Knowledge-Library

ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่

สะพาน:กลุ่มสร้างสื่อเพื่อสนับสนุนสิทธิหญิงรักหญิงและความหลากหลายทางเพศ

http://www.sapaan.org

 

 

กลายเป็นประเด็นทางสังคมไปแล้ว เมื่อบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)ออกข้อกำหนดแจ้งไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ ห้ามไม่ให้มีเนื้อหาดังต่อไปนี้คือ

 

 

1. วรรณกรรมที่มีลักษณะของชายรักชาย หญิงรักหญิง เป็นลักษณะของการรักร่วมเพศ

 

 

2. สื่อไปในทางขายบริการทางเพศ เช่น นักเรียน, นักศึกษา, Sideline

 

 

3. ภาษาและเนื้อหาที่ใช้ หยาบโลนไม่สุภาพ ลามก, สัปดน, ป่าเถื่อน, วิปริต, ซาดิสต์, หยาบคาย ฯลฯ

 

 

4. เนื้อหามีการบรรยายถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างโจ่งแจ้ง และในที่สาธารณะ วิปริต ผิดธรรมชาติที่มนุษย์พึงเป็น เช่น ลิฟต์, น้ำตก, ลานจอดรถ ฯลฯ

 

 

5. เนื้อหาที่มีการทารุณกรรมทางเพศทั้งที่เป็น ภรรยาและมิใช่ภรรยา หรือ ทารุณต่อเด็ก, เยาวชน, สตรีและเครือญาติ อันบ่งบอกถึงการขัดต่อกฎหมาย ศีลธรรมอันดี

 

 

6. เนื้อหาที่บรรยายขั้นตอนการมีเพศสัมพันธ์ที่เห็นภาพ และบรรยายให้เห็นภาพทางกายภาพของอวัยวะเพศอย่างชัดเจน จนทำให้สามารถเป็นเครื่องมือยั่วยุทางเพศ ทำให้เกิดความต้องการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ถูกคน ไม่ถูกที่ และไม่ถูกเวลา

 

 

ซึ่งหากทางซีเอ็ดตรวจพบภายหลังว่าวรรณกรรมที่ส่งมาให้ทางซีเอ็ดดำเนินการกระจายสินค้าให้นั้น ละเมิดข้อกำหนดทั้ง 6 ข้อข้างต้น ไม่ว่าจะมากจะน้อยเพียงใด ทางซีเอ็ดจะไม่ดำเนินการกระจายหนังสือให้ แต่กรณีกระจายไปยังร้านหนังสือแล้ว มีการตรวจพบภายหลัง ทางซีเอ็ดก็จะยกเลิกการจัดจำหน่าย และเรียกเก็บหนังสือคืนไปยังสำนักพิมพ์ที่ฝากจำหน่าย

 

 

สรุปง่ายๆ สั้นๆ ก็คือว่าหากนักเขียนคนไหนดื้อดึง ขัดขืนที่จะเขียนหนังสือไม่ว่าจะเป็นบทความนิยายเรื่องสั้น ที่มีเนื้อหาไปขัดกับข้อใดข้อหนึ่งในจำนวน 6 ข้อนั้น ก็จงเขียนเอาไว้อ่านเองคนเดียว หรือเอาไปถ่ายซีร็อกซ์แจกจ่ายให้ญาติมิตรคนรู้จักอ่านก็พอ หรือไม่อีกทีก็ใช้ระบบพิมพ์จำนวนจำกัด ขายเองตามมีตามเกิด

 

 

เนื่องจากหากส่งไปให้สำนักพิมพ์พิจารณา ในกรณีที่สำนักพิมพ์นั้นๆ ใช้บริการสายส่งของซีเอ็ด ที่ต้องยอมรับข้อกำหนดทั้ง 6 ของซีเอ็ด เพื่อที่ทางซีเอ็ดจะได้รับหนังสือของสำนักพิมพ์จำหน่ายต่อไป สำนักพิมพ์ดังกล่าวนั้น ก็จะไม่พิจารณาหรือจัดพิมพ์ผลงานเล่มนั้นๆ ออกมาแน่ๆ เพราะไม่รู้จะพิมพ์ออกมาเพื่อการใด ต่อให้จะเป็นงานเขียนที่เลอเลิศ สะท้อนสังคมได้อย่างล้ำลึกสูงส่งสักแค่ไหน ก็เก็บไว้อ่านเองเถอะนะจ๊ะ

 

 

แน่นอนว่าหากสำนักพิมพ์ที่ใช้บริการสายส่งซีเอ็ดไม่รับพิมพ์ ก็ไปให้สำนักพิมพ์อื่นที่ ที่เขาใช้สายส่งอื่นพิมพ์สิ

 

 

ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่นักเขียนทำได้ จะมาเสียอารมณ์ทำไมกับเรื่องไร้สาระ ศีลธรรมจัด ปากว่าตาขยิบเยี่ยงนี้

 

 

แต่ในยุคสมัยที่สายส่งหนังสือเหลืออยู่ไม่กี่เจ้า และยังมีอำนาจที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าใครควรทำหนังสือแนวไหน เนื้อหาอย่างไหน หน้าปกควรออกแบบอย่างไร ฯลฯ

 

 

สมควรแล้วหรือที่เราจะยอมปล่อยให้มันเป็นไปตามครรลองแบบนั้น???

 

 

แล้วหากสายส่งเจ้าอื่นๆ ใช้ข้อกำหนดลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นมาบ้างเล่า???

 

 

นั่นหมายความว่าเราจะมีงานวรรณกรรมไม่กี่แบบให้อ่าน มีสำนวนภาษาไม่กี่สำนวนให้เสพ เพราะเมื่อสิทธิเสรีภาพในการคิดและเขียนถูกจำกัด  จินตนาการถูกตีกรอบให้ว่านอนสอนง่าย สงบเสงี่ยมเรียบร้อย เป็นเด็กดี อยู่ในข้อกำหนดทั้ง 6 ข้อนั้นเสียแล้ว ความหลากหลายน่าตื่นเต้นตะลึงลานก็คงจะลดลงไปด้วย

 

 

ดังนั้นหากนักเขียนคนไหนอยากให้ผลงานการเขียนผ่านการพิจารณากับสำนักพิมพ์ ก็ต้องยอมอยู่ในกรอบกติกา 6 ข้อดังกล่าว

 

 

ไม่ใช่เรื่องผิด หรือเสียหายอะไรหากนักเขียนจะยอมรับในข้อกำหนดนั้น เซ็นเซอร์ตัวเองไว้ก่อน เพราะว่าใครๆ ก็อยากให้ผลงานได้รับการตีพิมพ์ อยากให้หนังสือขายได้ มีเงินมาซื้อข้าวกินเหมือนการทำมาหากินในอาชีพอื่นๆ

 

 

แต่ผู้ที่ออกข้อกำหนดนี้มานี่สิ...

 

 

ที่มา : http://www.prachatai.com/journal/2012/12/44129

คอลัมป์ หมายเหตุประเทศไทย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2554

คนทำหนังสือลุกขึ้นสู้ปูนใหญ่

ก็เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่ 12 องค์กรสิ่งพิมพ์ ตั้งแต่ กลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ลงไปจนถึง สมาคมนิตยสาร และ สมาคมค้าวัสดุอุปกรณ์การพิมพ์ไทย รวมพลังลุกขึ้นสู้กับ บริษัทผลิตกระดาษยักษ์ใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ ในเครือ ปูนใหญ่ หรือ เครือซิเมนต์ไทย ที่มีอิทธิพลเหนือวงการตลาดกระดาษในเมืองไทยอย่างไม่กลัวเกรง

ทุกวันนี้ กระดาษพิมพ์เขียน และ ตำราเรียนของเด็กไทย มีราคา แพงเกินไป จนทำให้ เด็กไทยขาดทักษะ ในการ อ่านเขียนหนังสือไทย จนน่าตกใจ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ เอสซีจี เปเปอร์ หรือ บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทยจำกัด ในเครือ ปูนใหญ่ หรือ เครือซิเมนต์ไทย ไปยื่นคำร้องต่อ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ยุค นางพรทิวา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีใน รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอให้เก็บภาษี AD กระดาษที่นำเข้าจาก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน และ อินโดนีเซีย โดยอ้างกฎหมายการทุ่มตลาด เพราะกระดาษนอกขายถูกกว่าก