Feudal-Badness

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2552

ปชป.โบ้ยตำรวจตอบทำคดีพธม.ยึดสนามบินถึงไหน ขออย่าโทษรัฐบาล

นาย สาธิต ปิตุเดชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คดีไม่มีความคืบหน้า ว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ขณะนี้คดีไปอยู่ที่ชั้นไหนแล้ว หากผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาแล้วตามกฎหมายกำหนดให้ส่งฟ้องต่อศาลภาย ในระยะเวลา 60 วัน หากผู้ถูกกล่าวหายังไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ก็อาจเป็นไปได้ว่าอยู่ระหว่างการสืบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งหากไม่สามารถหาพยานหลักฐานไม่พอ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องแจ้งประชาชนให้ทราบว่าคดีนี้หาหลักฐานไม่ได้จะไม่ สั่งฟ้อง

“เรื่องนี้ต้องไปถามทางตำรวจ จะมาโทษรัฐบาลไม่ได้ แต่กระบวนการกฎหมาย คดีจะต้องเดินทางตลอด จะอ้างว่าอยู่ระหว่างการเปลี่ยนตัวผบ.ตร. หรือผบช.ภ.1 ไม่ได้ เพราะแต่ละคดีจะมีผู้รับผิดชอบชัดเจน” นายสาธิต กล่าว

เผยเส้นทางดองคดีจนมาถึงเงื้อมมือตำรวจเด็กเนวิน

-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.ผู้รับผิดชอบเผยคดีคืบหน้า 70 %
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต
-27 เมษายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีมาเป็นพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส
- 4 กรกฎาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิ ตั้งข้อหาก่อการร้ายกับพันธมิตรและออกหมายเรียก
-16 กรกฎาคม 2552 พันธมิตรไปชุมนุมที่สโมสรตำรวจ ไม่ขอรับข้อหา และให้เปลี่ยนข้อหา ซึ่งพล.ต.ท.วุฒิขึ้นเวทีบอกว่านธมิตรเป็นผู้ก่อการดี
- 9 กันยายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีอีกครั้งมาเป็นพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผช.ผบ.ตร. โดยระบุจะออกหมายเรียกครั้งที่2ก่อน ยังไม่ออกหมายจับ
-25 พฤศจิกายน 2552 ครบรอบ 1 ปีการยึดสนามบิน โดยยังไม่มีการดำเนินคดี รวมทั้งไม่มีการออกหมายจับ


คดียึดสนามบินมาอยู่ในมือตำรวจเด็กเนวิน เครื่องมือต่อรองทางการเมืองชั้นดีของห้อย

มี การตั้งข้อสังเกตว่าสนธิ ลิ้มทองกุล มักหาเรื่องได้ทุกฝ่าย โดยไม่กลัวเกรง แต่น่าแปลกที่ว่าไม่เคยวอแวกับเนวิน ชิดชอบ ผู้นำพรรคตัวจริงภูมิใจไทยเลย "เหมือนสนธิลิ้มกลัวเนวิน"

ความ จริงที่น่าตั้งข้อสังเกตก็คือหลังการเปลี่ยนหัวหน้าชุดมาเป็นพล.ต.ท.สมยศ คนสนิทเนวิน แทนที่จะเดินหน้าออกหมายจับ ก็กลับถ่วงคดีด้วยการไปรวบรวมหลักฐานทำสำนวนคดีใหม่ เสมือนกับเป็นเกมการต่อรองทางการเมืองของเนวินกับสนธิลิ้ม

เวบไทยอินไซเดอร์รายงาน ถึงความสัมพันธ์ของเนวินกับสมยศในหัวข้อเรื่อง สมยศ” ตร.สีน้ำเงิน” แอ่นอกรับ “รักชอบพอ” กับ “เนวิน” เป็นคนประเภทเดียวกัน-นิสัยเหมือนกัน-เป็นไงเป็นกัน ลั่น “ไม่กลัว-ไม่อาย”

สำหรับ คดียึดสนามบินนั้น พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา จากพนักงานสอบสวน ตามหมายเรียก ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จะออกหมายเรียก หรือทำเรื่องไปถึงศาล เพื่อขออออกหมายจับ แต่ตามป.วิอาญา ไม่ได้บอกว่า จะต้องออกหมายเรียกกี่ครั้ง อยู่ที่ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน

อย่าง ไรก็ตามแทนที่จะเดินหน้าออกหมายจับ แต่สิ่งที่พล.ต.ท.สมยศ ทำก็คือกลับไปตั้งแท่นทำสำนวนใหม่ โดยได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่ โดยอ้างว่า ต้องการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์เพื่อจะให้คดีเดินหน้าต่อ ไปในบางประเด็นที่จะต้องทำให้ครบถ้วน เช่น การหาพยานแวดล้อม โดยเฉพาะประชาชน และนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยังไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเท่าที่ควร เช่น นักธุรกิจต่างๆที่อ้างว่าได้รับผลกระทบเสียหายหลายสิบล้านแต่เมื่อถึงเวลา ต้องมาเป็นพยานกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ ก็ขอให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบช่วยเข้ามาเป็นพยานให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็ถืออีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ
**********

ขัดหมายเรียกต้องออกหมายจับ แต่ตำรวจเด็กเนวินไปตั้งต้นทำสำนวนใหม่ ต้องติดคุกฐานละเว้นต่อหน้าที่!?

ออก หมายเรียกไปแล้ว ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรขัดหมายเรียก ตามกฎหมายต้องถูกสั่งจำคุก 3 เดือน และออกหมายจับ แต่ทำไมตำรวจเด็กเนวิน กลับไปเริ่มต้นที่ทำสำนวนคดีใหม่ ต่อไปนี้คือความรู้เรื่องหมายเรียกกับหมายจับ ซึ่งความจริงแล้วหากละเว้น พล.ต.ท.สมยศคนของเนวินควรต้องโดนดำเนินคดีติดคุกฐานละเว้นต่อหน้าที่ไปแล้ว

หมายเรียก

หมาย เรียกคือหนังสือที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือศาลทำขึ้นเพื่อให้บุคคลใดมาที่พนักงานสอบสวน หรือมาที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือมาศาล เนื่องในการสอบสวน การไต่สวนมูลฟ้อง การพิจารณาคดี หรือการอย่างอื่น ฯลฯ (ป.วิ.อาญา มาตรา 52)

บุคคลที่ถูกออกหมายเรียกควรต้องปฏิบัติตามความในหมายนั้น หากขัดขืนโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควรอาจเป็นความผิดทางอาญาได้

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานะของบุคคลผู้ถูกออกหมายเรียก กล่าวคือ

1.หาก ผู้ถูกออกหมายเรียกอยู่ในฐานะผู้เสียหายหรือพยานไม่มาตามหมายเรียก จะเป็นความผิดอาญาฐานขัดขืนคำบังคับตามกฎหมายของพนักงานสอบสวนฯ ซึ่งให้มาเพื่อให้ถ้อยคำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ป.อาญา มาตรา 168)

2.หากผู้ถูกออกหมายเรียกอยู่ในฐานะผู้ต้องหา ไม่มาตามหมายเรียก จะไม่มีความผิดฐานขัดหมายเรียกฯ ตาม 1. แต่จะเป็นเหตุให้ออกหมายจับ
(เทียบเคียงฎีกาที่ 1341/2509)

หมายจับ

หมาย จับคือหนังสือบงการที่ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการจับ ฯลฯ (ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (9))

หมายจับ ต้องทำเป็นหนังสือและมีข้อความเกี่ยวกับสถานที่ออกหมาย วันเดือนปีที่ออกหมายเหตุที่ต้องออกหมาย ต้องระบุชื่อหรือรูปพรรณของบุคคลที่จะจับ ลายมือชื่อและประทับตราของศาล (ป.วิ.อาญา มาตรา 60) เดิมพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจออกหมายจับได้เช่นเดียว กับศาล

ต่อมาได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ยกเลิกอำนาจการออกหมายจับของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ลงโดยให้ ศาลเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจออกหมายจับ

เหตุที่จะออกหมายจับมีดังนี้

1.มีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ

2.มี หลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่า จะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

ถ้า บุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัด โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี (ป.วิ.อาญา มาตรา 66)

การออกหมายจับตาม 1. นั้น ดูอัตราโทษเป็นเกณฑ์

หาก โทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีก็สามารถออกหมายจับได้ แม้ผู้นั้นจะไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไม่ก่อเหตุอันควรประการอื่น

ส่วนการออกหมายจับตาม 2. นั้น หากความผิดนั้นมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สามปีลงมาต้องมีพฤติการณ์หลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น จึงจะออกหมายจับได้ (ยึดอัตราโทษและพฤติการณ์เป็นหลัก)

แต่องค์ ประกอบที่สำคัญของ 1. และ 2. ก็คือ ต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลนั้นน่าจะได้กระทำผิดอาญาตามที่ถูกกล่าวหา (ข้อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 โดยนายจรัญ ภักดีธนากุล กับคณะ สำนักประธานศาลฎีกา)

ถ้าผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียก หรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควรให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนีตามความในมาตรา 66 (2) วรรคท้าย เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมาย

หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อเท็จจริงหาได้เป็นไปตามข้อสันนิษฐานก็ไม่สามารถออกหมายจับได้ หากออกหมายจับแล้วก็ถอนหมายคืนได้

ศาล จะออกหมายจับตามที่เห็นสมควร หรือโดยมีผู้ร้องขอก็ได้ (ป.วิ.อาญา มาตรา 59) โดยก่อนออกหมายจับจะต้องปรากฏพยานหลักฐานตามสมควรที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่า มีเหตุที่จะออกหมายจับตาม มาตรา 66 (ป.วิ.อาญา มาตรา 59/1)

เมื่อได้ออกหมายจับแล้วเป็นหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจต้องจัดการให้เป็นไปตามหมายนั้น (ป.วิ.อาญา มาตรา 61)

และ ในกรณีของหมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความ หรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน (ป.วิ.อาญา มาตรา 68)

อย่าง ไรก็ตาม หากบุคคลได้รับหมายเรียกที่ออกโดยชอบแล้ว มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หากมีเหตุผลอันควรที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหมายนั้นได้ ก็ควรจะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานผู้ออกหมายทราบ

แนะลากคอมาร์ค-เทือก-ตำรวจเด็กเนวินเข้าคุกสังเวยปล่อยผู้ก่อการร้ายลอยนวล

ประชาชน ที่ติดตามคดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบินได้เรียกร้องให้มีการแจ้ง ดำเนินคดีฐานละเว้นหน้าที่ต่อนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และพล.ต.ท.สมยศหัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นต่อหน้าที่ ไม่ออกหมายจับผู้ก่อการร้ายพันธมิตร หลังจากเนิ่นมามาจวนครบ 1ปี

"ผมเห็นเงียบไปเลย หลังจากเจ้าของคดีชมว่าเป็นผู้ก่อการดี พันธมิตรก็ไล่กลับให้ไปเปลี่ยนข้อหา ตำรวจก็ดันบ้าจี้จะไปเปลี่ยนข้อกล่าวหาให้พวกมัน ตามกฎหมายแล้วให้เกียรติกันออกหมายเรียก ตามขั้นตอนเมื่อออกหมายเรียกแล้วไม่มารายงานตัว (แต่เสือกมาม็อบกดดัน ตร. แทน) ขั้นตอนต่อไปก็ต้องออกหมายจับไม่ใช่เหรอ" คือข้อความในกระทู้ที่บอร์ด ประชาไท
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
17 พฤศจิกายน 2552

เมื่อ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรองผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ได้นำนายสุขสันต์ ไชยเทศ อดีตผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพัฒนาชาติไทย ซึ่งเป็นพยานปากเอกคดียุบพรรคไทยรักไทย ร่วมแถลงข่าวถึงเบื้องหลังการยุบพรรคไทยรักไทย โดยยอมรับว่าได้ให้การเท็จในคดีดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

------ พล.อ.พัลลภ :
ต้อง ขอบคุณสื่อมวลชนที่มาตามคำเชิญเพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อเท็จจริง เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับคนพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีกลาโหม โดยสองพยานปากเอกที่จะนำมาชี้แจงในวันนี้ ทั้งสองคนได้ให้การเท็จต่อศาล จนนำมาสู่การยุบพรรคไทยรักไทย

แต่วันนี้เขาทั้งสองได้สำนึกผิด จึงได้มาพบเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ แม้ว่าตัวเองจะติดคุกโดยการเป็นพยานเท็จ หรือแม้จะตายเขาก็ยอม สองคนนี้คือ นายสุขสันต์ ไชยเทพ ผู้อำนวยการพรรคพัฒนาชาติไทย และนายชวการ โตสวัสดิ์ ผู้สมัครแบบเขต พรรคพัฒนาชาติไทย

------ นายสุขสันต์ :
ผม ทั้งสองคนสำนึกผิด อยากกราบขอโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 ท่าน และรวมถึงสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคน

ตาม ที่ผมและนายชวการ ได้ให้การต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นพยานให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) และให้การกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนเป็นเหตุให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ผมขอเรียนว่า ผมและนายชวการ ถูกจ้างวานให้การเท็จ ถูกจ้างวานให้เป็นตัวละคร โดยผู้จ้างวาน คือ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรายละเอียดผมจะขอเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกันดังนี้

เริ่มตั้งแต่ เมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม 49 มีคนซึ่งผมรู้จักดี มาพบผมที่โรงแรมกานต์มณี โดยบอกว่า ถ้าอยากได้เงินสนับสนุนการเลือกตั้งให้พาหัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย หัวหน้าพรรคเล็ก 2-3 พรรคไปพบนายสุเทพ ซึ่งในขณะนั้น ผมกับพวก กำลังจัดทำเอกสารให้กับผู้สมัครเขตวันสุดท้ายในการสมัคร คือวันที่ 8 มีนาคม 49

ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 49 หลังจากส่งผู้สมัครเรียบร้อยแล้ว ผมกับคุณชวการ ก็ได้เข้าไปพบกับคุณสุเทพที่พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่นัดหมายกันไว้ ประมาณสี่ทุ่มกว่า โดยคนนำเข้าไปพบ ก็เป็นคนเดิมที่ติดต่อกับผมที่โรงแรมกานต์มณี

เมื่อพบกัน คุณสุเทพขอร้องขอความร่วมมือ ให้ผมช่วยทำงานร่วมกัน โดยเป้าหมายอยู่ที่การยุบพรรคไทยรักไทยเป็นหลัก แนวทางการทำงานนั้น

1.ให้ ร่วมแถลงข่าวว่า พรรคไทยรักไทย จ้างวานให้ส่งผู้สมัคร เหมือนกับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ที่คุณสุเทพได้นำแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ในวันที่ 8 มีนาคม 49
2.ให้ยืนยันต่อ กกต. อสส. และคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคไทยรักไทยเป็นผู้จ้างวานพวกผม ส่งผู้สมัครลงสมัคร

โดยมีเงื่อนไขในการทำงานและข้อตกลงในสัญญาคือ

1.คุณสุเทพจะดูแลความปลอดภัยให้ผมและครอบครัว
2.จะช่วยเหลือในทางคดีไม่ให้ได้รับโทษใดๆทั้งสิ้น
3.จะให้เงินค่าจ้างคนละ 15 ล้านบาท เป็นเรื่องจริง และ
4.ถ้า มีการเลือกตั้งใหม่จะส่งสมัคร ส.ส. ให้ได้เป็น ส.ส. หรือถ้าหากพรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล ก็จะได้รับตำแหน่งทางการเมือง เหมือนกับคำให้การที่ คุณธติมา ภาวลี ได้ให้การไว้กับตุลาการรัฐธรรมนูญในการให้การในครั้งนั้น และถ้าหากไม่ให้ความร่วมมือ หรือเข้าทำงานร่วม พวกผมจะถูกดำเนินคดีอาญา เรื่องของการปลอมแปลงเอกสาร และการแก้ไขข้อมูลของ กกต. และพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้คนไปแจ้งความไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่อง การแก้ไขข้อมูล ผมเรียนให้สื่อได้ทราบว่า พรรคของพวกผม ได้มีการแก้ไขตั้งแต่ปี 48 ที่มีการเลือกตั้ง ผมแก้ไขให้คุณทนง ศิริปรีชาพงษ์ กับคุณสุทีป นาแก เขต 4 ก็ส่งลงสมัคร ตอนนั้นผมกับคุณชวการไม่มีทางเลือกในขณะนั้น เพราะเข้าไปอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ คุยกันถึงตี 2 จึงยินยอมด้วยความจำเป็น และได้ต่อรองกับคุณบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรค ก่อน แต่คุณสุเทพบอกว่า ไม่ต้อง ผมไปด้วย ไปคืนนี้เลย คุณสุเทพให้เหตุผลว่า ผมกับคุณชวการไปพูด เขาไม่เชื่อหรอก ต้องให้ผมไปพูดเอง จึงนั่งรถโฟล์คตู้สีดำ เลขทะเบียนหมายเลข 7 กรุงเทพฯ

เมื่อถึงบ้าน คุณบุญทวีศักดิ์ ก็เป็นเวลาตี 2 ของวันที่ 16 มีนาคม 49 คุยกันอยู่ถึงตี 4 ผมจึงเชิญคุณบุญทวีศักดิ์ไปคุยกับคุณสุเทพในรถตู้ และผมกับคุณชวการก็อยู่ด้วย ในระหว่างการพูดคุยนั้น คุณสุเทพได้บอกคุณบุญทวีศักดิ์ว่า คุณสุขสันต์และคุณชวการได้รับปากทำงานร่วมกันกับคุณสุเทพไปแล้ว โดยข้อตกลงเงื่อนไขที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า หากคุณบุญทวีศักดิ์ร่วมทำงานผม (สุเทพ) ก็จะยินยอมจ่ายเงินให้ 15 ล้านบาท ตามที่คุณบุญทวีศักดิ์ได้ให้การกับทาง กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

แต่ คุณบุญทวีศักดิ์ได้บอกคุณสุเทพว่า เอาไว้คิดดูก่อน พรุ่งนี้เช้าจะให้คำตอบ หลังจากนั้น ไม่สามารถติดต่อคุณบุญทวีศักดิ์ได้เลย จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 49 คุณสุเทพได้ให้ผมและคุณชวการไปพบด่วน ที่พรรคประชาธิปัตย์ และให้ไปรับเงินล่วงหน้าก่อนคนละ 1 ล้านบาท และรีบจัดให้มีการแถลงข่าวใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ว่า พล.อ.ธรรมรักษ์เป็นคนจ้าง ในวันนั้นเลย

หลังจากแถลงข่าวเสร็จ คุณสุเทพให้คนมารับผมและคุณชวการ เดินทางไปสุราษฎร์ธานี และทีนี้ในระหว่างพักอยู่ที่สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ผมกับคุณชวการอยู่ในความควบคุมของนายสุเทพโดยตลอด แม้กระทั่งการไปให้การกับ กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีคนควบคุมไปตลอด ขณะนั้น ผมและคุณชวการไม่สามารถให้การเป็นอย่างอื่นได้

การ ที่ผมกับคุณชวการ มาเปิดเผยความจริงทั้งหมดในวันนี้ คุณสุเทพไม่ได้ดำเนินการตามสัญญาที่ให้ไว้กับพวกผม เรื่องเงิน เรื่องตำแหน่งทางการเมือง เรื่องเป็น ส.ส. ไม่ได้ไม่เป็นไร แต่พวกผมต้องมาโดนคดี ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติและส่งศาลฎีกา และวันที่ 14 พฤศจิกายน 52 นี้ จะส่งศาลอาญาร่วมกับ พล.อ.ธรรมรักษ์

ซึ่งแสดงว่า พวกผมถูกหลอกใช้งาน ให้เป็นเครื่องมือ ซึ่งคนเราศักดิ์ศรียอมกันไม่ได้ เมื่อมาโกหกกัน พวกผมต้องอยู่ลำบากแบบหลบๆซ่อนๆ ติดต่อไม่ได้เลย

------ นายชวการ :
ประเด็น หลักๆ คือ การลงเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 49 นั้น ทางพรรคพัฒนาชาติไทย ได้ดำเนินการตามแนวทางของพรรค เพราะเราเห็นเป็นโอกาส เมื่อพรรคฝ่ายค้านบอยคอต เมื่อสังคมไม่เอาพรรคไทยรักไทย โอกาสน่าจะตกอยู่กับพรรคเล็ก และก็เห็นได้ว่า พรรคคนปลดหนี้ได้ ส.ส. ในภาคใต้ ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นในการส่งผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยเลย

ประการที่ 2 เป็นความจริง ที่คุณสุขสันต์ได้พูดว่า คนของผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ได้ติดต่อพร้อมเสนอตัวเลขค่าใช้จ่าย 7 หลักในวันที่ 4 มีนาคม 49 ซึ่งวันนั้น เรากำลังยุ่งอยู่กับการจัดตัว เราก็เลยขอผัดผ่อน

และ เป็นความจริงเช่นเดียวกัน ที่เราได้รับการติดต่ออีกครั้ง พร้อมกับนำข่าวภายใต้การนัดหมายของผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ในคืนวันที่ 15 มีนาคม 49 เพื่อเข้าไปพบคุณสุเทพที่พรรคประชาธิปัตย์

ที่เราเข้า ไป เพราะเราคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนภายใต้หลักการของการเลือกตั้งโดยปรกติ แต่เมื่อเข้าไปและพบข้อเท็จจริงว่า เป้าหมายที่แท้จริง คือการยุบพรรคไทยรักไทยให้ได้ โดยคาดหวังว่า เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล

เพราะฉะนั้นในคืนวัน ที่ 15 มีนาคม 49 ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับพวก ได้มีการวางแผนกำหนดเป้าหมาย และยื่นข้อเสนอจริงตามที่คุณสุขสันต์แจ้งให้ทราบแล้ว และยังไม่พอ ยังเดินทางไปพบกับหัวหน้าพรรคจริง เสนอค่าตอบแทนให้จริงด้วย ตัวของคุณสุเทพจริง ทั้งผมและคุณสุขสันต์ รวมทั้งคนของพรรคประชาธิปัตย์บางท่านรับรู้ด้วยตลอดเวลา

ในส่วนของผม นั้น ขอเรียนว่า ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยง ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 49 โดยกล่าวว่า ผมได้ร่วมวางแผนกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ เรื่องการตัดต่อพันธุกรรมนั้น ขอเรียนว่า ไม่เป็นความจริง ผมไม่เคยวางแผนร่วมกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่เคยพบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่เคยเหยียบเข้าไปภายในพรรคไทยรักไทย ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในคืนวันที่ 2 มีนาคม 49 เลย

ส่วนภาพวงจรปิดที่คุณสุเทพนำมาให้ผมดู ในเวลาที่ถูกควบคุมตัวที่ภูเก็ตนั้น เป็นภาพที่ผมไปปรากฏตัวจริง แต่ไปเพราะติดรถไปกับเพื่อนที่ชื่อทวี สุวรรณภัทร ซึ่งเป็นนักข่าว เข้าไปทำธุระส่วนตัวในกระทรวงกลาโหมเท่านั้น

ในวันนั้น ผมไม่ได้พบกับ พล.อ.ธรรมรักษ์ ผมไม่เคยรู้จักกับท่าน นอกจากผ่านสื่อ และที่สำคัญ คือไม่มีการรับเงินใดๆ จาก พล.อ.ธรรมรักษ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 49 เพื่อไปใช้ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

วันที่ 3 มีนาคม ถ้าไปตรวจสอบจะพบว่า วันนั้นเป็นการสมัครปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพัฒนาชาติไทยส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการ ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไข และเงินค่าใช้จ่ายในการสมัครปาร์ตี้ลิสต์ มันไม่มาก และเป็นเงินที่เรารวบรวมกันเอง
เพราะฉะนั้นภาพที่นำมาใช้ จึงเรียกว่า การตัดต่อข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทย

นี่ คือความจริงที่สังคมจะต้องรับรู้ และที่สำคัญ หลังยุบพรรคไทยรักไทยแล้ว ผมเองอยู่อย่างลำบาก ไม่ได้รับการดูแลเหลียวแล ตอนที่จะให้เราร่วมมือ เขาก็บอกว่า ทำเพื่อชาติเถอะ แม้สังคมจะเข้าใจผิดเราก็ต้องเสียสละเพื่อชาติ เพื่อให้วิกฤตมันจบ แต่ในความเป็นจริง เป็นการแก้ไขวิกฤตด้วยวิธีที่สกปรก บิดเบือนใส่ความ ให้การเท็จ เสริมแต่งข้อเท็จจริง จนนำไปสู่กระบวนการที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเบี่ยงเบนนั้น ผมเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

สุดท้ายเมื่อเราขอให้ช่วยดูแลเรื่องคดี ความ ที่เราถูกกล่าวหาจาก ป.ป.ช. เรากำลังถูกฟ้องคดีอาญา คนที่เคยบอกว่าช่วยชาติ กำลังจะติดคุก เพราะการช่วยชาติที่เกิดจากการไม่เอาใจใส่ดูแล ผมจำเป็นต้องออกมาบอกความจริงทั้งหมด ให้สังคมได้รับรู้ว่า กระบวนการที่เกิดขึ้น ตั้งแต่มีนาคม 49 จนสะสมเป็นวิกฤตขณะนี้ เกิดจากกระบวนการที่ไร้จริยธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีอำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน ภายใต้แผนสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมืองอีสานบางคน และทหารบางกลุ่ม เพื่อทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบ

เพราะครั้งนั้น เขาบอกแต่เพียงว่า ยุบพรรค กรรมการไม่ตัดสิทธิ แล้วเราก็มาลงเลือกตั้งกันใหม่ เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ผลที่เกิดมันไม่ใช่ ผมและคุณสุขสันต์ สำนึกเสียใจตลอดเวลา นี่คือทฤษฎีเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เสร็จภารกิจเอามันไปไว้ไกลๆ อย่าให้มันเข้ามาใกล้ แล้วปล่อยมันให้ติดคุกซะ

ผม ยังไม่ทราบว่า การที่ผมมาเปิดเผย จะถูกคนของพรรคประชาธิปัตย์ฟ้องอีกกี่สิบคดี ผมยอมครับ ผมรู้ว่าผมมีส่วนผิด ผมจะพึ่งกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ถูกเบี่ยงเบน และฝากประชาชนว่า วันหนึ่ง หากผมไม่สามารถประกันตัวได้ เพราะการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนใดก็ตาม หากผมต้องถูกกระทืบตายในคุก ผมมีศัตรูอยู่แค่กลุ่มเดียว คือผู้ที่มีอำนาจรัฐในปัจจุบัน

ที่จำเป็นต้องมาเปิดเผยครั้งนี้ แม้รู้ว่าเสี่ยง แม้รู้ว่าเป็นอันตราย แม้รู้ว่าต้องเป็นศัตรู แต่ต้องการให้สังคมและประชาชนรู้ว่า แท้ที่จริงใครกันแน่ เป็นตัวการ และใครคือผู้ที่ต้องรับผลจากการกระทำที่ฉ้อฉล บิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุด ผมขอกราบขอโทษต่ออดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยทุกคนที่การกระทำของผมทำให้ท่าน ต้องได้รับผลกระทบ และขอเรียกร้องว่า อดีตสมาชิกไทยรักไทยทั้งหมด ควรออกมาเรียกร้องทวงสิทธิความเป็นธรรม ความชอบธรรมคืนจากระบบที่ถูกบิดเบือน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 พฤศจิกายน 2552

ผ่า แผนลับลวงพรางขององค์กรซ่อนเงื่อน สมคบคิดหนุนนโยบายล้าหลังคลั่งชาติกระหายเลือดกระหายสงคราม ก่อศึกกับเพื่อนบ้านกัมพูชา เริ่มจาก"สื่อคลั่ง"เปลวสีเงินที่เสนอว่าคนอย่างทักษิณนั้นโทษสถานเดียวของ คนพรรค์นี้คือ “ฆ่าทิ้ง” ก่อนที่มันจะ “ฆ่าชาติ” เผยเบื้องหลังสุดอัปยศไร้ยางอาย ทั้งทิ้งขี้คดีฟ้องร้องลูกน้องเก่าสยามโพสต์ ปลด"ใบตองแห้ง"หลีกเลี่ยงจ่ายเงินชดเชย เชลียร์รัฐมนตรีอ่างนวดโพไซดอนแลกงบโฆษณา ตามมาด้วยเอแบคโพลล์ที่เปิดปุ๊บติดปั๊บแค่มาร์คเรียกทูตกลับไม่ข้ามวัน มั่วผลสำรวจรัฐบาลหุ่นเชิดคะแนนนิยมพุ่ง70% คนในแฉเองผลุบเข้าทำเนียบซุกอภิสทธิ์ประจำ ส่วนประธานหอการค้ามาแปลกไม่แหกปากร้องซักคำทั้งที่กระทบการค้าแสนล้าน แต่ออกโรงหนุนหน้าตาเฉย เผยที่ไปที่มาลึกลับก้าวขึ้นเป็นประธานหอแทนตัวเต็งอันดับ1 ไม่สนผลประโยชน์การค้าอาศัยองค์กรบังหน้าเคลื่อนไหวการเมืองเป็นเครือข่าย อำมาตย์ ส่วนทูตสุรพงษ์วงการเผยตามแก้แค้นเรื่องส่วนตัวที่เคยถูกรัฐบาลทักษิณเตะ โด่งไปอยู่แอฟริกา

ผ่าเครือข่ายองค์กรลับลวงพรางโหมชวนเชื่อนโยบายกระหายเลือดกระหายสงคราม

หลัง จากรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้นโยบายล้าหลังคลั่งชาติลดความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านกัมพูชาลง ก็มีองค์กรหน่วยงานบางแห่งที่มีภาพลักษณ์ที่ดู"เป็นกลาง"อย่างเอแบค โพลล์,สภาหอการค้าไทย รวมทั้งคนในแวดวงการฑูตออกมาสนับสนุนให้ท้ายรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ กับประณามอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่าขายชาติ

หากมองปรากฎการณ์เพียง ผิวเผินนี่อาจเป็นการแสดงตัวของกระแสชาตินิยมโดยปกติธรรมดา แต่หากล้วงลึกลงไปในเบื้องหลังแล้ว องค์กรอย่างเอแบค โพลล์,ประธานหอการค้า หรือทูตสุรพงษ์ ชัยนามที่ออกมาแสดงบทบาทนี้ ไม่ได้มีพฤติการณ์ทำนองนี้เป็นหนแรก แต่เป็นมาอย่างต่อเนื่อง จนเราเรียกว่านี่เป็นปรากฎการณ์ของเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนที่เคลื่อนไหว ทำลายฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย สนับสนุนความเคลื่อนไหวของอำมาตย์เผด็จการอย่างสอดประสานกัน

ต่อไปนี้เป็นการลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อนทั้ง3แห่งในเบื้องลึกที่เต็มไปด้วยข้อมูลเบื้องหลังที่ไม่น่าพลาด

เปลว สีเงินสวมบทสื่อคลั่งสั่งฆ่าทักษิณ เปิดเบื้องหลังสุดอัปยศไร้ยางอาย

สำหรับ เปลว สีเงินนั้น ได้เขียนบทความลงในไทยโพสต์ แล้วผู้จัดการASTVกระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขายผล โดยระบุว่า คนที่มีความสุขจากการเห็นคนชาติอื่นมาเหยียบย่ำชาติตัวเอง โทษสถานเดียวของคนพรรค์นี้คือ “ฆ่าทิ้ง” ก่อนที่มันจะ “ฆ่าชาติ”(ดูลิ้งค์ข่าว)

เปลว สีเงิน หรือนายโรจน์ งามแม้น เคยเป็นคอลัมนิสต์ใหญ่ในไทยรัฐยุคนายกำพล วัชรพลยังมีชีวิตอยู่ ต่อมาได้ออกมาทำหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ โดยถือคติว่าคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านกับทุกรัฐบาล สยามโพสต์ไม่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย ขณะที่ถูกฟ้องร้องสารพัด แต่คนรับเคราะห์คือนายอรุณ ลานเหลือ ซึ่งเปลวตั้งให้เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลสู้คดี ขณะที่เปลวปิดสยามโพสต์หนีไปเปิดหัวใหม่คือไทยโพสต์

มาเปิดหัวใหม่ ไทยโพสต์ พอดีทักษิณมาเป็นรัฐบาล เปลวก็ตามจิกด่าตามคติว่าคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านด่าทุกรัฐบาล แต่โดนทักษิณตรวจสอบในเรื่องฐานะการเงิน โดยให้สตง.ตรวจสอบพร้อมผู้บริหารเครือเนชั่น และไปบีบโรงพิมพ์ของนายระวิ โหลทอง แห่งสยามกีฬาที่เปลวนำไทยโพสตฺไปพิมพ์ จนระวิเลิกพิมพ์ให้ไทยโพสต์ และประการหนึ่งก็เป็นโอกาสที่ระวิอยากเลิกพิมพ์ให้อยู่ด้วย เพราะติดหนี้ค้างชำระไว้มาก ทำให้เปลวแค้นทักษิณต้องหาเรื่องเอาคืนมาแต่นั้น

พอพันธมิตรปิด สนามบิน จบลงด้วยการโค่นรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ลง และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นรัฐบาล เปลวสีเงินรีบเกาสะขบวนเชลียร์รัฐบาลอภิสิทธิ์ทันที โดยมุ่งไปเชียร์นางพรทิวา นาคาศัย ที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ เพราะเวลานั้นถูกตั้งคำถามเรื่องภูมิหลังที่ครอบครัวนางพรทิวาทำสถานอาบอบ นวด"โพไซดอน"ไม่ควรมาเป็นรัฐมนตรีด้านการค้า

เปลวเขียนบทความลงใน ไทยโพสต์เมื่อ11ก.พ.2552เชียร์พรทิวาแบบออกนอกหน้า ว่า พรทิวา"ถูกใส่ร้าย" อย่างไม่เป็นธรรม สร้างความเสียหาย ชื่อเสียง "ประเทศไทย" เพราะพรทิวาอยู่ในฐานะ "ตัวแทนประเทศไทย"!

เปลวเขียนเชลียร์ว่า "พรทิวา" จะไม่แค่ "นาคาศัย" เท่านั้น นักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ว่าใครก็หวังจะอาศัยเธอทั้งนั้น เธอจะเป็นนักการเมืองหญิงที่ "หญิงยุคใหม่" ซูฮก และยกให้เป็น "ต้นแบบ-หญิงห้าว"!

ผมสังเกตว่า เธอเป็นคน "หัวไว-ใจนักเลง" โครงสร้างเสียง บ่งอนาคตไปได้ใหญ่โต เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจว่า การนอบน้อม และรับฟังผู้ใหญ่ที่เป็น "คณะปรึกษา" นั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีของนักบริหาร

"คุณพรทิวานั้น มีรอยยิ้มที่เรียกว่า "ยิ้มเหมือนโลกเศร้า" เป็นยิ้มของคน "ไม่สิ้นโศก" จากส่วนลึก!? เมื่อประกอบเข้าทั้งใบหน้า แววตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย และในเสียงผิดลักษณ์หญิง แต่เป็นเอกลักษณ์ "หญิงทรงอำนาจ" และเด็ดขาด นั้น ก็บังเอิญปลายเส้นเสียงเป็นกังวานที่แตกพร่า ตรงจมูกฮวบเหล็งดี ปากดี กรามดี คางดี สรุปว่า ถ้ายึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอเขาไว้ จะเสริมให้ยิ่งแก่ยิ่งรวย และยิ่งแก่ยิ่งดัง นั่นแล"นี่เป็นความไร้ยางอายของเปลวเวลาที่เขาจะเชียร์ใครซักคน หาเรื่องไม่เจอก็เอาโหงวเฮ้งมาอ้าง

แล้วพรทิวาก็ให้เปลวได้"อาศัย "จริงๆเพราะนับแต่นั้นงบโฆษณาสารพัดจากกระทรวงพาณิชย์ที่พรทิวา เป็นเจ้ากระทรวงอยู่ก็ไหลมาเทมาลงไทยโพสต์นับแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายแทบ ทุกวัน นอกเหนือจากโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ของอภิสิทธิ์ที่ขึ้นหราอยู่หน้า1ของ ไทยโพสตฺแทบทุกวัน

ล่าสุดเปลวก็ก่อเรื่องอัปยศอีกเมื่อ ได้บีบให้คอลัมนิสต์"ใบตองแห้ง"ที่เขียนคอลัมน์ว่ายทวนน้ำในไทยโพสต์ ซึ่งมีจุดยืนเป็นกลาง อยู่ตรงข้ามกับเปลวอย่างมากออก โดยหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

โดยใบตองแห้งเปิดเผยเรื่องดังกล่าวนี้ว่า"เมื่อผมทราบว่าวีซ่าหมดอายุ ไม่ได้เขียนว่ายทวนน้ำอีก ผมก็ยอมรับโดยดี ไม่ได้ถามเหตุผล เพราะมองแบบน้ำครึ่งแก้ว ผมได้อิสระมาตั้ง 3 ปีกว่า ก็เป็นความใจกว้างล้นเหลือแล้ว แต่บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ควรงดการเขียนบทสัมภาษณ์ด้วย เพราะจะสร้างความขัดแย้งเช่นกัน และผมก็คงนั่งกินเงินเดือนเปล่าๆ ไม่ได้ ก็ต้องลาออก เพื่อมีอิสระไปทำอะไรใหม่ๆ

เพียง แต่มาคุยกันภายหลังว่า ผมจะทำบันเทิงอยู่ไหม ผมยังไม่อยากตกงานแบมือขอเงินเมียอย่างเดียว จึงบอกว่าทำได้ในลักษณะฟรีแลนซ์ แต่ไทยโพสต์เสนอว่าจะให้เป็นเงินเดือน โดยคิดเงินเดือนกันใหม่ (ลดลงจากเดิมมาก) ผมก็โอเค เพราะจะได้ไม่ยุ่งยากเรื่องการส่งภาษีส่งประกันสังคม

ฉะนั้นผมก็ไม่ ได้ยื่นใบลาออกเป็นทางการ นับแต่วันที่ 1 พ.ย. ถ้าดูบัญชีพนักงานผมก็ยังเป็นพนักงานที่รับเงินเดือนไทยโพสต์อยู่ แต่เป็นเงินเดือนใหม่ ข้อตกลงใหม่ ผมไม่มีตำแหน่งหน้าที่อะไรแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับโต๊ะข่าวการเมือง ไม่มีเก้าอี้นั่ง ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เขียนส่งทางเมล์ และมีอิสระที่จะไปทำงานที่อื่น ดังนั้นถ้าพูดว่าผมยังอยู่ ยังไม่ได้ออก ก็ถูกเหมือนกัน แต่ถูกครึ่งเดียว ที่ถูกคือผมออกมาอยู่ข้างนอก ทำงานอิสระ แต่ยังรับจ้างไทยโพสต์ในงานที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง"

ทางด้านนัก กฎหมายแรงงานกล่าวว่า การที่เปลว สีเงิน ผู้บริหารไทยโพสต์ทำกับใบตองแห้งดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงาน เพราะเป็นการปรับสภาพการจ้างงานโดยไม่เป็นธรรม ดูเจตนาแล้วหวังผลให้พนักงานลาออกเอง โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า"ใบตองแห้ง"จะยกขึ้นมาต่อสู้ว่าถูกปรับสภาพการจ้าง เพื่อบีบให้ลาออก แล้วไปขอค่าชดเชยตามกฎหมาย หรือสมยอมกับการกระทำดังกล่าว

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)ได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 6 พ.ย.เรียกร้องให้ชี้แจง กรณีปลด “ใบตองแห้ง” เพราะ
สาธารณ ชนมีข้อกังขาต่อการยุติบทบาทคอลัมน์ว่ายทวนน้ำโดยฉับพลัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่ได้ตั้งปณิธานการทำหน้าที่สื่อมวลชนของตนเองไว้ว่าเป็นพื้นที่สื่อที่มี “อิสรภาพแห่งความคิด

อีกทั้งเสียงสะท้อนทวงถามจากกลุ่มผู้ อ่านภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ย่อมบ่งบอกถึงคุณภาพของกลุ่มผู้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่เปิดกว้างทางความคิดและต้องการรับรู้ความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ตลอดจนตระหนักถึงเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ดร.นพดลAbac Pollผลุบเข้าทำเนียบซุกมาร์คเป็นประจำ

น่า กังขามากว่าทันทีที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ประกาศลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับ กัมพูชาปุ๊บ วันรุ่งขึ้นดร.นพดล กรรณิกา ก็เปิดเผยโพลล์สำรวจในวันรุ่งขึ้นได้แบบฉับไวทันใจว่า สาธารณชนเพิ่มการสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์จากกรณีนี้ทันที 3 เท่าตัว ขึ้นมาเกือบ 70 % ( คลิ้กดูข่าว)

เจ้า หน้าที่ระดับสูงของAbac poll เปิดเผยว่า ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองไปในทางเดียวกันกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ โดยมักได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนทัศนะเรื่องบ้านเมืองกับนายอภิสิทธิ์ที่ ทำเนียบรัฐบาลเป็นประจำ

"ดร.นพดลนั้นมีทัศนะทางการเมืองสอดคล้อง กับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์เองก็อยากขอคำปรึกษาในเรื่องของประชามติสาธารณะที่มีต่อตัว เขา และรัฐบาลของเขา ทางดร.นพดลก็ให้คำชี้แนะทางวิชาการไป แต่ก็อย่างว่าคนเราพอมันมีpersonal contact(ความสัมพันธ์ส่วนตัว)กันขึ้นมาซะแล้ วเรื่องที่ทางคุณอภิสิทธิ์จะขอความร่วมมืออะไรก็อาจจะคงมีมั่ง แต่ไม่ใช่แลกกันด้วยเงินทองผลประโยชน์"เจ้าหน้าที่ระดับสูงของAbac Pollระบุ

ขณะเดียวกันเขายอมรับว่าภาพลักษณ์ของเอแบคโพลล์ดูจะเอน เอียงมาทางรัฐบาลจริง แต่คู่แข่งของเราคือสวนดุสิตโพลล์ก็มีข้อครหาว่า เอนเอียงไปทางเสื้อแดงเช่นกัน...

พูดง่ายๆว่าหากหาว่า เอแบคโพลล์เอียงข้างรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ คู่แข่งของเอแบคโพลล์ก็เอียงข้างเสื้อแดงแล้ว ถือว่าหายกัน !

*ประธานหอการค้าที่มาลึกลับ ที่ไปก็เป็นภารกิจในทางลับเครือข่ายอำมาตย์

ที่ สังคมต้องประหลาดใจมากก็คือการลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชานั้นกระทบต่อ มูลค่าการค้าระหว่าง2ประเทศซึ่งมีนับแสนล้านบาท แทนที่ประธานหอการค้าจะออกมาเรียกร้องสันติภาพจะได้ทำมาค้าขายกันต่อไป กลับออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลตอบโต้เขมรทำถูกต้องเหมาะสมแล้ว การปกป้องศักดิ์ศรีประเทศชาติต้องมาก่อน ลั่นรับไม่ได้หากปล่อยให้ใครมาย่ำยี ดูหมิ่นเหยียดหยามประเทศไทย (คลิ้กดูรายละเอียดข่าว)

นายดุสิตเพิ่งขึ้นมาเป็นประธานหอการค้าไทยเมื่อต้นปีนี้แบบ"ลึกลับ แต่รู้กันแซดในวงการพ่อค้าใหญ่ แต่ใครหละจะกล้าพูด"

ตาม คิวและตามสัญญาสุภาพบุรุษแล้ว เมื่อนายประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าคนก่อนหมดวาระลงในตอนต้นปีนี้ จะเป็นคิวของนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานหอการค้าคนที่ 1 ขึ้นเป็นแทน แม้แต่นายประมณฑ์ก็กล่าวสนับสนุน(ดูข่าว คลิ้ก) จนมีการแจกประวัติ"ว่าที่ประธานหอการค้าคนใหม่"และเตรียมเลี้ยงฉลองยกใหญ่( ลิ้งค์ ) แต่แล้วพอใกล้วันเลือกประธานเข้าจริงๆ ก็เกิด"ข้อมูลใหม่"ขึ้นมา อันมีผลให้นายพงษ์ศักดิ์ต้องประกาศไม่ขอชิงตำแหน่งนี้ โดยอ้างเหตุผลอย่างกะทันหันว่า ต้องไปดูแลธุรกิจทอผ้าของตัวเอง เพราะเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ และขอให้รองประธานคนที่2คือดุสิต นนทะนาคร ขึ้นเป็นแทน...

ซึ่งคนในวงการบอกว่า เป็นเหตุผลที่ต้องประกาศไปทั้งน้ำตา และไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ต้อง"ตามนั้น" เพราะนี่เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วดูจะกล้อมแกล้มไปได้ที่สุดแล้วต่อสถานการณ์ พลิกผันครั้งใหญ่ของวงการหอการค้า

อะไรคือเหตุของการพลิกผัน และทำไมต้องเป็นดุสิต?

ดุสิต มีบทบาทก่อนหน้านั้น โดยออกมาพูดตอนม็อบพันธมิตรยึดสนามบินว่า
"ไทย จะต้องยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีปัญหาแน่นอน โดยมองว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่สังคมไทยก็มีความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอื่น ๆ เข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ก็ควรที่จะประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่"

ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขปัญหาพันธมิตรยึดสนาม บินด้วยการรีบร้อนสั่งยุบพรรคพลังประชาชน มีผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ธันวาคม

ตอนนั้นดุสิตซึ่ง เป็นรองประธานสภาหอฯก็ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีแถลงข่าวร่วมกับสภาอุตสาหกรรม กับสมาคมธนาคารไทยว่า พรรคพวกแม้วพอได้แล้ว เป็นนายกฯมา 2 คนแล้ว ทั้งสมัคร สุนทรเวช ทั้งสมชาย บ้านเมืองก็ชิบหายมากพอแล้ว ให้คนอื่นคือฝ่ายมาร์ค-ประชาธิปัตย์ลองเป็นมั่ง พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินกันเป็นปกติสุข...

ต่อมาไม่นานก็เกิด ม็อบเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนสงกรานต์ ซึ่งหากเป็นไปตามมาตรฐานเดิม ดุสิตก็ควรต้องออกมาแถลงข่าวให้ท้ายม็อบ และไล่รัฐบาลออกเพราะคุมม็อบไม่อยู่บ้านเมืองวุ่นวาย พ่อค้าทำการค้าขายไม่ได้ แต่หนนี้ดุสิตพูดอีกอย่างว่า

ภาคเอกชน เรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนที่ผลกระทบจะส่งผลเสียหายไปมากกว่านี้ เอกชนได้พยายามร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย ส่วนรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อทำให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองโดยรอบคอบ ต้องมองถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง

ต่อมาเมื่อมีการชมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเพื่อรำลึกการรัฐประหาร 19 ก.ย.เมื่อไวๆนี้ ดุสิตออกมาหนุนรัฐบาลเต็มที่ โดยกล่าวว่า

การ ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามีความรัก ความสามัคคี และมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักหรือไม่ ควรคิดว่าจะสามารถร่วมกันระดมความคิดว่าภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกดีขึ้น จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวรวมทั้งจะทำอย่างไรในการเสริมสร้าง ประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เป็นกฎหมายสากลที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งจะเอามาใช้เมื่อมีความจำเป็น และไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหากจะเอามาประกาศใช้ในภาวะที่ประชาชนในประเทศ ไม่มีความสามัคคี


ลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยผู้สืบมรดกต่อจากลูกหม้อซิเมนต์ไทยอีกราย



หลัง พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ยอมกลืนเลือดสละการชิงเก้าอี้ประธานหอแล้ว ดุสิตก็หมดก้างฉลุยขึ้นเป็นประธานสภาหอการค้าคนใหม่ฉลุยในวันที่ 26 มีนาคม 2552

ดุสิตจบปริญญาโทจากอเมริกา เป็นลูกหม้อทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยมาแต่ต้นจนเกษียณ เขาเป็นมือบริหารปูนใหญ่ในรุ่นเดียวกับชุมพล ณ ลำเลียง มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเครือซิเมนต์ไทยหลายบริษัท ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)ขึ้นชื่อเรื่องเป็นมือการตลาดของซิเมนต์ไทย

เป็นเครือซิเมนต์ไทยอันมีสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ก่อน หน้าดุสิตนั้น ประธานหอการค้าไทยชื่อ ประมนต์ สุธีวงศ์ โดยเขามีโควต้ามาจากการเป็นประธานคณะกรรมการโตโยต้าประเทศไทย และเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นประธานโตโยต้า

เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหน ? หากใครรู้จักบริษัทญี่ปุ่นดีก็จะพบว่าเขาใช้คนญี่ปุ่นเป็นประธานทั้งนั้น หรือไม่งั้นก็ต้องเรียนจบญี่ปุ่น แต่ประมนต์นี่จบตรี โทจากอเมกา...แล้วทำไมมาเป็นได้..

คำตอบคือพอดีว่าประมนต์มาจากเครือซิเมนต์ไทย

นาย ประมณฑ์เป็นลูกหม้ออยู่ที่เครือซิเมนต์ไทยมาแต่หนุ่มยันเกษียณในปี2542 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย..ปูนซิเมนต์ไทยที่มีสำนักงานทรัพย์สินฯถือหุ้นใหญ่นั่น เอง

เครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในโตโยต้าประเทศไทย 10% เช่นเดียวกับบริษัทจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยโดยทั่วไปที่เครือสำนักงาน ทรัพย์สินฯจะได้รับเกียรติให้เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี รวมทั้งกรณีของรถไถนาคูโบต้า รถไถนาเดินตามที่มียอดขายสูงสุดในเมืองไทย ก็มีทรัพย์สินเข้าไปถือหุ้น 10 %

เมื่อประมณฑ์หมดวาระลง แทนที่เก้าอี้ประธานหอการค้าจะตกเป็นของแคนดิเดตอันดับ1 กลับถูกผูกขาดจากคนที่เป็นลูกหม้อเครือทรัพย์สินฯ จากนั้นก็มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองสอดคล้องกับรัฐบาลอภิสิทธิ์และเครือ ข่ายอำมาตย์อย่างเป็นจังหวะจะโคน ก็ทำให้ข้อสงสัยต่างๆคลี่คลายลงว่า เพราะเหตุใดนายดุสิต นนทนาคร จึงเหมาะสมกับตำแหน่งประธานหอการค้า

ผล ประโยชน์การค้าไทย-กัมพูชาปีละนับแสนล้านบาท อาจไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนของอำมาตย์ที่ขอ พิฆาตทักษิณเป็นภารกิจหลัก

*ทูตสุรพงษ์ ชัยนามกับปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม

นาย สุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัคราชทูตคนหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนไหวสอดคล้องกันได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยไปออกรายการASTV กล่าวสนับสนุนรัฐบาลหุ่นเชิดว่า "คราวนี้ต้องตอบโต้ที่หนักขึ้น นอกจากเรียกทูตกลับ แล้วยังชะลอ ความช่วยเหลือ ความร่วมมือในโครงการต่างๆด้วย เพื่อดูท่าที ฮุนเซน อีกครั้ง ทั้งนี้หาก ฮุนเซน ยังไม่เข้าใจอีก สิ่งที่ชะลอไว้อาจยกเลิกไปเลย"( คลิ้กดูข่าว)

นาย สุรพงษ์แม้จะเป็นทูต ซึ่งภาพลักษณ์ดีเป็นกลาง แต่ก็พบว่าเบื้องหลังความเคลื่อนไหวของเขานั้นมาจากได้รับผลกระทบส่วนตัว เมื่อครั้งยังรับราชการอยู่

เขาเป็นน้องชายของทูตผู้ใหญ่อีกรายคือ นายอัษฎา ชัยนาม ทั้งสองมีศักดิ์เป็นหลานนายดิเรก ชัยนาม อดีตผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475และอดีตเสรีไทย

ปัญหาเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ มีดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกนายอัษฎา ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในกระทรวงซึ่งใกล้เกษียณอายุราชการ ได้วิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของดร.สุรเกียรติ์หลาย เรื่อง สร้างความไม่พอใจให้สุรเกียรติ์มาก จึงหันไปเล่นงานนายสุรพงษ์ผู้น้องชายแทน เพราะนายอัษฎาเกษียณอายุราชการไปก่อน

โดยสุรเกียรติ์ได้ย้ายนายสุ รพงษ์จากอธิบดีกรมใหญ่ในกระทรวงต่างประเทศ ลดชั้นให้ไปเป็นทูตเยอรมนี และเอาไปเอามาก็ย้ายไปเป็นทูตที่แอฟริกา เทียบได้กับย้ายไปอยู่ชายแดนเป็นการลงโทษ นายสุรพงษ์จึงลาออกแล้วมาเคลื่อนไหวบนเวทีพันธมิตรไล่รัฐบาลทักษิณเพื่อแก้ แค้น

หลังรัฐประหาร19กันยา นายสุรพงษ์ได้ไปมีตำแหน่งในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และในฐานะเคยเป็นปัญญาชนศึกษาลัทธิมาร์คซ์มามาก เขาได้เขียนบทความเรื่อง"กองทัพกับประชาธิปไตย"หลังรัฐประหาร19กันยา ความสำคัญโดดเด่นอยู่ตรงมันเป็นบทความที่มุ่งอธิบายและให้ความชอบธรรมโดยนัย แก่การรัฐประหารของกองทัพเพื่อกอบกู้ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย ด้วยหลักเหตุผลวิชาการอย่างจริงจัง จากกรอบแนวคิดทฤษฎีของฝ่ายซ้าย

เรื่อง นี้ทำให้นักวิชาการฝ่ายซ้ายเก่า อย่างดรเกษียร เตชะพีระ ถึบกับทนไม่ไหว ได้เขียนบทความวิจารณ์สุรพงษ์ว่า "เมื่อเอาหูแนบตั้งใจฟังข้อความของสุรพงษ์ ก็พอจะแว่วกังวานแห่งคำประกาศ "สงครามครั้งสุดท้าย" ของสนธิ ลิ้มทองกุล..."

00000000000

อ่านซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อนของคุณรักในหลวงห่วงลูกหลานเขียนไว้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องประกอบ
โดย คุณ อัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
28 ตุลาคม 2552

เวลามีเรื่องอะไรที่ไม่เหนือไปกว่าความคาดหมาย คนไทยเรามักมีคำอุทานฮิตติดปากว่า “แหม ทีแทงหวยไม่ถูก

“แหม ทีแทงหวยไม่ถูก” ก็ใช้ได้กับเรื่องที่ ป.ป.ช. มี มติยกคำร้อง ไม่ดำเนินการกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในข้อหารับของกำนัลที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท กรณีไปรับงาช้างที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีคมนาคม ในวันที่เดินสายลงพื้นที่อีสานหนแรก

มติ ป.ป.ช. ตามถ้อยแถลงของนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า

“จาก ข้อเท็จจริง ฟังได้ว่านายกรัฐมนตรีไม่มีเจตนาหรือมีความประสงค์ที่จะรับงาช้างไว้เป็น สิทธิของตนเอง เนื่องจากเมื่อรับงาช้างจากนายโสภณ ได้ส่งให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบมูลค่าให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาพิจารณาเห็นว่า ไม่สมควรรับงาช้างไว้ จึงได้ส่งคืน ส่วนที่ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช. ในทันที ก็เพราะติดวันหยุดราชการ และได้มอบหมายให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือลงวันที่ 22 กรกฎาคม รายงานเรื่องดังกล่าวให้ ป.ป.ช. ทราบข้อกล่าวหาว่า กระทำการขัดหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2543 จึงไม่มีมูล ข้อกล่าวหาตกไป”

ผู้เขียนเห็นว่า มติของ ป.ป.ช. เรื่องนี้ มีข้อให้น่าท้วงติงอยู่พอสมควร โดยเฉพาะประเด็นที่ ป.ป.ช. อ้างว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีเจตนา

ไม่รู้ว่า ป.ป.ช. ไปนั่งในใจนายอภิสิทธิ์ได้ตั้งแต่เมื่อไร จึงเที่ยวไปเดาใจ หรืออ่านใจนายอภิสิทธิ์ออกว่า ไม่มีเจตนา

งาช้าง 1 คู่ ที่นายโสภณมอบให้ เด็กอมมือก็น่าจะรู้ว่า มันมีมูลค่าเกิน 3,000 พันบาทแน่ๆ ถ้าไม่มีเจตนา จะรับมาทำไม

เมื่อ ผลของเรื่องงาช้าออกมาซะอย่างนี้ ก็ไม่ต้องไปรอลุ้นเรื่องแหวนทองที่นายกฯรูปหล่อ ไปรับมาจากบรรดาแม่ใหญ่ในภาคอีสาน เพราะรับแล้วคืนไม่ผิด

เมื่อ กรรมการ ป.ป.ช. เข้าไปนั่งในใจนายอภิสิทธิ์ได้ ผู้เขียนก็ขอเข้าไปนั่งในใจนายอภิสิทธิ์บ้าง ซึ่งในมุมมองเห็นว่า นายอภิสิทธิ์รู้อยู่แล้วว่า ของที่รับมามีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท แต่ก็เลือกเล่นตามเกมการเมืองที่ถนัด เรียกว่าไม่ทิ้งโอกาสที่จะสร้างภาพ เมื่อปูกันมาอย่างนี้ ก็ต้องตบกินเก็บแต้มเข้ากระเป๋าสักหน่อยเพราะกรณีอย่างนี้ ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร อยู่ๆ ก็มีคนชงมาให้ตบกินเก็บแต้ม และยังเป็นการตบหนเดียวได้ 2 แต้ม เข้ากระเป๋าฟรีๆ อีกด้วย

แต้มแรก คือได้ใจคนที่ให้ของ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล หรือแม่ใหญ่ในอีสาน เพราะคนไทยจะถือกันมากเรื่องให้ของแล้วถูกปฏิเสธ

แต้ม ที่สอง คือได้ภาพความเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต เพราะเมื่อรับมาแล้ว ก็ให้ตรวจสอบว่า มีมูลค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ (ทั้งที่รู้อยู่ว่าเกิน) จากนั้นก็ส่งคืนเจ้าของ

เรียกว่าตบกินนิ่มๆ ได้ 2 แต้มเข้ากระเป๋าฟรีๆ

ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะมีข้อห้ามเรื่องรับของเกิน 3,000 เอาไว้ทำไม

ต่อให้รอจนถึงชาติหน้า ก็เอาผิดใครไม่ได้ เพราะพอมีคนรู้ พอเป็นข่าว แค่ส่งคืน ก็พ้นความผิด

ส่วนไอ้ที่ไม่เป็นข่าว ไม่มีคนรู้ ก็หวานปากเก็บใส่กระเป๋า เข้าบัญชีอย่างสบายใจ
โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
11 กันยายน 2552

หมาย เหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอด ฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน ,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการ อำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ


หลังจากว่า ถึงองค์กรซ่อนเงื่อนสารพัดมาแล้ว ก็มีแฟนๆสอบถามมาว่าแวดวงพ่อค้านี่ก็แปลกๆดูลำเอียงเข้าข้างม็อบเหลือง กระทืบพวกเสื้อแดงเหลือเกิน มันเป็นอะไรยังไงของมัน เบื้องหลังเบื้องลึกคืออะไร ขอบอกไว้ก่อนว่า อันนี้มันเป็นแห้ว...แล้วจะหาว่าไม่บอก

คนวงนอกไม่รู้ขี้ รู้ไส้แวดวงพ่อค้า โดยเฉพาะพวกหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมไทย ก็คงคิดกันง่ายๆว่าที่พวกนี้ให้ท้ายเสื้อเหลืองพันธมิตร กระทืบเสื้อแดง ถือหางปชป. กระทืบเหลี่ยมจมธรณี คงเพราะพวกเสื้อแดงกับเหลี่ยมมันเลว พวกเหี้ยเหลืองกับปชป.เลิศเลอเป็นเทวดา นักธุรเขาเลยเลือกข้าง

แต่ใดๆในประเทศนี้ ล้วนแต่มีที่มาที่ไป เบื้องหน้าที่เขาพูดที่เขาแสดง ให้ดูด้วยว่าเบื้องหลังของพวกเขาคืออะไร..คือใคร?

ผม พาไปโฟกัสบทบาทของนายดุสิต นนทะนาคร ซึ่งเพิ่งได้เป็นประธานหอการค้าคนใหม่เมื่อตอนต้นปีนี้(และในแวดวงพ่อค้าก็ เป็นเรื่องอื้อฉาว ซุบซิบกันสนั่นวงว่า มีเบื้องหลังที่ห้ามพูดกันถึงที่มาที่ไปที่นายดุสิตได้เป็นประธานหอการค้า)

ดุสิต นนทะนาคร ผู้ก้าวขึ้นเป็นประธานสภาหอแบบพลิกล็อกเพราะ"ข้อมูลใหม่"

#พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ทำได้ใกล้เคียงที่สุดคือการเป็น"ว่าที่"ประธานหอการค้า ก่อนจะสละสิทธิ์ท่ามกลางเสียงซุบซิบลั่นวงการค้า

ตาม คิวและตามสัญญาสุภาพบุรุษแล้ว เมื่อประมณฑ์ สุธีวงศ์ ลูกหม้อของค่ายปูนซิเมนต์ไทยหมดวาระลงแล้วในตอนต้นปีนี้ จะเป็นคิวของพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานคนที่ 1 ขึ้นเป็นแทน จนมีการแจกประวัติ"ว่าที่ประธานหอการค้าคนใหม่"และเตรียมเลี้ยงฉลองยกใหญ่( ลิ้งค์ ) แต่แล้วพอใกล้วันเลือกประธานเข้าจริงๆ ก็เกิด"ข้อมูลใหม่"ขึ้นมา อันมีผลให้นายพงษ์ศักดิ์ต้องประกาศไม่ขอชิงตำแหน่งนี้ โดยอ้างเหตุผลอย่างกะทันหันว่า ต้องไปดูแลธุรกิจทอผ้าของตัวเอง เพราะเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ และขอให้รองประธานคนที่2คือดุสิต นนทะนาคร ขึ้นเป็นแทน...

ซึ่งคนในวงการบอกว่า เป็นเหตุผลที่ต้องประกาศไปทั้งน้ำตา และไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ต้อง"ตามนั้น" เพราะนี่เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วดูจะกล้อมแกล้มไปได้ที่สุดแล้วต่อสถานการณ์ พลิกผันครั้งใหญ่ของวงการหอการค้า

อะไรคือเหตุของการพลิกผัน และทำไมต้องเป็นดุสิต?

ดุสิต มีบทบาทก่อนหน้านั้น โดยออกมาพูดตอนม็อบพันธมิตรยึดสนามบินว่า

"ไทย จะต้องยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีปัญหาแน่นอน โดยมองว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่สังคมไทยก็มีความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอื่น ๆ เข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ก็ควรที่จะประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่"

ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขปัญหา พันธมิตรยึดสนามบินด้วยการรีบร้อนสั่งยุบพรรคพลังประชาชน มีผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ธันวาคม

ตอนนั้น ดุสิตซึ่งเป็นรองประธานสภาหอฯก็ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีแถลงข่าวร่วมกับ สภาอุตสาหกรรม กับสมาคมธนาคารไทยว่า พรรคพวกแม้วพอได้แล้ว เป็นนายกฯมา 2 คนแล้ว ทั้งสมัคร สุนทรเวช ทั้งสมชาย บ้านเมืองก็ชิบหายมากพอแล้ว ให้คนอื่นคือฝ่ายมาร์ค-ประชาธิปัตย์ลองเป็นมั่ง พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินกันเป็นปกติสุข...

ต่อมาไม่นาน ก็เกิดม็อบเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ไล่มาร์คตอนสงกรานต์ ซึ่งหากเป็นไปตามมาตรฐานเดิม ดุสิตก็ควรต้องออกมาแถลงข่าวให้ท้ายม็อบ และไล่รัฐบาลออกเพราะคุมม็อบไม่อยู่บ้านเมืองวุ่นวาย พ่อค้าทำการค้าขายไม่ได้ แต่หนนี้ดุสิตพูดอีกอย่างว่า

ภาคเอกชน เรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนที่ผลกระทบจะส่งผลเสียหายไปมากกว่านี้ เอกชนได้พยายามร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย ส่วนรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อทำให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองโดยรอบคอบ ต้องมองถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง

สำหรับสถานการณ์ชุมนุมของเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ดุสิตออกมาหนุนรัฐบาลเต็มที่ โดยกล่าวว่า

การ ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามีความรัก ความสามัคคี และมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักหรือไม่ ควรคิดว่าจะสามารถร่วมกันระดมความคิดว่าภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกดีขึ้น จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวรวมทั้งจะทำอย่างไรในการเสริมสร้าง ประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เป็นกฎหมายสากลที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งจะเอามาใช้เมื่อมีความจำเป็น และไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหากจะเอามาประกาศใช้ในภาวะที่ประชาชนในประเทศ ไม่มีความสามัคคี


ฟังแล้วก็ดูดีใช่มั๊ย ก็พ่อค้าพูดหนะ เขาบอกให้เงียบๆกันหน่อย ทะเลาะกันชิบหาย ให้มาร์คเป็นเหอะ บ้านเมืองจะได้สงบ พวกกรุจะได้ทำมาหาแดก..ใครออกมาแนวอื่นๆนี่ก็แปลว่าพวกมึงไม่รักสงบเหรอ สุดท้ายก็เสร็จโจร จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นแม่งสงบอย่างพวกสมาคมส้นตีนมันอ้างซักวัน

ลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยผู้สืบมรดกต่อจากลูกหม้อซิเมนต์ไทยอีกราย

หลัง พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ยอมกลืนเลือดสละการชิงเก้าอี้ประธานหอแล้ว ดุสิตก็หมดก้างฉลุยขึ้นเป็นประธานสภาหอการค้าคนใหม่ฉลุยในวันที่ 26 มีนาคม 2552

ดุสิตจบปริญญาโทจากอเมริกา เป็นลูกหม้อทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยมาแต่ต้นจนเกษียณ เขาเป็นมือบริหารปูนใหญ่ในรุ่นเดียวกับชุมพล ณ ลำเลียง มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเครือซิเมนต์ไทยหลายบริษัท ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)ขึ้นชื่อเรื่องเป็นมือการตลาดของซิเมนต์ไทย

เป็นเครือซิเมนต์ไทยอันมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

#ประมณฑ์ สุธีวงศ์ ลูกหม้อซิเมนต์ไทย ประธานหอฯคนก่อน ซึ่งออกมากันรันตีว่าพงษ์ศักดิ์จะได้เป็นประธานคนใหม่ ( ดูลิ้งค์ )แต่สถานการณ์พลิกต้องได้คนของเครือซิเมนต์ไทยเป็นประธานต่อ

ก่อน หน้าดุสิตนั้น ประธานหอการค้าไทยชื่อ ประมนต์ สุธีวงศ์ โดยเขามีโควต้ามาจากการเป็นประธานคณะกรรมการโตโยต้าประเทศไทย และเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นประธานโตโยต้า

เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหน ? หากใครรู้จักบริษัทญี่ปุ่นดีก็จะพบว่าเขาใช้คนญี่ปุ่นเป็นประธานทั้งนั้น หรือไม่งั้นก็ต้องเรียนจบญี่ปุ่น เหมือนพรรคพวกผมที่อยู่ช.การช่างทำกับพวกกูมาไกกูมิ ต้องจบญี่ปุ่น ไม่งั้นหมดสิทธิ์ แต่ประมนต์นี่จบตรี โทจากเมกา...อ้าวแล้วมันมายังไงของมัน อัจฉริยะเหรอ..

คำตอบคือพอดีว่าประมนต์มาจากเครือซิเมนต์ไทย

นาย ประมณฑ์เป็นลูกหม้ออยู่ที่เครือซิเมนต์ไทยมาแต่หนุ่มยันเกษียณในปี2542 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย..ปูนซิเมนต์ไทยที่มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหา กษัตริย์ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง

เครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในโตโยต้า ประเทศไทย 10% เช่นเดียวกับบริษัทจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยโดยทั่วไปที่เครือสำนักงาน ทรัพย์สินฯจะได้รับเกียรติให้เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี รวมทั้งกรณีของรถไถนาคูโบต้า รถไถนาเดินตามที่มียอดขายสูงสุดในเมืองไทย ก็มีทรัพย์สินเข้าไปถือหุ้น 10 %

เมื่อควายเหล็กบุกหนัก ไปที่ไหนก็เลยมีแต่คูโบต้า จนดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิชัยพัฒนาต้องไปรณรงค์ใช้ควายจริงไถนาในตอนนี้ นะแหละครับ..

นาย ประมณฑ์ก็เช่นเดียวกับพ่อค้าใหญ่ของไทยทั่วไปคือมีลักษณะของการนำเงินไปผนวก กับปืนแล้วกลายเป็นอำนาจอันยากจะท้าทาย ในการรัฐประหาร19กันยายน เขาได้ตำแหน่ง สนช.อย่างที่ไม่ต้องเดาให้ยาก

ใขณะที่ต่อต้านขับไส รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นายประมณฑ์เคยเชียร์องคมนตรีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาเป็นนายกฯหลังการรัฐประหาร19กันยาฯว่า

"ท่านเป็นคนดี เป็นที่เคารพนับถือ มีผลงานในอดีตเป็นที่ยอมรับ จึงเหมาะสมกับตำแหน่งนายกฯ"

ส่วน ตอนดันมาร์คเป็นนายกฯก็มีประมนต์ลงนามในแถลงการณ์ประมาณนี้แหละ" พวกแม้วเป็นนายกฯมา2คนแล้วยุ่งชิบหาย ให้มาร์คเป็นมั่งเหอะ พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินสงบสุข"

สันติ วิลาสศักดานนท์ คนสหพัฒน์ สปอนเซอร์หลักพันธมิตร-เนชั่ว

#สันติ วิลาสสักดานนท์ คนค่ายสหพัฒน์ สปอนเซอร์ใหญ่พันธมิตร

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญในเรื่องดันมาร์คเป็นนายกฯ..คนนี้เป็นใคร?

แน่ นอนว่าเขาไม่ได้กินตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เฉยๆ แต่ยังเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง(SPI)บริษัทในเครือสหพัฒนพิบูล ยักษ์ใหญ่ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคขายคนไทยมานานหลายทศวรรษ เป็นสหพัฒน์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมาหลายปีจากการถูกพวกโมเดิร์นเทรด อย่างคาร์ฟูร์ โลตัสเล่นงาน อ่วมแอ้ระแน้

วงจรธุรกิจที่ขายสินค้าป้อน โชห่วยที่เป็นขุมสมบัติมาแต่ยุคเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา กำลังยอบแยบ จนกระทั่งณรงค์ โชควัฒนา ลูกชายเจ้าสัวเทียมคนที่4 ต้องออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในการต่อต้านการขยายตัวของห้างโมเดิร์นเท รด เป็นการเคลื่อนไหวที่แนบแน่นอย่างยิ่งกับพันธมิตรของสนธิ ลิ้มทองกุล และว่ากันว่าสหพัฒน์เป็นสปอนเซอร์หลักของพันธมิตร

ทั้งสันติและณรงค์ ยังมีสายสัมพันธ์ในลักษณะเอาเงินไปเชื่อมกับปืนและเป็นอำนาจอำมา ตยาฯของสังคมไทย จึงไม่แปลกที่ทั้งสองได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช. )ในยุคที่คมช.ทำรัฐประหารสำเร็จในปี2549

สหพัฒน์จัดงานใหญ่ซุปเปอร์แกรนด์เซลทุกปี และทุกปีจะมีเครือเนชั่นจัดอีเว้นต์เป็นออกาไนเซอร์ให้ แล้วเปรมก็ต้องไปเปิดงานทุกปี มีอยู่ปีที่มีรูปน้ำลายหกเรี่ยราดใส่หนุ่มหล่อล่ำที่สหพัฒน์จัดไปต้อนรับ เอาใจนั่นไง

ส่วนคนสุดท้ายคืออภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย

คนนี้ไม่ค่อยมีเหี้ยอะไรเด่นนัก เข้าใจว่าเป็นแบงก์เกอร์จากแบงก์ของรัฐคนแรกนะที่ได้เป็นประธานสมาคมธนาคาร ไทย ก่อนนี้จะเป็นนายแบงก์จากธนาคารพาณิชย์ภาคเอกชนทั้งหมด

อภิศักดิ์ก็เรียนจบวปอ.เหมือนประมนต์ เหมือนสันติ สภาหอ สภาอุต แต่โทษทีไปนั่งตรงไหนก็บังเอิ๊ญว่า ชิบหายตรงนั้น ทั้งบงล.ไอเอฟซีที บรรษัทไอเอฟซีที แบงก์บีบีซี แบงก์นครหลวง ล่าสุดกรุงไทย ผมหละหวั่นใจว่าเดี๋ยวจะซวยไปอีกรายอยู่เนี่ย. .

ทั้ง3ตัวสภา สมาคมนี่จะพบว่าเป็นตัวแทน หรือมือปืนนั่นแหละ ตัวจริงหลังฉากก็อีกเรื่อง

ตัว จริงเสียงจริงใหญ่สุดทางแบงก์ก็เจ้าสัวชาตรี ป๋าแกก็รัดคอตีเข่าอยู่หมัดมาตั้งแต่มีวปรอ. ใหม่ๆโน่นแล้ว ใหญ่ทางการค้าก็พวกเครือซิเมนต์ไทย ไม่รู้ใครเป็นเจ้าของ ผมชักลืมๆเหมือนกัน ใหญ่ทางอุตสาหกรรมการค้าอุปโภคบริโภคก็เจ้าสัวธนินท์แล้วก็สหพัฒน์ พวกนี้ก็ต้องทำมาหาแดกกับเจ้ากับนายกับเจ้าของประเทศตัวจริงกันทั้งนั้น

แล้วพ่อค้าใหญ่เออออ เห็นดีเห็นงามไปตามๆกันไหม คำตอบคือไม่ทั้งหมด แต่มีแนวโน้มไปอย่างนั้น..อันนี้มันมีเหตุ

ความ จริงคติไทยว่า10พ่อค้าไม่เท่า1พญาเลี้ยง พวกอำมาตย์จะหมิ่นแคลนพ่อค้าเอามากแต่ก่อนนะ แต่เกิดparadigm shiftเอาตอนป๋าเปรมเป็นนายกฯ

ไอเดียป๋าคือทำไงให้ทุนบวกปืนแล้วเป็น พลังมหาศาล เพื่อการซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้ ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า วปรอ. หรือวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐและเอกชนขึ้น รุ่นแรกๆที่มาเรียนก็อย่างพวกเจ้าสัวชาตรี แบงก์กรุงเทพฯอะไรงี้

พ่อ ค้าต้องระดับของจริงเท่านั้นถึงได้มาเรียนที่นี่ ก็มาเรียนกับพวกนายพล เรียนกันปีกว่า เรียนกันแทบทุกวัน ตอนแรกก็เข้าค่ายลูกเสือละลายพฤติกรรม เรียนรู้กินนอน ไปเที่ยวดูงานเมืองนอกด้วยกัน ทำรายงานด้วยกัน ตกเย็นกินข้าว เสาร์อาทิตย์ตีกอล์ฟ ตกค่ำตีหม้อด้วยกัน มันก็เกิดการสร้างคอรัปชั่น เอ๊ย!คอนเน็คชั่นระหว่างเงินกับปืนขึ้นมา

หลังๆ สถาบันพระปกเกล้าของดร.ปื๊ด-บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็มีหลักสูตรคล้ายๆวปอ.นี่ขึ้นมาเหมือนกัน เอาพวกนายพล พวกพ่อค้าใหญ่ พวกนักวิชาการ เอ้นจีโอตัวเป้ง สื่อตัวพ่อตัวแม่ทั้งหลายไปสุมหัวสร้างคอรัปชั่น เอ๊ย!คอนเน็คชั่นกันขึ้น มันก็เป็นการเลื่อนไหลทางสังคมแบบไทยๆ ให้คนที่ว่ามีเงิน มีอำนาจ มีปืน มีสื่อในมือ มีปากพูด มีคนฟังมารวมตัวกัน แล้วก็ออกมาอย่างที่เห็นๆคือรวมก๊วนรวมแก๊งกันเสร็จ ก็เล่นพวกกันชิบหายเลยเมืองไทย

พวกนี้ก็จะสร้างคอนเน็คชั่นกันไป เช่น พอทหารทำปฏิวัติรัฐประหาร ก็เอาพวกพ่อค้าเพื่อนร่วมรุ่นไปเป็นรัฐมนตรี ไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ เอาไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจหาเงิน เพราะทหารหาเงินไม่เป็น...เส้นทางมันก็จะรวมกรรมเฉพาะกิจกันแบบนี้

นี่ คือลักษณะที่ว่าเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ หากคุณหวังว่าจะเกิดการปฏิวัติของกฎุมพี หรือของพวกพ่อค้า มึงก็ฝันไปเหอะ เพราะตอนนี้เงินกับปืนมันเสพสังวาสเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว

เสพสังวาสกันจนตกลูกออกมาเป็น"ประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย"...เอวัง!
Tue, 2009-09-15 04:30

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ เขียน

อันเนื่องมาจากบทสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์อันลือลั่นที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2552 อาจเป็นบทสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ สตีเฟน บี ยัง โดย สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น ซึ่งออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ช่อง 9 อสมท. ในรายการชีพจรโลก เมื่อคืนวันอังคารที่ 9 กันยายน
ที่ว่าลือลั่น เพราะโปรเฟสเซอร์ยัง วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่คนไทยหลายคนอยากฟัง หลังจากเคยฟังหรืออ่านความเห็นของคนทำสื่อและนักวิชาการตะวันตกอื่นๆ อาทิ โจนาธาน เฮด แห่งบีบีซี ดอกเตอร์ ดันแคน แมคคาร์โก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ สหราชอาณาจักร และศาสตราจารย์ เควิน ฮิววิสัน แห่งภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ซึ่งดูจะแสดงทัศนะต่างออกไป

คำ ให้สัมภาษณ์ของศาสตราจารย์ยังน่าพิจารณามาก แต่มีสามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ครั้งนี้และทัศนะของ ศาสตราจารย์ยัง ซึ่งน่าสนใจเป็นพิเศษในมุมมองของผู้เขียน ซึ่งเป็นคนทำงานสื่อคนหนึ่ง


ความน่าเชื่อถือของ “ฝรั่ง”
ประเด็นแรกคือสถานะของ “ฝรั่ง” ในมุมมองของสื่อไทยและคนไทย

น่า สนใจว่า ข้อความแนะนำศาสตราจารย์ยังพร้อมบทสัมภาษณ์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย คม ชัด ลึก และ กรุงเทพธุรกิจ หนึ่ง วันหลังจากรายการชีพจรโลกออกอากาศนั้น บอกเพียงว่า เขาเป็นบุตรชายอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตช์ เป็นผู้ “ค้นพบ” บ้านเชียงเมื่อครั้งเป็นนักศึกษาฮาร์วาร์ด และเป็นฝรั่งที่คนไทยน้อยคนจะรู้จัก ทั้งๆ ที่เขารักและรู้จักการเมืองไทย ประเทศไทย ดีกว่าคนไทยบางคน

มิได้บอกว่าเขาเป็น “ใคร” ในทางวิชาการ เช่น เป็นศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านใด หรือเป็นอาจารย์สอนวิชาใดในมหาวิทยาลัยของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อาจารย์ทุกท่านได้รับคำเรียกขานว่า “ศาสตราจารย์”

คำถามคือ เมื่อสื่อไทยบอกกับผู้รับสื่อชาวไทยว่า มีฝรั่งคนหนึ่งรู้เรื่องการเมืองไทยและเมืองไทยดีมาก สื่อและผู้รับสื่อสนใจแสวงหาข้อมูลอื่นเพื่อสนับสนุนคำบอกเล่าหรือไม่ นอกจากข้อมูลข้างต้น ซึ่งไม่สามารถยืนยัน “ความรู้” และ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” เรื่องการเมืองไทยและประเทศไทย

หรือความเป็น “ฝรั่ง” โดยเฉพาะ “ฝรั่งชั้นสูง” เป็นหลักประกันที่เพียงพอแล้วต่อความน่าเชื่อถือ

คน รู้จักกันคนหนึ่งบอกว่า ชอบการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาก เพราะในที่สุดก็มีฝรั่งดีๆ มาแฉความเลวร้ายน่ากลัวของทักษิณซึ่งเป็นต้นเหตุให้คนไทยแตกแยกจึงจำเป็น ต้องกำจัดทิ้ง มิใช่มีแต่ฝรั่งเลวๆ ไม่รู้จักประเทศไทยมาพูดปาวๆ เรื่องประชาธิปไตย

ในความขัดแย้งเหลือง-แดง-น้ำเงิน ของประเทศไทยเวลานี้ บางทีแต่ละฝ่ายอาจคิดเหมือนกันก็ได้ว่า การอ้างความคิดฝรั่งมาสนับสนุนความคิดฝ่ายตน คงทำให้ความคิดฝ่ายตนน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะนอกจากฝรั่งจะได้ชื่อว่าเจริญก้าวหน้า ก็ยังมีพวกพ้องอยู่ทั่วโลก


“ฝรั่ง” ที่รักและรู้จักการเมืองไทย ประเทศไทย ดีกว่าคนไทย “บางคน”
ประเด็น ที่สองเป็นคำถามว่า สื่อใช้หลักเกณฑ์ใดประเมินว่า ศาสตราจารย์ยังเป็นฝรั่งที่รักเมืองไทยและรู้จักประเทศไทยดีกว่าคนไทยบางคน และสื่อใช้หลักเกณฑ์ใดประเมินว่า คนไทยบางคนรักและรู้จักเมืองไทยน้อยกว่าศาสตราจารย์ยัง

เหตุที่สื่อ กล่าวว่าศาสตราจารย์ยัง รักและรู้จักเมืองไทยดีกว่าคนไทยบางคน เป็นเพราะศาสตราจารย์ยัง “พูด” ได้ตรงใจสื่อใช่หรือไม่ หากเขาคิดต่างออกไป สื่อจะยังบอกว่าเขารักและรู้จักเมืองไทยดีกว่าคนไทยบางคนหรือไม่

สื่อ ใช้หลักเกณฑ์ใดวัดความเป็นคนไทย ใช้หลักเกณฑ์ใดวัดว่า ใครไม่รักและไม่รู้จักประเทศไทย สื่อคิดอย่างไร หากประชาชนไทยที่ทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินบนแผ่นดินไทยอย่างสุจริต นับแต่ทวดของทวดของทวดของปู่ย่าตายาย คิดไม่เหมือนสื่อ จะบอกว่าประชาชนเหล่านั้นไม่ใช่คนไทย ไม่รักและไม่รู้จักประเทศไทยหรือไม่

จำเป็นหรือที่ประชาชนต้องคิดเหมือนสื่อ จำเป็นหรือที่ประชาชนต้องคิดเหมือนรัฐบาล จำเป็นหรือที่ประชาชนต้องเป็นเด็กดีของรัฐบาล

สื่อ ใดสื่อหนึ่ง รายการวิทยุหรือโทรทัศน์รายการใดรายการหนึ่ง ข้อเขียนในสื่อสิ่งพิมพ์ใดสิ่งพิมพ์หนึ่ง สามารถอ้างตนเป็นผู้แทนความคิด “คนทั้งประเทศ” และ “คนทั้งโลก” ได้หรือ


การเมืองไทย กับ “อริสโตเติล” และ“สตีเฟน ยัง”
ประเด็นที่สามเป็นเรื่องแนวคิดของศาสตราจารย์ยัง เรื่องการเมืองไทยกับ “ศีลธรรม”

ตาม ประวัติ ศาสตราจารย์ยังเป็นนักศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นบุตรชายอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มีความคุ้นเคยเป็นอันดีกับราชวงศ์ไทยและจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตช์

เขา ค้นพบบ้านเชียงเมื่อ พ.ศ.2509 ขณะทำวิทยานิพนธ์เรื่องอัตลักษณ์ชาวอิสานอันเนื่องจากขบวนการคอมมิวนิสต์ใน ยุคสงครามเย็น ที่อำเภอบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เพราะเดินสะดุดโคนไม้ แล้วเจอเศษภาชนะบ้านเชียง จึงนำไปมอบให้ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี กับหม่อมราชวงศ์พันทิพย์ บริพัตร แห่งสยามสมาคม เป็นจุดเริ่มต้นให้กรมศิลปากรขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ซึ่งต่อมาได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ.2535

ปัจจุบัน ศาสตราจารย์ยังซึ่งได้ปริญญาทางกฎหมายจากฮาร์วาร์ด เป็นผู้อำนวยการองค์กร Caux Round Table หรือ CRT เน้นเรื่องการรณรงค์ส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจทั่วโลก ดำเนินงานด้วยจริยธรรมหรือคุณธรรม อันเป็นประเด็นหลักในหนังสือหลายเล่มที่เขาเขียน เช่น Moral Capitalism ศาสตราจารย์ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับนักธุรกิจระดับบนในประเทศไทย และนักธุรกิจที่ได้ชื่อว่า “น้ำดี” จากทั่วโลก ผู้เชื่อมั่นในการคืนกำไรสู่สังคมบ้าง หลังจากได้ไปเยอะแล้ว

ศาสตราจารย์ ยัง มีภรรยาเป็นชาวเวียดนาม เขาเขียนบทความเกี่ยวกับเวียดนามบ้าง แต่ไม่ได้เขียนงานวิเคราะห์สังคมไทยมากนัก ที่โดดเด่นคือบทความเรื่อง “Thailand: Democracy without Ethics?” ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 มีเนื้อหาเหมือนกับที่ให้สัมภาษณ์ในรายการชีพจรโลก

สิ่ง ที่ศาสตราจารย์ยังเน้นคือ ความมีศีลธรรมของผู้ปกครอง ซึ่งเป็นหลักการของอริสโตเติล นักปรัชญากรีกโบราณ เขากล่าวถึงทางสองแพร่งที่ไม่น่าเลือกทั้งคู่ ระหว่างการปล่อยให้ทักษิณผู้ไร้ศีลธรรมมีอำนาจต่อไปเหมือน “จักรพรรดิจีน” ซึ่งจัดการให้ทุกสิ่งอยู่ “ภายใต้” อำนาจของคนคนเดียว กับการรัฐประหาร ซึ่งจำเป็นต้องเลือกแม้จะขัดกับรัฐธรรมนูญ

หลายคนเห็นพ้องกับ ศาสตราจารย์ยังว่า รัฐประหารเป็นส่วนหนึ่งของการล่มสลายของสังคมไทยปัจจุบัน แต่มีคำถามว่า เป็นไปได้หรือที่จุดเริ่มต้นของกระบวนการล่มสลายนั้น ไม่มีตัวแปรอื่นอีกเลย นอกจากความเลวของทักษิณ

ในกรณีนี้ หากความเลวที่สุดของทักษิณคือไร้ศีลธรรม และตัดตอนอำนาจอื่นเพื่อเถลิงอำนาจเสียเอง คำถามคือ นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าและหลังทักษิณทุกคนล้วนบริสุทธิ์ผุดผ่อง เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมหรือ และใครคือผู้บริหารประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อะไรคือตัวตัดสิน ว่าต้องจัดการปัญหาความไร้ศีลธรรมของทักษิณอย่างเร่ง ด่วนด้วยวิธีรัฐประหาร และอะไรทำให้เชื่อว่า รัฐประหารจะสามารถแก้ปัญหาความไร้ศีลธรรมของทักษิณ

คำถามซึ่งไม่มี คำตอบเพราะไม่ได้รับโอกาสให้พิสูจน์ก็คือ ทักษิณจะสามารถเถลิงอำนาจเป็นผู้นำที่บ้าคลั่งในความยิ่งใหญ่ของตน โดยไม่แยแสต่อความต้องการของคนที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเขาเข้ามา และที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเขา ก็จะยอมให้เขากดหัวต่อไปอย่างเซื่องๆ ไม่คิดสั่งสอนเขาในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างนั้นหรือ

ใครกันแน่ ที่หวาดกลัวทักษิณ คงไม่ใช่ประชาชนที่ “เห็น” และ “สัมผัส” ว่าพวกเขาได้ประโยชน์จากรัฐบาลทักษิณ และคงไม่ใช่ประชาชนที่ “รู้สึก” ว่าพวกเขาได้รับเกียรติของความเป็นคน “เท่าเทียม”จากรัฐบาลทักษิณ แม้ว่าความจริงทักษิณคงไม่ได้ทุ่มเทให้ชาวบ้านขนาดนั้น แต่ชาวบ้านก็รู้จักใช้ประโยชน์จากทักษิณ เช่นเดียวกับที่ทักษิณใช้ประโยชน์จากชาวบ้าน

ประชาชนเหล่านี้มีตัว ตนจริง พวกเขาคิดและทำเช่นนั้นด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของเขา ไม่ใช่เพราะมีผู้จ่ายเงินจ้างเขา ให้บอกคนทั้งโลกว่าเขาคิดและทำเช่นนั้น

ใช่ หรือไม่ว่า คนชั้นกลางจำนวนมากและผู้มีอำนาจฝ่ายตรงข้ามทักษิณที่ได้รับประโยชน์น้อยลง เพราะทักษิณ หรือ ไม่ได้ประโยชน์จากทักษิณ หรือ รู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์จากทักษิณต่างหาก ที่พูดว่าทักษิณหลอกประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านที่เป็นคนรากหญ้า แต่คนที่พูดเช่นนั้น ก็ไม่เคยใช้ชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชนที่พวกเขาประนามว่าโง่ และ เห็นแก่เงิน

มีประเด็นเหลื่อมซ้อนกันอยู่มากมายที่ต้องทำความเข้าใจ ในเรื่องของ ทักษิณ ประชาชนไทย ประเทศไทย และการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็น “ศีลธรรม” ทางการเมืองตามหลักการของอริสโตเติล ที่ถูกใช้เป็นหนึ่งในข้ออ้างกำจัดทักษิณ ด้วยวิธีการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

เรา ไม่ควรลืมว่า อริสโตเติลผู้เชิดชูศีลธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่เคยแสดงความปลาบปลื้มdemocracy อันมีที่มาจากคำในภาษากรีกว่า demos หมายถึงประชาชน และ kratos หมายถึง รัฐ

ในทัศนะของอริสโตเติล democracy หรือรัฐประชาชนที่ปกครองโดยประชาชนไม่ดี เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนจนซึ่งไม่มีความรู้ และขาดทักษะในการปกครอง เมื่อคนจนหลายคนพยายามทำหน้าที่ผู้ปกครอง รัฐจึงอ่อนแอเพราะขาดการจัดการอย่างเหมาะสม แต่การปกครองในรูปแบบตรงข้าม คือ oligarchy หรือปกครองโดยคนร่ำรวยกลุ่มน้อยก็ไม่ดี เพราะคนเหล่านี้ไม่สนใจประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ศาสตราจารย์ยังกล่าว ว่า ทักษิณเป็นบุคคลอภิสิทธิ์ ที่มีสิทธิพิเศษในการผูกขาด ดังนั้น การปกครองของทักษิณจึงเป็นการปกครองโดยคนชั้นสูงกับกลุ่มคนร่ำรวยที่มี อภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ซึ่งในแง่นี้ รัฐบาลทักษิณย่อมเข้าข่าย oligarchy แต่ชาวบ้านผู้ได้ประโยชน์จากทักษิณในนาม “ประชาธิปไตยกินได้” ที่มิได้หมายถึงการซื้อสิทธิขายเสียง และผู้ที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตยคงไม่เห็นด้วยกับศาสตราจารย์

อริสโตเติล เสนอว่า การปกครองที่ดีกว่า oligarchy และ democracy และอีกหลายระบบที่เขากล่าวถึง ซึ่งน่าจะเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดคือ aristocracy หรือการปกครองโดย “คนดีที่สุด ผู้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม” นั่นคือ ขณะที่การปกครองระบบอื่นๆ มุ่งความสำคัญไปที่ผลประโยชน์หรือความมั่งคั่งของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง aristocracy ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของทุกคนบนพื้นฐานของความดีหรือศีลธรรม

ใน ทางปฏิบัติ aristocracy ของอริสโตเติล เกิดขึ้นได้ยากพอๆ กับสังคมยูโทเปีย (Utopia) ของโธมัส มอร์ (Thomas Moore) เพราะเป็นการง่ายที่จะกล่าวว่าฉันเป็นคนดีมีศีลธรรมที่สุด แต่ปัญหาคือใครจะเป็นผู้ตัดสิน เช่นในสังคมหนึ่งมีข้อกำหนดว่าการฆ่าชีวิตผู้อื่นเป็นบาป แต่คนอ้างตัวเป็นคนดีคนหนึ่งบอกว่าฆ่าคนไร้ศีลธรรมไม่บาป ก็จะเกิดคำถามว่า ใครคือผู้กำหนดว่าใครไร้ศีลธรรม ถ้าเราเป็นศัตรูของอีกฝ่าย เราจะคิดอย่างไร และ จริงๆ แล้ว การฆ่าชีวิตอื่นบาปหรือไม่บาป

ใน กรณีนี้ ความดีมีศีลธรรมจึงอาจไม่ใช่ความดีมีศีลธรรมจริง หากเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของใครก็ตามที่ต้องการขึ้นมาเป็นผู้ปกครอง

บาง ที สังคมไทยอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า แม้เราจะต้องการศีลธรรม แต่การเมืองก็ไม่ใช่เรื่องของความมีศีลธรรมหรือความไม่มีศีลธรรม เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้หายไปไม่ได้ สิ่งที่ควรคิดและทำก็คือ จะจัดการกับแง่มุมต่างๆ อย่างไรให้สังคมมีปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งไม่ใช่ด้วยข้ออ้างทางศีลธรรม

ข้อเรียกร้องศีลธรรมสูงส่งในทาง การเมือง อาจใกล้เคียงกับการชักนำประเทศไปสู่เส้นทางที่จะยกระดับเป็นรัฐศาสนา แต่รัฐศาสนาต้องไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งน่าสนใจว่า แม้ผู้นำเผด็จการของรัฐศาสนาเอง ก็เป็นได้เพียงคนที่อยู่ในคำสั่งของศาสนา แต่ผู้นำเผด็จการจะมีปัญญาสำรวมขนาดนั้นเชียวหรือ

คนดีมีศีลธรรม จำนวนมากในประเทศไทย มักใช้กรอบคิดแบบอริสโตเติลชี้นำว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุดและมีช่องโหว่เยอะ เพราะคนหมู่มากโง่และไม่มีศีลธรรม ศาสตราจารย์ยังระบุในบทความ Thailand: Democracy without Ethics? ว่า ทักษิณจ่ายเงินซื้อชาวบ้านเสื้อแดง และเขามั่นใจเช่นนั้นโดยไม่มีคำถาม

ศาสตราจารย์ยังให้สัมภาษณ์ด้วย น้ำเสียงเศร้าใจว่า “พี่พงศ์” ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของเขาที่บ้านเชียงรักทักษิณเพราะเชื่อว่าทักษิณจะให้ เงินเพื่อดูแลเขา

สำหรับคนที่มีชีวิตห่างไกลชาวบ้าน ประโยคข้างต้นของ “พี่พงศ์” แปลว่าชาวบ้านเห็นแก่เงิน และโง่อย่างน่าสงสารจึงยอมขายตัวให้ทักษิณ แต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านและให้ความเคารพชาวบ้านว่าเป็นคนที่ เท่าเทียม ประโยคนี้หมายความว่า นโยบายของทักษิณทำให้พวกเขารู้สึกว่ารัฐบาลเห็นหัวคนจน ทำให้พวกเขาเข้าใกล้โอกาสมีเงินจับจ่ายใช้สอยเพื่อความสะดวกในชีวิตมากขึ้น เหมือนที่คนเมืองมีโอกาสมานานแล้ว

เรื่องชาวบ้านเห็นแก่เงินนั้น อาจเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ได้ เช่นเดียวกับคำกล่าวหาที่ว่าชาวบ้านทั้งประเทศไม่มีศีลธรรมและโง่ แต่ชาวบ้านก็มีสิทธิแย้งว่า “ท่านอยากแลกชีวิตรวยๆ ดีๆ หอมๆ ของท่านกับชีวิตจนๆ และทุกข์ยากของข้าพเจ้าไหม วันนี้ข้าพเจ้าทำงานได้เงินมาจึงซื้อเหล้าดื่ม ท่านยุ่งอะไรด้วย ถ้าข้าพเจ้าอยากนิพพาน ข้าพเจ้าก็ไปบวชแล้ว เวลามีเลือกตั้ง ข้าพเจ้าก็เลือกนักการเมืองที่ให้ประโยชน์กับข้าพเจ้า นี่คือการเมืองในโลกแห่งกิเลสขอรับ นี่คือการเมืองในโลกที่ท่านและข้าพเจ้าต่างต้องทำมาหารับประทานเลี้ยงตัวเอง ให้รอด แล้วถ้าข้าพเจ้าไอคิวต่ำกว่าท่านเพราะตอนเด็กไม่มีโอกาสได้กินอาหารครบหมู่ แถมขาดไอโอดีน ท่านจะจับข้าพเจ้าไปยิงทิ้งรึ”

เป็นเรื่องยากสำหรับ ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ที่จะไต่เต้าขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ปกครองที่มีการศึกษาดีเลิศ มีทักษะในการปกครองดีเลิศ รู้ถูกรู้ผิดดีเลิศ แต่กระนั้น ดีเลิศของ aristocracy อาจไม่ดีเลิศสำหรับชาวบ้านก็ได้

โดยนัยนี้ aristocracy ซึ่งอาจถือเป็นพัฒนาการด้านดีกว่าของ oligarchy จึงมีความหมายเดียวกับ bureaucratic polity ซึ่งหมายถึงอภิชนาธิปไตยหรืออมาตยาธิปไตย หรืออธิปไตยในมือของคนชั้นสูงที่อ้างตนว่าดีกว่าประชาชนทั่วไป

ใน อีกแง่หนึ่ง ระบอบการปกครองตามทัศนะของอริสโตเติล ที่สอดคล้องกับความจริงในสังคมมนุษย์มากกว่า aristocracy น่าจะเป็น politeia หรือ polity ที่คนอเมริกันหลายคนเชื่อว่าใกล้เคียงความหมายของ democracy ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ หรือใกล้เคียงระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันของประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด นั่นคือทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียม แม้ว่า polity ในยุคของอริสโตเติล ผู้หญิง เด็ก และทาสจะไม่มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองก็ตาม

กล่าวใน เชิงหลักการ polity เป็นส่วนผสมของ oligarchy และ democracy นั่นคือทุกคน ทั้งคนรวย มีการศึกษา มีสถานะทางสังคม (คนกลุ่มน้อย) และคนจนโง่ (คนหมู่มาก) ต่างอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน จึงต้องมีบทบาททางการเมืองในสังคมร่วมกัน เพื่อถ่วงดุลย์กันและกัน แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่สามารถตัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกไปได้

ประชาธิปไตย แบบอเมริกันบอกว่า พลเมืองทุกคนต่างมีบทบาทในรัฐบาล เพราะทุกคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว คนที่เข้ามาสู่ระบบการเลือกตั้ง จะเป็นคนมีเงินเนื่องจากการเลือกตั้งต้องใช้เงินเพื่อการรณรงค์ ดังนั้น ผู้นำประเทศจึงมักเป็นคนร่ำรวย แต่ข้อสำคัญคือผู้นำเหล่านี้ ต้องให้ความเคารพชาวบ้านหรือคนรากหญ้าที่ให้เสียงสนับสนุนจนเขาได้เป็น รัฐบาล และต้องเคารพเสียงของคนชั้นกลางจำนวนมากในอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สร้างสมดุลย์ระหว่างเสียงของคนรวยกับคนจนด้อยโอกาส

หลัก คิดแบบประชาธิปไตยอเมริกันคือ ให้ความสำคัญกับอิสรภาพ เสรีภาพ และความเท่าเทียม อันเป็นแนวทางของเสรีชน ไม่ใช่หลักคิดแบบอภิชนาธิปไตยหรืออมาตยาธิปไตย

ถึงที่สุดแล้ว เมื่อพูดเรื่องการเมือง อาจไม่จำเป็นต้องอ้างว่านักคิดหรือนักวิชาการสมัยใดคิดอย่างไร เพราะความจริงที่เห็นและเป็นอยู่ก็คือ ใครอยากได้อะไรหรือต้องการอะไรในทางการเมือง ก็ควรไปต่อสู้ให้ได้มา รวมถึงบางคนที่รวยแล้ว มีอันจะกินแล้ว ซึ่งสู้ด้วยปากและไม่มีอะไรออกจากปากมากนัก นอกจากคำว่า “ความดี”

ที่มา ประชาไท

ความความคิดเห็นจากบอร์ดประชาไท

ความคิดเห็นของ doctor J (visitor) (127.0.0.1 58.8.220.24) .. Tue, 2009-09-15 11:24


ข้อสังเกตส่วนตัวต่อแนวคิดของYoung

ตาม ที่นายยังอ้างในบทสัมภาษณ์ว่าเขาคุ้นเคยกับประเทศไทยมานาน รู้จักประเทศไทยคนไทยดี แต่ฝรังคนอื่นๆและสื่อฯฝรังหลายคนรุ้จักเมืองไทยแค่ผิวเผินย่อมเข้าใจประเทศ ไทยไม่ดีเท่านายยัง ให้ความเห็นที่ถูกต้องเท่านายยังไม่ได้

หนึ่ง นายยังอ้างว่าสนิทกับสฤษดิ์ และออกจะชื่นชมว่าเป็นคนที่ทำคุณูประการให้สังคมไทยมากมาย ผมถามคนไทยว่า คุณเห็นด้วยกับยังในข้อนี้หรือไม่ ว่าจอมเผด็จการคนนี้สร้างคุณูประการให้เมืองไทย น่ายกย่อง เป็นคนดี? แต่ถ้าช.การช่างบอกว่าเป็นคนดีผมคงไม่แปลกใจ หรือเสธ พลบอกว่าเป็นคนดี ผมคงไม่แปลกใจเพราะทำสมบัติตกหล่อนไว้มากมาย นายยังยังบอกว่าป๋า ป.ของผมเป็นคนดี ดีจริงหรือครับ? ซื่อสัตย์? ไม่เคยทุจริต? ลองถามคุณอะไรนะที่อยู่สำนักงานทรัพย์สินฯซิครับวาตอนนั้นลาออกจากคณะ รัฐมนตรีเพราะอะไร รัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบยุคนั้น ซื่อสัตย์? ไม่มีคอรัปชั่น? ถามประชาธิปัตย์ดูซิว่าจริงมั้ย? แนวคิดที่นายยังสะท้อนออกมา ทำให้ผมสงสัยมากๆเลยว่าแกรู้จักเมืองไทยจริง? รู้ดีกว่าสื่อฝรังยุคนี้จริง?

สอง แนวคิดว่าผู้ปกครองต้องมี"ศีลธรรม" นั่นแหละแนวคิดแบบ จักรพรรดิราช,ธรรมราชาโดยแท้เลย ประเภทที่ผู้ปกครองแสนดีแสนวิเศษมาจากสวรรค์ ไม่ต้องมาตรวจสอบ ไม่ต้องมาวิจารณ์ เพราะดีสมบูรณ์แบบ นายยังช่วยบอกหน่อยว่ามีที่ไหนในโลกนี้ ผู้ปกครองทุกคนก็เห็นอ้างตัวว่าเป็นคนดีทั้งนั้น ไม่เคยเห็นมีคนไหนบอกว่าตัวเองเลว ต้องคอยหมั่นตรวจสอบ

การศึกษาสูงๆ จากสถาบันมีชื่อ ก็มิได้เป็นหลักประกันเลยว่าจะมีวิจารณญาณที่ดีเสมอไป นายคนนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้น อาจมีปัญญาดีจริง แต่ถูกบดบังด้วยมิจฉา อคติ หรือผลประโยชน์ก็ได้ ผมไม่กล้าสรุปเพราะไม่มีหลักฐานบ่งชี้ เพียงแค่ตั้งข้อสังเกต


ความคิดเห็นของ 666 (visitor) (127.0.0.1 61.90.249.221) .. Tue, 2009-09-15 09:51

ผมขอวิจารณ์บทวิจารณ์ของคุณอีกทีก็แล้วกันนะครับ

1. ข้อวิจารณ์ข้อเสนอของยัง 2 ข้อแรก เป็นข้อวิจารณ์ที่อ่อนแอมาก ซึ่งใช้ไม่ได้เลยครับ ถ้าคุณอ่านอริสโตเติลมาดี ก็น่าจะรู้ว่าอริสโตเติลให้ความสำคัญกับตรรกะมาก (ตรรกวิทยาปัจจุบันก็เป็นระบบที่มีพื้นฐานมาจากอริสโตเติล)

สำหรับ ประเด็นที่ 1 การทำลายเนื้อหาของยัง โดยการตั้งข้อสังเกตว่าเราไม่จำเป็นต้องเชื่อฝรั่ง เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เป็นฝรั่งชั้นสูง (มาอีกแล้ว ท.ชนชั้น ซึ่งคุณคงคิดว่ามันใช้ได้กับทุกเรื่อง-บอกตรงๆ เลยครับมันเชยมากๆ) ซึ่งการทำแบบนี้คุณไม่ได้วิจารณ์เขาที่เนื้อหาเลย คุณแค่ดิสเครดิตเขาเท่านั้นเอง เป็นข้อวิจารณืที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเลย

ดังนั้นเวลาที่เราจะบอกว่าความเห็นเขาน่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อมันไม่ใช่ดูที่เครดิตของผู้พูด แต่ต้องดูที่เนื้อหา

แต่ ความจริงแล้ววิธีการเอาฝรั่งมาอ้างนี่ผมเห็นบ่อยในประชาไทนะครับ ไม่เห็นเคยเห็นบทความคุณวิจารณ์ในลักษณะเดียวกันนี้กับฝรั่งพวกนั้นเลย มันสะท้อนถึงความคงเส้นคงว่าของมาตรฐานขอคุณเองที่วิจารณ์ยังหรือหยุ่น ข้อนี้สิแปลก

สำหรับประเด็นที่ 2 ผมเชื่อว่าการตัดสินถูกผิดไม่ใช่แบบวิธีการตัดสินแบบอัตวิสัย (Subjective) ครับ การบอกว่ายังพูดถูกเพราะชอบเพราะถูกใจ คนที่เป็นคิดอะไรได้แบบนั้นด้วยข้ออ้างเช่นนี้มันไม่น่าเชื่อถือตั้งแต่ต้น แล้วล่ะครับ การที่เราจะคุยกันได้หาข้อตัดสินอะไรร่วมกันได้ เราจำเป็นต้องยอมรับความเป็นวัตถุวิสัย (Objective) ร่วมกันประมาณหนึ่งเราถึงจะคุยกันได้ แต่ถ้าจะยืนยันว่าทุกอย่างเป็นค่าในแบบอัตวิสัยหมด ก็เลิกพูดกันครับ เพราะไม่มีประโยชน์ (ฉันชอบฆ่า แกไม่ชอบฆ่า เพราะฉะนั้นเราเลยรู้ไม่ได้ว่า การฆ่าผิดหรือถูก ตรรกะแบบนี้ใช้ไม่ได้นะครับ)

ตัวอย่างเช่นเรื่อง การเมืองหรือประเด็นสาธารณะ เราต้องยอมรับว่าสิ่งที่ดีสำหรับทางการเมืองคือสิ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ สาธารณะ (ต่างจากประโยชน์ของแต่ละบุคคล) ถ้าเราเข้าใจกรอบนี้ เวลาที่ยังพูดถึง ดี มีศีลธรรม หรือบอกว่าข้อเสนอของยังเกี่ยวกับสังคมไทยมันดี นั่นคือ มันเป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์เรื่องประโยชน์สาธารณะ หรือปัญหาทางการเมืองที่เรากำลังมองอยู่ มากกว่าตอบโจทย์ความชอบให้กับพวกใดพวกหนึ่ง

2. ส่วนประเด็นที่ 3 ของคุณนี่แตกหลายประเด็นมากนะครับแต่เต็มไปด้วยเหตุผลบกพร่องเยอะมาก รวมถึงส่วนที่อ้างถึงอริสโตเติลด้วย ผมจะลองยกตัวอย่างบางอันมาให้ดูนะครับ

2.1 ทางสองแพร่งของอริสโตเติ้ลที่คุณอ้างมาสงสัยว่าจะอ้างผิดนะครับ ผมยังไม่เคยอ่านเจอเลยครับ ระหว่างปกครองโดยคนๆ เดียวที่ไร้ศีลธรรม กับ รัฐประหารที่ละเมิดกฎหมาย ผมอ่านจะอ่านไม่ละเอียดพอ แต่ก็ไม่เคยได้ยินจริงๆ ครับ

2.2 "นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าและหลังทักษิณทุกคนล้วนบริสุทธิ์ผุดผ่อง เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมหรือ" คุณอ้างว่าคนก่อนๆ ก็ไม่ได้ดีไปกว่าทักสิน แต่การวิจารณืแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้การกระทำของทักสินดีนี่ครับ การยืนยันว่าทักสินเลวก็ยังใช้ได้อยู่ ข้ออ้างแบบนี้ใช้ไม่ได้หรอกครับ อย่างเช่น ป้าคนนึงเล่นไพ่แล้วถูกจับ ป้าก็เลยบอกว่า โจรเลวกว่าทำไมไม่ไปจับโตร หรือตำรวจเองก็รีดไถประชาชนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันไม่ผิด ไม่ใช่นะครับ คือมันก็ยังผิดอยู่ดีไงครับ

2.3 ทักสินให้ศักดิศรีให้ประชาธิปไตยทื่แท้จริงกับชาวบ้าน คุณกล้ายืนยันอันนี้จริงหรือเปล่าครับ เอาแค่เรื่องความเสมอภาคก็ได้ทักสินทำให้คนในสังคมเสมอภาคจริงหรือ ผมเห็นพวกนึงที่กลายเป็นชนชั้นใหม่ขึ้นมาเลย อย่างพวกนามสกุลชินวัตร หรือกลุ่มนักธุรกิจการเมืองซึ่งเป็นชนชั้นกลุ่มใหญ่เลยเกิดขึ้น ใครต่อสายกับพวกนี้ได้ก็จะมีอภิสิทธิ์ในสังคมขึ้นมาทันทีเลย ชาวบ้านก็รอแต่พวกมันจะเอื้ออาทรอะไรเป็นโอกาสต่อไป นี่หรือครับความเสมอภาคในแบบประชาธิปไตยของคุณ

2.4 "สังคมไทยอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า แม้เราจะต้องการศีลธรรม แต่การเมืองก็ไม่ใช่เรื่องของความมีศีลธรรมหรือความไม่มีศีลธรรม" "ข้อเรียกร้องศีลธรรมสูงส่งในทางการเมือง อาจใกล้เคียงกับการชักนำประเทศไปสู่เส้นทางที่จะยกระดับเป็นรัฐศาสนา" ถ้าอาจารย์ของคุณคนไหนเคยสอนคุณแบบนี้ก็อย่าไปเชื่อเขาเลย ครับมันแคบมาก เพราะมันมีคำอธิบายชุดอื่นๆ อีก แต่จะให้ผมมาแย้งก็เสียเวลาครับ (สิ่งที่คุณเสนอมามันไม่ใช่สัจพจน์หรอกครับ) และการปกครองทีมีคุณธรรมก็ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐศาสนาหรอกครับ ลองคิดง่ายๆ ถ้าเราไม่นับถือศาสนาใดเลย เรายังสามารถเป็นคนดีได้มั้ย ได้นะครับ เช่น คนดีในที่นี้อาจจะหมายถึงการไม่ไปละเมิดผู้อื่นไงครับ (ความดีแบบรัฐเลยนะครับนี่)

2.4 จริงๆ แล้วการปกครองของอริสโตเติลคือการปกครองโดยนักปรัชญานะครับ ไม่ใช่พวกมากพวกน้อย คนเดียวหริอคนเยอะอะไรอย่างนั้น เพราะเขาเชื่อว่านักปรัชญาเป็นผู้ที่มีความสามารถในการใช้เหตุผล ซึ่งเหตุผลจะนำไปสู่การมีคุณธรรม และคุณธรรมของอริสโตเติลมันมีภาคปฏิบัติซึ่งเป็นเรื่องที่เรียนรู้ใช้งาน (ไม่ใช่ว่าเป็นนักปรัชญาแล้วจะไม่เข้าใจคนจน) คนที่มีเหตุผลและมีปัญญาคงจะไม่เอาของกินไปล่อหลอกชาวบ้านหรอกครับ แต่ยอมรับว่าแนวคิดแบบนี้มันเกินจริง (ที่จะมีผู้ปกครองเป็นนักปรัชญาตามแนวคิดแบบอริสโตเติล) แต่ที่สำคัญคือ เขาไม่ใช้ความอยาก ชอบไม่ชอบ ได้ประโยชน์ไม่ได้ประโยชน์ กินได้กินไม่ได้ มาล่อหลอกคนแบบประชาธิปไตยแบบทักสินที่คุณยกย่องหรอกครับ จุดสำคัญที่ยังเอาอริสโตเติลมาอ้างคือ

"หากคุณเป็นประชาธิปไตยแต่คุณ ฉ้อโกง ทำร้ายผู้อื่น เราเรียกว่าทรราช คุณไม่มีศีลธรรม นั่นเป็นระบบที่เลวร้าย อริสโตเติลกล่าวว่าทุกๆระบบไม่ว่าจะเป็นระบอบกษัตริย์ ขุนนางหรือประชาธิปไตย ต้องมีกฎหมาย มีศีลธรรม และเป็นธรรมที่จะควบคุมอำนาจในทางมิชอบ"

และการบอกว่าประชาธิปไตยแบบ อเมริกันใกล้กับ polity หรือ ทักสินกำลังจะทำให้ประชาธิปไตยไทยเป็นแบบ polity นี่ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ ลองไปทบทวน 2.3 ดูครับ

3. สิ่งที่ผมเห็นว่ายังนำเสนอได้น่าสนใจต่างจากนักวิชาการหรือพวกอยากเป็นนัก วิชาการในประชาไท คือ การไม่เอาสังคมการเมืองไทยไปยัดให้ลงกล่องทฤษฎีชนชั้นแบบสังคมตะวันตก ซึ่งมันใส่ไม่ลงครับ จะใส่ให้ลงต้องตัดแขนตัดขาทิ้ง แต่ยังอธิบายว่า สังคมไทยเป็นระบบชนชั้นแบบอุปถัมภ์ (ผมเรียกเอง) อาศัยสายสัมพันธ์มากกว่าเรื่องชนชั้น เจ้าข้า นายทุนลูกจ้างอะไรแบบนั้น สังคมไทยรับใช้คนที่อุปถัมภ์ตัวได้ ซื่อสัตย์ต่อคนที่ให้ประโยชน์ตัวได้ สมัยก่อนคือเจ้าและข้าราชการ แต่สมัยนี้มันเปลี่ยนไป มันเป็นการอุปถัมภ์ระหว่างนายทุนกับลูกจ้าง คนมีเงินกับคนไม่มีเงิน ทักสินใช้ระบบนี้เข้ามายึดครองประเทศไทย และนั่งอยู่บนยอดปิรามิดของระบบอุปถัมภ์อันใหม่นี้ ซึ่งผมคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไม่เอาปิรามิดอันเก่า แต่เอาอันใหม่ เพราะมันก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ของสังคมเสรีประชาธิปไตยจริงๆ

สังคม ประชาธิปไตยมีสายสัมพันธ์ในแนวราบ คนจะต่างกันไม่มากนักในทางสถานะ หรือการมีอำนาจ แต่มันจะมีสายสัมพันธ์ระหว่างกันในแบบที่มีผลประโยชน์ที่จะต้องรักษาร่วมกัน ผมว่ายังวิจารณ์ว่าทักสินไม่เป็นคนไทยในความหมายนี้ เพราะเขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่ได้นั่งอยู่บนยอดของชนชั้นอุปถัมภ์นี้แล้ว เขาไม่มีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เลย ที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกับคนไทยคนอื่นๆ (เช่น พยายามให้ประเทศไปต่อได้ ถึงแม้เขาจะพ่ายแพ้) ซึ่งประเด็นนี้คือประเด็นที่ยังยกเทียบกับสฤษ และ ป. หรืออื่นๆ ที่เขายังมีสายสัมพันธ์กับคนไทยอยู่บ้าง (ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่ดีอะไร) คือ เขายังเห็นว่าตัวเขาเล็กกว่าประเทศ แต่ทักสินคิดว่าตัวเขาใหญ่กว่าประเทศ เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ต้องสนใจอะไร

เขียนนานเลย พยายามอ่านดูหน่อยแล้วพิจารณาดูหน่อยก็แล้วกันครับ

ปกครองโดยคนๆ เดียว ดี คือ Kingship / เลว คือ Tyranny
ปกครองโดยคนส่วนน้อย ดี คือ Aristocracy / เลว คือ Oligarchy
ปกครองโดยคนจำนวนมาก ดี คือ Polity / เลว คือ Democracy

ถ้า คิดแบบอริสโตเติลก็จะต้องเลือกฝั่งดีครับ แบบไหนก็ได้ แต่เป็นไปได้มากสุดก็คือ polity การบอกว่า polity คือ democracy นี่ผิดอย่างแรงครับ และบอกว่าอเมริกาและประชาธิปไตยแบบทักษิณนี่ใกล้เคียงกับ polity นี่ไปกันใหญ่ครับ


ความคิดเห็นของ doctor J (visitor) (127.0.0.1 58.8.220.24) .. Tue, 2009-09-15 10:56

ไม่ บ่อยนักที่จะพบว่า คำวิจารณ์ของผู้อ่านนั้น"ดี"กว่าบทความเดิมเสียอีก บทวิจารณ์ของคุณ666เข้าข่ายอันนี้ ของแสดงความคารวะในการโต้แย้งผู้เขียนได้อย่างมีเหตุผลมากที่สุด เท่าที่เคยเห็น(และไม่ค่อยได้พบบ่อยนักในประชาไท(ไทย))มา เลื่อมใส เลื่อมใส และอยากเห็นความเห็นที่มีคุณภาพดีๆแบบนี้มากขึ้น แม้จะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด

ผมมีข้อสงสียและไม่มั่นใจตามที่คุณ666ตีความว่า สังคม ประชาธิปไตย มีสายสัมพันธ์ในแนวราบ คนจะต่างกันไม่มากนักในทางสถานะ หรือการมีอำนาจ แต่มันจะมีสายสัมพันธ์ระหว่างกันในแบบที่มีผลประโยชน์ที่จะต้องรักษาร่วมกัน ผมว่ายังวิจารณ์ว่าทักสินไม่เป็นคนไทยในความหมายนี้ เพราะเขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่ได้นั่งอยู่บนยอดของชนชั้นอุปถัมภ์นี้แล้ว เขาไม่มีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เลย ที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกับคนไทยคนอื่นๆ (เช่น พยายามให้ประเทศไปต่อได้ ถึงแม้เขาจะพ่ายแพ้) ซึ่งประเด็นนี้คือประเด็นที่ยังยกเทียบกับสฤษ และ ป. หรืออื่นๆ ที่เขายังมีสายสัมพันธ์กับคนไทยอยู่บ้าง (ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่ดีอะไร) คือ เขายังเห็นว่าตัวเขาเล็กกว่าประเทศ แต่ทักสินคิดว่าตัวเขาใหญ่กว่าประเทศ เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ต้องสนใจอะไร

ผม ยังไม่มั่นใจตามที่คุณเห็นว่าสฤษดิ์ แปลก ยังมีสายสัมพันธ์กับคนไทยอยู่บ้าง (ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่ดีอะไร) คือ เขายังเห็นว่าตัวเขาเล็กกว่าประเทศ คุณมีหลักฐานอะไรยืนยันความเห็นอันนี้ สฤษดิ์ม้ามแตกตายไปก่อน แปลก ยอมรับการแพ้ในเกมการเมืองแบบชายชาติทหารหรือว่าเขาไม่มีโอกาสจะ"กลับมา "มากกว่า มีหลักฐานว่าเขาสามารถกลับมาได้แต่สมัครใจไม่กลับมาเองหรือเปล่า? ในสายตาผมทั้งหมดล้วนมองเห็นตัวเองเหนือประเทศทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นเป็นเผด็จการไม่ได้หรอก


ความคิดเห็นของ 666 (visitor) (127.0.0.1 61.90.249.221) .. Tue, 2009-09-15 11:33

1. เรื่องสฤษ กับ ป. นี่ ผมก็ไม่รู้ในรายละเอียดนะครับว่า หลังจากเขาล้มไปแล้ว เขาคิดอย่างไร แต่ที่เป็นข้อมูลในเชิงประจักษ์คือ การที่สังคมไทยไม่มีสฤษ หรือ ป. สังคมไทยก็ไม่ได้ปั่นป่วนเพระพวกเขาเท่าไหร่ ซึ่งต่างจากกรณีทักสิน เขาเป็นปัจจัยหลักในความปั่นป่วนที่ตามมาภายหลังจากที่รัฐบาลของเขาล้มลงไป เทียบกับ อ.ปรีดี คงจะชัดกว่า อ.ปรีดีพ่ายแพ้ความไม่ชอบธรรม (ถ้าจะอ้างว่ากระบวนการล้มทักสินไม่ชอบธรรม ก็คงคล้ายกัน) แต่ อ. ก็ไม่ทำแบบทักสิน เช่น ดิสเครดิตประเทศตัวเอง สร้างปลุกมวลชนฝ่ายตัวให้ออกมาสร้างความปั่นป่วนไม่หยุด ทั้งหมดนี้เขาทำเพื่อใครครับถ้าไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง และเงินของเขา

ส่วน "ทักษิณยังมีข้อแตกต่างกับพวกเผด็จการรุ่นก่อน เขาพยายามเข้ามาตามกติกาที่รธน.วางเอาไว้ แม้จะเป็นการฉวยโอกาสจากช่องโหว่ จุดอ่อนของกติกา แลจุดอ่อนของคนไทย แต่ก็ยังเป็นแค่การขี้โกงในเกม ไม่ได้แหกกฏ ล้มกระดาน" ท่อนแรกเห็นด้วยครับ ส่วนท่อนหลังไม่แน่ใจว่ามันเลวน้อยกว่ายังไง โกงในเกมกับโกงนอกเกม โกงตามกฎ (ที่ตัวเองเป็นผู้คุมและสร้างกฎ) กับโกงแหกกฎ เล่นในกระดานที่ตัวเองคุมได้ทั้งหมด (ศาล องค์กรอิสระ กกต สภา สื่อ) กับ การล้มกระดานแบบที่ว่า

2. พูดเรื่องคนดีนี่เพ้อเจ้อแน่ครับ แต่ถ้าคุณอ่านของผมให้ดี คนดีแบบผมนี่ไม่ใช่ดีแบบนักบวช หรือ นางสาวไทย อะไรแบบนั้นหรอกนะครับ ดีทางการเมืองมันมีข้อเดียวสั้นๆ เท่านั้นเอง คือ การกระทำที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ถ้าเราคาดหวังความดีแบบนี้จากระบบ ผู้นำ ไม่ได้ เราจะใช้เกณฑ์อะไรในการออกไปเลือกตั้งล่ะครับ เราก็ต้องเลือกคนที่สามารถสร้างหรือปกป้องประโยชน์สาธารณะนั้นได้ใช่มั้ย ครับ ถ้าเชื่อแบบอริสโตเติล การเมืองก็คือสิ่งที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดี ถ้าการเมืองไม่นำไปสู่การมีชีวิตที่ดีได้ คุณจะเอาหรือครับ คราวนี้ก็ต้องเถียงกันว่า ทักสินมันสร้างชีวิตที่ดีจริงหรือ หรือว่ามันเลวกว่าเก่า

ให้ผมยกตัวอย่างก็ประเทศเสรีประชาธิปไตยทั่ว ไปเลยครับ อเมริกา อังกฤษ สแกนดิเนเวีย เขาเลือกผู้นำจากคนที่เขาคิดว่าสามารถสร้างสรรค์ประโยชนืสาธารณะ หรือปกป้องประโยชน์ของเขาได้ดีกว่า ดีคือแบบนี้ครับ อย่าไปเข้าใจว่าดีแบบนักบวช ดีแบบนางสาวไทย แต่ผมว่าที่คุณอ้างว่า "พอตัดสินว่าดีแล้วไม่ต้องตรวจสอบ มอบอำนาจให้เป็นฮ่องเต้? " วิธีคิดแบบนี้มันคล้ายกับคนที่สนับสนุนทักสินมากกว่านะครับ ไม่ใช่แบบที่ผมเสนอหรอก


แต่ทักษิณยังมีข้อแตกต่างกับพวกเผด็จการ รุ่นก่อน เขาพยายามเข้ามาตามกติกาที่รธน.วางเอาไว้ แม้จะเป็นการฉวยโอกาสจากช่องโหว่ จุดอ่อนของกติกา แลจุดอ่อนของคนไทย แต่ก็ยังเป็นแค่การขี้โกงในเกม ไม่ได้แหกกฏ ล้มกระดาน ดังนั้นวิธีการมองปัญหาทักษิณ ควรมองย้อนไปดูว่าระบบของเรามีจุดอ่อนอย่างไร สังคมไทยมีจุดอ่อนตรงไหน แล้วแก้จุดอ่อนตรงนั้น เพื่อให้ระบบเข้มแข็งขึ้น รองรับทักษิณหรือใครก็ตามได้ดีขึ้นต่างหาก จึงจะเป็นการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ไช่การปฏิเสธแค่ตัวบุคคลที่ชื่อทักษิณ แต่ยังจมปลักอยู่กับระบบเดิมๆ ที่มีปัญหามากมายและล้าหลัง

เลิกเพ้อเจ้อเรื่องคนดีได้แล้ว คนที่มีสติปัญญาดีอย่างคุณน่าจะเข้าใจได้ว่าไม่ไช่ทางออก เพราะไม่มีใครตัดสินได้ว่าใครดี และคนดีกลับใจไปชั่วไม่ได้หรือไง พอตัดสินว่าดีแล้วไม่ต้องตรวจสอบ มอบอำนาจให้เป็นฮ่องเต้? ถ้าแนวคิดนี้เป็นไปได้จริง คงมีคนใช้ไปนานแล้ว ลองยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในแนวทางนี้ให้ดูหน่อย


ความคิดเห็นของ นักปรัชญาชายขอบ (visitor) (127.0.0.1 10.21.1.198, 202.29.83.65) .. Tue, 2009-09-15 11:56
ขออนุญาต แลกเปลี่ยนกับ doctor

ขออนุญาต แลกเปลี่ยนกับ doctor J ครับ

ผม คิดว่าคนดีนั้นตัดสินได้ครับ และมี "กรอบ" ใดกรอบหนึ่งสำหรับตัดสินเสมอครับ เพียงแต่เราต้องรู้ว่าเราควรใช้กรอบไหนตัดสิน "คนดี" สำหรับเรื่องอะไร/ภารกิจอะไร

เช่น เมื่อเราเลือกผู้แทนของเราในกรอบของสังคมประชาธิปไตย เราก็ต้องใช้กรอบความเป็นประชาธิปไตยตัดสินครับ คนที่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เช่น ใช้อำนาจรัฐ แทรกแซงสื่อ องค์กรอิสระ ฯลฯ เพื่อผลประโยชน์ตนเองและพรรคพวก คนที่ใช้เสียงข้างมากออกกฎหมายเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจในเครือของตนเองและ พรรคพวก คนที่พฤติกรรมไม่โปร่งใส ไม่ยอมรับการตรวจสอบ หรือหาทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ คนที่สมคบคิดกับทหาร อำมาตย์ หรืออำนาจนอกระบบเพื่อก้าวขึ้นมามีอำนาจทางการเมือง ฯลฯ คือคนไม่ดีตาม "กรอบประชาธิปไตย" ครับ และเราต้องไม่เลือกคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้มาเป็นผู้แทนของเรา (ถ้าเรามีตัวเลือกที่ดีกว่านะครับ)

ผมคิดอย่างตรงไปตรงมาว่า ศาสนา เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม ฯลฯ ก็มี "กรอบ" หรือ "เกณฑ์" ตัดสินคนดีของเขาครับ สังคมประชาธิปไตยก็ต้องมี "กรอบ" หรือเกณฑ์ตัดสิน "คนดี" ที่ควรเป็นผู้แทนของปวงชน เช่น คนมีนิสัยเผด็จการไม่ยอมรับฟัง และไม่เคารพความเห็นต่าง ย่อมไม่ใช่คนดีตามกรอบประชาธิปไตย (แต่เขายังมีสิทธิที่จะเสนอตัว เสนอนโยบายให้ประชาชนเลือกนะครับ ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับการเป็น "คนดี" ตามกรอบประชาธิปไตยหรือไม่ แต่ประชาชนก็ควรเลือกผู้แทนที่มี "นิสัย" (character)เป็นนักประชาธิปไตยมากกว่าจอมเผด็จการมิใช่หรือ?)

ผมเห็น ด้วยว่าเราต้องสร้าง "ระบบที่ดี" แต่สถาบันการศึกษาและ ฯลฯ ก็ต้องพัฒนาคน (เช่นในด้านจิตสำนึก สปิริต ฯลฯ) หรือสร้างวัฒนธรรมการเลือกคนดีซึ่งมี charater ที่สอดคล้องกับระบบที่ดีด้วย เราจึงจะมี "ตัวเลือกที่ดี" มากขึ้นไงครับ


ความคิดเห็นของ doctor J (visitor) (127.0.0.1 58.8.220.24) .. Tue, 2009-09-15 14:23

ขอบคุณครับที่กรุณามาแลกเปลี่ยนความเห็น

การ วาง"กรอบ"แนวคิดเรื่องคนดี เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่มีทางรู้ได้ครับว่า ใครดีจริง ไม่ดีจริง เราเห็นแต่สิ่งที่เขาเสนอ และเราก็ตัดสินใจว่าเราจะ"ซื้อ"สิ่งที่นำเสนอ(นโยบาย)หรือเปล่า ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา เขาก็ได้รับฉันทานุมัติจากมหาชนให้ดำเนินการนั้น ด้วยอำนาจรัฐที่เขาได้ แต่ถ้าเขาไม่"ดีจริง"หล่ะ? ผมจึงเห็นว่า ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลย์อำนาจ ที่เข้มแข็งและเป็นกลาง สำคัญและจำเป็นไม่แพ้ การเคารพเสียงส่วนใหญ่ และนี่คือประเด็นสำคัญที่สุดที่การเมืองไทยไม่มี หรือมีก็ง่อยเปลี้ย อันเป็นข้ออ้างของพวกที่ทำการโค่นล้มการปกครองประชาธิปไตยทุกยุคทุกสมัย

ผม เห็นด้วยเกินร้อยเลยครับว่า มีแต่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้คนไทยเท่านั้น จะช่วยให้คนไทยสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนให้ตัวเองได้ ไม่มัวนั่งงอมืองอเท้าแล้วรอให้เทวดาส่ง"คนดี"ลงมาปกครอง


ความคิดเห็นของ นิธินันท์ (visitor) (127.0.0.1 124.121.176.89) .. Tue, 2009-09-15 11:36

ได้อ่านความเห็นของคุณ 666 แล้ว ขอบคุณมาก ชอบที่เสนอมุมมองเพิ่มเติมให้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในทุกการสื่อสารมักมีข้อจำกัด คำพูดและข้อเขียนเดียวกัน คนต่างคนก็รับและตีความต่างกัน

ขอตอบสั้นๆ ตามที่คุณ 666 ชี้แจงเป็นข้อตามนี้

1. ประเด็นที่ 1 และ 2 ที่เขียนถึง ไม่ได้ดิสเครดิตยัง

ขออภัยที่เขียนหนังสือไม่ดี ทำให้คนอ่านอ่านไม่แตก สับสนปนเปไปหมด

เจตนาของข้อ 1 และ 2 เป็นการตั้งคำถามถึงวิธีนำเสนอข่าวและวิธีคิดของสื่อ

หมายความว่า สื่อควรบอกผู้รับสื่อว่าใครคือยัง มีอะไรเกี่ยวกับยัง ที่ทำให้ผู้รับสื่อเห็นว่าต้องอ่านบทสัมภาษณ์นี้

ถ้า สัมภาษณ์เรื่องบ้านเชียง หรือแหล่งโบราณคดีอื่นๆ แล้วบอกว่า ยัง เป็นผู้ค้นพบบ้านเชียง ไม่แปลก แต่ถ้าบอกคนอ่านว่ายังรู้เรื้องการเมืองไทยดีกว่าคนไทย ผู้รับสื่อควรจะรู้ว่า ทำไมยังจึงรู้มากกว่าคนไทย ทำไมสื่อจึงบอกอย่างนั้น เขาศึกษาวิจัยเรื่องเมืองไทยมาหลายสิบปีหรือ หรือเป็นเพราะอะไร

เรื่องวิธีการอ้างฝรั่งก็เช่นกัน ถ้าคุณอ่าน จะเห็นว่า ผู้เขียนเห็นว่าทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันมักอ้างความเห็นฝรั่ง

ไม่ วิจารณ์ประเด็นเดียวกันกับ "ฝรั่งพวกนั้น" ก็เพราะ ผู้ที่นำความเห็นของ "ฝรั่งพวกนั้น" มาเสนอให้ทราบทั่วกัน บอกที่มาของ "ฝรั่งพวกนั้น" ชัดเจนว่า "ฝรั่งพวกนั้น" ศึกษาเรื่องเมืองไทยในทางวิชาการอยู่

ทั้ง หมดนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องเชื่อ "ฝรั่งพวกนั้น" แต่แปลว่า เราซึ่งเป็นผู้รับสื่อ สามารถเชื่อมโยงได้ว่า ถ้า"ฝรั่งพวกนั้น" นำเสนอเรื่องเมืองไทย ไม่ว่าจะผิดหรือถูกในทัศนะของเรา แปลว่าเขา "ศึกษา" มานานและอย่างเอาจริงเอาจังเพียงใด

ประเด็นที่ 2 ในข้อ 1 ไม่ได้อยู่ในเรื่องที่คุณยกมา แต่เป็นการตั้งคำถามกับสื่อว่า เหตุใดสื่อจึงเชื่อและนำเสนอผู้รับสื่อว่า ฝรั่งคนนี้หรือคนนั้น (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นยัง) รู้จักเมืองไทยดีกว่าคนไทย เพราะฝรั่งคนนี้และคนนั้นคิดเหมือนสื่อหรือรัฐบาลหรือไม่ หรือเพราะอะไร

เป็นการตั้งคำถาม

2.

2.1 ประเด็นที่สาม เรื่องทางสองแพร่ง เป็นคำพูดของยัง

ศีลธรรม ในที่นี้คือ ยัง อ้างถึงรัฐที่ผู้ปกครองต้องมีศีลธรรมของอริสโตเติล

2.2 ไม่เกี่ยวกับสร้างภาพให้ทักษิณดีขึ้น เพราะสร้างไม่ได้ แต่เป็นการตั้งคำถามตรงๆ ว่า ผู้เรียกร้องศีลธรรมทำอย่างไรกับผู้ปกครองไร้ศีลธรรมคนอื่นๆ ละเว้น หรืออย่างไร

2.3 สองประโยคที่ว่า 'ประชาชนจำนวนมาก "รู้สึก" ว่าเขาได้ศักดิ์ศรีความเป็นคน' กับ 'ทักษิณ เป็นผู้นำที่ดีเลิศ ทำให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี' ต่างกันมาก และผู้เขียนพูดประเด็นแรก ไม่ได้พูดประเด็นที่สอง

ถามว่าพิจารณาจากอะไร บางทีคำตอบที่ง่ายที่สุดคือการไปสัมภาษณ์คนเสื้อแดงโดยถอดอคติว่าเขารับเงิน ค่าจ้างมาสวมเสื้อแดง ประเด็นสำคัญในที่นี้คือ มีคนเสื้อแดงอยู่จริง และจำนวนมาก การปฏิเสธว่าไม่มีคนเสื้อแดงที่ตระหนักในสิทธิเสรีภาพของตนเอง จะทำให้มองปัญหาสังคมไทยผิด

คนมีอภิสิทธิ์ในสังคมเหนือคนอื่น มีเส้นสาย มีอิทธิพล เห็นแก่ประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้มีแต่ตระกูลชินวัตรอย่างที่คุณอ้าง แต่มีมากกว่านั้น มีมานานแล้ว และต้องเปลี่ยนแปลง

ชาวบ้านมิได้แต่รอแต่ "เอื้ออาทร" พวกเขาถูกสร้างภาพให้เป็นอย่างนั้น และยังมีอยู่ ที่ถูกกล่อมเกลาให้เชื่ออย่างนั้น แต่ดูเหมือนชาวบ้านจะเชื่ออยางนั้นน้อยลงมาก

2.4 The Best ของอริสโตเติลที่จะเป็นผู้ปกครองที่ดีนั้น ต้องเก่งหลายอย่างในคนเดียวกัน ซึ่งนักปรัชญาก็ต้องมองว่านักปรัชญาดีที่สุดเพราะรู้ถึงเรื่อง หรือเป็นปัญญาชนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม คนที่มีโอกาสมากกว่าที่จะมาถึงตรงนี้ ก็ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นคนหมู่มากของประเทศ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นการอ้าง "ชนชั้น" แต่เป็นการกล่าวตามปกติถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ

ไม่ได้เขียนเลยว่าทักษิณกำลังจะทำให้ประเทศไทยเป็น polity

เรื่อง ที่กล่าวถึงประชาธิปไตยอเมริกันกับ polity ซึ่งหมายถึงการถ่วงดุลย์อำนาจระหว่างคนจนคนรวยและคนชั้นกลางนั้น เป็นคนอเมริกันพูดขึ้นมาในการสัมมนาทางการเมืองเมื่อหลายปีมาแล้ว ได้บอกชัดเจนในข้อเขียนว่าเป็นอเมริกันบางคนหรือหลายคนคิดอย่างนั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นความถูกต้องที่ต้องเชื่อ

3. รับฟัง

ขอบคุณทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น
โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
11 กันยายน 2552

หมาย เหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอด ฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน ,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการ อำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ


ทีนี้หลัง จากว่าพวกรุ่นใหญ่กันไปแล้ว ก็มีคนถามผมมาว่าช่วยเล่าเรื่องดร.เอก-ปริญญา เทวานฤมิตกุล อดีตเลขาธิการ สนนท. ปัจจุบันเป็นท่านรองอธิการบดี ธรรมศาสตร์ให้ฟังหน่อย...เอ จะด่ามุมไหนดีหว่า ของเค๊าออกจะดีนะมึง

ผม เลยขอถือโอกาสเล่าเกี่ยวกับนักกิจกรรมนักศึกษารุ่นๆนี้ให้ฟังไปพร้อมกันซะ เลย ที่มีบทบาทอยู่ในเวลานี้นอกจากดร.ปริญญาแล้วก็ยังมีอีกหลายคน เช่น กรุณา บัวคำศรี คนอ่านข่าวทอระทัด ไอ่ตู่-จตุพร พรหมพันธ์ ไอ่แจ็ค-วัชระ เพชรทอง หมอเปรม-เปรมศักดิ์ เพียยุระ ไอ่ดิษฐ์-ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ บางกอกโพสต์ เลขาสมาคมนักข่าว ไอ่วัฒน์-สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.ปักษ์ใต้ ไอ่ก๊อง-ชนะ ผาสุกสกุล (ตอนนี้เป็นมือตีนของสนธิลิ้ม) แล้วก็อนุสรณ์ ธรรมใจที่เห็นหน้าออกทีวี หรือออกวิทยุเรื่องประวัติศาสตร์บ่อยๆไง

ผมเรียกรวมๆแล้วกันว่า เป็นพวกนักกิจกรรมนักศึกษายุคพฤษภาทมิฬ อายุอานามเวลานี้ก็40ต้นๆไปยัน40กลางๆโดยประมาณ

สน นท.หรือสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยนี่ก็เป็นการรื้อฟื้นบทบาทของนัก กิจกรรมนักศึกษา ซึ่งเคยมีบทบาทสูงในยุคคนเดือนตุลาคม พอเข้าป่า และป่าแตกราวปี2525บรรยากาศก็กลับสู่ความเงียบเชียบ มารื้อฟื้นตั้งเป็นสนนท.ก็น่าจะราวปีพ.ศ.2527เพื่อเป็นองค์กรประสานงานของ พวกองค์การนักศึกษา หรือสโมสรนักศึกษาในยุคนี้ และยังเหลือดรอดมาทำยากันจนทุกวันนี้


รู้จักสนนท.และผู้นำนักศึกษาที่มีบทบาทมาจนวันนี้

หากผมจำไม่ผิดเลขาธิการใหญ่ของสนนท.คนแรกๆน่าจะเป็นบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ซึ่งภายหลังมาเป็นผู้อำนวยการAMNESTYประเทศไทย(แต่ก็แทบไม่มีบาทบาทห่าอะไร เลยในเนื้องานเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะคดีหมิ่นฯนี่มันวางเฉยได้จนคนในวงการอึ้งกิมกี่)

คนต่อมาน่าจะเป็นหมอภูษิต ประคองสาย จากค่ายมหิดล หลังจบไปเป็นหมอทางภาคอีสาน ต่อมาก็อภิชาต ขำเดช จากค่ายรามคำแหง ต่อมาด้วยหมอฟั้นช์-วิลาสินี หมอกเจริญพงศ์ และเสาวนีย์ จิตต์รื่น 2สาวนี่มาเป็นเลขาธิการสนนท.ยุครัฐบาลน้าชาติ จะมีความผูกพันใกล้ชิดกับพวก3ศักดิ์ ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯที่มีไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นประธานที่ปรึกษาบ้านพิษฯ

กระทั่งยุครสช.ทำรัฐประหาร23กุมภาพันธ์ 2534 นี่มีเลขาธิการชื่อปริญญา เทวานฤมิตกุล จากท่าพระจ้นทร์ ในพ.ศ.นั้นนักกิจกรรมนักศึกษาที่เด่นๆก็มีพวกอนุสรณ์ ธรรมใจ จากจุฬาฯ ตอนหลังที่มาเป็นแบงก์เกอร์ แล้วก็เป็นสปีกเกอร์ทางวิชาการการเมืองอยู่ด้วย และกรุณา บัวคำศรี(แกนนำกบฎITV หลังๆมาเป็นคนอ่านข่าวช่อง3)

ทางรามคำแหงก็จะ เป็นพวกแจ๊ค-วัชระ เพชรทอง(ตอนนี้เป็นส.ส.ประชาธิปัตย์),ตู่-จตุพร พรหมพันธ์(ตอนนี้เป็นแกนนำ3เกลอเสื้อแดง),อุสมาน ลูกหยี(ที่เคยเป็นโฆษกเวทียุคพฤษภาทมิฬ),สิริวัฒน์ ไกรสินธ์(ตอนนี้เป็นสว.นครศรีธรรมราช)ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์(ตอนนี้เป็นเลขาสมาคมนักข่าว)

ทางขอนแก่นก็มีหมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ(ได้เป็นส.ส.หลังพฤษภาทมิฬอยู่หลายสมัย)

ทาง ธรรมศาสตร์มีก๊อง-ชนะ ผาสุกสกุล เป็นนายกอมธ.(ตอนหลังมีบทบาทเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้กับสนธิลิ้ม พันธมิตร คือตรงไหนงานยากงานหิน เช่น ยึดNBT พันธมิตรบุกอุดร การบัญชาการพันธมิตรเป็นมือที่สามในเหตุการณ์สงกรานต์เลือดจะมีไอ้ก๊องไป เป็นหัวหมู่ทุกงาน)

บทบาทนักศึกษาก่อนพฤษภาทมิฬไม่นานนั้น สนนท.จะใกล้ชิดรัฐบาลน้าชาติผ่านทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ ขณะที่กลุ่มของจารย์เสริฐ หรือประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เข้ามาจัดตั้งนักศึกษารามกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่ากลุ่มนักศึกษาสภาโจ๊ก เพื่อไล่รัฐบาล แล้วให้โอนอำนาจมาให้สภาโจ๊ก ว่ากันว่าเพื่อส่งมอบอำนาจให้บิ๊กจิ๋ว

แต่ผิดคิวตรงที่ว่านักศึกษาคน หนึ่งคือธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ เผาตัวตายหน้ารามฯ แต่รัฐบาลน้าชาติไม่ออก แถมสนนท.ในยุคนั้นไปออกทีวีว่า ธนาวุฒิเป็นคนละกลุ่มกับสนนท. พูดง่ายๆว่าการเผาตัวตายประท้วงของธนาวุฒิไม่ใช่เจตนารมณ์ขององค์กรนักศึกษา โดยชอบ ธนาวุฒิก็ตายฟรีครับ

ปริญญา+หนูนาภาพซ้อนของเสกสรรค์+จีรนันท์ยุคพฤษภาทมิฬ

ย้อน ไปซักเกือบ 20 ปีได้ ตอนนั้นเป็นยุคบิ๊กสุ พวกรสช.ทำรัฐประหาร23กุมภาพันธ์2534 นักศึกษาก็ออกมาต่อต้านกัน ตอนนั้นผมเป็นนักข่าวก็ถือกล้องปัญญาอ่อนตอนที่เมืองไทยมีแรกๆอย่างเท่ห์ ไปเดินด้อมๆมองๆแถวท่าพระจันทร์ แถวหนามหลวงมั่ง หน้าบก.สูงสุดเสือป่า(ติดกับลานพระรูป)ก็เห็นนี่นะปริญญา& กรุณายกป้ายประท้วงรสช.แห่ไปเฮมา มีไอ้ไผ่นิติรัตน์ก็แห่ไปแห่มาด้วยอีกตัว

นักข่าวแม่งก็ไม่ค่อยมาทำข่าว มันมัวแต่ไปถ่ายรูปวรัญชัยเผาหุ่นประท้วงอยู่. .

คือ ด้านหนึ่งก็เป็นการแสดงว่ากิจกรรมนักศึกษาตอนนั้นเงียบโคตรๆหมาแมวไม่สนใจ เท่าไหร่ สองก็แสดงว่าบทบาทกิจกรรมนักศึกษาไม่ค่อยมีคุณค่าพอต่อผลสะเทือนทางบ้าน เมือง

นักข่าวก็อยากเสนอข่าวแบบมีสีสันหน่อย เช่นไปยุให้ปริญญาได้กับหนูนา หรือกรุณานั่นแหละ มันจะได้มีสีสันแบบเสกสรรค์-จิรนันท์ยุค14ตุลาฯ

เอก-ปริญญา มันก็พูดปาร์คไม่ค่อยเข้าท่าเรื่องของเรื่อง นักข่าวมายืนฟังมันแถลงนี่หลับไปซะครึ่ง คือมันจะออกแนวโมโนโทน เวลาพูดแถลงข่าวหรือไฮปาร์คนะ เสียงมันก็แหลมๆหน่อยแล้วพูดแว๊ดๆๆๆไม่มีจังหวะเว้นวรรค ไม่มีลูกหนักลูกเบาห่าเหวเลย ขนาดไอ้ไผ่-นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์(ตอนที่ยังไม่ลงพุงเป็นหมีควายอย่างตอนนี้) หรือเล็ก-สมชาย ปรีชาศิลปกุล (ตอนนี้เป็นอาจารย์เชียงใหม่) ไปยืนเป็นวอลล์เปเปอร์ให้ไอ่เอก ไอ้สองคนนี้ยังหลับ...คิดดูนะสัดด


ผม ไปดูๆก็ได้แต่ปลง แล้วก็ให้กำลังใจอะไรกันไป ซื้อน้ำไปฝากมั่ง ลูกชิ้นมั่ง ผ้าเย็นมั่ง ผมก็ไม่รู้จะเอาประเด็นอะไรไปเขียนข่าวส่งเข้าโรงพิมพ์ แต่นึกถึงหน้าหวานๆตาใสๆของหนูนา รอยยิ้มคิกขุแล้วก็เอาวะ กรูจะบิ๊วให้ ไม่ได้หลีดหน้า1ก็ลงหน้าในหละวะ...

พอผมเดินไปทำเนียบจะไปทำข่าวนี่ หนักเลย เฮียวรัญชัยที่เสร็จจากเผาหุ่นประท้วงแถวหน้าก.พ.กรากเข้ามาพาซ้อนท้ายมอ ไซค์ฮ้างของแกบอกวันนี้มีข่าวโคตร' สีพ(exclusive-ข่าวเดี่ยว)ให้ ไปนั่งกินข้าวคุยกันแล้วจะบอกให้ ผมก็นึกว่าจะมันจะพาไปเลี้ยงโรงแรมหรูๆซะอีก

ที่ไหนได้ไอ้ห่านี่พาไปกินลาบเลือดเหล้าขาวแถวราชวัตรสะงั้น กินเสร็จบอกจ่ายตังค์ให้ด้วย พอดีจะเหลือเงินไว้ลงผู้ว่าฯ...

ผม ก็บอกว่าอ่ะจ่ายก็ได้ทั้งหมด70บาท แต่ไหนหละข่าวสีพ? เฮียวรัญชัยบอกก็เรื่องกรูจะลงผู้ว่านี่ไง แล้วมีไอเดียจะแก้รถติด ด้วยการเปิดไปเขียวแม่งโล่งตลอดทุกสี่แยก พอมีแต่ไฟเขียวแล้วแม่งจะติดได้ไงรถหนะ. ...

อ่าว!สัดดดด! มึงจะเอาฮาไปถึงไหนไอ่เชี่ยนี่ก็...

กว่า อารมณ์จะกลับมาเรื่องข่าวกิจกามนักศึกษานี่ก็พอดี ไปนั่งหน้าแป้นพิมพ์ดีด(ตอนนั้นมันมีที่ไหนหละคอมพ์ฯ)ในหัวนี่มีแต่หัวเถิกๆ เฮียวรัญชัยลอยมา ต้องไปบิ๊วใหม่อีกหลายวัน

คือเอก-ปริญญา เทวานฤมิตนี่ มันเป็นคุณหนูหนะ เรียนเซ็นคาร์เบรียลไม่พอ อยู่วงโยธวาทิตด้วย ถือว่าไฮโซของโรงเรียนไฮโซ พอดีมาเรียนธรรมศาสตร์ไปออกค่ายชนบท ก็ตามสูตรว่าเกิดจิตสำนึกอะไรขึ้นมา กลับมามหาลัยก็เริ่มไปเขียนโปสเตอร์ตามหลักสูตรผู้นำนักศึกษาเบื้องต้น(คือ ใครจะมาเป็นผู้นำนักศึกษานี่มึงต้องเขียนโปสเตอร์ให้เป็น กับโรเนียวใบปลิวเป็น ผ่านอันนี้อย่างอื่นก็หมู..)


บรรยากาศกิจกรรมนักศึกษายุคโรคประจำทศวรรษ

ไอ่ เอกก็เหมือนนักกิจกรรมส่วนมากในเวลานั้นคือบ้ากิจกรรมแล้วปฏิเสธระบบการ ศึกษา ตอนนั้นมันมีงานเขียนทำนองนี้ดังมาก ฝรั่งเขียน รุ่นๆนี้ผู้นำนักศึกษาเรียนไม่จบหลายคน เท่าที่ผมรู้ก็มีอย่างไอ้บ้า-อภิชาต เลขาสนนท.ซักราวๆปี2530ก็ไม่จบ ไอ้เล็ก-สุรสิทธิ์ บุปผา นายกสโมสรม.ขอนแก่นก็ไม่จบ หมอเปรมนี่เรียนหมอล่อไปซะ7ปี ต่อมาก็พวกไอ้ตู่ไอ้แจ็ค-รามฯไอ้พวกห่านี่ไม่รู้จบมั๊ย แต่น่าจะมีโปรถึง7-8ปีหากเป็นขั้นต่ำหากจำไม่ผิด

ข่าวว่าไอ่2ตัวนี่ลงราม2รอบ ก็รอบละ8ปี ก็คูณเอาว่ามันกี่ปีถึงจบ

ไม่ใช่เพราะพวกนี้มันหัวขี้เลื่อยนะ แต่เป็น"โรคประจำทศวรรษ"ในตอนนั้นว่า ผู้นำนักศึกษาหรือนักกิจกรรมต้องปฏิเสธระบบการศึกษา

พ่อ แม่ทางบ้านเลยบอกมึงก็ปฏิเสธไป แต่หากมึงติดซุปเปอร์ติดโปรอีกปี กรูจะปฏิเสธจ่ายค่าหน่วยกิตกับค่าหอค่าอยู่ค่ากินมึงเหมือนกานน. ..เจอลูกขู่แบบนี้ หลายตัวก็รีบกลับเข้าห้องเรียน เรียนงกๆๆไม่นานก็จบ

ไอ่ เอกเลยติดซุปเปอร์เรียนแม่ง5ปี จะบอกมันหัวขี้เลื่อยไม่ได้หรอก เพราะตอนหลังบทมันจะเอาจริง มันก็ไปทำปริญญาโท ปริญญาเอกจบเยอรมัน ซึ่งเรียนยากโคตรๆ ส่วนคนอย่างไอ้บ้า ไอ้เล็กนี่เข้าขั้นอัจฉริยะ คาดว่ามันสองตัวไม่คนใดก็คนหนึ่ง หากไม่มีใครบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าซะก่อนกัน ก็ต้องมีใครคิดโครงการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวสำเร็จแหงๆ เพราะหัวระดับพวกมันนี่ยอดคน

ว่าด้วยเรื่องปฏิเสธระบบการศึกษาอย่าง เดียวไม่พอ ไอ้บ้านี่มันบ้างานกรรมกร ร่ำเรียนจบมามันก็ไม่เอาเงินเดือนปริญญาตรีเลย มันขอรับเงินเดือนป.4แล้วไม่ทำงานนั่งโต๊ะผูกไท แต่ขอทำงานแบกหามแล้วก็ขับรถขนส่งขนขี้ขนเยี่ยวสารพัดให้บริษัทที่มันไปทำ อยู่ มันบอกจะได้ซึมซับถึงวิถีของชนชั้นกรรมาชีพ. ..เอากับมันดิ!!

ส่วน ไอ้เล็กนี่บ้างานชาวนา มันก็ยอมทิ้งเมียที่จบปริญญาโทพยาบาลไปเป็นชาวนาอยู่หลายปี จากขาวจั๊วะกลายเป็นดำปิ๊ด หลังๆมะเร็งผิวหนังแดก เพราะเป็นคนเมืองเป็นคนหนู หนังหน้ากับหนังตีนมันเลยทนแดดไม่ไหว)

(ป.ล.ไอ้บ้า ณ บัดนาวยังทำงานแบบชนชั้นกรรมาชีพอยู่ที่บริษัททำน้ำยาขัดรองเท้าแห่งหนึ่ง

ส่วนไอ้เล็กเลิกเป็นชาวนาเพราะปัญหาสุขภาพ รีเทิร์นมาหาเมียพยาบาลเพื่อรักษาตัว ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว

ทั้งคู่ยังยืนยันว่าพวกมันมีความสุขดีกับสิ่งที่มันได้เลือกทำลงไป และห้ามใครก็ตามที่ไปเสือกชีวิตของพวกมันทั้งคู่

ผมยังคาดว่าไม่ช้าไม่นานไม่ใครก็คนใดคนหนึ่งจะคิดโปรเจ็คต์ติดต่อมนุษย์ต่างดาว หรือการนิพพานหมู่ได้ ..หากมันจะมุ่งมาทางนี้นะ)

ที่ ผมเล่ามานี่คือบรรยากาศนักกิจกามนักศึกษาตอนนั้น ซึ่งมันก็จังหวะเหมาะพอดีว่าไอ่เอกติดซุปเปอร์เรียนปี5พอดี แล้วพวกที่เป็นแคนดิเดตเลขาธิการสนนท.หลายตัวก็ดันสอบตกจากองค์การนักศึกษา ของสถาบันนั้นๆ ไอ่เอกก็หมดคู่แข่งไป พอมีมั่งก็ทางรามตอนนั้นเข้าใจว่าไอ้วัฒน์- สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ คนทางใต้หนะสนิทกับสุธรรม แสงปทุม อดีตผู้นำนักศึกษา6ตุลาฯ พอจะสู้ได้ แต่กำลังหนุนไม่แข็งพอ...

แล้วก็วัฒนธรรมของสนนท. เขาก็แบบว่าจะให้ใครเป็นนี่มันก็เล็งๆกันมาเป็นปีแล้ว ก็เลยนี่แหละไอ่เอกก็เลยได้เป็น เป็นเสร็จมันเรียนจบแล้วต่อโท มันเลยเป็นเลขาสนนท.คนแรกที่เรียนปริญญาโท

ซึ่งก็ไม่ค่อยได้เรียนหรอก เพราะมัวแต่แบกป้ายแข่งกับวรัญชัย แล้วก็แถลงข่าว

ก่อน รสช.ปฏิวัตินี่เป็นยุคที่พวกสนนท.จะซี้กับทีมบ้านพิษฯพวกอาจารย์โต้งไกร ศักดิ์ แล้วก็หม่อมสุขุมพันธ์อะไรงี้ ตอนนั้นมีวิลาสินี หมอกเจริญพงศ์ เป็นเลขาสนนท. ปีต่อมาก็เข้าใจว่าเป็นเสาวนีย์ จิตต์รื่น พวกนี้ก็คอยแซวคอยแขวะทหารพวกบิ๊กสุประจำ แต่ไอ่เอกผ่าไปนอกวงไปเล่นด่าน้าชาติ ไปร่วมกับไอ้ก๊องจัดงานมหกรรมโหงบ้านกินเมืองอะไรงี้นะ( มหกรรมโกงบ้านกินเมือง จัดโดย อมธ. ยุคที่มีนายกชื่อ ชนะ ผาสุกสกุล )

ก็ เป็นส่วนหนึ่งที่พวกรสช.อ้างว่า เห็นมั๊ยขนาดนักศึกษายังด่าน้าชาติว่าเป็นตัวแดก ก็เลยเกิดปฏิวัติขึ้นมาตอน23กุมภา34 ผมก็ได้แต่เฮ้อ!ต้องเหนื่อยแล้วกรู...เล่นกับทหารนี่ดีไม่ดีมีโดนอุ้ม เบาะๆมันก็มาทุบแท่นพิมพ์

ว่าไปแล้วเอกก็มีคุณูปการต่อบ้านเมืองใน ยุคพฤษภาทมิฬพอสมควรนะ คือไม่ใช่ว่าจู่ๆมันจะเกิดพฤษภาทมิฬเลยนะ ตอนนั้นมันไม่มีนักรบไซเบอร์ทางอินเตอร์เน็ตอย่างเวลานี้ อย่างดีก็ส่งแฟ็กซ์ด่าพวกรัฐประหาร แฟ็กซ์ก็เครื่องละเป็นแสนสองแสน จะส่งทีก็ต้องไปตามโรงแรมหรูๆ ถือใบปลิวด่าทหารไม่ดูตาม้าตาเรือเข้าไปก็โดนมันซิวแค่นั้นเอง

ก็ พอได้พวกนักศึกษาอย่างไอ้ตู่ ไอ่อุสมาน ไอ่ไผ่ ไอ้เอก-หนูนาสนนท.พวกนี้แหละ แต่ไอ่เอกมันไม่ค่อยห้าวเป้ง พวกรามฯตอนนั้นก็ขาลุย นอกจากพวกกิจกรรมพรรคก็มีกลุ่มค่ายอาสาอย่างพวกไอ่ดิษฐ์(ตอนนี้มันเป็นเลขา สมาคมนักข่าวเหี้ยแห่งประเทศไทย)พวกนี้ก็ลุยตั้งแต่รสช. ปฏิวัติ ออกมาไฮปาร์คด่าหน้าราม โดนจับไปขังคุกเรียบรู้สึกจะ20กว่าคน เข้าใจว่าน่าจะมีไอ่โจ้ลูกครูอารมณ์ มีชัย วีรสตรีพันมิตรนี่ด้วยอีกตัว...ไอ่เอกมันก็เงอะๆงะๆคือมันไม่ใช่ขาลุย ก็ได้แต่แห่ป้ายผ้า แถลงข่าวอะไรของมันไป

มันออกจะแนวcompromiseเหมือนๆกับอาจารย์ที่มีบทบาทคล้ายๆกับเป็นที่ปรึกษาเลขาสนนท. ตอนนั้น ยังหนุ่มฟ้อหล่อเนี้ยบชื่ออาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่งกลับจากเรียนนอก อาจารย์อภิสิทธิ์ก็ไปประชุมประเชิมกับพวกปริญญา- หนูนานี่บ่อย รวมทั้งวันที่บิ๊กสุรับตำแหน่งเป็นนายกฯด้วย พวกไอ่เอกก็โอ้เอ้วิหารรายอยู่ว่าพวกเราเอาไงดีวะ ทางมาร์คก็บอกว่าได้โทรโข่งตัว พวกเราไปลานโพด่าแม่มันเลย

ก็มีไอ่ เอกขึ้นด่าคนแรก คนฟังซัก 20 กว่าคน หลับไปซะครึ่ง(พวกที่มาฟังวันนั้นก็มีสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์มากับพวกเอ็นจีโออีสานคือบำรุง คะโยธา บำรุง บุญปัญญา เดช พุ่มคชา สมภพ บุนนาค)นอกนั้นก็นักข่าว4-5คน พอหนูนาขึ้นพูด เออค่อยน่าฟังน่าดูหน่อย แต่ตอนมาร์คขึ้นปาร์คนี่สาวๆนักศึกษามากันบึ้มเลยมึงเอ๊ย. ..

มันก็ ค่อยๆก่อตัวจาก5คนมา20มาเป็นร้อย พอฉลาด วรฉัตร อดข้าวประท้วงก็มากันเป็นพัน พอจำลอง ศรีเมือง อดข้าวก็เป็นหมื่นเป็นแสน ไอ่เอกก็ชวนพวกต่อต้านทั้งจำลอง ฉลาด ครูประทีป หมอสันต์ หมอเหวงตั้งสมาพันธ์ประชาธิปไตยขึ้น มีมติว่าหากจะเคลื่อนไหวอะไรก็ให้เป็นมติ

แต่จำลองก็คือจำลองกรูขอ แหกมติอยู่เรื่อย รวมทั้งวันยกพวกออกจากสนามหลวงไปราชดำเนิน17พฤษภา2535 ด้วย สันติอโศกนำหน้า จำลองนำขบวน พวกไอ่เอก หมอสันต์ หมอเหวง ครูประทีป ไอ่ตู่ ไอ่อุสมาน แอ๊ดบาว อริสมันต์ยังอยู่บนเวทีอยู่เลย ไอ่เอกร้องเสียงหลงว่าพวกเราอยู่นี่ ไม่ต้องเคลื่อนขบวนเพราะไม่ใช่มติสมาพันธ์. ..แต่คนเห็นขบวนจำลองเคลื่อนก็เฮละโลเคลื่อนตาม พวกไอ่เอกก็ลมใส่หน้ามืด

คือเรื่องว่าเอกตอนพฤษภาทมิฬ คนนินทาว่ามันหลบมั่งไม่พาลุยมั่ง ก็ว่ามันไม่ได้หรอก..

อย่าง ผมเขียนไปว่าก็มีสมาพันธ์ปชต.เป็นแกนกลางแล้ว แต่จำลองเสือกเคลื่อนไหวบุ่มบ่ามไม่ฟังเพื่อนเอง ไอ่เอกก็ตะโกนจนเสียงหลงบนเวทีว่าอย่าไปๆอย่าเคลื่อน คนมันเคลื่อนกันไปหมด เป็นผมเป็นไอ่เอกก็เซ็งเป็ดเหมือนกันวะ

พอต่อมาสมรภูมิราชดำเนินโดน รสช.ตีแตกแล้วยึดไป ก็เป็นคิวของพวกนักกิจกรรมรามฯคือพวกไอ่ตู่ ไอ่วัฒน์ ไอ่อุสมาน ไอ่แจ๊ครับช่วงพาไปรามฯ ไปขึงสถานการณ์อยู่ที่นั่นแทนถนนราชดำเนิน เพราะพวกนั้นมันขาลุย ส่วนไอ่เอกมันไม่ใช่ขาลุย มันออกแนววิชาการ พวกมันก็ไม่มี มือตีนก็ไม่มี พวกที่มันพาไปยกป้าย นับทีไรไม่เคยถึงสิบคนซะที ก็ถือว่ามีพวกรามรับไม้แทนมันไปแล้ว

พวกด่าๆว่าเอกปริญญาใจป๊อด หนี ไม่สู้ ก็ควรเข้าใจบริบทแวดล้อมในเวลานั้นด้วย มันเสมือนแม่ทัพนายกองขุนศึกกระจัดกระจายพรายพลัดแล้ว

มัน ขึ้นเป็นเลขาสนนท.ก็หยั่งว่าคือมันเป็นอุบัติเหตุหงะ มันไม่ได้ตั้งใจมาเป็น แต่โดนถีบออกมา ลักษณะที่ว่าaccidential heroอ่ะ เพราะคนที่เล็งๆไว้ดันสอบตกพวกนายกฯองค์การอะไรกันหมด ทีนี้พวกกรมการเมืองสนนท.ก็ไม่ไว้ใจที่จะให้ตำแหน่งเลขาตกไปเป็นของเด็กรามอ ย่างไอ่ตู่ไอ้วัฒน์ เพราะพวกนี้มันout of control

คือยังไงผมก็ให้เครดิตมันอยู่ตามที่ว่ามา

ขนาด เสื้อกั๊กธีรยุทธ์นะ ตอนวันที่ 17 พฤษภา 35 ยังเฮไปถึงหน้ากองสลากแล้วตอนพวกสมาพันธ์ยังอยู่บนเวทีสนามหลวง ผมเจอก็ทักอ้าว!มาด้วยเหรอจารย์ เสื้อกั๊กบอก กรูมาสังเกตกาม..อย่าเอะไป อย่าถ่ายรูปกรูนะ กรูไม่อยากเป็นข่าว

ส่วนว่าไอ่เอกเอย หนูนาเอยทำไมมีท่าทีเห็นอกเห็นใจอภิสิทธิ์กับพันธมิตรมันก็คงเกี่ยวกับกรรม เก่ากรรมใหม่ กรรมเก่าก็คงผูกพันกับอาจารย์อภิสิทธิ์ หรือพวกไอ้ก๊อง ชนะ ผาสุกสกุล มาตั้งแต่20ปีก่อน กรรมใหม่ก็หนูนามันเป็นกบฎITVโดนเหลี่ยมไล่ออกกับพรรคพวก20กว่าคน มันก็แค้นตาแม้น...

บทบาทของเอกปริญญาช่วง3-4ปีที่บ้านเมืองเราเละ เป็นขี้นี่ก็อย่างเห็นๆ มันบอกว่ากรุไม่ขอเป็นเสื้อเหลือง และไม่ขอเป็นเสื้อแดง กรูขอเป็นเสื้อขาว ขอเป็นกรรมการห้ามมวย เล่นบทนี้แม่งก็ซวยสิครับ เพราะมึงก็ย่อมมีสิทธิ์โดนตีนจากทั้ง 2 ฝ่าย เพราะมึงไปอยู่ระหว่างเขาควายพอดี...ไอ่พวกเหี้ยเหลืองก็ด่ามันว่าเป็นพวก "กลางกลวง" ไอ้พวกเสื้อแดงก็ด่าว่า"ไอ่พวกดัดจริตตอแหล"

สรุปว่าพฤษภา35ไอ่เอกก็โดนด่าว่าป๊อด มาพ.ศ.นี้ก็โดนด่าว่าสะตอบอแหล...ถ้ากรูเป็นไอ่เอกก็กลุ้มเหมือนกันหละวะ

คือจะชั่วดีถี่ห่างยังไงไอ่เอกก็ยังเข้าท่ากว่าไอ่ใส-สุริยะใส กตศิลา เลขาธิการสนนท.รุ่นน้องของมันอยู่หลายขุมนรกก็แล้วกันแหละ

แต่ ที่ผมแปลกใจคือไอ่เอกก็เคยนอกคอกมาก่อนตอนเป็นนักศึกษา ตอนนี้มาเป็นรองอธิการบ่ดีทำไมทำตัวดัดจริตนักวะ ไปรณรงค์โครงการห้ามนักศึกษาสาวๆนุ่งสั้นรัดติ้ว เมิงจะไปยุ่งกับเค๊าทะมาย หอยก็หอยแม่เค๊าให้มา นมก็นมเด็กมัน ไปยุ่งอะไรกับนมกับหอยเด็กมันนักหนา ไปสนว่าในกะลาหัวมันมีอะไรไม่ดีกว่าเหรอวะเอกเอ๊ย. ..เฮียเซ็งเล้กน้อยไปถึงปานกลาง เพราะรัดติ้วไซส์เอสนี่เฮียก็ชอบดู

ดูแล้วจะได้ปลงสังเวชอ่ะน๊า
วันจันทร์ที่ 7 September พ.ศ.2552 18:45 น.

สอง ประเทศ...บนรอยต่อผืนแผ่นดินทวีปเดียวกันประเทศไทย กับ เกาหลีเหนือ...สองประเทศที่ระบบการเมืองการปกครอง แตกต่างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง...เป็นประเทศ ประชาธิปไตย กับ คอมมิวนิสต์โดยระบอบการปกครองทั้งสองรูปแบบยังคงเป็นเพียงตาม“หลักทฤษฎี” ซึ่งประเทศทั้งสองยังมิอาจ “พัฒนา” เข้าถึงแก่นแท้ในระบอบที่ดำเนินการอยู่อย่างถูกต้องและลึกซึ้งเพื่อสร้าง ชาติและสร้างอาณาจักรให้มั่นคง!ประเทศไทย เป็น ประชาธิปไตยทางอ้อม คือ มีผู้แทนทำให้เกิดการเมืองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยแบ่งเป็นสภาขุนนางและสภาสามัญเกาหลีเหนือ...ประเทศผู้นำ “คอมมิวนิสต์” ยึดระบอบจากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง สังคม และการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อกำหนด “เป็นเจ้าของร่วมกัน” ประชาชนทุกคนมีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกันแต่ระบอบ “คอมมิวนิสต์” ที่แท้จริงที่ทุกคนเท่าเทียมไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐบาลบริหาร ไม่เคยเกิดขึ้นจริงที่ “เกาหลีเหนือ”เช่นเดียวกับ “ประเทศไทย” คำว่าประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นจริง...กลายเป็นเพียงประเทศที่ปกครองด้วย ระบอบ“เผด็จการทหารซ่อนรูป”ทุก เหตุการณ์...และทุกเรื่องราวประวัติศาสตร์ “การปฏิวัติ”ตลอดจนการขึ้นมาบริหารประเทศโดย “นายกรัฐมนตรี”ทุกครั้ง “ทหาร” จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง...เป็นสายใยที่ยาก “ตัดขาด”เพราะการเมืองไทยไม่สามารถพัฒนาให้พ้นจากกรอบของ“การแทรกแซงทางการ เมืองของทหาร”ทำไม ? “คิมจองอิล” ผู้นำเกาหลีเหนือ จึงชื่นชมระบอบการปกครอง

แบบไทย ยิ่งนักเป็น เวลา 9 ปีมาแล้วที่ “คิมจองอิล” เคยพูดกับ “แมเดลีนอัลไบรท์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า...อยากนำระบบการปกครองแบบไทยไปเป็น “ต้นแบบ” ของเกาหลีเหนือในอนาคตเพราะไทยเป็นชาติที่มีการปกครองแบ่งเป็น “ระบบชนชั้น”ที่ชัดเจน และมีการปฏิบัติในภาครัฐที่เป็นอิสระต่อนานาอารยประเทศโดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการทำเป็นหนังสือรวมเล่มภายใต้ชื่อว่า“Kim Jong ll’s Leadership of North Korea”“คิมจองอิล” สนใจในสองมุมของสองประเทศที่น่าเอาแบบอย่าง...ระบบเศรษฐกิจของสวีเดน และ ระบอบการปกครองของไทยแต่ ถ้าถามกลับ “คนไทย” ว่า...มีความสุขและพึงพอใจในระบอบ“การเมืองการปกครอง” นี้หรือไม่?คนไทยทั้งประเทศตอบเลยว่า “ไม่” เพราะมันเป็นระบอบที่“แข่งขันเป็นใหญ่” และไม่มีใครต้องการ “สูญเสียอำนาจ”บุคคลเหล่านั้นคิดว่า...ประเทศนี้ไม่ใช่ของ “ประชาชน” และเป็นของพวกเขา!ประเทศชาติต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ หลายปี เพราะการปฏิวัติของ“ผู้มีอำนาจ” และความแตกแยกทุกวันนี้ก็เพราะคนส่วนน้อยไม่ยอมรับ “ผลการเลือกตั้ง”หาก “คิมจองอิล” คิดแสวงหาอำนาจไม่รู้จบ...และคิดรวบอำนาจไว้เป็นของตนและพวกพ้อง โดยไม่ยึดหลักคิดถึงประชาชนและประเทศชาติเอาระบอบการปกครองแบบไทยไปใช้เถิด จะเกิดผลไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจ...เมื่อ “เฮียคิม” บอกทั้งรักทั้งหลงในระบอบการปกครองไทย...ว่าแต่ว่า “เฮียคิม” น่าจะบอก...ใครคือ? ไอดอลของแก!

ที่มา บางกอกทูเดย์

Linkหนังสืออ้างอิงที่บทความพูดถึง สังเกตที่ย่อหน้าสุดท้ายของหน้าที่176
เอื้อเฟื้อการค้นโดยคุณจังอางู้แห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน

วันศุกร์ 11 กันยายน 2009 — chapter 11
More royalist political advice
September 9, 2009
ที่มา –
Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

อับเดทครั้งที่ ๑: เดอะเนชั่นลงการสัมภาษณ์ ๒ ตอนของ ศ.สตีเฟน บี ยัง ผู้ให้คำปรึกษาพวกคลั่งเจ้า ภาคแรกของตามบทความข้างล่างนี้ เริ่มต้นด้วย “
การแตกแยกในชาติสร้างความสับสนให้กับเพื่อนเก่าของประเทศไทย” (วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๒) เป็นเรื่องดีที่ทั้งนิวแมนดาลา และ บางกอกบัณฑิตได้ลงบทสัมภาษณ์นี้ และทั้งได้เน้นให้มองเห็นได้ชัดอีกด้วย ประหยัดเวลาของพีพีทีที่จะตั้งหลายๆคำถามของ “เพื่อนเก่า” ของศักดินาในประเทศไทย การขาดความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์ไทย และการขาดความสามารถที่จะเข้าใจสภาพการเมืองไทย ในขณะที่มานั่งสั่งสอนคนอื่นซึ่งเข้าใจประเทศไทย

มันเป็นความคิดอันเป็นสันดานประจำตัวของบรรดาพวกคลั่งเจ้าที่คอยหาแต่นักวิชาการต่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนราชวงศ์และศักดินาไทยเพื่อที่จะยกระดับตัวเอง ตัวอย่างเช่น องคมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ถูกแต่งตั้ง แล้วถูกปลด ได้ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐบาล คมช. หลังจากการทำรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๕๔๙ เมื่อพวกคลั่งเจ้าระดับสูงโหมโฆษณาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นอุดมการณ์ และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จนถูกโดนวิเคราะห์อย่างละเอียด จนต้องขอร้องให้นักวิชาการที่จงรักภักดี ออกมาจัดทำสัมมนาระดับชาติในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พวกเขาได้ยกขโยงนำผู้บรรยายชาวต่างประเทศที่มีชื่อเสียงดังๆ แต่ขาดความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้แต่จะอุทิศตนให้กับเศรษฐกิจพอเพียงนี้ (อ่านได้จาก
ที่นี่ และ ที่นี่)

การเข็นเอา ศ.สตีเฟน ยังออกมาก็เป็นการกระทำย้ำรอยเดิม แม้ว่าเขาจะไม่มีชื่อเสียง แต่ประวัติส่วนตัวโดยสังเขปจากองค์กรธรรมาภิบาลบรรษัท (Caux Round Table) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิชาการ และชี้ให้เห็นถึงความคิดอย่างอนุรักษ์นิยมและรีพับริกัน (เช่น ในปี พ.ศ.๒๕๓๕ เขาได้ก่อตั้งศูนย์การทดลองของอเมริกา (Center of the American Experiment) ซึ่งสนับสนุนความคิดในด้านอนุรักษ์นิยมและตลาดเสรี อันเป็นงานระดับมันสมองในรัฐมินนิโซต้า เขายังได้รับใช้กลุ่มขวาจัด เช่นคณะกรรมการสากลเพื่ออิสรภาพของชาวเวียตนาม)

องค์กรธรรมาภิบาลบรรษัท ซึ่งเขาเป็นผู้อำนวยการระดับสูง เป็นองค์กรซึ่งเริ่มตั้งขี้นมาจากผู้นำด้านธุรกิจบางคนที่ต้องการสนับสนุนให้มีการค้าเสรี และยังได้สนับสนุน “จริยธรรมของระบบทุนนิยม” และความรับผิดชอบในสังคมของบริษัท เป็นกลุ่มเรียกร้องที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก แต่มีเส้นสายในในประเทศไทยโดยผ่านทางนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งสองสมัย และผู้คลั่งเจ้าที่ซื่อสัตย์ นายอานันท์ใช้เวลาหลายปีในการถ่ายทอดโครงการณ์ต่างๆของราชวงศ์ให้ชาวต่างประเทศได้รับรู้ ตัวนำขององค์กรธรรมาภิบาลบรรษัทในประเทศไทยจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก นายกษิต ภิรมย์

ศ.สตีเฟน ยัง เหมาะกับความต้องการทางอุดมการณ์ของพวกคลั่งเจ้าเป็นที่สุด แม้ว่าเขาแทบจะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย

อัพเดทครั้งที่ ๒ และ ๓: ใครก็ตามที่ต้องการอ่านเรื่องตลกในรายงานเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ สามารถติดตามอ่านได้
ที่นี่ พีพีทีอดรนทนไม่ได้ที่จะต้องแสดงความเห็น เนื่องจากรายงานนี้สุดจะแย่ และแบไต๋ได้โจ่งแจ้งเสียเหลือเกิน

ศ.สตีเฟน ยัง เป็นสมาชิกพรรครีพับริกันของอเมริกา (อ่านการรณรงค์แข่งขันประธานาธิบดีปี พ.ศ.๒๕๕๑ ได้จาก
บล็อกของเขา) ขาดมารยาทในการแสดงความเห็นว่า การเมืองไม่ควร “ถูกซื้อ หรือถูกคุมเบื้องหลังฉาก ด้วยบุคคลที่มีเงินทุนหนา ใจแคบ มีนิสัยไม่เก็บอารมณ์…” ลองดูพวกรีพับริกันไม่กี่วันสุดท้ายซิ น่าเวทนาเหลือเกิน ดูที่เงินไหลเข้าในการรณรงค์ทางการเมืองในอเมริกาซิ จากแหล่งข่าวบางแหล่งว่ามีการใช้เงินเป็นจำนวนถึง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ในการรณรงค์แข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่แล้ว

เขากล่าวว่าเพื่อนร่วมชั้นในมหาลัยคือ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้กอบกู้เศรษฐกิจของชาติภายหลังจากวิกฤติฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐…” จริงหรือ ใครจำเรื่อง “กอบกู้” นี้ได้บ้าง เขาหมายถึงนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์

ศ.สตีเฟน นำวลีเก่าที่ใช้กันในปลายยุคปี ค.ศ. ๑๙๔๐ กลับมาใช้ใหม่เพื่ออธิบายประเทศไทยว่าเป็น “ระบบสังคมที่มีโครงสร้างไม่มั่นคง” ตามบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารปี พ.ศ. ๒๔๙๓ วลีเดิมเป็นคำเฉพาะเพื่อสร้างมโนภาพความเป็นไทย โดยการวางราชวงศ์ให้เป็นศูนย์กลางของสังคมไทย; อันเป็นงานของพวกคลั่งเจ้า

เมื่อ ศ.สตีเฟน ยัง เขียนเรื่องการเมืองในปัจจุบัน ช่างไม่เข้าท่าเอาเสียเลย หาว่าเสื้อแดงทุกคนรับเงิน และเสื้อเหลืองประท้วงอย่างสงบโดยเสมอมา – ที่แน่ๆคือ สตีเฟนได้รับข้อมูลมาจากนายกษิต ส่วนที่นายกษิตเว้นที่จะเล่าก็คือ ความเห็นตอนยึดสนามบินว่าสนุกสนานมีคุณภาพอย่างไร

และสุดท้าย ความขัดแย้งขณะนี้ เป็นความขัดแย้งของศักดินาเอง – ลืมเรื่องพวกที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางสังคมเสียทั้งหมด – ปล่อยให้ทักษิณเป็นบุคคลที่น่าสยดสยอง หิวโหยแต่เงิน ตรงข้ามกับราชวงศ์ที่พร้อมไปด้วยจริยวัตร ซึ่งนิยม “จริยธรรมดั้งเดิม” และแสดงตัวคล้ายสุภาพบุรุษ แน่นอน ด้านนี้ของศักดินาก็คือหิวโหยแต่เงิน (คิดถึงทรัพย์สินที่ราชวงศ์มีเป็นพันๆล้านบาท และยังคงเก็บเกี่ยวได้ทุกวัน) และฉ้อราษฎร์ด้วยเช่นกัน แต่อย่าได้ปล่อยให้รายละเอียดปลีกย่อยแบบนี้ปรากฎในประวัติของบุคคลที่แสนประเสริฐ

ประชาธิปไตยจะถูกโค่นลงได้ (เขาอ้างถึงอริสโตเติล อ่านกี่ครั้งก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี) เพราะการฉ้อราษฏร์ แต่ คนดีๆที่อยู่รายล้อมพรรคประชาธิปัตย์และราชวังย่อมไม่มีทางที่จะเป็นพวกเห็นแก่ผลประโยชน์แห่งตน แน่นอน พีพีทีตีความเอาเอง แต่ที่แน่ๆ นี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่เหลือจะทน

อัพเดทครั้งที่ ๔: ขณะนี้เดอะเนชั่นได้ลงบทสัมภาษณ์กับศ.สตีเฟน ยัง ทั้งสองตอน พีพีทีพูดได้คำเดียวว่ามีแต่เลวลง มีทั้งเหยียดเชื้อชาติ และสรรหาแต่เรื่องเหลวไหลอย่างคนขี้โอ่เกี่ยวกับ “คนตัวเล็กๆ” ในประเทศไทยว่าคิดอะไร และเชื่ออะไร ตัวอย่างเช่น: ทักษิณไม่ได้รับความนิยมอย่างแท้จริง เพราะ “ในประเทศไทย คนตัวเล็กๆ มักจะแหงนมองหาคนสำคัญ เพราะพวกเขามีความรู้สึกของระบบอุปถัมภ์อยู่” งั้น นี่ก็เป็นการอุปถัมภ์ของถุงเงินอย่างทักษิณซึ่งมีเชื้อจีน (และกษัตริย์ก็มีเชื้อจีนเช่นกัน แต่น่าเกรงขามสำหรับคนไทยมากกว่าทักษิณ คงจากการประทับในสวิสเซอร์แลนด์หลายปี) ซึ่งลุ่มหลงใน “ความคิดเรื่องสวรรค์ของทางจีนที่ว่า “ข้าเป็นบุคคลวิเศษ” เขากล่าวต่อว่า: “ถ้าทักษิณยังคงอยู่ในอำนาจ คุณจะจบลงด้วยความคิดรวบยอดอย่างเผด็จการจีนเช่นนี้” ในอเมริกา การเหยียดเชื้อชาติถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและเป็นเรื่องใหญ่ แล้ว ศ.สตีเฟน ยัง มาพูดอะไรอยู่ที่นี่

ถุงเงินอย่างทักษิณไม่ได้มีคนจงรักภักดีอย่างแท้จริง: “ทุกคนทำงานให้ทักษิณ ซึ่งไม่ใช่หมายถึงค่าลิขสิทธิ์ของอเมริกา (Loyalty) เป็นแต่เพียงกล่าวว่า ถ้าคุณมีอำนาจ และมีเงินมาก และ คุณให้เงินผม ผมก็จะรับเงินนั้น” พีพีทีตระหนักว่านี่เป็นบางส่วนของอุดมการณ์ขยะที่เสื้อเหลืองมีความเชื่อ แต่เดอะเนชั่นอ้างว่าชายผู้นี้รู้ในเรื่องที่เขาพูด คำสัมภาษณ์มีแต่เลวลง และ เลวลง การเลือกตั้งหรือ เขากล่าวว่า “ไม่ได้เป็นการพิสูจน์อะไร คอมมูนิสต์ก็มีการเลือกตั้ง สตาลินก็มีการเลือกตั้ง ฮิตเล่อร์ก็มีการเลือกตั้ง” ถ้าอ่านผ่านๆที่วิกิพีเดียจะพบว่า ศ.สตีเฟน ยัง ไม่ประสาในเรื่องนี้

ใครสมควรที่จะถูกประณามในการทำรัฐประหารปี ๒๕๕๒ แน่ละ ต้องเป็นทักษิณ: “ไม่ใช่เพราะกองทัพ ไม่ใช่เพราะอภิสิทธิ์ ไม่ใช่เพราะประธานองคมนตรีพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ แต่เป็นเพียงคนคนหนึ่ง และพรรคพวกของเขาเอง”

และป๋าเปรมเป็นวีรบุรุษ: “ในช่วงระยะ ค.ศ. ๑๙๘๐ การอุทิศตนของพล.อ. เปรมสร้างความเจริญให้กับชาติ ผมคิดว่า พล.อ. เปรม สมควรได้รับความชื่นชมและความเคารพ ขณะนี้ท่านอายุมากแล้ว แต่ท่านได้ขับเคลื่อนประเทศไทยในสมัยที่ยังมีความเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ท่านเข้ามาบริหารประเทศจากแบบเก่าที่นิยมใช้ความรุนแรง เผด็จการกองทัพ และพาประเทศไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญ”

ศ.สตีเฟน ยัง โยนหินถามทางทั่วไปหมด

บทความก่อนหน้านี้: เดอะบางกอกโพสต์ (วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒: “
ประเทศไทยยังคงดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตย“) ลงคำสั่งสอนเพิ่มเติมของพวกคลั่งเจ้าต่อการเมืองไทย สำหรับคำสั่งสอนก่อนหน้านี้ หาอ่านได้จากที่นี่

การสัมมนาเมื่อเร็วๆนี้ได้อภิปรายกันถึงรายงานนี้ โดยเริ่มต้นอย่างน่าฟังว่า “ในระหว่างที่สังคมและการเมืองเกิดความวุ่นวายไม่มีหนทางใดที่จะดำเนินต่อไปได้ นอกจากจะกลับมามองตัวเองอย่างไม่มีอคติในหัวข้อที่อ่อนไหวแต่มีความสำคัญ อย่างเช่น บทบาทของราชวงศ์ ของกองทัพ และการเคลื่อนไหวของประชาชน/ทางการเมือง” พีพีที เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และต้องการเห็นมากไปกว่านี้ อย่างไรก็ดี นายไมเคิล เนลสัน ได้กล่าวภายหลังในรายงานว่า การอภิปรายควรต้องขยายออกไปในวงกว้าง ไม่ใช่มีแต่ในวงพวกนักวิชาการและพวกศักดินานี้เท่านั้น

เมื่อไม่นานมานี้ พีพีทีได้วิจารณ์นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ และเราขอยกย่องต่อความเห็นที่เยี่ยมยอดและเฉียบคมอย่างนี้: “แทนที่จะมัวโหมกระพือโฆษณาชวนเชื่อ โดยปราศจากคำตอบที่จะนำไปใช้ปฎิบัติได้ ในเรื่องนามธรรมต่างๆ เช่น จริยธรรม ความสามัคคี และการปรองดองซึ่งกันและกัน ชนชั้นกลางควรจะหันมาเผชิญกับการแบ่งแยกทางการเมืองว่า เป็นความจริงของชีวิต และหยุดกล่าวหาชาวชนบทและชาวรากหญ้าว่าไร้การศึกษาเสียที พวกเขาควรหยุดตำหนินักการเมืองว่าเป็นเพียงตัวการเดียวเท่านั้นในการเมืองน้ำเน่า เช่นกัน “นายชาญวิทย์เชื่อว่า ความเห็นต่างที่ทำให้เกิดความแตกแยกกันอย่างหนักนี้ ไม่สามารถสมานรอยร้าวได้ด้วยการเอาแต่พร่ำสั่งสอน”

หลังจากนี้ จะเข้าสู่บทความของพวกคลั่งเจ้า

ศ.สตีเฟน บี ยัง ผู้อำนวยการระดับสูงของโลก ขององค์กรธรรมาภิบาลบรรษัท (Caux Round Table) กล่าวว่า “ประชาธิปไตยจะได้ผลดี ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กำหนดด้วยกฎหมาย และระบบศาลที่มีความยุติธรรม” จากประวัติโดยย่อของ ศ.สตีเฟนใน
นิวแมนดาลา เราได้ทำการตรวจสอบและพบว่ารายละเอียดยังไม่ถูกต้อง

ศ.สตีเฟน ยัง เชื่อว่า “นิติศาสตร์ของไทยมีมาตราฐานในการใช้ตัดสินการกระทำของผู้นำและผู้ปกครอง” มีการลากเอาความคิดเก่าๆเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างไทยๆ โดยเขากล่าวว่า “ประชาธิปไตยอย่างไทยๆ” มีมาตราฐานคล้ายคลึงกับ “บารมีของผู้นำที่ดี ซึ่งคงไว้ด้วยความซื่อสัตย์ และความห่วงใยต่อประชาชนเต็มหัวใจ และ ทศพิธราชธรรม จริยวัตร ๑๐ ประการอันเป็นหลักธรรมของผู้นำ เช่นเดียวกับ หลักของเศรษฐกิจอย่างพอเพียงซึ่งเน้นการยึดทางสายกลาง การมองการไกล การมีเหตุมีผล เรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง และมีศรัทธา” นี่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยอย่างไทยๆ”

ศ.สตีเฟน ยัง ไม่ได้มองว่า “ประเทศไทยในขณะนี้ ได้แตกแยกกันอย่างหนักระหว่างศักดินาและรากหญ้า” เขากล่าวว่า “มีเพียงความเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะลงคะแนนเสียง ดูที่อีสานซิ ในต้นยุคปี ค.ศ.๑๙๗๐ เป็นอย่างไร และตอนนี้เป็นอย่างไร ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องผ่านอุปสรรคมาอย่างไร ขณะนี้มีแต่ความเจริญ และคล้ายกับกรุงเทพแล้ว” ศ.สตีเฟน ดูเหมือนไปอยู่คนละอีสาน อะไรนะ อีสานน่ะหรือที่คล้ายกรุงเทพ ขอบคุณนะที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ความเห็นเรื่องการลงคะแนนเสียงนี่ถือว่าเป็นอมตะจริงๆ ใช่ คุณลงคะแนนเสียงได้ แต่ถ้าบางคน – อย่างพวกศักดินา – ไม่ชอบล่ะ ก็คว่ำกระดานลงเสียหลายครั้ง คุณลงคะแนนเสียงได้ แต่ไม่ได้ทำให้มันแตกต่างอะไรขี้นมา

ศ.สตีเฟน ยังยืนยันความคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ความบังอาจ” (ต่อใครล่ะ) ของ “อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่ถูกปล้นอำนาจ สำหรับประเทศไทยแล้วถือว่าเป็นเรื่องฉกรรจ์เนื่องจากทักษิณไม่ได้ “คิดอย่างคนไทย” หลักฐานจากเรื่องนี้ เป็นแบบนี้: “ผู้นำไทยคนอื่นๆที่ประสบปัญหาการเมืองในประเทศ – ปรีดี พนมยงศ์ แปลก พิบูลย์สงคราม และ ถนอม กิตติขจร – ต่างไม่มีใครต่อสู้กลับ หรือพยายามที่จะกู้อำนาจของตัวเองกลับคืนมาหลังจากออกไปใช้ชีวิตนอกประเทศ แต่ทักษิณเป็นบุคคลผู้ไม่ยอมอ่อนข้อให้”

ตรงนี้อาจจะไม่ใช่่ประวัติศาสตร์ที่ดีนัก จอมพล ป พิบูลย์สงครามหลังจากลี้ภัยแล้วไม่ได้หวนกลับมาเล่นการเมืองอีก แตกต่างจากปรีดี และ ถนอม ศ.สตีเฟน ยังทำเป็นลืมว่า ปรีดีนั้นกลับสู่ประเทศไทยหลังการลี้ภัยครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๗๕ และเขาได้หลบหนีเมื่อครั้งเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๔๙๐ และกลับมาอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ในระหว่างที่มีความวุ่นวายครั้งใหญ่ และบินหลบหนีไปอีกครั้งในปีเดียวกัน ปรีดีใช้เวลาบั้นปลายที่เหลือในขณะลี้ภัย ทำการต่อสู้ผลักดันให้มีความเป็นประชาธิปไตยและความก้าวหน้าของประเทศไทย แน่นอน ถนอมกลับสู่ประเทศไทยด้วยสภาพพระเพิ่งบวชของวัดบวรนิเวศน์อันเป็นวัดหลวง การกลับมาของถนอมในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงของนักศึกษาซึ่งนำไปสู่การใช้กำลังรุนแรงของฝ่ายขวาจัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทั้งตำรวจและกองทัพจำนวนนับร้อยทำการสังหารหมู่ในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เกิดการทำรัฐประหารนำกองทัพกลับมา ได้บุคคลของกษัตริย์ ซึ่งขวาสุดขอบที่น่ากลัวอย่างนายธานินทร์ กรัยวิเชียรเป็นนายกรัฐมนตรี ธานินทร์ยังคงดำรงตำแหน่งองคมนตรีในปัจจุบันนี้ และเป็นที่น่าสนใจที่ว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นบุคคลที่พยายามกู้ชื่อเสียงให้กับถนอม ในปี พ.ศ.๒๕๔๒

ผู้เห็นร่วมกับ ศ.สตีเฟน ยัง อย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่พ้น ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นนักวิชการด้านกฎหมายคลั่งเจ้า ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้ซึ่งเคยกล่าวว่า “แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๕๕๐ จะย้ำเรื่องให้การศึกษาแก่พลเมืองและจริยธรรมทางการเมือง แต่ก็ยังไม่เพียงพอเพราะท่าทีของสังคมไทยยังคงขี้นอยู่กับระบบอาวุโส การให้ความเคารพผู้ใหญ่ยังคงเป็นเรื่องจำเป็น” แต่จากการสังเกตุ: “คุณจะเห็นได้จากผลการสำรวจความเห็นว่า ประชาชนในตัวเมืองและในกรุงเทพให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง ในขณะทีประชาชนในชนบทให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งมากกว่าเศรษฐกิจที่ดี ทำไมหรือ ก็เพราะชนชั้นกลางได้เข้าถึงแหล่งข้อมูล ในขณะที่ชาวชนบทต้องขี้นอยู่กับผู้แทนราษฎรของเขา เพื่อให้ได้มาซึ่ง การชลประทาน โครงสร้างระบบพื้นฐาน การศึกษา และงาน…..”

ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นพวกคลั่งเจ้าเสรีนิยม เขาต้องการดึงมวลชนชาวชนบทที่ยากจนออกจากทักษิณโดยใช้ “ยุติธรรมถ้วนหน้า” และ “การปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษี” เป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งอาจจะมีออกมาเรื่อยๆถ้าขืนการเมืองยังคงมีความขัดแย้งกันอย่างนี้ แต่อุดมการณ์ที่ ดร.บวรศักดิ์ส่งเสริมนี้ จะดำเนินได้อย่างไร ถ้าขาดราชวงศ์ไปเสีย สำหรับราชวงศ์แล้วไม่มีคำว่าเท่าเทียมกัน และไม่มีคำว่าภาษีสำหรับทรัพย์สินอันมหาศาลของพวกเขา เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า “เสรีนิยม” อย่าง ดร.บวรศักดิ์ จะทนต่อแรงต้านทานจากบรรดาพวกอนุรักษ์นิยมผู้ซึ่งครอบครองราชวัง และอยู่เบื้องหลังการเมืองได้แค่ไหน

ที่มาภาษาไทย
liberalthai.wordpress.com

วันพฤหัส 10 กันยายน 2009 — chapter 11

Moral Code for Thee, But Not For Me
September 9, 2009
ที่มา – Bangkok Pundit
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

สุทธิชัย หยุ่น สัมภาษณ์ ศ.สตีเฟน ยัง (ลูกทูตอเมริกัน เติบโตและศึกษาในประเทศไทย ค้นพบอารยธรรมบ้านเชียง ที่นี่) ในเดอะเนชั่น ตัดตอนบางส่วนจากบทสัมภาษณ์

เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๐๔ มีช่องว่างระหว่างคนชนชั้นสูงกับคนจนในชนบท ซึ่งเป็นช่องว่างจริงๆ ในวันนี้ปี พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อผมได้ยินกลุ่มเสื้อแดงพูดว่า ไทยมีช่องว่างระหว่างคนรวยในกรุงเทพฯ กับคนจนในชนบท ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ทุกวันนี้ช่องว่างมีเพียงแค่นี้ ที่อเมริกาก็มีช่องว่าง แต่ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ช่องว่างมันขนาดนี้”

ผมได้กลับไปบ้านเชียง ซึ่งผมได้ไปครั้งแรกเมื่อ ๔๘ ปีก่อน สมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้า ไม่มีส้วมชักโครกใช้ และถ้าคุณต้องการน้ำร้อน คุณต้องต้มเอาเอง ไก่ราคาแพง คุณต้องหาปลาจากหนองบึงทานเอง แต่วันนี้มีไฟฟ้า มีห้องส้วมแบบชักโครก มีน้ำร้อนใช้ และมีเครื่องเอทีเอ็ม เกือบทุกบ้านมีอินเตอร์เน็ตใช้


บางกอกบัณฑิต: งั้น การที่บางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้มีสภาพเลวร้ายอย่างปี พ.ศ.๒๕๐๔ เคยมีใครคิดจริงๆหรือไม่ว่ามันเป็นอะไรแน่ ในช่วงยุค ค.ศ. ๑๙๒๐ อาจจะมีอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนที่บ้านเชียง แต่มามีในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช่องว่าง สตีเฟนพูดเกี่ยวกับ “ช่องว่างจริง” ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ซึ่งทำราวกับว่าในวันนี้ไม่มีช่องว่างอย่างนั้นแหละ

จากนั้น เขาได้วิจารณ์ทักษิณต่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของศักดินา และเป็นเจ้าของชินคอร์ป:

ผม ได้ถามตัวผมเองในเวลานี้ ว่า เมื่อย้อนกลับไปในปี พ.ศ.๒๕๓๖ หรือประมาณนั้น คุณได้สัมปทานจากรัฐบาลอย่างไร คุณต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้สัมปทานนั้นมา และผมสังเกตุว่าคุณทักษิณทำเงินมากขี้น รวยมากขี้น ทั้งหมดก็มาจากสิทธิ์จากสัมปทานที่ได้จากรัฐบาล

สุทธิชัย หยุ่น: การผูกขาด

สตีเฟน ยัง: การผูกขาด ไม่ใช่เพราะทักษิณทำงานเยี่ยงคนอื่น แต่จากที่รัฐบาลมอบการผูกขาดให้กับเขา รัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนของคนไทยได้มอบความมีอภิสิทธิ์ มอบความเป็นคนชั้นสูง มีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่นให้กับเขา นี่เป็นการปกครองแบบผูกขาด เป็นการปกครองของพวกชนชั้นสูง นี่ไม่ใช่คนซึ่งเริ่มต้นมาจากไม่มีอะไรมาก่อน และ ทำงานไต่เต้าจนถึงจุดสูงสุด ทักษิณมีเส้นสายวงใน และผมเห็นเขาใช้เส้นเหล่านี้บ่อยๆ


บางกอกบัณฑิต: ช่างเหมือนกับ “การผูกขาด” ที่นายอานันท์ ปัญยารชุน เพื่อนของสตีเฟนให้กับเทเลคอม เอเซีย หรือไม่

หมาย เหตุ: น่าแปลกตรงที่ว่า สตีเฟนจำวันผิด ทำราวกับว่าประชาธิปัตย์มอบสิทธิ “ผูกขาด” ให้กับเขา ตามปกติแล้วพันธมิตรจะบอกว่าสิทธิได้มาในระหว่างช่วงการทำรัฐประหาร แต่สิทธินั้นได้มาก่อนการทำรัฐประหารใน พ.ศ.๒๕๓๓

จริงๆแล้ว ตรงประเด็นนี้ บางกอกบัณฑิตไม่ ได้ชื่นชมกับเรื่องสัมปทานดังกล่าว เพราะจะนำไปสู่ราคาที่สูงขี้น แต่ทักษิณไม่ได้เป็นคนแรกที่ได้รับสัมปทาน มองไปที่บริษัทระดับยักษ์ใหญ่ต่างๆในประเทศไทย และเกือบทั้งหมดของบริษัทเหล่านี้ได้รับสิทธิ์พิเศษจากรัฐบาล หรือรัฐบาลตั้งระเบียบห้ามนำเข้า นี่เป็นการทำเงิน คุณได้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล จริงๆแล้ว เรื่องสัมปทานนี่ มีเกล็ดเล็กน้อยจากเอกสารของเขา – หาอ่านได้จาก ที่นี่

การ สูญเสียอำนาจของทักษิณ เริ่มต้นในปี พ.ศ.๒๕๔๙ เมื่อเขาขายบริษัทในครอบครัวให้เทมาเส็ก กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ สินทรัพย์หลักของบริษัททักษิณที่ได้อภิสิทธิ์จากรัฐบาลในการให้บริการด้าน โทรคมนาคม สิทธิดังกล่าวในประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอุปถัมภ์อย่างประเทศไทยนั้น เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่คนในรัฐบาลมอบให้ ระบบนายทุนอุปถัมภ์นี้เป็นเครื่องหมายในการทำธุรกิจของพวกศักดินาหลายๆคน และการติดต่อทางการเมือง ทักษิณไม่ได้ต่างไปจากเหล่าเครือข่ายสังคมอุปถัมภ์

ก่อนหน้าที่ทักษิณจะได้รับสัมปทานด้านโทรคมนาคมเมื่อต้นยุค ค.ศ.๑๙๙๐ นี้ สัมปทานนี้เคยเป็นของบริษัทปูนซีเมนต์ไทยมาก่อน เจ้า หน้าที่ของปูนซีเมนต์กล่าวว่าเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล บริษัทปูนซีเมนต์หลุดสัมปทานเพราะไม่ยอมจ่ายค่าสัมปทานจำนวน ๕๐ ล้านบาทให้รัฐบาล


บางกอกบัณฑิต: ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนใช่ไหม มีใครไหม น่าแปลกว่ามีอะไรเข้าสิงใจถึงทำให้ปูนซีเมนต์ไทยไม่ต่อสัมปทาน ไม่งั้นคงจะโกยเงินไม่รู้เรื่อง แต่นั่นแหละ สมัยนั้นใครจะไปคิดว่าโทรศัพท์มือถือจะทำเงินได้ขนาดนี้

มุมมองขัดแย้งกันเองสองเรื่องของศักดินา:

มุมมองแรกของศักดินา – ตัวทักษิณ – อำนาจทุกอย่างอยู่ที่เงิน และเงินบันดาลได้ทุกอย่าง รวมถึงคะแนนเสียง และการควบคุมวงการตำรวจ

อีก มุมมองหนึ่งของศักดินาไทย – เสื้อเหลือง พรรคประชาธิปัตย์ อดีตฝ่ายสนับสนุนทักษิณในสภาขณะนี้ ที่ได้เปลี่ยนสีย้ายไปอยู่ฝ่ายประชาธิปัตย์ ผู้สนับสนุนราชวงศ์หลายๆคน ตระกูลขุนนาง (บางกอกบัณฑิต: ต่อไปเราจะใช้คำนี้) ชนชั้นกลางทำงานนั่งโต๊ะ เป็นต้น – มองหาจริยธรรมเพื่อที่จะนำมาปกครองการเมืองไทย อุดมการณ์สรรหามาใช้อ้างเพื่อความยุติธรรมทางสังคม ที่เรียกกันว่าบารมี มุม มองที่ต่อต้านทักษิณแย้งว่า ทั้งอำนาจและตำแหน่งควรตกอยู่ในกำมือของผู้มีบารมี ไม่ใช่เป็นของใครก็ตามที่ใช้เงินและใช้อำนาจระรานเพื่อเป็นใหญ่


บางกอกบัณฑิต: แล้ว พวกที่ “มีจริยธรรม” พยายามจะเอาชนะทักษิณในการเลือกตั้งทั่่วไปในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ล่ะ ลงทุนทุ่มงบหาเสียงมากกว่าทักษิณถึงสามเท่า (เป็นคำพูดที่ออกจากปากของนายกรณ์เองเลยนะ ควรทำหมายเหตุไว้ว่า ไม่ใช่เป็นความคิดของพรรคประชาธิปัตย์) แต่ยังแพ้การเลือกตั้ง แล้วการทำรัฐประหารมันมีศีลธรรมที่ตรงไหน การยึดสนามบินนั่นอีก การยึดทำเนียบรัฐบาล บทบาทของกองทัพในการจัดตั้งรัฐบาลล่ะ แล้วกองทัพนี่ไม่แสดงสันดานอันธพาลหรืออย่างไร นี่ก็ยังพยายามจะนึกว่าเนวินมีจริยธรรมที่ตรงไหน เนื่องจากเนวินเคยเป็นแกนนำตัวสำคัญของทักษิณ

อำนาจ และตำแหน่ง ควรตกเป็นของผู้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง

อ้อ อีกเรื่อง จากเอกสารของสตีเฟน ให้คำอธิบายพันธมิตรว่า:

เป็น รัฐบาลเฉพาะกาลของกองทัพ ต่อมาจัดการให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายสนับสนุนและตัวแทนทักษิณได้รับชัยชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร เสื้อเหลืองจึงออกมาประท้วงอีก ทักษิณในขณะนี้จึงต้องลี้ภัย ทักษิณปฎิเสธไม่ยอมรอมชอม เสื้อเหลืองยึดสนามบินทั้งสองแห่งนั่งประท้วงกันอย่างสงบ การต่อต้านทักษิณยังดำเนินต่อไป โดยได้รับการร่วมมือจากศาล ทำการตัดสินว่าเนื่องจากได้มีการกระทำการละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่งผลให้พรรคฝ่ายทักษิณต้องถูกยุบ กลุ่มใหญ่ที่มีความขัดแย้งแยกตัวออกมา และหันไปซบอกพรรคประชาธิปัตย์เพื่อทำการจัดตั้งรัฐบาล

บางกอกบัณฑิต: อะไรนะ ยึดสนามบินนั่งประท้วงกันอย่างสงบ ลองนึกดูว่าถ้ามีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในอเมริกา เข้ายึดทำเนียบขาว หรือสนามบินแอลเอ จะยังคงเรียกว่าเป็นการประท้วงอย่างสงบหรือไม่ ลองดู

เป็น ความผิดของทักษิณที่ไม่ยอมรอมชอม ในขณะที่เขายังอยู่ในอำนาจ และเป็นความผิดของทักษิณที่ไม่รอมชอมเมื่อเขาถูกปล้นอำนาจ มีอะไรอีกไหม ความเห็นที่แสดงต่อคนทั้งโลกว่า ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวทักษิณถูกบิดเบือนออกไป (โอ้ว เราทำการรัฐประหารปล้นอำนาจทักษิณ แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง)

ทักษิณ เป็นตัวการสำคัญก็จริง แต่ไม่ใช่มีเพียงทักษิณคนเดียว ในการสัมภาษณ์ สตีเฟนกล่าวว่า “ทักษิณได้แบ่งแยกประชาชน” งั้นถ้าทักษิณหายตัวไปในวันพรุ่งนี้ ทุกๆอย่างจะดีเลิศประเสริฐศรีเลยหรืออย่างไรกัน

ที่มาภาษาไทย liberalthai.wordpress.com

edit @ 10 Sep 2009 18:21:09 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร