละเพิ่ง มาสารภาพตอนนี้ ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยพ่อผมก็ยังประคับประคองชีวิตครอบครัวตรงนี้จนกระทั่งลูกๆ เรียนจบกันไปหมดแล้ว ก็ไม่อยากว่าอะไรเพราะลูกๆเองก็รบกวนพ่อมามากอยู่
แต่ จริงๆแล้วพ่อสารภาพให้พี่ผมฟังคนเดียว โดยปิดไม่ให้แม่และผมได้รับทราบด้วย แล้วทำไมจู่ๆพี่ผมถึงเอาเรื่องมาแฉให้แม่กับผมทราบในตอนนี้ละ

ก็ เพราะว่า เงินบำนาญที่แม่ได้มาและเข้าบัญชีธนาคารของแม่ในตอนนี้ อาจจะถูกพ่อผมซึ่งถือATMไว้แทนแม่ซึ่งเป็นโรคอัลไซเมอร์ในตอนนี้กดไปใช้ เพราะแม้แต่สมุดบัญชีเงินฝากพ่อยังเก็บไว้กับตัวด้วย
และอีกข้อ ช่วงที่พ่อพาแม่ผมไปรับเบิกเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่ครุสภา แล้วจู่ๆแม่หาเงินที่รับมาในตอนนั้นไว้ไม่เจอ ทั้งที่พ่อบอกว่าแม่เก็บไว้เองอย่างดีแล้ว พี่ผมสงสัยว่าตอนนั้นทำไมพ่อถึงไม่พาแม่เข้าไปธนาคารกรุงไทยซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันนั้นเพื่อเอาเงินเข้าบัญชี ดีกว่าจะถือติดตัวเอาไว้แบบนี้
แม่ผมมักจะ สงสัยในตัวผมซึ่งตอนนี้ยังตกงาน อาจจะมาขโมยเงินก็ได้ ผมก็ย้ำนักหนาแล้วว่าไม่ได้เข้ามาในห้องของแม่เลยสักนิด ผมยังมีเงินใช้ของผมอยู่ ขาดเมื่อไหร่ตอนนั้นผมถึงอาจจะมาขอตรงๆแล้วเตรียมหางานขายของ7-11ทำ
ด้วย เหตุนี้พี่ผมซึ่งเริ่มสงสัยในตัวพ่อก็เลยติดสินใจแฉเรื่องนี้ให้ทราบกัน คุณแม่ดูเหมือนจะเฉยชากับเรื่องนี้ เพราะท่านเองก็สงสัยมานานมากแล้วอยู่เหมือนกันรวมไปถึงโรคอัลไซเมอร์ที่เป็น ในตอนนี้ก็ทำให้ใจเฉื่อยชาไปด้วย

ผมยกปัดเรื่องนี้ให้พี่ผมเป็นคนจัดการเอง เพราะยังไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเงินๆทองๆในช่วงนี้ ผมมีแค่กองขุมทรัพย์หนังสือผมก็พอใจมากแล้ว
แต่ ผมก็ยังต้องสังเกตท่าทีของพ่อเป็นระยะๆ เพราะผมเองช่วงนี้ก็ไม่ค่อยอยากจะพูดคุยสัมพันธ์กับพ่อสักเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่ด้วยเรื่องที่เล่ามานี่หรอกครับ เพราะแกก็มักจะเทศน์ด่าผมในเรื่องนิสัยที่ผมเป็นเนื่องจากภาวะแอสเพอร์เกอร์ ของผมเองนั้นแหละ
แถมท่านรวมไปถึงแม่เองยังเป็นสาวกสื่อเน่าๆอย่างเนชั่ (ว)นและAssHoleTVตัวเป้งซะอีก ทำให้ผมยิ่งต้องหนีห่างตัว หลบไปอ่านหนังสือในช่วงที่เปิดทีวีช่องที่ว่านี่ขึ้นมา

ชีวิตผมในตอน นี้ต้องออกไปหาความสุขอย่างเดียวดายกับเน็ตข้างนอกบ้าน จะมีครอบครัวใหม่ก็ไม่ได้ งานก็หาไม่ได้อีก ผมยังหาทางออกให้ตัวเองไม่เจอเลยถ้าเกิดว่าเงินที่เก็บไว้มันหมดขึ้นมา ผมมีแต่ต้องทนทำงานขายของในร้านสะดวกซื้อเท่านั้นสินะ เอ้อ...
หลังจากที่ข้างบ้านเปิดสัญญาณเน็ตไร้สายมานานกว่า6เดือนโดยที่ไม่ได้Set Security Lockเอาไว้
ใน ที่สุดเมื่อช่วงเวลา4ทุ่มของวันอาทิตย์ที่15มีนาคมที่ผ่านมา ข้างบ้านก็เพิ่งจะรู้ตัวและใส่Lock Passwordไปเป็นที่เรียบร้อย เท่ากับว่านับแต่นี้จะไม่มีของฟรีให้เล่นอีกต่อไป
และแล้ววันเวลาเก่าๆ กับเน็ตข้างนอกก็กลับมาเยือนอีกครั้ง วันนี้ผมกลับมาใช้เน็ตที่ห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯอีกรอบหลังจากที่ไม่ได้มาใช้อีกเลยตั้งแต่ปลายกุมภาพันธืปีที่แล้ว ช่วงที่ลองติดเน็ตของBuddy Broad Band
ผมมีแผนว่าจะลองใช้บริการMaxnet ของTT&Tดู เนื่องจากผู้ให้บริการInternet ISPถ้าไม่ใช่TrueหรือTOTที่ใช้สายส่งของตัวเองแล้ว ISPเจ้าอื่นก็มักจะเช่าคู่สายของ2เจ้านี้แทบทั้งสิ้น
เหลือแต่TT&T ที่มีMaxnetเท่านั้นที่คาดว่าอัตราความหนาแน่นของผู้ใช้บริการยังน้อยมากๆ จากที่พี่ผมไปหาข้อมูลมาเน็ต3Mbps.เสียเดือนละ590บาท แต่ต้องรอสอบถามข้อมูลเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่น ค่าเปิดเบอร์คู่สายใหม่พร้อมกับเดินสายเข้าบ้านของTT&T ,ค่าADSL Modem Routerที่ไม่รู้ว่าบังคับซื้อด้วยหรือเปล่า
ช่วงที่ยังหาเน็ตใหม่ใช้ก็ต้องพึ่งเน็ตของแพทย์จุฬาฯไปก่อนละกัน

edit @ 17 Mar 2009 18:18:30 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

เนื่องจากมือถือNokiaเครื่องเดิมของผม มีปัญหาเรื่องพูดตอบรับสายแล้วเสียงไม่เข้าอีกทั้งใช้งานมายาวนานกว่า5-6ปีด้วยกัน ก็เลยตัดสินใจไปซื้อเครื่องใหม่ดีกว่า
ในที่สุดก็มาถูกใจมือถือราคาพอเพียงที่3990บาท ยี่ห้อMaster Phoneรุ่นMT91
รายละเอียดSpecคร่าวๆก็มี
- รองรับการเขียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วยลายมือ
- ดูทีวีโดยไม่ผ่านGPRS
- จอแสดงผลTFT 256Kสี ระบบสัมผัส ขนาด2นิ้ว
- รองรับWap ,GPRS ,MMS ,Bluetooth ,MP3 ,MP4 ,FM Stereo
- กล้องดิจิตอลขนาด3ล้านPixel เล่นWeb camได้
- ยังใช้งานได้แค่1ซิม
- รองรับMicro SD Cardได้2Gb. ในที่สุดแถมMicro SD Cardมาให้แค่512Mb.
- เล่นและบันทึกภาพไฟล์VDO และไฟล์เสียงMP3
- ใช้Battery Li-ionขนาด3.7V ความจุ3800mAh.

ถือว่ามีOptionการใช้งานที่คุ้มค่ามาก เท่าที่เลือกได้แล้วครับ จากนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะฝึกหัดใช้งานมันจนคุ้มค่าได้จริงสมกับเงินที่เสียไปนั้นหรือไม่
อุปกรณ์Accessoryที่ผมจะต้องหาซื้อต่อไปก็มีหูฟังBluetoothไร้สาย กับ Micro SD Card ขนาด2Gb.ที่เตรียมจะซื้อในงานคอมมาร์ทที่กำลังจะมาถึงในกลางเดือนนี้ละครับ

วันที่เขียน 20 กรกฎาคม 2551 

เมื่อสักวันพฤหัสมานี่ Notebookของพี่ผมที่กำลังใช้เน็ตไร้สายอยู่สามารถจับสัญญาณเน็ตไร้สายที่ไม่ใช่ของบ้านผมได้ครับ แถมไม่ใช่สัญญาณเบาบางแค่ขีดเดียวนะ แต่เป็นสัญญาณเข้มขนาด3-4ขีดเลย ไม่แพ้ของบ้านเราเลยครับ
ก็เลยสงสัยว่าบ้านใกล้เรือนเคียงเราบ้านไหนหว่า??ที่เพิ่งจะเปิดใช้เน็ตไร้สายในตอนนี้ ก็เปิดใช้เป็นช่วงๆมีปิดพักงานก็ช่วงใกล้เที่ยง พี่ผมก็เลยแอบขโมยใช้สัญญาณเน็ตไร้สายนั้นมาเล่นซะเลย ก็เล่นไม่ปรับSecureสัญญาณแบบนี้มันก็ถูกขโมยใช้เอาดื้อๆนะสิ นี่ถ้าคีย์IPของเครื่องRouterยี่ห้อLinksysซึ่งNoteBookพี่ผมจับได้เครื่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนPasswordหลังจากเปิดใช้เครื่องละก็ อาจจะถูกแอบปรับแก้ไขค่าสัญญาณOptionของเครื่องModem Routerอะไรต่ออะไรแบบนี้อันตรายอยู่นะครับ นี่ยังดีที่เปลี่ยนใส่Passwordไปก่อนแล้ว

ในที่สุดก็ซื้อWireless USBจากร้านขายอุปกรณ์คอมที่พันทิพย์มาจนได้ ยี่ห้อD-Linkราคา690บาท แล้วก็ได้ใช้เลย เน็ตโหลดได้ดีกว่าBuddyที่ใช้อยู่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเน็ตBuddyที่ใช้อยู่ตอนนี้มีปัญหาที่ชุมสายเองหรือสัญญาณของเน็ตเองกันแน่ เพราะมันจะมักจะหลุดและก็ต่อได้ยาก หรือเมื่อต่อได้แล้วก็มีเสียงซ่าๆรบกวนอยู่ในสายตลอดทำให้เน็ตเน่าอืด พี่ผมลองไปสอบถามคนที่ใช้Buddyดูแล้วก็ได้ความว่าในชุมสายอาจจะมีคนต่อใช้โหลดข้อมูลกันเยอะมากเกินพิกัดจำนวนช่องสัญญาณก็เลยอืดหรือหลุดง่ายแล้วต่อยาก
ความเร็วของเน็ตข้างบ้านที่ต่ออยู่เท่าที่ดูจากกราฟหลังจากทดลองโหลดข้อมูลแล้วก็ประมาณ512Mbps.ครับ

ส่วนนี่ก็เป็นเน็ตที่ใช้จากการทดลองเช็คโดยโพสต์กระทู้ในบอร์ดแล้วดุIP Adressที่แสดงออกมาครับ

OrgName: Asia Pacific Network Information Centre
OrgID: APNIC
Address: PO Box 2131
City: Milton
StateProv: QLD
PostalCode: 4064
Country: AU

ReferralServer: whois://whois.apnic.net

NetRange: 58.0.0.0 - 58.255.255.255
CIDR: 58.0.0.0/8
NetName: APNIC-58
NetHandle: NET-58-0-0-0-1
Parent:
NetType: Allocated to APNIC
NameServer: NS1.APNIC.NET
NameServer: NS3.APNIC.NET
NameServer: NS4.APNIC.NET
NameServer: TINNIE.ARIN.NET
NameServer: NS.LACNIC.NET
NameServer: NS-SEC.RIPE.NET
Comment: This IP address range is not registered in the ARIN database.
Comment: For details, refer to the APNIC Whois Database via
Comment: WHOIS.APNIC.NET or http://www.apnic.net/apnic-bin/whois2.pl
Comment: ** IMPORTANT NOTE: APNIC is the Regional Internet Registry
Comment: for the Asia Pacific region. APNIC does not operate networks
Comment: using this IP address range and is not able to investigate
Comment: spam or abuse reports relating to these addresses. For more
Comment: help, refer to http://www.apnic.net/info/faq/abuse
RegDate: 2004-05-04
Updated: 2005-05-20

OrgTechHandle: AWC12-ARIN
OrgTechName: APNIC Whois Contact
OrgTechPhone: +61 7 3858 3188
OrgTechEmail: search-apnic-not-arin@apnic.net

edit @ 17 Feb 2009 01:43:37 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

ผมไปงานคอมมาร์ทมาเมื่อกลางเดือนมีนา ก่อนงานสัปดาห์หนังสือไม่กี่วัน คิดว่าคงจะไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาแล้วแท้ๆเชียว แต่พอได้ดูเครื่องInkjet Printerซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่Printerอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังเป็นเครื่องScanner,เครื่องCopyถ่ายเอกสารและPhotoCaptureอีกด้วย แต่ราคาขั้นต้นอยู่ที่2000บาทต้นๆเองครับ
เทียบกับColour Inkjet Printerตัวเก่าอย่างCanon Colour Bubblejetรุ่นBJC-4310SPซื้อเมื่อปี2542ราคา7000-8000บาทเข้าไปแล้วคนละเรื่องเลยครับ ค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรกลเทคโนโลยีสูงมากจนน่ากลัวจริงๆ ทางบ้านผมเองก็ไม่ได้ใช้เครื่องพิมพ์ตัวเก่ามาตั้งนานแล้ว คาดว่าหัวหมึกคงจะอุดตันไปหมดแล้วละมั๊ง

หลังจากตรวจสอบราคาและก็ความสามารถมาเรียบร้อยแล้วก็เลยถือโอกาสทุ่มทุนประมาณ2390บาทซื้อPrinter All in Oneเครื่องใหม่เป็นยี่ห้อBrotherรุ่นDCP-150C Specของเครื่องก็ตามรายละเอียดนี้ครับ
Print ความเร็วในพิมพ์สี/ขาวดำ 22/27 แผ่นต่อนาที
ความละเอียดการพิมพ์ 1200*6000 dpi.
Copy ความเร็วในการถ่ายเอกสารสี/ขาวดำ 18/20 แผ่นต่อนาที
ความละเอียดสูงสุดในการScan 19200*19200 dpi.
พิมพ์รูปหรือเอกสารโดยตรงจากFlash Driveหรือแผ่นSD Cardได้โดยที่มีช่องให้เสียบโดยเฉพาะโดยไม่ต้องต่อผ่านคอม
ใช้ตลับหมึกของแท้ราคา490บาทสำหรับสีดำ และราคา290บาทแยกตามสีต่างหาก สำหรับสีเหลืองส้ม(Yellow),สีน้ำเงินเข้ม(Cyan)และสีชมพูเข้ม(Magenta) พิมพ์ภาพสีขนาดA4ได้200หน้า

ว่าด้วยราคาตลับหมึกของPrinterแต่ละยี่ห้อผมก็มีข้อมูลเอามาเปรียบเทียบให้อ่านกันด้วยโดยแยกเป็นดังนี้
Canon145 หมึกดำ830ราคาตลับละ710บาทพิมพ์ได้225หน้า หมึกสี831ราคาตลับละ870บาทพิมพ์ได้205หน้า
Hewlette Packard4185 หมึกดำ21ราคาตลับละ550บาทพิมพ์ได้185หน้า หมึกสี22ราคาตลับละ650บาทพิมพ์ได้170หน้า
Epson CX5500 หมึกดำT0911ราคาตลับละ190บาทพิมพ์ได้170หน้า หมึกสีT0912-4ทั้งหมด3ตลับ ตลับละ190บาทพิมพ์ได้200หน้า
ซึ่งถ้าเอามาเทียบกันแล้วตลับหมึกของEpsonราคาถูกสุดรองลงก็Hewlette Packard แพงสุดก็Canon โดยคิดจากราคาตลับหมึกต่อจำนวนหน้าที่พิมพ์ได้ โดยผมไม่มีข้อมูลจากทางยี่ห้อBrotherมาเปรียบเทียบด้วย

นอกจากนี้ผมยังซื้อชุดInk Tankสำหรับใช้เพื่อจะได้ไม่ต้องซื้อตลับหมึกราคาแพงๆโดยแลกกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียประกันเครื่อง2ปี ยี่ห้อInkMediaสำหรับใช้กับตลับหมึกรุ่นLC37พร้อมหมึกในTank4สี สีละ100ml. และยังแถมหมึกเติม4สี4ขวดไว้เติมเพิ่มอีก ราคาทั้งหมดก็1600บาท กะเก็บไว้ใช้หลังจากที่ใช้หมึกตลับแท้จนหมดนั้นแหละครับ โดยหมึกเติมขวดละ100ml.แยกตามสีทั้งหมด4ขวดพิมพ์ภาพสีขนาดA4ได้1500หน้าครับ ชุดหนึ่งก็ราคา544บาท

ทดลองใช้ดูแล้วก็ทึ่งในความสามารถของเครื่องพิมพ์ปัจจุบันจริงๆ ทั้งScanเอกสารหลักฐานส่วนตัวเป็นไฟล์ลงเครื่อง ,พิมพ์ภาพสีจากไฟล์รูปภาพ และถ่ายเอกสารหลักฐานเก็บสำรองไว้ใช้ไม่ต้องไปพึ่งร้านถ่ายเอกสารอีกต่อไป
ตอนนี้ใช้หมึกในตลับแท้หมดไปแล้วทั้ง4สี(แต่จริงๆแล้วหมึกดำเกิดหมดก่อนในขณะที่หมึกสียังไม่หมด เนื่องจากในการพิมพ์ภาพสีนั้นมีการใช้หมึกดำด้วย) พิมพ์ภาพสี+ขาวดำได้ประมาณ250แผ่นได้มั๊ง
ทดลองใช้Ink Tankก็ดูปกติใช้ได้ดีมากเลยหมดเมื่อไหร่เวลาเติมก็สะดวกละ ถ้าทำตามขั้นตอนในคู่มือรับรองว่าหมึกไม่หยดเลอะเทอะแน่นอน หมึกที่มักจะใช้เยอะสุดคือหมึกเหลืองส้ม(Yellow)ครับรองลงมาก็หมึกดำ ใช้น้อยสุดพอๆกันระหว่างหมึกชมพูเข้ม(Magenta)กับหมึกน้ำเงิน(Cyan)

ราคา2000ต้นๆนี่คือราคาขั้นต่ำสุดของPrinter All in Oneแล้วครับ ไม่แน่ว่าต่อไปPrinter All in Oneที่มีความสามารถในการรับส่งโทรสาร(Fax.Modemส่งทำเวลาได้3วินาทีต่อแผ่น) ,ระบบป้อนกระดาษเพื่อScanหรือCopyถ่ายเอกสารอัตโนมัติสูงสุด35แผ่น ,ระบบเครือข่ายสำหรับใช้ได้หลายๆคนและWirelessไร้สาย ที่มีราคาตั้งแต่8000-12000บาท ในอนาคตราคาอาจจะตกลงอย่างมากจนน่ากลัวไปเลยก็ได้

ส่วนLaser Printerตอนนี้ราคาก็ยังสูงอยู่ประมาณ10000-20000บาท สำหรับความสามารถพิมพ์ ถ่ายเอกสารขาวดำ และScanเอกสารในเครื่องเดียว
แต่ถ้าเอาเฉพาะพิมพ์ขาวดำอย่างเดียวราคาอยู่ที่4000-9000บาท
และถ้าเป็นพวกColour Laser Printer All in One ราคาจะถีบขึ้นเป็น30000-45000บาทครับ
ตลับผงหมึกที่ใช้ก็มีตั้งแต่1090บาท(พิมพ์ขาวดำได้12000แผ่น หน้าปก5%)ไปจนถึงราคา3490กับ4590บาท(พิมพ์4สีได้4000-5000แผ่น หน้าปก5%)
นอกจากนี้ก็มีตลับแม่พิมพ์(Drum)ราคา9900บาท(พิมพ์4สีได้17000แผ่น)
กับราคา2990-5490บาท(พิมพ์ขาวดำได้12000-25000แผ่น)

ถึงตรงนี้Laser Printerคุ้มค่ากว่าInkjetแค่งานพิมพ์ขาวดำเท่านั้น ส่วนงานพิมพ์สีนั้นInkjetยังถูกกว่าเยอะครับ
ในอนาคตถ้าLaser Printer All in Oneขาวดำและตลับหมึกที่ใช้ ราคาถูกลงมากกว่านี้ ผมอาจจะตัดสินซื้อก็ได้อยู่ครับ เพราะจำนวนงานพิมพ์ต่อราคาตลับหมึกที่ใช้น้อยกว่าInkjetหลายเท่าเลยครับ

ส่วนกระดาษเอาที่ราคาถูกสุดก็คงเป็นกระดาษที่ผลิตโดยบริษัทรีมส์แอนด์โรลส์จำกัด 80/6 หมู่11 ถนนเจริญพัฒนา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร 10510 โดยมักจะเอามาขายโดยใช้ยี่ห้อของห้างค้าปลีกที่เอามาจัดจำหน่ายทั่วไป เช่นOffice Depot ,First Price(ของห้างBig C) ฯลฯ
แบ่งเป็นกระดาษทั่วไปผลิตจากเยื่อไม้โดยตรงกับกระดาษรีไซเคิลที่ผลิตจากกระดาษที่ใช้แล้วผสมกับเยื่อไม้กับใส่สารฟอกขาวสักหน่อย เพื่อให้ได้กระดาษออกมาขาวสะอาดไม่แพ้กระดาษทั่วไป
แยกเป็นความหนา70แกรมกับ80แกรม(แกรม(Gram)คิดจากน้ำหนักในหน่วยกรัมของกระดาษพื้นที่1ตารางเมตร)

โดยราคากระดาษ1รีมส์(Remes)ที่หาข้อมูลมาได้
กระดาษทั่วไป80แกรม จำนวน500แผ่น ราคา97บาท
กระดาษทั่วไป70แกรม จำนวน500แผ่น ราคา87บาท
กระดาษรีไซเคิล80แกรม จำนวน450แผ่น ราคา79บาท
กระดาษรีไซเคิล70แกรม จำนวน450แผ่น ราคา69บาท

ในที่นี้ผมเลือกใช้เอากระดาษรีไซเคิล80แกรม ซึ่งผิวเนื้อกระดาษอาจจะหยาบด้านกว่ากระดาษDouble A80แกรม ราคา119บาทอยู่นิดหน่อย
แต่ก็สามารถเอามาใช้พิมพ์ภาพสีได้คุณภาพดีไม่ได้ต่างกันเลย
โดยหลังจากพิมพ์ภาพสีกระดาษอาจจะชื้นเป็นลอนเนื่องจากปริมาณที่หมึกที่เข้มมาก แต่ถ้าเอามาตากลมให้แห้งแล้วก็เอามาซ้อนทับกันก็จะเรียบสนิทสวยงามไม่เลอะเทอะเลย

งานคอมมาร์ทที่ผ่านมาผมได้ลองซื้อหมึกเติมยี่ห้อHot Printราคาขวดละ100บาท4ขวด4สี มาสำรองไว้ยังไม่ได้ทดลองเติมเลยยังบอกไม่ได้ว่าสามารถใช้แทนMediaJetที่ราคา4ขวด544บาทนี่ได้หรือไม่
และก็มีกระดาษPhoto Glossy Paper(พิมพ์สีเคลือบพิเศษผิวมันเงา)ขนาดA4ความหนา150แกรม 100แผ่นราคา200บาทยี่ห้อHi-Jet ผลิตโดยบริษัท Hi-Coat(Thailand) จำกัด จำหน่ายโดยบริษัท ปภาวิน จำกัด 88 หมู่4 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 11130 เป็นราคาที่ถูกที่สุดแล้วสำหรับกระดาษแบบนี้

edit @ 17 Feb 2009 01:45:31 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

งานคอมมาร์ทครั้งล่าสุดผมถือโอกาสซื้อเครื่องDVD Rewriterยี่ห้อLGที่บู๊ทของLGในราคาเกือบ1200บาท โดยสเปกของมันก็คือใช้ช่องและสายเสียบแบบSata ช่วยให้ส่งผ่านข้อมูลเพื่อทำการไรท์เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น และสามารถพิมพ์ลายลงไปบนแผ่น(LightScribe)ได้ ความเร็วการไรท์สูงสุด15x
โดยผมทดลองไรท์แผ่นDVDข้อมูล4.7Gb. ความเร็ว15xใช้เวลาแค่15-20นาทีเอง มากกว่าไรท์CDธรรมดาไม่มากเท่าไหร่

ต่อมาก็ได้ฤกษ์ซื้อHard Diskตัวใหม่เมื่อช่วงปลายสิงหาที่ผ่านมาเพิ่มไปด้วย เนื่องจากตัวเก่าเกิดอาการมีเสียงผิดปกติดังเป็นจังหวะๆเกรงถ้าไม่รีบเปลี่ยนหรือแก้ไขอาจส่งผลร้ายต่อไฟล์ข้อมูลมีค่าที่อุตสาห์สะสมมาทั้งหมด ดังนั้นเพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงต่อความเสียหายในข้อมูลจึงต้องรีบซื้อตัวใหม่มาใช้สำรองข้อมูลไปเลย
ในที่สุดก็ได้Hard Diskตัวใหม่ยี่ห้อSeagate ความจุ250Gb. ช่องและสายเสียบSata กับBuffer Memory 8Mb. ราคา2300กว่าบาท เอามาใช้รองรับไฟล์ข้อมูลรวมแล้วตอนนี้กว่า65Gb.ซึ่งก็เกือบจะเต็มของตัวเก่าความจุ80Gb.เข้าไปแล้ว แถมมีปัญหาโหลดช้าเนื่องจากเหลือเนื้อที่ว่างน้อย ซึ่งก็คงจะใช้ได้คุ้มไปอีกนานเลยตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
และวันนี้ผมเพิ่งจะไปรับเอาHard Disk ความจุ80Gb.ตัวใหม่มาใช้แทนที่ตัวเก่าที่เอาไปเปลี่ยนที่ศูนย์Synnex สาขาห้างพันทิพย์

การอัพครั้งหน้าผมกะเอาไว้ว่าอนาคตถ้ามีMainBoard ใช้กับSocket CPU Intelแบบใหม่ที่ดีกว่าSocket775 รองรับDDR3ที่เริ่มมีออกมาให้ยั่วกระเป๋าเงินเล่นแล้ว และมีการพัฒนาSata3ใช้แล้วหรือแม้แต่ช่องเสียบการ์ดจอแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นไปจากช่องเสียบPCI Express ถึงตอนนั้นอาจจะได้ซื้อเครื่องใหม่เลยก็ได้คุ้มแน่นอน แม้ว่าตัวเก่าอาจจะยังใช้ได้อยู่ก็ตาม

เขียนเมื่อต้นกันยายน

edit @ 17 Feb 2009 02:23:28 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

ผมทำBlogเกี่ยวกับการ์ตูนมาก็เยอะแล้ว แต่ยังไม่ได้พูดถึงตัวกรรมกรเลยว่าทำไมถึงได้บ้าการ์ตูนขนาดนี้
ตอบตามตรงว่า การ์ตูนที่ผมโพสต์ๆลงหิ้งชั้นการ์ตูนนั้นล้วนแต่เป็นการ์ตูนที่เพิ่งจะซื้อมาสะสมในช่วง2-3ปีนับตั้งแต่หาเงินได้จากการทำงานแทบทั้งสิ้น
นับย้อนอดีตไป ผมเริ่มอ่านการ์ตูนมาตั้งแต่ป.4-5ได้มั๊ง ช่วงที่การ์ตูนโดเรมอนฉบับไพเรตยังขายกันเกลื่อนเมือง
และการ์ตูนนั้นมีทั้งประเภทที่เฉพาะเด็กอ่าน เฉพาะผู้ใหญ่อ่าน หรือแม้แต่อ่านได้ทุกวัย การ์ตูนเจาะตลาดผู้หญิงก็เยอะเอาการอยู่ ในช่วงนั้นก็ชอบตามเก็บนิตยสารการ์ตูนไพเรตรายสัปดาห์อย่างThe Zeroของวิบูลย์กิจ และThe Talentของมิตรไมตรี ตังแต่สมัยราคาเล่มละ10บาทจนก่อนจะเลิกไปและเริ่มต้นยุคการ์ตูนลิขสิทธิ์แทนเมื่อช่วงปี2536ก็เล่มละ20-25บาท รู้สึกว่าจะมีเจ้าชายจอมพลัง และก็โดเรมอนฉบับไพเรตเก็บเอาไว้ก่อนจะชั่งกิโลขายไปนานมากแล้วด้วย
ลิขสิทธิ์แรกๆก็ตามการ์ตูนเด็กผู้ชายหัวMagazineของKodansha ในKC.Weeklyมา11-12ปีได้(ก่อนจะเลือกซื้อไปเนื่องจากเกิดภาวะการ์ตูนเฟ้อรออ่านจนดองสะสม) และก็โค(ตร)นานอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการ์ตูนเด็กผู้ชายของหัวJumpของเครือShueishaในBoomกับC-Kidก็อาศัยของคนอื่นอ่านไปเรื่อยๆ
ช่วงที่ยังเด็กเรียนหนังสืออยู่ ผมยังไม่ได้บ้าการ์ตูนมากถึงขนาดนี้เลย ซึ่งก็ถือว่าโชคดีครับ เพราะถ้ามีคนมาคอยเลือกและซื้อการ์ตูนมาให้อ่านกันมากกว่านี้ มีหวังไม่เป็นอันเรียนแหงๆครับ แถมช่วงนั้นก็ยังติดVDOเกมFamicomและก็Super Famiconไปมากแล้วเหมือนกัน(แต่ตอนนี้ติดเน็ตแทนแล้วครับเกมไม่ได้เล่นไม่ได้ซื้ออีกต่อไปแล้วแม้กระทั่งเกมออนไลน์ด้วย) แต่ก็โชคดีที่ช่วงป.5-6ครอบครัวผมซื้อการ์ตูนความรู้ลิขสิทธิ์จากGakkenของสำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่นเป็นชุดกล่องใหญ่2ชุดราคาเกือบ1000บาทได้ เป็นเล่มปกแข็งชุดละ9เล่มได้(ถ้าเป็นราคาในสมัยนี้ถือว่าถูกสุดๆเลยละครับ แต่ในสมัยโน้นถือว่าแพงพอสมควร)
จนเมื่อ2-3ปีมานี่ทำงานได้เงินเก็บมาเหลือเฟือ แถมเวลาว่างก็เยอะ ประกอบร้านเช่าการ์ตูนก็กำลังบูมสุดขีด ก็เลยบ้าซื้อการ์ตูนอ่านกันเป็นว่าเล่นเก็บกระทั่งการ์ตูนผู้หญิงดีๆบางเรื่องที่เนื้อหาสอบผ่านอีกต่างหาก และก็ได้รู้ว่าการ์ตูนถ้ารู้จักคัดเลือกให้ดีมันจะมีคุณค่าพอๆกับหนังสือสาระน้ำดี ไปจนถึงวรรณกรรมชีวิตผจญภัยสุดเข้มข้นต้นแบบชิ้นเยี่ยมเสริมจินตนาการเล่มหนึ่งเลยละครับ

edit @ 17 Feb 2009 01:47:03 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

1. มีแนวคิดดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น
2. เลือกพรรคฝ่ายค้านยันเตว่าจะต้องเป็นพรรคแมลงสาบเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วสมควรจะเลือกพรรคเล็กพรรคอื่น
3. อะไรที่เลวๆแย่ๆก็โยนขี้ให้แม้ว ให้เหลี่ยม ยันเต
4. ชื่นชอบบทความวิจารณ์การเมืองและพาดหัวใส่อารมณ์ของสื่อเน่าๆอย่างผู้จัดการ มติชน คมชัดลึก เป็นต้น
5. วิพากษ์วิจารณ์การเมืองไปในทางโยนขี้ให้แม้วให้เหลี่ยม พอมีคนท้วงติงแย้งก็หาว่าเป็นสาวกแม้วเหลี่ยม

edit @ 2007/01/30 14:11:18

การเดินทางไปไหนมาไหนของกรรมกรนั้น ตัวกรรมกรนิยมเดินทางด้วยรถเมล์ร้อนเป็นหลักเนื่องจากว่าค่าโดยสารนั้นถูกมากเพียงเที่ยวละ7บาท แม้ว่าจะต้องเจอกับรถติดซึ่งเป็นปัญหาประจำแต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนักเพราะกรรมกรวางแผนเลี่ยงเส้นทางไว้อย่างดีแล้ว อีกทั้งเวลาที่เสียก็สามารถจัดการได้แค่เพียงพกการ์ตูนไปอ่านเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ
โดยเส้นทางถนนต่อไปนี้ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรจะผ่านเด็ดขาดด้วยประการทั้งปวง ในช่วงเวลาเช้าและเย็นถึงหัวค่ำ
1.อโศกมนตรี
2.เพชรบุรีระหว่างแยกประตูน้ำกับราชเทวี
3.พญาไทช่วงอนุสาวรีย์กับราชเทวี
4.ห้าแยกลาดพร้าว
5.ลาดพร้าวทั้งสาย
6.สาทรทั้งสาย
7.วงเวียนใหญ่
8.สุขุมวิทช่วงตั้งแต่แยกพระโขนงผ่านแยกเอกมัย แยกทองหล่อ แยกอโศก ยาวไปจนถึงเพลินจิตแยกราชประสงค์

รถเมล์ร้อนครีมแดงของขสมก.ซึ่งผมสามารถใช้ตั๋ว7บาทที่ซื้อจากอู่ลดราคา10%และผมใช้บ่อยก็มี
1.สาย136 เป็นสายสุดฮิตที่ผมใช้ขึ้นประจำเพื่อไปยังศูนย์สิริกิต์เวลาไปเที่ยวงานคอมมาร์ทหรือว่างานหนังสือซึ่งจัดกัน2-3ครั้งใน1ปี ไปตลาดนัดจตุจักรเพื่อไปซื้อการ์ตูนมือสองและการ์ตูนใหม่ราคาลด20%ที่JC.สาส์นแถวสะพานควายโดยออกกำลังเดินเท้าไปสักหน่อย
2.สาย137 สายนี้ใช้เดินทางไปแถวบางกะปิ กับตลาดรามคำแหง
3.สาย179 สายนี้ใช้สำหรับเดินทางไปแถวแยกวงศ์สว่าง กับเชิงสะพานพระราม7เพื่อต่อรถเมล์ร้อนแถวนั้นเดินทางตามถนนประชาราษฎร์-สามเสนไปสนามหลวง เทเวศน์ บางลำภู ได้
4.สาย206 สายนี้ใช้สำหรับเดินทางไปซีคอนสแควร์แถวถนนศรีนครินทร์ซึ่งอยู่ไกลไปจากบ้านกรรมกรมากในช่วงที่วิบูลย์กิจจัดงานการ์ตูนของตัวเองที่นั้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี

ส่วนรถเมล์แอร์ที่ผมมักจะใช้เดินทางก็มี
1.สาย73ก. สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาบุญครอง ,ตลาดสะพานเหล็ก เยาวราช (ค่าโดยสาร16-18บาท)
2.สาย514 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปสีลม ,ศูนย์Thailand Book Towerกับโรงพยาบาลเซ็นหลุยส์(ลงแถวแยกถนนปั้นแล้วเดินเข้าถนนปั้นไปจากนั้นเลี้ยวซ้ายก็เจอแล้วครับ) ,แยกบางรัก (ค่าโดยสาร16บาท)
3.สาย187 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปแถวตลาดสะพานใหม่ และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต (ค่าโดยสาร22บาท)
4.สาย517 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปแถวถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง ซึ่งสามารถต่อรถที่นั้นเพื่อเข้าไปสนามบินสุวรรณภูมิได้

นอกจากนี้ก็มีรถเมล์ร้อนที่กรรมกรชอบใช้เดินทางแม้จะไม่ได้แล่นผ่านแถวบ้านซึ่งก็มี
1.สาย47 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างตลาดคลองเตย(เดินเท้าสักนิดข้ามแยกพระราม4ก็ถึงศูนย์สิริกิต์แล้ว) ,มาบุญครองสยามสแควร์ ,ย่านร้านขายส่งหนังสือแถวหลานหลวง ,สนามหลวง
2.สาย3 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างจตุจักรสะพานควาย ,ที่ตั้งค่ายทหารแถวเขตดุสิต ,ศรีย่าน ,เทเวศน์ ,บางลำภู ,สนามหลวง ,วงเวียนใหญ่ตลาดคลองสาน
3.สาย205 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาตามถนนพระราม3ช่วงเขตยานนาวากับบางคอแหลม ระหว่างตลาดคลองเตย ,เดอะมอลล์ท่าพระ
4.สาย4 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างวงเวียนใหญ่ ,ตลาดเยาวราช ,ตลาดคลองเตย
5.จำชื่อสายไม่ได้ ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างสนามหลวง ,แยกดาวคะนอง ,ตลาดบางปะกอก ,ท่าน้ำพระประแดง
6.สาย12 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างตลาดห้วยขวาง ,ตลาดดินแดง ในเส้นทางถนนราชสีมา(ผ่านสวนอัมพร) ,ถนนสุโขทัย ,วัดสุทัศน์ฯ ,สวนเจ้าเชตุ
7.สาย45 สายนี้ใช้เวลาเดินทางไปมาระหว่างตลาดคลองเตย ,แยกกล้วยน้ำไท ,แยกอ่อนนุช ,ศูนย์ไบเทคบางนา

edit @ 17 Feb 2009 02:21:38 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร