Google-Fanclub

ผมเห็นคุณชาเขียวตั้งกระทู้แจ้งมาเมื่อเช้าวันที่2 ก.พ. 2552 ว่าขณะนี้GoogleมีOptionการใช้งานช่วยแปลภาษาไทยแบบซับนรกเรียบร้อยแล้วครับ
อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณครูมัธยม ประถม... งานเข้าแล้วครับพี่น้อง งานนี้ไม่พ้นเจอลูกศิษย์มักง่ายแน่ๆ ครับ ฟันธงไว้ก่อนได้เลย
โดยจากการทดลองใช้งานยังมีปัญหากับภาษาจีนและญี่ปุ่นที่ผลออกมาโคตรจะมั่วสั่วมากเลย
ส่วนภาษาไทยต้องถือว่าแปลออกมาแล้วจัดรูปประโยคได้เกือบเนียนครับ
Linkเข้าใช้บริการแปลซับนรกภาษาต่างๆโดยTranslate Google
ลองเล่นๆดูอาจจะมีลูกฮาจากการแปลแบบซับนรกในบางประโยคให้เห็น

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของWebsite Google ฉบับแปลซับนรกภาษาไทยโดยTranslate Google


AdSense เพื่อเว็บไทย

เจ้า ของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเป็นภาษาไทยเฮรับคุณสมบัติใหม่บน Google Adsense เปิดโอกาสให้เว็บไทยสามารถแสดงโฆษณาจาก Google AdWords ที่สัมพันธ์กับเนื้อหาบนหน้าเว็บเป็นภาษาไทย ไม่ใช่แสดงเป็นภาษาอังกฤษอย่างที่เคย มั่นใจนักโฆษณาจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตชาวไทยกว่า 14 ล้านคนได้มากขึ้น ขณะที่เจ้าของเว็บไทยจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม

Google AdSense เป็นรูปแบบการโฆษณาออนไลน์ของกูเกิลที่เปิดโอกาสให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถ แสดงโฆษณาจาก Google AdWords ในรูปแบบของตัวอักษรและรูปภาพที่สัมพันธ์กับเนื้อหาบนหน้าเว็บ เช่น เว็บไซต์ท่องเที่ยวจะปรากฏโฆษณาส่วนลดโรงแรม เว็บไซต์สถาบันการศึกษาจะปรากฏโฆษณาเว็บไซต์หางาน เป็นต้น โฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะทำให้นักการตลาดบรรลุจุดประสงค์ ขณะเดียวกันผู้ใช้เว็บก็รู้สึกดีที่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยกูเกิลจะจ่ายส่วนแบ่งให้กับเจ้าของเว็บไซต์ตามจำนวนการคลิก หรือตามจำนวนครั้งที่มีผู้เข้าชมโฆษณานั้นๆ

"จากนี้ไป ผู้ลงโฆษณา Google AdWords จะสามารถเลือกแสดงโฆษณาของตนเองบนเว็บไซต์ภาษาไทยได้ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตชาวไทยกว่า 14 ล้านคน ขณะเดียวกันผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก็จะได้รับประโยชน์จากโฆษณาที่สอดคล้องกับ เนื้อหาที่ตนเองสนใจ และได้รับประสบการณ์การท่องเว็บที่ดียิ่งขึ้น" ตามเนื้อความในจดหมายประชาสัมพันธ์ของกูเกิล ซึ่งผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ภาษาไทยจำนวนมากระบุว่ายินดีกับการเปิดตัว Google AdSense for Content เวอร์ชันภาษาไทยในครั้งนี้

"ต่อไปนี้ผมสามารถ ต่อยอดพัฒนาเว็บให้มีเนื้อหาและคุณภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของรายได้ที่จะมาสนับสนุนการทำเว็บอีกต่อไป ผมมีเวลาพัฒนาและคัดสรรข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาให้แก่นักเรียนและอาจารย์มาก ขึ้น และที่สำคัญที่สุดผมสามารถติดตั้งโฆษณา AdSense ได้ง่ายๆ แค่สมัครออนไลน์ แล้วกูเกิลก็จัดการหาโฆษณามาแสดงเอง" ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล ผู้ก่อตั้งเว็บ Thaigoodview.com กล่าว

ขณะที่นายกติ กา สายเสนีย์ เจ้าของบล็อกชื่อดัง keng.com กล่าวว่า Google AdSense for Content ภาษาไทยคือสิ่งที่รอคอยมานานแล้ว เพราะเชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อผู้เข้าชมบล็อก

" กูเกิลดึงโฆษณาที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนบล็อก โฆษณาจึงเป็นตัวสนับสนุนและกลมกลืนไปกับเนื้อหา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้เข้าชม ไม่น่ารำคาญเหมือนกับป๊อปอัป หรือโฆษณาที่ไม่ตรงกับความสนใจของผู้เข้าชมเลย"

เว็บไซต์ภาษาไทยที่ มีการโฆษณาบนหน้าเว็บอยู่แล้ว สามารถใช้ Google AdSense เพื่อเสริมรายได้จากค่าโฆษณาและเติมเต็มพื้นที่โฆษณาที่ว่างอยู่ การนำโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมาวางไว้บนเว็บไซต์ก็ทำได้ไม่ยุ่งยาก โดยเจ้าของเว็บไซต์สามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ และเมื่อได้รับการอนุมัติจากกูเกิลในการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายโฆษณาแล้ว (ระยะเวลาอนุมัติ 72 ชั่วโมง) ก็จะมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มผู้โฆษณาทั่วโลกบนเครือข่ายโฆษณาของกูเกิลทันที

เครือ ข่ายโฆษณาของกูเกิลนั้นมีตั้งแต่บริษัทแบรนด์ดังระดับโลกไปจนถึงธุรกิจ ขนาดเล็กทั่วไป ความครอบคลุมนี้ทำให้เจ้าของเว็บไซต์ได้รับโฆษณาที่สอดคล้องกับเนื้อหาบน เว็บไซต์ได้แม้จะเป็นเรื่องเฉพาะทาง

"Google AdSense สำหรับเนื้อหาภาษาไทย ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้เว็บโดยรวม ด้วยการนำเสนอโฆษณาที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาในแต่ละหน้าเว็บ โดยไม่สร้างความรบกวน และตัดปัญหาโฆษณาที่ไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย เช่น โฆษณาแบบป๊อป-อัพ และแอนิเมชัน" พรทิพย์ กองชุน ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาพันธมิตรธุรกิจ กูเกิล ประเทศไทย กล่าว "Google AdSense ช่วยเปิดโอกาสให้เจ้าของเว็บไซต์ภาษาไทยสร้างรายได้จากเนื้อหาบนหน้าเว็บของ ตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ Google AdSense จะช่วยต่อยอดรายได้ที่มั่นคงให้แก่ผู้สร้างเว็บไทยในระยะยาว”

เจ้า ของเว็บไซต์สามารถลงทะเบียนออนไลน์ที่เว็บไซต์Adsense เมื่อกูเกิลตรวจสอบใบสมัครของแต่ละเว็บไซต์ว่าถูกต้องตามนโยบายที่กำหนดไว้ เจ้าของเว็บไซต์จะสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อนำโค้ด HTML มาติดตั้งบนหน้าเว็บหรือบนเซิร์ฟเวอร์โฆษณาของตนเอง จากนั้นโฆษณาจากระบบ AdWords ก็จะเริ่มแสดงโฆษณาที่สอดคล้องกับเนื้อหาในแต่ละหน้าเว็บ โดยที่เจ้าของเว็บไซต์สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโฆษณาต่างๆ ได้ผ่านทางรายงานออนไลน์ เช่นเดียวกับทางทีม AdSense ของกูเกิลที่จะคอยติดตามเว็บไซต์ที่ร่วมโปรแกรมอย่างใกล้ชิด

เจ้าของ เว็บไซต์จะได้รับเงินเมื่อผู้ใช้ในเว็บไซต์คลิกที่โฆษณา AdSense โดยกูเกิลจะชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งรายได้ AdSense ไปยังบัญชีธนาคารที่ลงทะเบียนไว้ทุกเดือนโดยตรง และไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมอีก

Company Related Links : AdSense

ที่มา หมาเนเจ๋อ
"เว็บไซต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ" ในทุกครั้งที่ค้นหาผล?!?!

1/31/2009 09:02:00 AM 1/31/2009 09:02:00
If you did a Google search between 6:30 am PST and 7:25 am PST this morning, you likely saw that the message "This site may harm your computer" accompanied each and every search result. หากคุณได้การค้นหาของ Google ระหว่าง 6:30 น. pst และมาตรฐานแปซิฟิก 7:25 เช้านี้คุณมีโอกาสที่เห็นข้อความว่า "ไซต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ" พร้อมทุกผลลัพธ์การค้นหา. This was clearly an error, and we are very sorry for the inconvenience caused to our users. นี้คือชัดเจนข้อผิดพลาดและเราเป็นขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดกับผู้ใช้ของ เรา.

What happened? เกิดอะไรขึ้น? Very simply, human error. มากเพียง, ข้อผิดพลาดของมนุษย์. Google flags search results with the message "This site may harm your computer" if the site is known to install malicious software in the background or otherwise surreptitiously. ผลลัพธ์การค้นหาของ Google ธงกับข้อความ "ไซต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ" ถ้าไซต์ที่เป็นที่รู้จักกันเพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายในพื้นหลัง หรือมุบมิบ. We do this to protect our users against visiting sites that could harm their computers. We maintain a list of such sites through both manual and automated methods . เราทำเช่นนี้เพื่อปกป้องผู้ใช้ของเราต่อเข้าสู่ไซต์ที่อาจเป็นอันตรายต่อ คอมพิวเตอร์. เราจึงเก็บรักษารายการดังกล่าว ผ่านทาง เว็บไซต์ ทั้งด้วยตนเองและวิธีการอัตโนมัติ. We work with a non-profit called StopBadware.org to come up with criteria for maintaining this list, and to provide simple processes for webmasters to remove their site from the list. เราทำงานกับที่ไม่หวังผลกำไรเรียก StopBadware.org มากับเกณฑ์สำหรับการรักษารายการนี้และเพื่อให้กระบวนการง่ายๆสำหรับเว็บ มาสเตอร์เพื่อลบเว็บไซต์ออกจากรายการ.

We periodically update that list and released one such update to the site this morning. เราเป็นระยะๆและรายการปรับปรุงที่วางจำหน่ายโปรแกรมปรับปรุงหนึ่งดังกล่าวใน เว็บไซต์นี้เช้า. Unfortunately (and here's the human error), the URL of '/' was mistakenly checked in as a value to the file and '/' expands to all URLs. ขออภัย (ที่นี่และข้อผิดพลาดของมนุษย์), URL ของ '/' เป็นอย่างผิดพลาดในการตรวจสอบเป็นค่าไปยังไฟล์และ '/' เพื่อขยาย URL ทั้งหมด. Fortunately, our on-call site reliability team found the problem quickly and reverted the file. โชคดีของเราในเว็บไซต์โทรเชื่อถือทีมพบปัญหาได้อย่างรวดเร็วและเปลี่ยนกลับ แฟ้ม. Since we push these updates in a staggered and rolling fashion, the errors began appearing between 6:27 am and 6:40 am and began disappearing between 7:10 and 7:25 am, so the duration of the problem for any particular user was approximately 40 minutes. เนื่อง จากเราดันการปรับปรุงเหล่านี้ในและที่ได้ถูกตุปัดตุเป๋กลิ้งแฟชั่นข้อผิด พลาดเริ่มปรากฏ 6:27-6:40 และเริ่ม disappearing 7:10-7:25 ดังนั้นระยะเวลาของปัญหาใดๆที่ผู้ใช้คือประมาณ 40 นาที.

Thanks to our team for their quick work in finding this. ไปให้ทีมงานเราขอขอบคุณสำหรับการทำงานที่รวดเร็วในการค้นหานี้. And again, our apologies to any of you who were inconvenienced this morning, and to site owners whose pages were incorrectly labelled. และอีกครั้งของเรา apologies ใดของคุณที่ถูก inconvenienced เช้านี้และเจ้าของเว็บไซต์ซึ่งถูกหน้าไม่ถูกต้อง labelled. We will carefully investigate this incident and put more robust file checks in place to prevent it from happening again. เราจะตรวจสอบอย่างรอบคอบนี้อาจเกิดขึ้นและนำเพิ่มเติมเอาการเอางานตรวจสอบ ไฟล์ที่ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง.

Thanks for your understanding. ขอขอบคุณที่ให้ความเข้าใจ.

แปลโดยGoogle Translateฉบับซับนรก Optionใช้งานชิ้นใหม่ที่เพิ่งเปิดใช้เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 ตามเวลาในประเทศไทย
แถลงการณ์ต้นขั้ว

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของWebsite Google ฉบับแปลซับนรกภาษาไทยโดยTranslate Google
หนังสือ Google Hacking for Penetration Testers จากที่นี่
http://www.blackhat.com/presentations/bh-usa-05/bh-us-05-long.pdf

บทที่1 syntax ก็มึนแล้ว โปรแกรม Google Hacks ช่วยได้
ไม่ต้องไปสนใจ syntax หรอกใช้โปรแกรมก็หาอะไรที่อยากได้เช่นกัน
แผนที่ เพลง หนังสือ ... หรือแอบใช้ google เป็นพร๊อกซี่

You can also use this program to use google as a proxy.
http://googlehacks.googlecode.com/files/GoogleHacksSetup1.6.exe
จากที่นี่
http://code.google.com/p/googlehacks

เอกสารนี้ก็อ่านสนุก น่าสนใจสำหรับใช้เป็นเครื่องมือวิจัย
Unlocking Google's Hidden Potential as a Research Tool
http://www.netconcepts.com/learn/google-ebook.pdf
จากที่ข้างล่าง
http://www.netconcepts.com/google-ebook

การศึกษา
http://www.google.com/Top/Reference/Education

http://www.dmoz.org

http://base.google.com
http://base.google.com/base/s2?q=knowledge&view=list&hl=en&gl=US
http://base.google.com/base/s2?q=university&hl=en&gl=US
http://base.google.com/base/s2?q=education&view=list&hl=en&gl=US
http://base.google.com/base/s2?q=book&view=list&hl=en&gl=US

http://www.google.com/answers ไม่ให้ถามแล้วมีคำตอบมากมาย

http://translate.google.com/translate_t แปลภาษา

http://books.google.com อ่านหนังสือทั้งเล่มทั่วโลก

http://www.google.com/patents สิทธิบัตร

http://www.google.com/options/universities.html รายชื่อมหาลัยเมกา

http://scholar.google.co.th วิทยานิพนธ์ เอกสารวิชาการ

web marketing filetype:pdf หาเอกสาร pdf วิชาการ
hyperspace michio kaku filetype:pdf
web marketing filetype:chm หาเอกสาร chm วิชาการเป็น ebook

search engine optimization filetype:ppt หาเอกสาร power point
http://www.google.co.th/search?hl=th&q=search+engine+optimization+filetype%3Appt&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2+Google&meta=

http://video.google.com หาวิดิโอเช่น biology,ecology,economics,...

search engine marketing site:.edu หาเวปการศึกษา
http://www.google.co.th/search?hl=th&q=search+engine+marketing+site%3A.edu&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2&meta=

search engine marketing site:.edu filetype:ppt
http://www.google.co.th/search?hl=th&q=search+engine+marketing+site%3A.edu+filetype%3Appt&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2&meta=

search engine marketing site:.edu filetype:pdf
http://www.google.co.th/search?hl=th&q=search+engine+marketing+site%3A.edu+filetype%3Apdf&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2&meta=

define:xxx หาคำจำกัดความ
ปล. ย่อมาจาก
wiki:google,...

http://www.google.com/trends ดูแนวโน้มเช่น color,home,rent,...
Webmaster Guidelinesคำแนะนำสำหรับเว็บมาสเตอร์และผู้ดูแลเว็บไซต์ จาก Google

Google ขอแนะนำให้คุณปฎิบัติตามคำแนะนำเพื่อที่จะให้เรา ได้ค้นพบ อินเด็กซ์ และจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมีระสิทธิภาพ แม้ว่าคุณเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตาม เรายังคงแนะนำให้คุณให้ความใส่ใจกับ Quality Guildeines (คำแนะนำสำคัญที่อย่างน้อยคุณต้องปฏิบัติตาม) ซึ่งจะระบุถึงข้อห้ามที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้วเว็บไซต์คุณจะถูกนำออกจากฐานข้อมูลของ Google ในที่สุด ซึ่งหากเว็บไซต์คุณถูกนำออกจากฐานข้อมูลของเราแล้ว นั่นหมายความว่า เว็บไซต์คุณจะไม่ปรากฏในผลลัพธ์การค้นหาของ Google และเว็บพันธมิตรของ Google แต่อย่างใด

Design and Content Guidelines คำแนะนำเกี่ยวกับการออกแบบและเนื้อหาของเว็บไซต์คุณ

• ออกแบบเว็บไซต์ให้มีโครงสร้างที่ชัดเจน และ มีลิ๊งก์ นำทางไปยังทุกๆหน้าของเว็บเพจ
• ควรมี site map ที่ทำให้ผู้ชมสามารถไปยังหน้าที่ต้องการภายในเว็บไซต์คุณได้อย่างทั่วถึง
• ควรมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับผู้ชม และชัดเจน สะกดคำอย่างถูกต้อง
• คาดการณ์ถึง คำค้นหา ที่ผู้ชมอาจจะใช้ค้นหา และให้คำเหล่านั้นปรากฏอยู่ภายในเว็บไซต์ของคุณ
• ใช้ ข้อความ text แทน รูปภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อสำคัญๆ เนื้อหา หรือ ลิงก์ เพราะ Google ไม่สามารถรู้ถึงข้อความที่ปรากฏอยู่ในรูปภาพได้
• ระบุ Title และ Alt text อย่างชัดเจน และถูกต้อง
• ตรวจสอบลิงก์เสียอย่างสม่ำเสมอ และแก้ไขให้ถฏต้อง
• หากคุณใช้ไดนามิกเพจ (URL ประกอบไปด้วย "?") โปรดระลึกไว้เสมอว่า search engine บางตัวเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้ ซึ่งเราคงแนะนำเว็บไซต์แบบ static มากกว่า
• คุณไม่ควรใส่ลิงก์จำนวนมากกว่า 100 ลิงก์ในหนึ่งหน้าเว็บเพจ

Technical Guidelines
• ใช้ text เบราเซอร์เช่น Lynx ตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณ เพราะ search engine spider จำนวนมากตรวจสอบเว็บไซต์ที่เป็นข้อความเหมือน Lynx เสียเป็นส่วนใหญ่ หากคุณใช้ลูกเล่นเช่น JavaScript, cookies,session IDs, frames, DHTML, or Flash เป็นจำนวนมากอาจทำให้ spiderไม่สามารถตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณได้อย่างทั่วถึง

• ออกแบบเว็บไซต์ให้ Search Bots (โปรแกรมที่ทำหน้าที่สำรวจเว็บไซต์ต่างๆนับล้านของ search engine แต่ละตัว) สำรวจเว็บไซต์คุณโดยปราศจากอุปสรรคอย่าง session IDs หรือ arguments ที่จะชี้นำ bots ไปยังหน้าที่คุณต้องการ เทคนิคเหล่านี้ดีสำหรับการตรวจสอบผู้ชมของคุณว่าไปหน้าเว็บเพจใดมาแล้วบ้าง แต่ไม่ดีกับ bots เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากคุณใช้เทคนิค session IDs หรือ arguments จะทำให้ search engine ไม่สามารถอินเด็กซ์เว็บไซต์คุณได้อย่างถูกต้อง

• แน่ใจว่าเว็บเซิฟเวอร์ของคุณสนุน If-Modified-Since HTTP header คุณสมบัตินี้จะทำให้เว็บเซิฟเวอร์ของคุณส่งข่าวถึง Google ว่าเนื้อหาภายในแต่ละเว็บเพจของคุณมีการเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน นับแต่ครั้งสุดท้ายที่ Google ทำการสำรวจ ซึ่งคุณสมบัตินี้ช่วยลดภาระด้าน bandwidth และoverhead ของเว็บเซิฟเวอร์คุณเป็นอย่างมาก

• ใช้ประโยชน์จาก robots.txt จากเว็บเซิฟเวอร์ของคุณ ไฟล์โรบอทนี้จะแจ้ง crawlers ว่าไดเรกทอรี่ใดสามารถทำการสำรวจได้ หรือ สำรวจไม่ได้ ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนว่าเนื้อหาภายใน robots.txt นั้นไม่ได้ไปขัดขวางการสำรวจของ robots โดยไม่ได้ตั้งใจ (เขียนโค้ดผิด)

• งดการใช้ "&id=" เป็นพารามิเตอร์ ใน URLs ของคุณ เพราะ google จะไม่นำเว็บเพจที่มีพารามิเตอร์นี้มาไว้ในฐานข้อมูลของ Google

When your site is ready:เมื่อคุณพร้อม

• จงทำให้เว็บไซต์อื่นๆลิงก์มาที่เว็บไซต์คุณ ยิ่งมากยิ่งดี
• submit เว็บไซต์คุณเข้าสู่ ไดเรกทอรี่ต่างๆเช่น Open Directory หรือ Yahoo หรืออื่นๆ

Quality Guidelines: Basic principles (คำแนะนำพื้นฐาน)
• สร้างเว็บเพจ หรือ เว็บไซต์ สำหรับผู้ชม ไม่ใช่ search engines (ไม่ทำเว็บเพจใดๆขึ้นมาเพื่อให้มีอันดับการค้นหาที่ดีขึ้นใน search engine แต่เนื้อหานั้นไม่มีประโยชน์ใดๆต่อผู้ชมเว็บไซต์ของคุณเลย เทคนิคนี้เรียกว่า "Cloaking"

• หลีกเลี่ยงกลเม็ดวิธีใดๆที่จะทำให้เว็บไซต์คุณมีลำดับที่ดีขึ้นในผลลัพธ์การ ค้นหาของ Search engine จงถามตัวเองว่า การที่คุณใช้กลเม็ดใดๆเหล่านี้มีประโยชน์กับผู้ชมหรือไม่ ถ้ามี จงทำ แต่ถ้าทำเพื่อ search engine จัดอันดับเว็บคุณให้สูงกว่าคู่แข่งคุณ อย่าทำ

• อย่าเข้าร่วมกับ Link schemes ใดๆ ที่บอกว่าจะช่วยให้เว็บไซต์คุณมีอันดับที่ดีขึ้นได้ หรือ มี PageRank ที่สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลีกเลี่ยงWeb spammer หรือ เว็บไซต์ที่ไม่ดี (เว็บการพนัน, เว็บโป๊) มิฉะนั้นแล้วเว็บคุณอาจโดนผลกระทบในทางลบก็เป็นได้

• หลีกเลี่ยงการใช้โปรแกรมใดๆที่จะ submit เว็บเพจคุณ หรือ ตรวจสอบ ลำดับเว็บไซต์ของคุณ (check ranking) เพราะจะทำให้ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อื่นๆทำงานหนักเกินความจำเป็น และยัง ฝ่าฝืนกฏของ Google อีกด้วย เราแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงโปรแกรมใดๆที่ส่ง quries ต่างๆโดยอัตโนมัติมายัง Google โดยเด็ดขาด

Quality Guidelines - Specific recommendations
ห้าม ใช้ hidden text หรือ hiddent links (เช่น ทำตัวอักษร ให้เป็น สีขาว หรือ ไม่มีสี เพื่อให้ผู้ชมไม่เห็น แต่ search engine เห็น)
• ห้ามใช้ cloaking หรือ sneaky redirects
• ห้ามใช้ queries โดยอัตโนมัติมายัง Google
• ห้ามสร้างเว็บเพจหลายๆหน้า โดยที่ทุกๆหน้ามีเนื้อหาเหมือนๆกัน
• หลีกเลี่ยงการใช้ doorway เพจที่สร้างขึ้นเพื่อให้ลำดับการค้นหาดีขึ้น หรือ หลีกเลี่ยง cookies เช่น affiliate programs ที่ภายในเว็บเพจไม่มีเนื้อหาใดๆปรากฏอยู่



Qualitiy guidelines เหล่านี้เป็นข้อแนะนำและข้อห้าม ที่คุณควรปฏิบัติตาม ทั้งนี้ Google อาจใช้สิทธิ์ลงโทษเว็บไซต์ใดๆที่ใช้เทคนิคขี้โกงอื่นๆ เพื่อให้เว็บไซต์ตนเองมีอันดับทีสูงขึ้น เมื่อไรก็ได้ ซึ่งหากคุณปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้กล่าวมาแล้ว เชื่อว่าเว็บไซต์ของคุณจะอยู่ในลำดับคุณน่าจะพอใจอย่างแน่นอน

หากคุณมั่นใจว่าเว็บไซต์ใดๆ ใช้เทคนิคขี้โกงต่างๆ หรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ quality guidelines โปรดแจ้งมายัง http://www.google.com/contact/spamreport.html. ซึ่งทาง google จะจัดการกับปัญหาต่างๆเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมต่อไป

ขอบคุณเว็ปtismarketที่เอื้อเฟื้อสาระให้ครับ
• ระบบแห่งอนาคต: Google Lab
ผู้ใช้งานจะต้องเป็นผู้ ร่วมกำหนดด้วยว่าฟังก์ชันใดบ้างที่ควรจะเป็นฟังก์ชันมาตรฐานของ Google ในอนาคต ปัจจุบันนี้ได้มีการทดลองใช้ฟังก์ชันหลายๆ ตัวที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาสำหรับอนาคตใน Goolge Lab และยิ่งกว่าไปนั้นยังมีการทดลองผ่านทางโทรศัพท์อีกด้วย
แผนกพัฒนา ประสิทธิภาพในบริษัทหลายแห่งถือได้ว่าเป็นส่วนที่ต้องมีระบบรักษาความ ปลอดภัยระดับสูง สำหรับ Google ก็เช่นเดียวกัน ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จะถูกเก็บไว้เป็น ความลับ แต่อย่างไรก็ตาม Google ก็ยังเผยความ คืบหน้ามาให้เห็นได้ในหน้า Google-Labs (http://labs.google.com) ซึ่งวิศวกรซอฟต์แวร์ของ Google จะแสดงแนวคิดออกมาให้คนทั่วไปได้รับ ทราบ และมีการทดสอบหรือทดลองแนวความคิดดังกล่าว และที่หน้านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ในการทดสอบเท่านั้นคุณยังสามารถที่ จะได้ทดลองใช้งานฟังก์ชันใหม่ๆ ที่คิดค้นขึ้นมา และวิจารณ์ได้อีกด้วย เพื่อให้ทีมงานที่พัฒนาระบบจะได้ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าแนวความคิด ดังกล่าวเหมาะที่จะนำมาใช้ใน Search Engine เพียงใด
สำหรับผู้ที่ต้องการ ใช้งาน Google โดยใช้ชอร์ตคัตในการทำงานแทนการใช้เมาส์เหมือนดังเช่นปกติ สามารถดูข้อมูลดังกล่าวได้ในหน้า http://labs.google.com/keys หรือในทางตรงกันข้าม สำหรับพวกที่ขี้เกียจหรือต้องการความสะดวกสบายในการค้นหาก็สามารถใช้ Google Viewer ช่วยได้ (http://labs.google.com/gvie wer.html) โดย Google Viewer จะแสดงรายการหน้าเว็บไซต์ที่หาพบในรูปของสไลด์โชว์ แต่ฟังก์ชันดังกล่าวก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ถึงเรื่อง ความคุ้มค่าและผลประโยชน์โดยแท้จริง แต่หลายๆ คนในทีมงานของ Google Lab ยังให้ความเห็นว่า แม้ว่า Google จะถูกพัฒนาให้มีประโยชน์ สูงสุดเพียงใด แต่สำหรับผู้ใช้บางคนเพียงแค่ความสนุกสนานเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้รับก็นับได้ว่า คุ้มค่ากับการใช้งานแล้ว
Google-Glossar เป็นอีกฟังก์ชันหนึ่งที่ช่วยให้ การทำงานง่ายขึ้น (http://labs.google.com/glos sary) ซึ่งคุณสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับความหมายของตัวย่อหรือคำจำกัดความต่างๆ ได้ เช่น ในการค้นหาคำว่า �U.N.� แสดงให้คุณรู้ว่าเป็นตัว ย่อของ United Nations, เป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้น เมื่อปี 1945 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสันติภาพ ความมั่นคงปลอดภัย และดำรงไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชน

• ไปด้วยกัน : Google รู้ว่าผู้ใช้ต้องการอะไร
ยอด เยี่ยมยิ่งไปกว่าฟังก์ชันอื่นๆ คงต้องเป็น Google Sets (http://labs.google.com/sets) ที่มีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลโดยอัตโนมัติ เช่น หากคุณต้องการค้นหารายชื่อประธานาธิบดีของอเมริกาทั้งหมด สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียง ใส่ชื่อของ George W. Bush หรือ Bill Clinton ลงไป แล้วคลิกที่ "Large Set" จากนั้นรายชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาทั้งหมดในอดีตจนถึงปัจจุบันก็จะ ถูกแสดงออกมาให้คุณเห็น ซึ่งเมื่อคุณคลิกที่ชื่อแต่ละชื่อก็จะเป็นการค้นหาตามรายชื่อนั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง ยิ่งคุณใส่ชื่อตั้งต้นไว้มาก เท่าใด (คุณสามารถใส่ได้มากที่สุด 5 ชื่อ) ผลการ ค้นหาที่ออกมาก็จะดีขึ้นเท่านั้น
นอก เหนือไปจากนั้น ยังมีฟังก์ชันน้องใหม่อีกสองตัวที่อยู่ในห้องทดลองของ Google อีกด้วยคือ "Google News Alert" และ "Google Search by Location" โดย Google News Alert มีความสามารถในการรวบรวมข่าวสารของ Google News ในอเมริกาและส่งไปยังอีเมล์ของผู้ที่สนใจ ต่อไป เพียงแค่คุณใส่ชื่อหัวข้อเรื่องที่คุณต้องการได้รับข่าวสารไว้ก่อนเท่านั้น (เช่น "Iraq")
สำหรับฟังก์ชัน Google Search by Location อาจจะไม่มีประโยชน์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปเท่าใดนัก เพราะฟังก์ชันดังกล่าวเป็นการค้นหาคำจำกัดความต่างๆ ในระดับท้องถิ่น (Local Level) แต่ทำ ได้เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น Google ยังได้เตรียมฟังก์ชันใหม่ๆ เอาไว้อีกหลายอย่าง เช่น ความสามารถในการคำนวณค่าเงินตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา รายงานสภาพอากาศของท้องถิ่นต่างๆ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางและอื่นๆ อีกมาก โฆษกของทางบริษัทได้กล่าวถึงความตั้งใจทั่วไปว่า �เราต้องการที่จะทำให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถได้รับข้อมูลตามที่ต้องการ� ซึ่งการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องกลั่นกรองผลการค้นหา ให้เรียบร้อยที่สุด และไม่ปล่อยให้มี สแปมหลุดรอดเข้ามาอยู่ในผลที่ค้นหาได้
แทบจะไม่มีใครที่ใช้งาน Google ได้อย่างเต็มความสามารถ เช่น ความสามารถในการค้นหาที่ละเอียดยิ่งขึ้นโดยการกำหนดตัวแปรต่างๆ ในการค้นหา ยิ่งไปกว่านั้นคือ Google สามารถแปลหน้าเว็บไซต์ได้ แสดงราคาหุ้นได้ และยังสามารถคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ได้อีกด้วย หน้าเว็บไซต์ที่ดูเรียบง่ายของ Google อาจ จะทำให้คุณคิดไม่ถึงว่าเบื้องหลังหน้าดังกล่าวมี ฟังก์ชันที่ถูกซ่อนเอาไว้มากมายเพียงใด

• ค้นหาโดยระบุคำสั่งพิเศษ
คุณ อาจเคยพบเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า ในการค้นหาข้อมูลทั่วไปมักจะมีรายการของผลการค้นหาที่ไม่มีประโยชน์ติดมา ด้วยเสมอ ซึ่งคุณสามารถที่จะลดจำนวนข้อมูลที่พบได้โดยใช้การค้นหาแบบ Advanced Search (ค้นหาแบบละเอียด) เพื่อบอก ให้ Google จำกัดขอบเขตการค้นหาให้เหลือเฉพาะหน้าเว็บไซต์ที่ผ่านการตรวจสอบจาก Google ในช่วง 3 เดือน, 6 เดือน หรือ 12 เดือน ที่ผ่านมาเท่านั้น นอกจากนี้แล้วคุณยังกำหนดรูปแบบเอกสารของผลการค้นหาแบบเฉพาะเจาะจงได้อีก ด้วย เช่น ต้องการผลเป็นไฟล์ PDF หรือไฟล์ในรูปแบบของ Office และจำกัดการค้นหาหน้าให้อยู่ในประเภทของเว็บไซต์หรือโดเมนที่ต้องการเท่า นั้นได้เช่นกัน ซึ่งคุณสามารตรวจสอบ ชนิดของไฟล์ที่ Google สามารถค้นหาให้ได้ที่หน้าเว็บไซต์ http://www.google.com/help/faq_filetypes.html หรือคุณต้องการให้ Google ช่วยค้นหาสิ่งที่คุณต้องการเป็นพิเศษ ดังเช่น รูปภาพต่างๆ ได้เช่นเดียวกัน

• ค้นด้วยคำที่มีความหมายเหมือนกัน
บ่อยครั้งที่คำจำกัดความตัว หนึ่งจะให้ผลการค้นหาที่ดีกว่าคำอีกคำหนึ่ง ทั้งๆ ที่ความหมาย ของคำทั้งสองนั้นเหมือนหรือใกล้เคียงกัน แต่ไม่ จำเป็นที่คุณจะต้องมานั่งปวดหัวเพื่อคิดหาศัพท์ คำอื่นมาทดแทนคำที่คุณต้องการ เพราะคุณสามารถปล่อยให้ Google ช่วยคิดแทนคุณได้ โดยให้คุณใส่เครื่องหมาย Tilde (~) หน้าคำที่ต้องการ ค้นหาโดยไม่ต้องเว้นวรรค Google จะค้นหาคำ Synonym ของคำที่คุณค้นหาให้ด้วย

• ใช้ Google ช่วยแปล
แม้ ว่า Google จะไม่สามารถทำลายกำแพงในเรื่องของข้อจำกัดด้านภาษาได้ แต่ก็สามารถช่วยให้คุณทำงานต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ให้คุณคลิกที่ Language Tools (เครื่องมือเกี่ยวกับภาษา) ที่หน้า แรกของ Google เพื่อเปิดการทำงานของตัวแปล ภาษา ซึ่งคุณสามารถพิมพ์ข้อความเข้าไปเพื่อให้ Google แปลข้อความดังกล่าวให้คุณได้หลากหลายภาษาด้วยกัน เช่น แปลจากภาษาเยอรมนี เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส หรือแปลข้อความจากภาษาอังกฤษไปเป็นภาษาสเปน, โปรตุเกสหรือภาษาอิตาลี และอีกหลายภาษา แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีบริการสำหรับแปลภาษาไทย
ความ สามารถที่ยังโดดเด่นไปกว่านั้นก็คือ Google สามารถแปลเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ทั้งหน้าได้ โดยคุณสามารถใส่ชื่อ URL ที่คุณต้อง การให้ Google แปลลงในกรอบ Translate the Website ในหน้าของ Language Tools หรือคลิกที่ลิงก์ Translate this Website ของหน้าเว็บไซต์ที่ Google ได้ค้นหาออกมาแล้ว Google จะใช้โปรแกรมในการแปลออกมา ซึ่งบ่อยครั้งที่ข้อความที่แปลออกมาจะฟังดูตลกหรือฟังไม่รื่นหูไปบ้าง แต่หากคุณต้องการผลการแปลที่ดีกว่านี้ควรเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือที่เรียกว่า �Babelfish� (http://babelfish.altavista.com) แทน ซึ่งตัวแปลภาษา Altavista ตัวนี้ใช้โปรแกรมในการแปลของ Systran ที่ค่อนข้างใหม่กว่าของ Google และมีประสิทธิภาพในการแปลที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ข้อดีอีกข้อหนึ่งก็คือ Babelfish สามารถเข้าใจได้ หลายภาษามากกว่า Google และสามารถแปล ภาษาญี่ปุ่น, เกาหลีและจีนไปเป็นภาษาอังกฤษ ได้อีกด้วย

• ค้นหาเฉพาะกลุ่ม
โดย แท้จริงแล้วต้องถือว่าประสิทธิภาพของ เสิร์ชเอนจินทั่วไปไม่ดีเท่าที่ควรเพราะข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคำที่คุณค้น หาจะถูกรวบรวมเข้า ไว้ด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมากเกินความจำเป็นและไม่เกี่ยวข้องกับที่คุณต้องการ วิธีที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้คือค้นหาคำที่ต้องการโดยกำหนด ขอบเขตของหัวข้อเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะทำให้การค้นหาถูกจำกัดวงให้แคบลง โดย Google ได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในส่วนที่เรียกว่า Special Google Searches ซึ่งในขณะนี้มีหัวข้อให้เลือกใน การค้นหาอยู่ 6 หัวข้อ ดังเช่น การค้นหาจากหน้าเว็บไซต์ของ US (เว็บไซต์ที่มีโดเมนเป็น .us, .gov และ .mil) หรือการค้นหาเฉพาะหัวข้อที่เกี่ยวกับไมโครซอฟท์ ลินุกซ์ ยูนิกซ์ หรือแอปเปิลก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน นอกเหนือไปจากนั้นยังมี University Search ที่ ช่วยค้นหาเว็บไซต์เกี่ยวกับสถานศึกษาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกว่า 1,000 หน้าเว็บไซต์ให้เลือก
การค้นหาโดยใช้ Special Google Searches ดังกล่าวนี้จะช่วยประหยัดเวลาให้คุณได้เป็นอย่างมาก เช่น หากคุณต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ DVD Writer สำหรับเครื่อง Apple แล้วคุณก็สามารถพิมพ์คำว่า Apple DVD Writer ลงไปแล้วทำการค้นหา ตามปกติคุณจะได้รับลิสต์รายการแสดงผลการค้นหากว่า 41,000 หน้าซึ่งประกอบด้วยหน้าเว็บไซต์โฆษณาขายสินค้าดังกล่าวนับไม่ถ้วน แต่หากคุณใช้การค้นหาผ่าน Special Google Searches โดยใช้เพียงคำว่า DVD-Writer ในกลุ่มของแอปเปิลคุณจะได้ ผลการค้นหาเพียง 1,500 หน้าเท่านั้น ซึ่งจะประกอบไปด้วยข่าวคราวความเคลื่อนไหว ทิป ผลการทดสอบ รวมไปถึงส่วนแบ่งตลาด เท่านั้นคุณสามารถใช้บริการ Special Google Searches ได้ตามลิงก์ http://www.google.com/options/special searches.html

• Google Toolbar
Google Toolbar เป็นปลั๊กอินตัวหนึ่งสำหรับเว็บบราวเซอร์ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้งาน Google ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่หน้าโฮมเพจของ Google ก่อน ปัจจุบัน Google Toolbar ถูกพัฒนา ขึ้นมาถึงเวอร์ชันที่ 2 แล้ว ข้อดีของ Google Toolbar คือความสามารถพิเศษในการแสดงระดับความนิยม (Page Rank) ของหน้าอินเทอร์เน็ตหน้าต่างๆ ที่คุณกำลังเปิดใช้งานอยู่ในขณะ นั้นหรือหากคุณไม่ต้องการก็สามารถติดตั้งทูลบาร์ดังกล่าวโดยไม่ติดตั้ง Page Rank Bar ลงไปด้วยก็ได้ ซึ่งทูลบาร์ที่ว่านี้สามารถทำงานได้เฉพาะใน Internet Explorer 5.0 ขึ้นไปเท่านั้น แต่ หากคุณใช้ Netscape หรือ Internet Explorer เวอร์ชันก่อนหน้านี้คุณก็สามารถติดตั้ง Browser Button ของ Google ซึ่งจะมีฟังก์ชันบางตัวของ Google Toolbar อยู่เข้าไปในบราวเซอร์เพื่อใช้แทน ได้ (www.google.com/options/buttons.html) และพิเศษสำหรับผู้ใช้เว็บบราวเซอร์ Mozilla โดยเฉพาะ ในหน้าอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ http://google barl10n.mozdev.org/installation.html คุณสามารถพบกับทูลบาร์ของ Google ที่มีชื่อเรียกว่า Googlebar ซึ่งถูกสร้างมาเป็นพิเศษสำหรับใช้กับ Mozilla โดยเฉพาะด้วย

• ใช้ Google ช่วยในการคำนวณ
นอกเหนือจากเป็นเสิร์ช เอนจินแล้ว Google ยังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของเครื่องคิดเลขที่คุณเคยใช้งานอีกด้วย สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้ คือ ฟังก์ชันในการคำนวณของ Google จะช่วยในการค้นหาผลลัพธ์ของสมการทางคณิตศาสตร์ให้ด้วย หากคุณพิมพ์โจทย์ปัญหา เช่น 365+12*8 ลงในช่องสำหรับการป้อนข้อมูลการค้นหาตามปกติแล้วเริ่มทำการค้นหาคุณจะได้ ผลลัพธ์เท่ากับ 461 แทนที่จะได้รายการแสดงหน้าอินเทอร์เน็ตที่ค้นพบ นอกจากสมการง่ายๆ ดังกล่าว Google ยังสามารถคำนวณสมการที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้นได้อีกด้วย เช่น การพิมพ์คำ ว่า sqr จะเป็นการคำนวณค่ารากที่สองของเลขที่อยู่ถัดมา หรือเมื่อคุณต้องการคำนวณค่า 252 (25 ยกกำลัง 2) ก็สามารถทำได้โดยพิมพ์ว่า 25^2 ลงไป แม้กระทั่งฟังก์ชันตรีโกณมิติก็สามารถคำนวณได้โดยใช้ตัวย่อ sin, cos และ tan หรือการคำนวณฟังก์ชันลอกการิทึมโดยใช้เครื่องหมาย ln, lg และ lb ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติและความสามารถของ Google Calculator นี้คุณสามารถดู ได้ที่หน้า http://www.google.com/help/calculator.html
นอก จากนี้แล้วการได้ลองเล่นเองก็น่าสนุกอยู่ไม่น้อย ดังเช่นที่ทีมงานได้ค้นพบบางสิ่งที่ ยังไม่ได้มีการบันทึกไว้ในหน้าเว็บไซต์ดังกล่าว คือ Google รู้จักค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์หลายต่อหลายตัว เช่น ค่าพาย (ฆ), ค่าความเร็วแสง (c), ค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงโลก (G) และอื่นๆ อีกมาก หากคุณใส่สัญลักษณ์สากลของค่าคงที่ลงไป Google จะแสดงค่าดังกล่าวออกมาเป็นตัวเลข แต่คุณก็สามารถใช้ค่าคงที่ในสมการต่างๆ ได้เช่นกัน
นอกเหนือไปจากการคำนวณที่ยุ่งยากซับซ้อน Google ก็สามารถแสดงการคำนวณพื้นฐาน ในเรื่องการเปลี่ยนหน่วยให้คุณได้ เช่น เปลี่ยนหน่วยไมล์ (Miles) หรือนิ้ว (Inches) เป็นกิโลเมตร, เมตรหรือเซนติเมตร หรือเปลี่ยนจากแคลอรีเป็นกิโลจูล หรือจากกิโลกรัมเป็นปอนด์ก็ได้เช่นเดียวกัน เพียงแค่คุณพิมพ์ง่ายๆ ดังเช่นว่า "25 miles in kilometer" หรือ "50 pounds in kilogram" ซึ่งการคำนวณดังที่กล่าวมาแล้วนี้สามารถทำ ได้ในหน้าเว็บไซต์ของ Google ทุกๆ หน้า เพียงแต่คุณต้องพิมพ์ข้อความทั้งหมดในรูปแบบของภาษาอังกฤษ

• ชอปปิ้งด้วย Google : Froogle
Google มีบริการพิเศษสำหรับนักชอปออนไลน์โดยเฉพาะ ซึ่งเรียกบริการนี้กันว่า Froogle ซึ่งเป็นการนำคำว่า Google มาผสมกับคำว่า �Frugal� ซึ่งแปลว่าประหยัด โดยเครือข่ายของ Froogle จะมีความสามารถในการค้นหาสินค้าต่างๆ ในร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ (http://froogle.goo gle.com) การค้นหาสามารถทำได้โดยใส่ชื่อผลิตภัณฑ์ที่คุณต้องการโดยตรง (เช่น "Panasonic DVD S75") หรือหากคุณยังไม่ได้ตัดสินใจชี้ชัดลงไป ก็สามารถดูไปเรื่อยๆ และทำการค้นหาใน แคตาล็อกของแต่ละกลุ่มสินค้า เช่น "Art & Entertainment", "Home & Garden" หรือ "Toys & Games" และคุณสามารถเรียงผลการค้นหาที่ได้จากทั้งสองวิธีนี้ตามราคา หรือเรียงเว็บไซต์ตามจำนวนสินค้าที่เสนอ แต่ปัจจุบัน Froogle ยังคงอยู่เพียงแค่ช่วงเวอร์ชัน Beta ของการพัฒนาเท่านั้น อีกทั้งยังมีเฉพาะเวอร์ชันภาษาอังกฤษเท่านั้น ยกเว้นผลการค้นหาที่เป็นสากลนั่น คือ Froogle สามารถหาหน้าเว็บไซต์ที่ให้บริการดังกล่าวได้ทั่วโลกเหมือนการ Search ทั่วไป

• ตรวจสอบราคาหุ้น
Google.com สามารถแสดงให้คุณทราบถึงสถานภาพของหุ้นต่างๆ ที่คุณต้องการทราบได้ โดยมีข้อแม้เพียงข้อเดียวคือ หุ้นของบริษัทดังกล่าวต้อง อยู่ในตลาดหุ้นของอเมริกาวิธีการก็คือ ให้คุณใส่ชื่อของบริษัทที่คุณต้องการสำรวจราคาหุ้นลงในช่องสำหรับป้อนข้อมูล การค้นหา เช่น หากคุณพิมพ์คำว่า Microsoft ลงไป Google จะแสดงที่บรรทัดสุดท้ายของผลการค้นหาว่า "Stock Quotes: MSFT" เมื่อคุณคลิกที่บรรทัดดังกล่าว จะเป็นการนำคุณไปสู่หน้า Yahoo Finance Site ซึ่งมีข้อมูลหุ้นขณะปัจจุบันของไมโครซอฟท์แสดงอยู่ หรือในกรณีที่คุณรู้ชื่อย่อของแต่ละบริษัท (เช่น Microsoft ใช้ MSFT) ก็เพียงพอเพราะคุณสามารถเลือกที่สัญลักษณ์ "Stock Quote" ซึ่งอยู่บริเวณด้านบนของรายการต่างๆ ได้โดยตรง เพื่อนำคุณเข้าไปสู่หน้า Yahoo-Finance ได้เช่นเดียวกัน

• คำตอบจาก Google
มีไม่กี่ครั้ง ที่ Google ไม่สามารถค้นหาข้อมูลให้คุณได้ตามต้องการ แต่บ่อยครั้งที่ข้อมูลที่ได้ ไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของคุณ นั่นก็เพราะว่า Google เป็นเพียงแค่เครื่องจักรธรรมดาเท่านั้น ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าข้อมูลใดคือ ข้อมูลที่คุณต้องการ ดังนั้นจึงได้มีการออกแบบเครื่องจักรมีชีวิตขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เกิด ขึ้น ซึ่งถูกเรียกว่า Human Search Machine โดยคุณสามารถใช้บริการนี้ได้ที่หน้า http://answers. google.com ซึ่งมีวิธีดำเนินการคือ หากคุณมีคำถามซึ่งคุณพร้อมที่จะจ่ายเงินเป็นค่าคำตอบตั้งแต่ 2 ถึง 200 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาแล้ว ให้เรียบเรียงคำถามของคุณและรอให้ Google หาผู้เชี่ยวชาญที่สามารถตอบคำถามของคุณได้ เมื่อคุณได้รับคำตอบคุณก็จะถูกเก็บเงินตามราคาที่คุณได้ตั้งเอาไว้ ในการใช้บริการดังกล่าว จำเป็นที่คุณจะต้องลงทะเบียนด้วยอีเมล์ของคุณ ส่วนการจ่ายค่าบริการจะต้องจ่ายผ่านทางบัตรเครดิต จุดเด่นของบริการนี้คือคำถามทั้งหมดที่ถูกตอบไปเรียบร้อยแล้วจะถูกเก็บเอา ไว้ ซึ่งสมาชิกที่ลงทะเบียนทั้งหมดจะสามารถดูคำตอบเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องเสีย เงินซ้ำอีก ถ้าคุณโชคดีอาจจะมีคำตอบอื่นที่คุณต้องการรวมอยู่ในนั้นด้วยก็ได้

วิธีการทำงานของ Google
นับ ได้ว่าวิธีการจัดลำดับความสำคัญของเว็บไซต์หรือ Page Rank เป็นจุดสำคัญที่สร้างความสำเร็จ ให้กับ Google ได้อย่างมากมาย ก่อนที่ Google จะสามารถแสดงผลการค้นหาออกมาให้คุณเห็นได้นั้นจำเป็นที่จะต้องมีการทำงานที่ ซับซ้อนหลายขั้นตอน
"Crawler", "Spider" หรือ "Robots" เป็นชื่อ ของโปรแกรมที่ถูกส่งออกไปจากเสิร์ชเอนจินเพื่อ ตรวจดูความเปลี่ยนแปลงในอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับหน้าเว็บใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ข้อมูลหรือลิงก์ใหม่ รวมถึงหน้าเว็บไซต์ที่ออฟไลน์ไปแล้วและลิงก์ที่ใช้การไม่ได้
ในการทำงาน จริง "Robots" ไม่ได้เคลื่อนที่ไปเองตามอินเทอร์เน็ต เพียงแค่สอบถามข้อมูล ที่ต้องการไปยังหน้าอินเทอร์เน็ตต่างๆ ในเวลากลางคืนที่การจราจรในเว็บเริ่มเบาบางลง หน้าเว็บไซต์ที่พบจะถูกประมวลผลในหลายรูปแบบ เริ่มด้วยข้อมูลพื้นฐาน (Basis Info) ที่ได้จาก Title-Tag, HTML-Head และ Meta-Tag ซึ่งเจ้าของหน้าเว็บไซต์สร้างไว้ในรูป HTML-Code สำหรับ เสิร์ชเอนจินโดยเฉพาะ
Robots มีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลได้มากมายมหาศาล แต่จากข้อมูลที่รวบรวม มาทั้งหมดสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เพียงเล็ก น้อยเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องมีการหาวิธีลดขยะที่ไม่จำเป็นออกไป โดยเสิร์ชเอนจินทั่วไปสามารถ แยกข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ออกไปได้กว่า 95% โดยใช้ �Indexer� โดยเทคนิคที่ใช้คือ การลบสัญลักษณ์พิเศษ คำพหูพจน์และคำเชื่อมออก ไป รวมไปถึงรายการจากหน้าเว็บไซต์ข้อมูล เกี่ยวกับสแปมอีกด้วย ส่วนที่เหลือจึงมีเพียงคำ ที่คุณต้องการและลิงก์ซึ่งจะถูกเก็บไว้รวมกับชื่อ เว็บไซต์และนำเข้าไปไว้ในฐานข้อมูลแล้วแสดง ออกมาในเป็นรายการของ Internet Search Engine
เสิร์ชเอนจินทุกตัว เช่น Alltheweb, Alta-vista หรือ Google ต่างก็มีหลักการทำงานดังที่กล่าวมานี้คล้ายๆ กัน สิ่งที่ต่างกันอยู่ที่การนำผลการค้นหาที่ได้มาแสดงเป็นรายการให้คุณเห็น ซึ่งตรงจุดนี้เป็นความลับที่ทำให้ Google ประสบความสำเร็จได้ดังที่เห็น นั่นคือวิธีการจัดลำดับความสำคัญของหน้าอินเทอร์เน็ต โดยความคิดนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว โดยนักศึกษาภาควิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัย Stanford ในแคลิฟอร์เนีย 2 คน ที่ชื่อว่า Sergey Brin และ Lawrance Page เกิดความคิดที่จะสร้าง Search Engine ที่ใช้หลักการทำงาน โดยการแยกหน้าอินเทอร์เน็ตที่มีความสำคัญและไม่มีความสำคัญออกจากกัน และเรียกระบบ ดังกล่าวว่า Google ซึ่งมาจากคำว่า Googol ที่แสดงถึงเลข 10100 ซึ่งการค้นหาของเสิร์ชเอนจิน ดังกล่าวจะใช้ค่าที่แสดงถึงคุณภาพมาตรฐานของหน้าเว็บไซต์แต่ละหน้า จึงได้มีการตั้งค่าลำดับความสำคัญหรือ Page Rank ขึ้นมา และสร้างวิธีการที่สามารถคำนวณหาค่าความสำคัญ ของหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ได้ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับสมการที่ใช้ในการคำนวณหาค่า Page Rank นี้รวมถึงที่มาและวิธีการคิด มีอธิบายไว้ในหน้าเว็บไซต์ http://www.db.stanford.edu/pub/papers/google.pdf
หลังจากที่ได้เริ่มมี การใช้ PageRank นี้ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบอินเทอร์เน็ต สมการที่ใช้ในการคิดคำนวณหาค่า Page Rank ได้ถูกพัฒนาขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลอื่นนอกเหนือไปจากนี้ไม่ได้รับการเปิดเผยออกมาอีกความลับ ทุกอย่างเกี่ยวกับหัวใจของการทำงานของ Google ไม่ได้รับการแพร่งพราย เหมือนกับที่บริษัท Coca Cola ไม่ยอมเปิดเผยสูตรน้ำอัดลม ออกมาให้บริษัทอื่นได้รับรู้
นอกจากนี้ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่เป็น เสมือนตัวกลางในการทำงานของ Google ได้แก่ การอัพเดต Google Index ประจำเดือนที่เรียกกันว่า �Google-Dance� ซึ่งชื่อดังกล่าวมาจากในยุคหนึ่งที่หน้าเว็บไซต์ของ Google จะเกิดปัญหาขึ้นในช่วงของการอัพเดตหน้า Index ซึ่งเป็นผล ให้ผู้ใช้เกิดความสับสนเป็นเวลาหลายชั่วโมง อันดับของรายการที่ค้นพบมีการเปลี่ยนแปลงสลับกัน หรือผลการค้นหาที่ได้แตกต่างกันโดย สิ้นเชิงทั้งๆ ที่ใช้เวลาในการค้นหาต่างกันเพียง แค่ไม่กี่วินาที เหมือนกับว่าข้อมูลแต่ละตัวมีขาเต้นไปได้เรื่อยๆ ไม่อยู่กับที่
สาเหตุ ของความยุ่งเหยิงวุ่นวายนี้สามารถอธิบายได้ง่ายๆ คือ Google มีศูนย์กลางการควบคุมอยู่ทั้งหมด 10 แห่ง โดยแต่ละแห่งมี Index ที่ใช้ประจำที่อยู่ เมื่อ Google ทำการค้นหาใดๆ ก็จะถูกแบ่งไปยังศูนย์กลางแต่ละแห่งตามแต่ความหนาแน่นของผู้ใช้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าการค้นหาข้อมูลในระยะเวลาที่ห่างกันไม่ถึงนาที จะเกิดจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์คนละตัว ในช่วงเวลาของการอัพเดตข้อมูลของ Index ใหม่ที่จะถูกเปลี่ยนแปลงลงในเซิร์ฟเวอร์แต่ละตัวจะเกิดไม่พร้อมกัน จึงเป็นผลให้เกิดคามแตกต่างอย่างรุนแรงของรายการที่ค้นพบช่วงระยะเวลาหนึ่ง นั่นคือ Index "dance"
ในหน้าเว็บไซต์ http://googledance.seochat .com มีเครื่องมือที่สามารถแสดงผลการค้นหาจากเซิร์ฟเวอร์แต่ละตัวของ Google ได้ ซึ่งในช่วง �Google-Dance� โปรแกรมดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่ารายการที่ค้นพบของเซิร์ฟเวอร์แต่ละตัวแตก ต่างกัน สำหรับผู้ที่อยากทดสอบการใช้งานเซิร์ฟเวอร์แต่ละตัวโดยเฉพาะก็สามารถเลือก เซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการได้ด้วยตัวเอง โดยคุณต้องป้อนชื่อเรียกให้ถูกต้อง เช่น http://www.fi.google.com หรือ http://www.va.google.com เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก chipthailand.com
Gmail คือบริการฟรีอีเมลที่ทำงานบนระบบ Search Engine หน้าตาดูจะไม่แตกต่างจากรูปแบบของ Google เท่าไหร่ กล่าวคือไม่มีลูกเล่น ดูเรียบง่ายแต่เน้นที่ความรวดเร็วในการเข้าถึงเป็นหลัก สัญลักษณ์ (logo) นั้นประกอบไปด้วย 4 สี คือน้ำเงิน เขียว แดง และเหลือง ซึ่งยังคงความเป็น Google ได้ดีมาก สังเกตที่ริมโลโก้จะมีคำว่า beta อยู่ นั่นหมายความว่า ยังอยู่ในช่วงของการทดสอบนั่นเอง

หน้าหลักของ Gmail ประกอบไปด้วยสามส่วนหลักๆ เริ่มจากส่วนทางด้านซ้าย ซึ่งทำหน้าที่คล้ายๆกับบริการฟรีอีเมลอื่นๆ นั่นคือให้เข้าถึงส่วนต่างๆของบริการได้ง่าย ประกอบด้วย Inbox (กล่องเก็บจดหมาย) , Sent mail (ส่วนของอีเมลที่เคยส่งออกไป) , All mail (ดูอีเมลทั้งหมด) , Spam (ส่วนของอีเมลขยะ หรือ Junk mail) ,Trash (ส่วนของถังขยะที่ทิ้งอีเมลที่ไม่ต้องการเก็บ)

ส่วนที่น่าสนใจคือ "Starred" เป็นส่วนพิเศษที่เว็บอื่นไม่เคยมีให้ Starred เป็นการทำเครื่องหมาย (Mark) ให้แก่จดหมาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของผู้ใช้ว่า อีเมล์ที่ถูก mark นั้น สำคัญกว่าอีเมลอื่นๆ

อีกส่วนที่สะดุดตาก็คือ Labels ซึ่งทำงานคล้ายๆกับ Folder เราสามารถ Add มันเข้าไปในจดหมายฉบับใดก็ได้ และในแต่ละ Folder ก็จะมี Labels ได้หลายอัน .... อาจจะยังไม่เห็นภาพ ลองนึกถึงแฟ้มเก็บเอกสารนะคะ ในเอกสารทั้งหมดอาจจะมีแผ่นกระดาษแทรกแบ่งเอาไว้ด้วยว่า ช่วงหน้าไหนมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร Labels คือส่วนที่จะบอกเราได้ว่าจดหมายฉบับไหนเป็นอะไร เป็นการแยกย่อยลงไปได้อีกในแต่ละ Folder

ส่วนที่สองคือส่วนกลางที่จะมีจดหมายเรียงรายอยู่ ... มีชื่อผู้ส่ง มีหัวข้อจดหมาย มีเวลาที่รับจดหมายเข้ามา นอกจากนี้ยังมีปุ่มใช้งานทั้งบนและล่างของส่วนกลาง ซึ่งเราสามารถที่จะใช้ปุ่มเหล่านี้ทำงานคู่กับการทำเครื่องหมายถูกหน้า จดหมาย เช่น ติ๊กๆๆ จากนั้นเลือก Report As Spam เพื่อเป็นการบอกให้ Gmail ทราบว่า จดหมายฉบับนี้เป็นอีเมลขยะ ดังนั้นระบบก็จะไปจัดการเป็นฐานข้อมูลเพื่อตรวจจับ spam ในคราวต่อไป เป็นต้น

ด้านบนของ Gmail จะเอาไว้ค้นหา โดยแบ่งเป็น search the web และ search mailซึ่งสามารถค้นหาอีเมลที่เราเก็บเอาไว้ได้ หรือว่าจะค้นหาข้อมูลข่าวสารบนเว็บไซต์ต่างๆจากGoogleก็ได้เช่นกัน

ส่วนที่พิเศษที่สุด น่าสนใจจับตามองที่สุด และเป็นส่วนที่ทำให้ Gmail พิเศษกว่าที่อื่น เห็นจะเป็น “ การค้นหาอีเมล” (search mail) ต่อไปนี้ผู้ใช้บริการ Gmail ไม่จำเป็นต้องสร้าง Folder เพื่อเก็บอีเมล หรือต้องมานั่งจำว่าอีเมลแต่ละฉบับนั้นถูกจัดเก็บไว้ใน Folder ใด แค่ใส่คำไข (key words) ลงไป แล้วกดsearch mail จากนั้นการทำงานก็จะเหมือน Search Engine ทุกประการ อีเมลทุกฉบับที่มีคำไขนั้นก็จะปรากฏขึ้นมา ... เร็ว ง่าย เปี่ยมประสิทธิภาพ คือหัวใจหลักของ search mail ที่ Gmail ใช้ดึงดูดผู้ใช้บริการ

Gmail แปลงจากระบบกล่องเก็บจดหมาย มาเป็น “ห้องสมุดเก็บจดหมาย” โดยใช้ระบบIndexing Technology ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถเก็บอีเมลได้มากเท่าที่ต้องการ แต่นั่นก็ทำให้เกิดคำถามว่า อีเมลทั้งหมดจะไม่สามารถลบได้ จริงๆแล้วลบได้ โดยทำเครื่องหมายถูกหน้าหัวจดหมาย แล้วเลือก Move to Trash อีเมล์นั้นก็จะหายไปจาก Inbox กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือผู้ใช้สามารถลบอีเมลให้หายไปจากหน้าจอ จาก Inbox ได้ แต่หาได้หายไปจากระบบฐานข้อมูลของ Gmail ไม่ เรายังสามารถค้นหาอีเมลฉบับนั้นได้ทุกเมื่อ

ในส่วนของ Select ซึ่งตามปกติ อีเมลอื่นๆจะมีให้เลือกจดหมายทั้งหมดได้ทันที โดยไม่ต้องไปทำเครื่องหมายถูกทีละฉบับจนเมื่อยนิ้ว แต่ของ Gmail นี้พิเศษกว่านั้น เพราะสามารถเลือกทั้งหมด, เลือกทั้งหมดที่เป็น Starred , เลือกทั้งหมดที่ไม่ได้ทำ Starred , เลือกทั้งหมดที่ได้อ่านมาแล้ว , เลือกทั้งหมดที่ยังไม่ได้อ่าน ได้ นับว่าสะดวกถูกใจคนยุคไอทีจริงๆ

Gmail จะมีระยะเวลากำหนดไว้ว่า ภายในเวลา 6 เดือน จะต้อง Log-in เข้าไปใช้งานบ้าง มิเช่นนั้นระบบจะเปลี่ยน Account เป็น สถานะภาพแบบ dorment ซึ่งหมายความว่าจะไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้ (แต่ยังรับจดหมายได้อยู่) จากนั้นถ้าเรายังไม่เข้าไป Re-Activate ภายใน 3 เดือน Gmail ก็จะปิด Account ของเรา แล้วเอาชื่อ Username ไปให้คนอื่นใช้ต่อได้

ปัญหาของ Gmail เห็นจะเป็นเรื่องอีเมลที่เป็นรูปภาพ ผู้ใช้ต้องมานั่งเปิดอีเมลที่เป็นรูปภาพ ทีละรูปๆ ไม่เหมือนกับเวลาที่ใช้ Hotmail หรือ Yahoo ที่เมื่อพบอีเมลที่แนบไฟล์รูปภาพ ระบบจะเปิดรูปภาพให้ดูทันที และอีกหนึ่งปัญหาก็คือ Gmail ยังมาสามารถอ่านภาษาไทยได้ คงต้องรออีกสักพักให้ระบบสมบูรณ์พร้อมกว่านี้

อย่าง ไรก็ดี Gmail ที่ Google วางแผนจะทำออกมาแข่งกับ Yahoo และ Hotmail นี้อาจจะถูกยกเลิก หรือห้ามใช้ เนื่องจากกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทางด้านกฎหมายในแคลิฟอร์เนียว่า เป็นการรุกรานสิทธิส่วนบุคคล อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนพิเศษของ Gmail คือมีพื้นที่มากถึง 1 Gigabyte ผู้ใช้บริการสามารถเก็บอีเมลได้มากเท่าที่ต้องการโดยไม่จำเป็นต้องลบทิ้ง หรือถึงจะลบทิ้งก็สามารถ Search หาใหม่ได้ทุกเมื่อ นั่นหมายความว่า อีเมลส่วนตัวทุกฉบับที่มีการส่งถึงกันระหว่างผู้ใช้บริการ Gmail จะต้องผ่านการตรวจสอบ และ scan จากทาง Google เพื่อที่จะนำเข้าสู่ฐานข้อมูล Search Engine E-mail ซึ่งทางด้านกฎหมายถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ( เหมือนกับว่าทาง Google จะสามารถล่วงรู้ความลับของเราได้ทุกเทื่อ หากมีการติดต่อกันผ่านทางอีเมล์ ) นอกจากนี้ถึงแม้ว่าผู้ใช้จะลบอีเมลแต่ละฉบับทิ้ง อีเมล์นั้นๆก็เพียงแต่หายไปจากเครื่อง แต่หาได้หายไปจากฐานข้อมูลของ Google ไม่ ดังนั้นหากมีอีเมลที่เป็นความลับ เป็นส่วนตัว ไม่ต้องการ ไม่อยากเก็บไว้ เราก็จะไม่มีทางลบให้หายไปได้อย่างถาวร ทุกอย่างจะขึ้นตรงกับ Google แต่เพียงผู้เดียว

อีกสิ่งหนึ่งที่ น้อยคนนักจะล่วงรู้ คือ เมื่อมีผู้ใช้บริการ Google.com ทางGoogle จะดำเนินการติดตั้ง Tracking Cookie ในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่ผู้ใช้บริการไม่ทันรู้ตัว นอกจาก Google จะล่วงรู้ IP Address วันเวลาที่ใช้บริการ และ Key Words ที่ค้นแล้ว Google ยังสามารถติดตามพฤติกรรมการใช้บริการ Search Engine ของลูกค้าเป็นเวลายาวนาน โดยที่ Tracking Cookie จะสิ้นอายุการใช้งานในปี ค.ศ.2038 หรืออีก 34 ปี ข้างหน้า ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวนี้ Google จึงสามารถเก็บสะสมข้อมูลของผู้ใช้บริการได้ตลอดเวลา ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า Google เก็บบันทึกข้อมูลเหล่านี้เพื่อเหตุผลอันใด Google

หากคุณ เป็นคนหนึ่งที่ใช้บริการของ Google.com แน่ใจได้เลยว่า คุณกำลังถูกติดตาม !! และหาก Gmail ผงาดขึ้นมาในวงการอีเมล์ได้สำเร็จ .. ไม่แน่ .. ความลับ (ที่ใครหลายคนบอกว่าไม่เคยมีในโลก) อาจไม่ลับอีกต่อไป ... ความเคลื่อนไหวของ Gmail จะเป็นอย่างไร คงต้องจับตามอง

วันที่ :2004-09-16 13:39:36
ข้อมูลโดยคุณWebMonsterแห่งyenta4.com
ประวัติของ Google มีส่วนคล้ายคลึงกับ Microsoft เพราะก่อเกิดจากมันสมองของเพื่อนนักศึกษาร่วมสถาบันเดียวกัน ผู้ที่มีส่วนสถาปนา Google.Com เป็นนักศึกษาคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด 2 คน ได้แก่ เซอร์ไก บริน (Sergey Brin) และลาร์รี่ เพจ (Larry Page) ซึ่งชอบถกเถียงและแสดงความเห็นเกี่ยวกับการขุดเจาะข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล และพบว่าการนับจำนวนเชื่อมต่อไปยังหน้าต่างในเว็ปทำให้จัดลำดับหน้าเว็ป เหล่านั้นตามอันดับความนิยม
ในสมัยนั้นโปรแกรมค้นหาเป็นของใหม่และน่า ตื่นเต้นมากในยุคนั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพไม่ดี มักจะค้นหาได้เว็ปไซท์แปลกๆไม่ค่อยตรงประเด็น ทั้งคู่จึงคิดว่าควรมีเว็ปไซท์ที่สามารถค้นหาได้ตามความต้องการของผู้ที่ ต้องการค้นหาจึงได้ปรับแต่งแล้วสร้างโปรแกรมค้นหาต้นแบบ ปรากฏว่าได้รับคำขอให้ค้นหามากกว่า10000รายต่อวัน
ขณะนั้นอายุเพียง 21 ปี ทั้งสองร่วมกันสร้าง Search Engine ในปี 2538 โดยในตอนแรกตั้งชื่อว่า Back Rub ห้องพักในมหาวิทยาลัยของคนทั้งสองถูกแปรสภาพเป็นสำนักงาน ห้องพักของเพจเป็นศูนย์สารสนเทศ ส่วนห้องพักของบรินเป็นสำนักงานธุรกิจ ต่อมาได้ย้ายสำนักงานไปยัง Menlo Park มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในที่สุดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2541 Google.com ก็ถือกำเนิดขึ้น ณ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอู่ซ่อมรถ ด้วยเงินลงทุน 1 ล้านดอลลาร์อเมริกันที่ระดมจากญาติสนิทและมิตรสหาย
เพียงพิมพ์คำที่ ต้องการค้นหาลงไปGoogle Botจะดึงข้อมูลที่เราต้องการเข้าไปในฮาร์ดดิสต์แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์กว่า 200เครื่องก็วิเคราะห์หน้าเว็ปที่เข้ามาเชื่อมต่อโดยนับทุกหน้า ทุกคะแนน จัดอันดับอย่างละเอียด จากนั้นศูนย์ข้อมูลลับของGoogle5แห่งจะปิดการประมวลผลทีละศูนย์แล้วจัดลำดับ ใหม่ก่อนจะออนไลน์ต่อไป ภายในเวลาไม่ถึงนาที

Google เติบโตอย่างรวดเร็ว ผงาดขึ้นเป็น Search Engine ยอดนิยมภายในชั่วเวลาเพียง 5 ปี ปัจจุบันมีเหล่ามนุษย์บนพื้นพิภพนับร้อยล้านคนที่ใช้บริการของ Google.com เฉลี่ย 200 ล้านครั้งต่อวัน ซึ่งความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เป็นผลมาจากความรวดเร็วในการให้ ข้อมูลแก่ผู้ใช้บริการ และความเที่ยงตรงของข้อมูลที่ให้

Google ก้าวล่วงออกจากธุรกิจ Search Engine และก้าวล้ำเข้าสู่ Software Industry โดยที่ระหว่างนั้น Microsoft ก็จับตามองการเติบโตของ Google ด้วยอาการเกรงขาม เพราะ Google กำลังถีบตัวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของ Microsoft และแล้วเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา Google ได้เริ่มบทใหม่ กลายเป็นบริษัทมหาชน หลังจากยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ เพื่อเปิดขายหุ้นมูลค่า 2,700 ล้านดอลลาร์ โดยแต่งตั้งให้มอร์แกน สแตนเลย์ และเครดิต สวิส เฟิร์ส บอสตัน เป็นผู้รับประกัน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิของการแข่งขันในตลาดเครื่องมือค้นหาทางอินเทอร์เน็ตให้ กลายเป็นสงครามอย่างสมบูรณ์
ส่งผลให้สองWebmasterผู้ก่อตั้ง ติดอันดับมหาเศรษฐีในนิตยสารForbs ด้วยมูลค่าทรัพย์และหุ้นที่ถือครองกว่า1พันล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจุบัน อาณาจักรGoogleplexเป็นอาคารสำนักงานทันสมัยในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตกแต่งสวยงามด้วยโคมไฟหลอดแก้วและลูกบอลออกกำลังกายขนาดใหญ่ มีพนักงานกว่า300คน บรรยากาศในสำนักงานเป็นไปอย่างสบายๆเหมือนบริษัทไอทีของคนรุ่นใหม่ อาจจะเห็นพนักงานกำลังเล่นสเกตในเวลางานก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแม้แต่ในออฟฟิสของผู้บริหารหนุ่มผู้ก่อตั้งยังเต็มไปด้วยอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ไม้ฮอกกี้ หมวกกันน็อก กล้องถ่ายรูปและของเล่นสารพัด

Google หาได้หยุดแต่เพียงเท่านี้ ยังมีการไล่เปิดตัวบริการใหม่ๆของตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดได้ประกาศเปิดตัว Gmail บริการฟรีอีเมล ซึ่งมาพร้อมกับเนื้อที่จัดเก็บข้อมูล 1 กิกะไบต์ และเน้นเบียดแย่งส่วนแบ่งตลาดจากธุรกิจอีเมลของ Yahoo และ Microsoft

วันที่ :2004-09-16 13:41:53
รูปสองWebmaster Google
Larry Page (ซ้าย) และ Sergey Brin(ขวา)


ข้อมูลโดยคุณWebMonsterแห่งyenta4.com
และจากบทความโลกใกล้แค่ปลายนิ้ว เขียนโดยJohn Dyson ลงนิตยสารReader Digest ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2547

จุด เริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) อีกหนึ่งสุดยอดแห่งมหาวิทยาลัยด้านไอที (จริงๆแล้ว Stanford ก็จัดว่าเป็นอันดับต้นๆของโลกในสาขาอื่นๆอีกมากมาย ด้วยเช่นกัน) มหาวิทยาลัยแห่งนี้ นอกจากจะเป็นต้นกำเนิดของสุดยอด 2 ไอเดียออนไลน์ระดับโลกอย่าง Yahoo! และ Google แล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ๆกันอยู่ด้วยซ้ำไป ที่นี่เป็นที่ที่ คุณ John von Neuman (จอห์น วอน นูแมน) คิดและประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ที่มีสถาปัตยกรรมที่เหมือนกับที่เราใช้อยู่นี่แห ล่ะ เป็นคนแรกของโลก (แม้จะไม่ใช่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกก็ตาม – สับสนมั้ยครับ – คืออย่างงี้ครับ คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกชื่อว่า ENIAC ซึ่งเป็นเครื่องที่มีความซับซ้อนสูง ต่อมาคุณ von Neuman ซึ่งก็ช่วยงานในการสร้างคอมพิวเตอร์ ENIAC อยู่ด้วย แกเสนอว่า เราน่าจะแยกส่วนของคอมพิวเตอร์ออกเป็น หน่วยประมวลผล หน่วยความจำ หน่วยรับเข้าและส่งข้อมูล ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์เครื่องแรก และเป็นสถาปัตยกรรมที่เรายังใช้มาอยู่จนในปัจจุบัน หลายสถาบันก็เลยยกย่องให้ von Neuman เป็นบิดาของคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว)
เรื่อง ก็เริ่มตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนปี 1995 ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แหละครับ ตอนนั้น Sergey Brin (เซอร์เก บริน) 1 ใน 2 ของผู้ก่อตั้ง กูเกิ้ล เป็นแค่นักเรียนปริญญาเอก ที่กำลังจะขึ้นปี 2 ของภาควิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science) ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่อาสาเข้ามาเป็นนักศึกษาช่วยงาน Open House
โดยปกติทุกๆปีในช่วงก่อน เปิดเทอมนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆเค้าจะมีการเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือน เราเรียกว่า Open House (ที่เมืองไทยก็เห็นมีบ้างแล้วหลายมหาวิทยาลัย) คือว่าใครที่สนใจที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยไหน คณะไหน ก็จะไปงาน Open House ของที่นั่น ที่จะมีคนมาคอยพาทัวร์ และแนะนำสถานที่ แนะนำคณะ แนะนำ Lab แนะนำครูอาจารย์ เป็นปกติเหมือนทุกๆปี แต่ปีนี้เองพระเอกคนที่สองของเรา คือคุณ Larry Page (ลาร์รี่ เพจ) ก็โผล่มาในงาน Open House ในปีนี้ หลังจากได้ดีกรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan University) มา
อีก 2-3 เดือนถัดมา มหาวิทยาลัยก็เปิดเทอมครับ Page ก็เข้ามารายงานตัว และเลือก Prof. Terry Winograd ผู้ X วชาญด้านการโต้ตอบระหว่างคอมพิวเตอร์และมนุษย์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และก็เริ่มมองหาหัวข้อวิทยานิพนธ์พ่อของ Larry Page (ขณะนั้นเป็นอาจารย์ด้าน Computer Science อยู่ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน) บอกว่า Thesis ปริญญาเอก จะเป็นเหมือนกรอบ ที่จะคอยกำหนดอนาคต ด้านวิชาการของเราไปทั้งชีวิต ก่อนจะตัดสินใจเลือกทำให้ไตร่ตรองให้ดี ทำให้ Page ใช้เวลาอยู่นานในการเลือกหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ หลังจากลองนึกๆดูสิบกว่าเรื่อง สุดท้ายก็มาลงที่เรื่อง World Wide Web นี่เอง
และแล้วจุดเริ่มต้นของไอเดียเล็กๆ ก็กลายเป็นไอเดียที่เปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตทั้งใบ จุดกำเนิดของยักษ์ใหญ่ในวงการซอฟท์แวร์อีกตน ก็เริ่มขึ้นที่นี่
Page เริ่มหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับเว็บก็จริง แต่ไม่ได้เริ่มมองหาวิธีที่จะค้นหาข้อมูลบนเว็บ แต่สิ่งที่เค้ามองเห็นกลับเป็น มุมมองทางด้านคณิตศาสตร์ของเว็บไซท์มากกว่า Page มองแบบนี้ครับ ถ้าหากมองว่า 1 เซอร์ฟเวอร์ หรือ 1 เว็บไซท์

ซึ่ง ตรงนี้แหละที่ Page มองแล้วเห็นว่ามันช่างน่าตื่นเต้น น่าสนใจ น่าติดตาม เสียเหลือเกิน Page เคยบอกว่า Internet คือ กราฟที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น และมันก็ยังจะเติบโต ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ทุกๆวัน ด้วยอัตราเร็วในการเติบโตสูงมาก โอ! มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจทำวิทยานิพนธ์เหลือเกิน (ถ้าเป็นคนสามัญชนคนไทยธรรมดา ก็อาจจะบอกว่า โอ! มันซับซ้อนเหลือเกิน ไม่มีทางทำได้หรอก ทำไปเดี๋ยวไม่จบ หนีดีกว่า) ซึ่ง Prof. Winograd อาจารย์ที่ปรึกษาของเค้าก็เห็นด้วย และเห็นว่า น่าจะศึกษาเรื่องของโครงสร้างของกราฟของเว็บเป็นการเริ่มต้นวิทยานิพนธ์
Page ทำการศึกษาด้วยตัวเองอยู่ไม่นาน เค้าก็เจอปัญหาแรกเข้าให้...

ใน กราฟปกติ ขอบของกราฟ (Edge) จะเป็นตัวบ่งถึงความสัมพันธ์กันระหว่าง จุด (Vertrix) ซึ่งโดยปกติแล้ว เราจะรู้และนับจำนวนได้ว่า จากจุดจุดหนึ่ง มีขอบ หรือ เส้นลากไปยังจุดอื่นๆ อีกกี่จุด และมีกี่จุดที่ลากมาหาตัวเอง

แต่ หน้าเว็บเพจกลับไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว เพราะ ที่หน้าเว็บเพจหนึ่งๆ (สมมติว่าเว็บ 1 หน้าเป็น 1 จุดในกราฟ) เรารู้ครับว่า จากจุดที่เราอยู่ปัจจุบัน มันลิงค์ไปยังหน้าไหนบ้าง คือ เรารู้ว่ามันมี ขอบที่วิ่งออกไป (Out Degree) จากตัวเองกี่จุด และไปที่ไหนบ้าง แต่ที่เราไม่รู้นี่คือว่า มีเว็บเพจใดบ้าง กี่หน้า ที่ลิงค์มาหาหน้าที่เราสนใจ ลองนึกตามแบบนี้นะครับ ว่าหน้าเว็บที่คุณอ่านอยู่ตอนนี้เนี่ย ลิงค์มาจากหน้าไหน URL อะไรบ้าง มีข้อมูลตรงไหนบอกมั้ยครับ ถ้าคุณไม่กด Back แม้คุณกด Back คุณก็รู้แค่ลิงค์เดียวที่ลิ๊งค์มาหาหน้านี้ แต่ที่จริง อาจจะมีหน้าเว็บอื่นอีกเป็นร้อยๆ ที่มีลิ๊งค์มาหาหน้านี้ คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ?

ซึ่งตรงนี้หล่ะยาก เพราะอินเตอร์เน็ตไม่ได้ให้ข้อมูลนี้มา และตรงนี้เองที่ Page คิดว่า มันน่าจะดี ถ้าหากว่าเรารู้ ว่าใครลิงค์หาใครบ้าง หรือ มีใครลิงค์มาหาหน้านี้บ้างกี่คน Page ก็เลยเลือกเอาปัญหานี้ มาทำเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก และตั้งชื่อเล่นโปรเจ็คของเค้าว่า "BackRub
Page เริ่มที่จะคิดว่า เราจะทำไงถึงจะรู้ว่า ลิงค์ใดบ้างที่ลิงค์มายังเว็บหนึ่งๆ หลังจากที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ไม่นาน(ไม่กี่เดือน) Page ก็พบว่า จริงๆแล้ว เรื่องของการลิงค์ไปลิงค์มาของเอกสารนี่ มีกันมานานแล้วในวงการวิชาการ
ผลงานวิชาการ นั่นเอง คือโดยปกติแล้ว หากนักวิชาการท่านใด คิดทฤษฎีอะไรออกมาได้ใหม่ๆ หรือค้นพบอะไรใหม่ หรือต้องการจะแก้ไขสิ่งที่มีอยู่แล้ว ก็จะทำการตีพิมพ์ผลงานของตนเองในวารสารวิชาการ (Journal) โดยจะต้องอ้างอิงถึงที่มาของความรู้ หรือ ผลงานที่มีมาก่อนของคนอื่น หรือที่ใกล้เคียง ก็เพื่อให้องค์ความรู้ใหม่ที่ตีพิมพ์ มีรากฐานจากองค์ความรู้ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว (ตีพิมพ์แล้ว) นั่นเอง

ดัง นั้น ผลงานวิชาการ ไหนที่ได้รับการอ้างถึง (Citation) บ่อยๆ จาก นักวิชาการคนอื่นๆ แสดงว่า ผลงานวิชาการชิ้นนั้นได้รับการยอมรับอย่างจริง ในวงการวิชาการเรามีตัวชี้วัดกันเลยว่า ผลงานหนึ่งๆ มีการถูกอ้างถึงมากน้อยเพียงใด เราเรียกดัชนีตัวนี้ว่า Citation index ซึ่งการอ้างอิงด้านวิชาการถือเป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่ขนาดไหนครับ ก็ใหญ่พอที่จะมีวิชาที่ว่าด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย คือวิชา bibliometrics
ตอน ที่ Tim Berners-Lee (ตอนนี้ได้รับการแต่งตั้ง เป็น Sir Tim Berners-Lee เรียบร้อยแล้ว) วิศวกรอิสระของ CERN คิดค้น World Wide Web ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก
คุณ Tim แกก็คิดว่า เราน่าจะมีวิธีที่ละลิงค์ผลงานวิชาการของนักวิชาการเข้าด้วยกันเลย ไม่ต้องมานั่งกำหนดรูปแบบที่ยุ่งยาก (เหมือนที่เห็นในกรอบด้านบน) คุณ Tim ก็เลย คิดเรื่องของ Hypertext ขึ้นมา แต่สิ่งที่ Page กำลังทำเป็นการ Reverse Engineer ของ http://www.เพราะเค้าต้องการค้นหาถึงที่มา ต้นตอของเอกสารที่ลิงค์กันนั่นเองแน่นอนว่า กราฟที่เค้าจะสร้างขึ้น จะมีความซับซ้อนสูง และการคำนวนจำนวนลิงค์ ที่เชื่อมหากันก็ทำได้ยาก เนื่องจากกราฟมีการเจริญเติบโตเรื่อยๆ เพราะความซับซ้อนของข้อมูลสูง ดังนั้นสูตรการคำนวณเพื่อให้คะแนนแต่ละหน้า ก็จะมีความซับซ้อนด้วย ตรงนี้นี่เอง ที่ทำให้ Brin กระโดดเข้ามาในโปรเจ็คนการสร้างกราฟของอินเตอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ เป็นจุดเริ่มให้ Page เขียนโปรแกรมเล็กๆ ประเภท Crawler ขึ้นมาตัวหนึ่ง ในห้องนอน ตอนที่ Page เริ่มเขียน crawler นี่ จำนวนหน้าเว็บทั่วโลกก็มีอยู่ประมาณ 10 ล้านหน้าเห็นจะได้ แต่จำนวนลิงค์ที่เชื่อมกันอยู่นี่คงนับไม่ถ้วน โดยหวังจะให้เจ้า Crawler ไต่ไปเก็บข้อมูลมาสร้างเป็นกราฟโดยอัตโนมัติ ในตอนนั้น เค้าอาจจะยังไม่รู้หรอก ว่าโปรแกรมเล็กๆที่เค้าเริ่มเขียนในห้องนอน จะเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ต่อจาก Internet ....
และแล้ว ในเดือนมีนาคม 1996 (เพียงแค่ไม่ถึงปีจากที่เค้าเริ่มศึกษา) Page ก็ปล่อยเจ้า crawler ตัวแรกให้เริ่มทำงาน โดยไต่จากหน้าเว็บเพจของเค้าเอง ที่อยู่บนเว็บไซท์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เจ้า crawler เวอร์ชั่นแรกของ Page ไต่ไปตามเว็บเพื่อเก็บแค่ ชื่อเว็บ และ ข้อมูลใน header เท่านั้นเอง แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเิริ่มอย่างเป็นรูปธรรมของ Google (ที่ในปัจจุบันกลายเป็น ซุปเปอร์อภิมหาอมตะนิรันดร์กาล crawler ไปแล้ว เพราะมันไต่ไปเก็บข้อมูลทุกอย่าง ของทุกหน้าเว็บ) เพราะตอนนั้นขืนเก็บทุกอย่าง ทรัพยากรของระบบ เช่น memory หรือ ฮาร์ดดิสต์ ที่จะต้องใช้ในการจัดการกับข้อมูลเหล่านี้ ก็คงต้องมีขนาดใหญ่มหึมา และมันก็มากเกินกว่าจะเป็นโปรเจ็คของเด็กนักเรียนคนนึง
Page และ Brin ได้ร่วมกันคิดหาสูตร หรือ วิธีคำนวณว่า จะให้คะแนนแต่ละหน้าเว็บเพจอย่างไรดี เว็บเพจหนึ่งหน้า ถ้ามองให้ดีมันก็เป็นเหมือนผลงานวิชาการชิ้นนึง ภายในผลงานวิชาการนี้ ก็จะมีการอ้างอิงผลงานคนอื่น (หรือลิงค์ไปหาคนอื่นนั่นเอง)
ภายหลังเค้า ตั้งชื่อเล่นระบบคิดคะแนนของเค้า ว่า Pagerank (ซึ่งล้อคำ 2 ความหมาย คำแรกคำว่า Page หมายถึงได้ทั้งหน้าเว็บ หรือ หมายถึงชื่อของเค้าเอง) ซึ่งก็ล้อเลียนการคิดคะแนนมาจากการอ้างอิงกันของผลงานวิชาการ เพราะเค้ารู้ว่า การอ้างอิงกันของเอกสารทำอย่างไร มีการให้คะแนน Citation Index อย่างไร และเค้าก็ได้เพิ่มเรื่องของการให้และลดคะแนนพิเศษด้วย หากว่าลิงค์ที่ลิงค์มาหาหน้าใดหน้าหนึ่ง เป็นลิงค์ที่มีคะแนนสูง เป็นเว็บที่มีความน่าเชื่อถือ เว็บที่ถูกลิงค์ ก็จะย่อมได้คะแนนสูงด้วย และหากนำเว็บมาเรียงลำดับกัน เว็บที่ได้คะแนนสูงกว่า ก็จะอยู่ลำดับต้นๆ ส่วนเว็บที่มีคะแนนต่ำก็จะอยู่ท้ายๆ
หลังจากทดลองปรับแต่ง Backrub ให้กลายเป็น โปรแกรม Search engine ทำการค้นหาข้อมูล บนหน้าเว็บหน้าใดหน้าหนึ่ง
เค้า พบว่าผลการค้นหา ดีกว่า search engine ที่มีอยู่ในตอนนั้น เช่น AltaVista หรือ Excite มาก โดย Search Engine ที่มีอยู่นั้นมักจะให้ผลการค้นหา ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการหาจริงๆ เพราะอาศัยเพียงแค่การจับคู่คำ ไม่คำนึงถึงสัญญาณ หรือข้อมูลอื่นๆที่ใกล้เคียง search engine ใหม่ของพวกเค้า ไม่เพียงว่าผลการค้นหาจะดี แต่ ระบบการให้คะแนนนี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเว็บโตขึ้นเรื่อยๆ กราฟของเว็บโตขึ้นเรื่อยๆ ผลการค้นหาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะจะมีตัวให้คะแนนซึ่งกันและกัน เยอะขึ้น ตรงนี้นี่เองที่ ทั้ง Brin และ Page รู้ว่าเค้า สะดุดขุมทรัพย์ มหึมาเข้าให้แล้ว...

และแล้ว โปรเจ็ค search engine โดยนักศึกษา 2 คน ... ก็เริ่มเป็นรูปร่างที่ชัดเจน ...

ทั้ง สองคนจึงตั้งชื่อ search engine ตัวใหม่ของเค้าว่า Google ที่เพี้ยนมาจากคำว่า googol (ที่แปลว่า เลข หนึ่ง ตามด้วย ศูนย์ 100 ตัว - สังเกตุสัญลักษณ์ของ Gooooooooooooooooooooogle)
Google เวอร์ชั่นแรก ถูกปล่อยออกสู่สาธารณะชน ไว้บนเว็บของมหาวิทยาลัย Stanford เป็นครั้งแรก ตอนเดือนสิงหาคม 1996 - เพียง 1 ปี หลังจากที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรก - เพียงไม่กี่เดือนนับจากเริ่มศึกษาปัญหา - โอ จอร์จ ทำได้ยังไงเนี่ย !!!!! อัจฉริยะจริงๆ !!!!

เครดิตจากhttp://www.vcharkarn.com
Search Engine เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในเครือข่าย คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เสมือนหนึ่ง ''ห้องสมุด'' ในโลกใยแก้วสำหรับผู้ที่ต้องการแสวงหาความรู้และค้นหาข้อมูลต่างๆ เพียงแค่เข้าสู่ Search Engine และพิมพ์คำไข (Key Words) หรือหัวข้อที่ต้องการค้น Search Engine จะช่วยนำพาไปสู่ Web- sites ต่างๆ ที่สามารถให้ความรู้และข้อมูลตามคำไขหรือหัวข้อที่ค้นนั้น และหนึ่งใน Search Engine ยอดฮิต คงไม่มีใครคิดที่จะปฏิเสธ google.com


Google ทะยานขึ้นมาเป็น Search Engine ยอดนิยมภายในชั่วเวลาครึ่งทศวรรษ ในแต่ละวันผู้คนในมนุษยพิภพนับร้อยล้านคนใช้บริการของ Google ท่องไปใน Cyberspace ทำให้อาณาจักรของ Google เติบโตอย่างรวดเร็ว ทาง Microsoft ยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์ จับตามองการเติบโตของ Google ด้วยอาการเกรงขาม เพราะ google กำลังถีบตัวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของ Microsoft


บัดนี้ Google ได้กลายเป็นศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เกิดคำศัพท์ใหม่ๆอย่าง Googling - การค้นหาข้อมูลโดยใช้ Google และ being googled - การถูกค้นโดย Google และล่าสุดเกิดศัพท์คำใหม่ Google-isation ซึ่งถ้าถอดความรวมๆ จะมีความหมายว่า กระบวนการที่ Google แผ่ขยายอิทธิพลและบทบาทใน Cyberspace (ขออภัย หากคำแปลไม่ไพเราะ เพราะยังไม่มีศัพท์บัญญัติเป็นภาษาไทย)

ดังนั้นจึงเป็นที่แน่ใจได้ว่า Google แทรกได้ซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกสาขาวิชาชีพอย่างไม่รู้ตัว ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา คนทำงานในเกือบจะทุกวงการ เราลองมาฟังความเห็นกันเสียหน่อยว่า หากไม่มี Google ชีวิตจะเป็นอย่างไร


ศาต ราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “Google เอื้อประโยชน์ในด้านการค้นหาข้อมูล ผมเข้าไปใช้บริการ Google เกือบทุกวัน เพื่อหาข้อมูลมาเขียนบทความ และทำงานวิจัย สมัยที่ยังไม่มี Search Engine ผมใช้วิธีตัดข่าว หรือบทความที่น่าสนใจ จัดเก็บแยกไว้เป็นหมวดหมู่ โดยทำแผ่นการ์ดดรรชนีเพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา หรือบางครั้งก็ไปที่ห้องสมุดประจำคณะ ห้องสมุดมหาวิทยาลัย หรือหอสมุดแห่งชาติ ถ่ายสำเนามาเก็บไว้ แต่พอเริ่มมี Search Engine ผมก็หันมาใช้วิธีการดาวน์โหลดข้อมูลมาเก็บไว้ในแผ่นดิสก์ แยกไว้เป็นหมวดหมู่เช่นกัน ช่วยได้มากในการเขียนงานแต่ละชิ้น จุดสำคัญของ Search Engine คือต้องจับ Key word ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไปแล้วแปรออกมาให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด ซึ่ง Google สามารถตีโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่สุด ระบบ Indexing technology ของ Google ดีมาก ข้อมูลที่ได้จาก Google จึงตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด อีกทั้งยังมีความรวดเร็วในการค้นหา จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนจึงนิยมใช้ Google .... หากไม่มี Google ก็คงต้องถามว่ามีเว็บ Search Engine อื่นอีกไหมที่ให้บริการ ที่เห็นก็มี Yahoo ถึงแม้ว่าอาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่า Google แต่ก็คงจะสะดวกกว่าไปค้นข้อมูลจากที่อื่น แต่ถ้าถามว่าไม่มี Search Engine ให้ใช้เลย คำตอบก็ง่ายมากคือต้องกลับไปใช้วิธีโบราณค้นที่ห้องสมุดอย่างเดิม อาจจะเสียเวลามากขึ้น แต่คนรุ่นผมคงไม่มีปัญหา เพราะใช้วิธีเก่าๆแบบนี้ตลอดมา”



คุณอำพล เทียนสุวรรณ นักหนังสือพิมพ์ ให้ความเห็นว่า “ ถ้าถามว่า Google จำเป็นมั้ย คิดว่าคงขึ้นอยู่แต่ละสาขาอาชีพนะครับ สำหรับอาชีพนักหนังสือพิมพ์อย่างผม ถือว่าจำเป็นมาก เพราะ Google ใช้หาข้อมูลได้เที่ยงตรงฉับไว อาชีพผมต้องอาศัยความเร็วเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ข่าวที่มีความเคลื่อนไหว ตลอดเวลา ...ถ้าไม่มี Google ผมก็คงต้องไปค้นข่าวจากห้องสมุด กางหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เปิดทีวีวิทยุติดตามข่าวตลอดเวลา ซึ่งนับว่าเสียเวลากว่าการใช้ Google มาก คลิกเดียวก็เจอ อีกอย่างผมว่าที่คนนิยมใช้ Google เพราะความสะดวกรวดเร็ว และข้อมูลก็มีความน่าเชื่อถือ เท่าที่ผ่านว่าผมว่า Google ดีนะครับ มีประโยชน์มาก ถึงทุกอย่างจะมีข้อเสียก็ตาม แต่สำหรับผมตอนนี้ Google ยังไม่ได้ให้ข้อเสียอะไร ถ้าไม่มี Google ก็อยู่ได้ครับ..อยู่ได้ แต่ชีวิตการทำงานคงลำบากกว่านี้ เรียกได้ว่าตอนนี้มีชีวิตอยู่กับ Google ครับ ”


น้องเอก นักเรียนโรงเรียนบดินทร์เดชา บอกว่า “Google เหรอครับ ใช้ประจำครับ สุดยอดมาก อยากหาอะไรก็เจอหมด เมื่อก่อนใช้ yahoo แต่เดี๋ยวนี้หันมาใช้ Google ใช้เปิดหาข้อมูล รูปภาพ (รูปอะไรจ๊ะ) ทำการบ้าน ทำรายงาน ประจำเลยครับ ถ้าไม่มี Google สงสัยผมคงจะหาอะไรไม่เจอแน่ๆ กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปซะแล้วล่ะครับ ”


ปัจจุบัน Google เติบโต มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนว่าจะกลายเป็น “ สิ่งที่ขาดไม่ได้ ” ในชีวิต ... แล้วคุณล่ะคะ เคยคิดไหมถ้าไม่มี Google ชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร

ข้อมูลจากWebMonsterแห่งyenta4.comครับ