Ethics-Online-Social

จาก Fringer คนชายขอบ(สฤณี อาชวานันทกุล)
14 กันยายน 2552

แถลงการณ์อินเทอร์เน็ต

แปลจาก The Internet Manifesto - ต้นฉบับดั้งเดิมเป็นภาษาเยอรมัน

1. อินเทอร์เน็ตไม่เหมือนโลกนอกเน็ต

อิน เทอร์เน็ตสร้างโลกสาธารณะหลายใบ เงื่อนไขทางการค้า และทักษะทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากโลกนอกเน็ต สื่อจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของพวกเขาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงด้าน เทคโนโลยีของทุกวันนี้ แทนที่จะเพิกเฉยหรือท้าทายมัน สื่อมีหน้าที่พัฒนารูปแบบสื่อสารมวลชนที่ดีที่สุดที่ตั้งอยู่บนเทคโนโลยีล่า สุด ทั้งนี้รวมถึงผลิตภัณฑ์และวิธีวิทยาทางสื่อสารมวลชนใหม่ๆ ด้วย

2. อินเทอร์เน็ตคืออาณาจักรสื่อขนาดจิ๋ว

เว็บ จัดเรียงโครงสร้างสื่อที่มีอยู่เดิมเสียใหม่ ด้วยการข้ามพ้นพรมแดนเก่าๆ และภาวะตลาดที่มีผู้เล่นน้อยราย การตีพิมพ์และเผยแผ่เนื้อหาสื่อไม่ต้องขึ้นอยู่กับการลงทุนมหาศาลอีกต่อไป โชคดีที่แนวคิดเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนเองกำลังถูก ‘เยียวยา’ (cured) ให้หลุดพ้นจากหน้าที่ ‘ยามเฝ้าประตู’ (gatekeeping function) สิ่งที่ยังเหลืออยู่มีเพียงคุณภาพของสื่อสารมวลชนเอง อันเป็นวิธีสร้างความแตกต่างระหว่างการเป็น ‘สื่อสารมวลชน’ กับการ ‘ตีพิมพ์’ เฉยๆ (mere publication)

3. อินเทอร์เน็ตคือสังคมของเรา สังคมของเราคืออินเทอร์เน็ต

เวที ที่ตั้งอยู่บนเว็บหลายแห่ง เช่น social network, วิกิพีเดีย หรือยูทูบ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันสำหรับคนส่วนใหญ่ในซีกโลกตะวันตก เว็บเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายดายพอๆ กับโทรศัพท์หรือโทรทัศน์ ถ้าบริษัทสื่อมวลชนอยากจะดำรงอยู่ต่อไป พวกเขาจะต้องเข้าใจโลกของผู้ใช้ในวันนี้ และโอบอุ้มรูปแบบการสื่อสารของพวกเขา ซึ่งรวมถึงรูปแบบพื้นฐานของการสื่อสารในสังคม – การฟังและตอบกลับ หรือที่เรารู้จักในชื่อ บทสนทนา (dialog)

4. เสรีภาพของอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ละเมิดไม่ได้

สถาปัตยกรรม เปิด (open architecture) ของอินเทอร์เน็ตคือกฎไอทีพื้นฐานของสังคมที่สื่อสารกันแบบดิจิตอล และดังนั้นมันจึงเป็นกฎไอทีพื้นฐานของสื่อสารมวลชนด้วย สถาปัตยกรรมนี้จะต้องไม่ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อปกป้องผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ หรือทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ที่มักจะถูกอำพรางอยู่เบื้องหลังข้ออ้างเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ การปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะทำด้วยวิธีใดก็ตาม เป็นอันตรายต่อการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลข่าวสาร และบั่นทอนสิทธิขั้นพื้นฐานของเราที่จะเข้าถึงข้อมูลในระดับที่เราแต่ละคน ต้องการ (self-determined level of information)

5. อินเทอร์เน็ตคือชัยชนะของข้อมูลข่าวสาร

บริษัท สื่อมวลชน ศูนย์วิจัย สถาบันของภาครัฐ และองค์กรอื่นๆ เป็นผู้รวบรวมและจัดหมวดหมู่ของข้อมูลในโลกก่อนหน้าที่จะมีอินเทอร์เน็ต เนื่องเพราะมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่วันนี้ พลเมืองทุกคนสามารถตั้งโปรแกรมกรองข่าวของตัวเอง ขณะที่เสิร์ชเอนจินก็สามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาลในระดับที่เราไม่เคยเข้าถึง ได้มาก่อน ปัจเจกชนสามารถรับรู้ข่าวสารด้วยตัวเองได้มากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

6. อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสื่อสารมวลชน

อิน เทอร์เน็ตทำให้วงการสื่อสารมวลชนสามารถทำหน้าที่ทางสังคมและด้านการศึกษา ด้วยวิธีใหม่ เช่น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารในฐานะกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างไม่มีวัน หยุดนิ่ง การข้ามพ้นลักษณะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ของสื่อสิ่งพิมพ์เป็นประโยชน์ต่อสื่อเอง สื่อที่อยากอยู่รอดในโลกแห่งข้อมูลใบใหม่นี้จะต้องมีอุดมการณ์แบบใหม่ ความคิดด้านสื่อใหม่ๆ และรู้สึกสนุกที่จะหาวิธีใช้โลกนี้ให้เป็นประโยชน์

7. เน็ตต้องอาศัยการสร้างเครือข่าย

ลิ้งก์ คือความสัมพันธ์ เรารู้จักกันและกันผ่านลิ้งก์ ใครที่ไม่ใช้มัน (เช่น ลิ้งก์ไปหาเว็บอื่น-ผู้แปล) เท่ากับกีดกันตัวเองออกจากวิวาทะทางสังคม ข้อนี้รวมถึงเว็บไซต์ของบริษัทสื่อกระแสหลักด้วย

8. ลิ้งก์มอบรางวัล, การอ้างอิงเป็นเครื่องประดับ

เสิร์ช เอนจินและ aggregator (เว็บไซต์/โปรแกรม เช่น Technorati ที่ ‘รวบรวม’ ลิ้งก์จากเว็บต่างๆ-ผู้แปล) ส่งเสริมสื่อสารมวลชนที่มีคุณภาพ เพราะเว็บ/โปรแกรมเหล่านี้ทำให้เนื้อหาคุณภาพสูงหาง่ายกว่าเดิมมากในระยะยาว และดังนั้นจึงเป็นส่วนสำคัญของโลกสาธารณะใบใหม่ที่โยงกันเป็นเครือข่าย การอ้างอิงผ่านลิ้งก์และอ้างแหล่งที่มา โดยเฉพาะการอ้างอิงที่ผู้ผลิตเนื้อหามิได้ยินยอมหรือแม้แต่ได้รับค่าตอบแทน เป็นสิ่งที่ทำให้วิวาทะทางสังคมที่เป็นเครือข่ายนั้นถือกำเนิดได้ตั้งแต่ต้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การปกป้องคุ้มครอง

9. อินเทอร์เน็ตคือเวทีใหม่สำหรับวิวาทะทางการเมือง

ประชาธิปไตย รุ่งเรืองเมื่อพลเมืองมีส่วนร่วมและมีเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การโยกย้ายการอภิปรายทางการเมืองจากสื่อกระแสหลักมาสู่อินเทอร์เน็ต และการขยับขยายวงอภิปรายนี้ด้วยการโน้มนำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่าง แข็งขันกว่าเดิม เป็นหนึ่งในหน้าที่ใหม่ของสื่อสารมวลชน

10. เสรีภาพสื่อในวันนี้หมายถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญเยอรมันไม่ได้คุ้มครองสิทธิของวิชาชีพหรือโมเดลธุรกิจกระแส หลักใดๆ อินเทอร์เน็ตข้ามพ้นพรมแดนทางเทคโนโลยีระหว่าง ‘มือสมัครเล่น’ และ ‘มืออาชีพ’ นี่คือเหตุผลที่เสรีภาพของสื่อ (ที่มีอภิสิทธิ์ในฐานะ ‘ฐานันดรที่สี่’-ผู้แปล) จะต้องเป็นจริงด้วยสำหรับใครก็ตามที่มีส่วนร่วมในงานสื่อสารมวลชน กล่าวโดยรวมคือ ไม่ควรมีใครแยกแยะระหว่างสื่อที่ได้รับค่าตอบแทน กับสื่อที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่ควรแยกแยะระหว่างสื่อที่มีคุณภาพกับสื่อที่ไร้คุณภาพ

11. มากขึ้นคือมากขึ้น – “ปัญหาข้อมูลมากเกินไป” ไม่มีจริง

ครั้ง หนึ่งนานมาแล้ว สถาบันอย่างเช่นโบสถ์ให้น้ำหนักกับอำนาจมากกว่าการตระหนักรู้ของปัจเจก และประกาศเตือนว่าข้อมูลจะไหลบ่าโดยไร้การกลั่นกรอง ตอนที่แท่นพิมพ์ถูกประดิษฐ์ ฝั่งตรงข้ามคือกลุ่มนักทำใบปลิว นักทำสารานุกรม และนักข่าวที่พิสูจน์ให้เห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้นนำมาซึ่งเสรีภาพที่ มากขึ้น ทั้งสำหรับปัจเจกชนและสังคมส่วนรวม จนถึงทุกวันนี้ แง่มุมนี้ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

12. ประเพณีไม่ใช่โมเดลธุรกิจ

ใครๆ ก็สามารถหาเงินบนอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องใช้เนื้อหาด้านสื่อสารมวลชน ทุกวันนี้เราเห็นตัวอย่างมากมาย แต่แล้ว เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นเวทีที่มีการแข่งขันสูงมาก โมเดลธุรกิจจึงต้องถูกปรับเปลี่ยนประยุกต์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างของเน็ต ไม่มีใครควรพยายามหลบเลี่ยงเรื่องนี้ด้วยการออกนโยบายที่มุ่งรักษาสถานภาพ เดิมให้คงอยู่ต่อไป วงการสื่อสารมวลชนต้องมีการแข่งขันแบบเปิดเพื่อหาวิธีระดมทุนที่ดีที่สุดบน อินเทอร์เน็ต รวมถึงความกล้าหาญที่จะลงทุนในการลงมือทำตามโมเดลเหล่านั้นจริงๆ

13. ลิขสิทธิ์กลายเป็นหน้าที่พลเมืองบนอินเทอร์เน็ต

ลิขสิทธิ์ คือเสาหลักของการจัดระเบียบข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ผู้สร้างเนื้อหามีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะตัดสินใจว่าเนื้อหาที่สร้างนั้นจะมี รูปแบบใดและจะเผยแพร่ไปมากน้อยเพียงใด แต่ในขณะเดียวกัน ลิขสิทธิ์ก็จะต้องไม่ถูกบิดเบือนไปใช้เป็นเครื่องมือพิทักษ์กลไกอุปทาน (supply mechanisms) ที่ล้าสมัยไปแล้ว และปิดกั้นโมเดลใหม่ๆ ในการเผยแพร่เนื้อหา หรือรูปแบบใหม่ๆ ของสัญญาใช้สิทธิ (license scheme) ความเป็นเจ้าของมาพร้อมกับภาระหน้าที่

14. อินเทอร์เน็ตมี ‘สกุลเงิน’ จำนวนมาก

บริการ สื่อออนไลน์มักจะหาทุนจากโฆษณา นำเสนอเนื้อหาแลกกับการดึงดูดคนให้เข้ามา เวลาของผู้อ่าน ผู้ชม หรือผู้ฟังนั้นมีค่า ในอุตสาหกรรมสื่อ ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในวิธีคิดพื้นฐานเรื่องการระดมทุน รูปแบบอื่นๆ ในการระดมทุนที่มีความชอบธรรมทางวิชาชีพจะต้องได้รับการคิดค้นและทดสอบ

15. อะไรที่อยู่บนเน็ตจะอยู่ต่อไปบนเน็ต

อิน เทอร์เน็ตกำลังยกระดับสื่อสารมวลชนขึ้นสู่คุณภาพอีกชั้นหนึ่ง ข้อเขียน เสียง และภาพในเน็ตไม่จำเป็นจะต้องดำรงอยู่เพียงชั่วคราวอีกต่อไป เนื้อหาเหล่านี้สืบค้นได้ตลอดเวลา สะสมผ่านกาลเวลาเป็นกรุประวัติศาสตร์ร่วมสมัย วงการสื่อสารมวลชนจะต้องคำนึงถึงการพัฒนา การตีความ และข้อผิดพลาดของข้อมูล กล่าวคือ สื่อจะต้องยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและแก้ไขอย่างโปร่งใส

16. คุณภาพยังเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด

อิน เทอร์เน็ตหักล้างสินค้าพิมพ์เดียวกันที่ขายทีละมากๆ มีเพียงสื่อที่โดดเด่น น่าเชื่อถือ และยอดเยี่ยมเท่านั้นที่จะมีผู้ติดตามอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ผู้ใช้มีความต้องการสูงกว่าเดิม สื่อจะต้องตอบสนองพวกเขาและเคารพในหลักการที่ตัวเองชอบเขียน

17. ทุกคนทำเพื่อทุกคน

เว็บคือโครงสร้างพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนทางสังคมที่มีสมรรถภาพสูงกว่าสื่อมวลชนแห่งศตวรรษที่ 20 – เวลาใดก็ตามที่เกิดความไม่มั่นใจ คน “รุ่นวิกิพีเดีย” สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว สืบสาวข่าวไปจนถึงต้นตอ ค้นคว้าวิจัย ตรวจสอบความถูกต้อง และประเมินข้อมูลหลักฐาน ไม่ว่าจะต่างคนต่างทำหรือทำกันเป็นกลุ่ม นักข่าวที่ดูแคลนกิจกรรมนี้และไม่ยอมรับทักษะดังกล่าวจะถูกผู้ใช้เน็ตเหล่า นี้มองข้ามไป และผู้ใช้เน็ตก็ทำถูกแล้ว เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้เราทุกคนสามารถสื่อสารโดยตรงกับคนที่เคยถูกเรียกว่า “ผู้รับสาร” ไม่ว่าจะเป็นผู้อ่าน ผู้ฟัง หรือผู้ชม และใช้ความรู้ของพวกเขาให้เป็นประโยชน์ สิ่งที่คนต้องการตอนนี้ไม่ใช่นักข่าวที่รู้ดีทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่สามารถสื่อสารและสืบค้นหาความจริง.

ฉบับภาษาอังกฤษและภาษาต่างๆ

อินเทอร์เน็ต, 07.09.2009

* Markus Beckedahl
* Mercedes Bunz
* Julius Endert
* Johnny Haeusler
* Thomas Knüwer
* Sascha Lobo
* Robin Meyer-Lucht
* Wolfgang Michal
* Stefan Niggemeier
* Kathrin Passig
* Janko Röttgers
* Peter Schink
* Mario Sixtus
* Peter Stawowy
* Fiete Stegers
โดย : เอกรัตน์ สาธุธรรม

เมื่อ 2-3 วันก่อน เครือข่ายพลเมืองเน็ต นำโดยเอ็นจีโอด้านสื่ออย่าง "สุภิญญา กลางณรงค์" จัดสัมนาหัวข้อ "กติกาพลเมืองชาวเน็ต" ที่คนไซเบอร์ส่วนใหญ่อาจยังไม่ทราบว่าโลกที่ได้ชื่อว่า "อิสระ เสรี เหนือสิ่งอื่นใด" ก็ยังต้องมี "กติกา" ที่คนไซเบอร์น่าจะลองทำความเข้าใจกันสักนิด

ภายในงานได้ยกบทความทางวิชาการต่างประเทศจาก http://www.albion.com/netiquette/corerules.html คัดลอกจากหนังสือ มารยาทเน็ต (Netiquette) โดย "เวอร์จิเนีย เชีย" ที่แปล และเรียบเรียงโดย "สฤณี อาชวานันทกุล" หนึ่งในผู้ก่อตั้งเครือข่ายพลเมืองเน็ต บทความนี้ พูดถึงมารยาทบนเน็ต 10 ข้อที่คนบนโลกไซเบอร์ควรทราบ...

มารยาทเน็ต (netiquette) คือ กิริยาอาการที่พึงประพฤติปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มารยาทเน็ตคือชุดวิธีประพฤติตนที่เหมาะสมเมื่อคุณใช้อินเทอร์เน็ต

กฏข้อแรก "อย่าลืมว่าคุณกำลังติดต่อกับคนที่มีตัวตนจริงๆ" ก่อนส่งอีเมล หรือโพสต์ข้อความอะไรบนอินเทอร์เน็ต คุณต้องถามตัวเองว่า ถ้าเจอกันต่อหน้าคุณจะพูดแบบนี้กับเขาหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ ก็จงแก้ข้อความนั้นแล้วอ่านใหม่อีกครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำๆ จนรู้สึกว่าไม่ลำบากใจที่จะพูดแบบนี้กับใครแล้วจึงค่อยส่ง

กฎข้อที่สอง "การสื่อสารออนไลน์ให้ยึดมาตรฐานความประพฤติเดียวกับการสื่อสารในชีวิตจริง" ในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่มักจะเคารพกฎหมาย เพราะกลัวโดนจับ แต่ในโลกอินเทอร์เน็ต โอกาสถูกจับมีน้อย ก็เลยปฏิบัติต่อกันโดยมีมาตรฐานทางศีลธรรมต่ำกว่าในโลกจริง ถ้าอยากทำอะไรผิดกฎหมายในไซเบอร์สเปซ สิ่งที่คุณกำลังจะทำนั้นก็น่าจะผิดด้วย

กฎข้อที่สาม "รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนในไซเบอร์สเปซ" การกระทำอะไรก็ตามอาจเป็นเรื่องยอมรับได้ในที่หนึ่ง แต่ถ้าเป็นที่อื่นอาจจะไม่ใช่ ลองใช้เวลาสักพักสังเกตการณ์ก่อนว่า ที่นั่นเขาคุยอะไรกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างไร หรือเข้าไปอ่านข้อความเก่าๆ จากนั้นค่อยเข้าไปมีส่วนร่วมกับเขา

กฎข้อที่สี่ เคารพเวลาและการใช้แบนด์วิธ ปัจจุบันดูเหมือนคนจะมีเวลาน้อยลงกว่าที่เคยเป็นมามากนัก เมื่อคุณส่งอีเมลหรือโพสต์ข้อความลงเน็ต รู้ไว้ว่าคุณกำลังทำให้คนอื่นเสียเวลามาอ่าน ดังนั้นเป็นความรับผิดชอบที่คุณควรแน่ใจก่อนส่ง ว่าข้อความหรืออีเมลนั้นไม่ทำให้ผู้รับเสียเวลา

"สำหรับกระดานสนทนา " ผู้ที่เข้ามาอ่านกระดานแบบนี้ส่วนใหญ่นั่งแช่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป อยู่แล้ว ไม่มีใครชอบหรอกถ้าต้องเสียเวลาทำทั้งหมดนั้นแล้วพบว่า ไม่เห็นจะคุ้มค่าเวลาที่เสียไปเลย หากจะส่งข้อมูลอะไรไปให้ใคร ลองถามตัวเองดูก่อนว่าเขาจำเป็นจะต้องรู้เรื่องในอีเมลนั้นหรือไม่ ถ้าไม่ ก็อย่าส่ง ถ้าอาจจะอยากรู้ ก็ทบทวนก่อนส่ง

กฎข้อที่ห้า "ทำให้ตัวเองดูดีเวลาออนไลน์" โลกอินเทอร์เน็ตก็เหมือนโลกจริง คนที่สื่อสารกันในนั้นอยากให้คนอื่นชอบ แต่คุณไม่ต้องถูกตัดสินด้วย สีผิว, สีตา, สีผม, น้ำหนัก, อายุ หรือการแต่งตัวของคุณ คุณจะถูกตัดสินผ่านคุณภาพของสิ่งที่คุณเขียน ดังนั้น การสะกดคำให้ถูกและเขียนให้ตรงตามหลักไวยากรณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรรู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ และพูดอย่างมีเหตุมีผล

กฎข้อที่หก "แบ่งปันความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ" จุดแข็งของไซเบอร์สเปซ คือ มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่อ่านคำถามบนอินเทอร์เน็ต และถึงแม้ว่าจะมีส่วนน้อยมากในจำนวนนั้นที่ตอบคำถาม ความรู้โดยรวมของโลกก็เพิ่มขึ้นอยู่ดี แม้ว่ามารยาทเน็ตจะมีข้อห้ามยาวเหยียด คุณก็มีความรู้ที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น อย่ากลัวที่จะแบ่งปันในสิ่งที่คุณรู้

กฎข้อที่เจ็ด "ช่วยกันควบคุมสงครามการใส่อารมณ์" เวลาที่ต้องการแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรง ควรรู้จักยับยั้งชั่งใจหรือพยายามควบคุมอารมณ์ให้มาก

กฎข้อที่แปด "เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น" คุณไม่ควรไปเปิดอ่านอีเมลของคนอื่น การไม่เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นไม่ได้เป็นแค่มารยาทเน็ตที่เลวทราม เท่านั้น มันยังอาจทำให้คุณเสียงานด้วย

กฎข้อที่เก้า "อย่าใช้อำนาจในทางไม่สร้างสรรค์" การรู้มากกว่าคนอื่นหรือมีอำนาจมากกว่า ไม่ได้แปลว่าคุณมีสิทธิที่จะเอาเปรียบคนอื่นได้ เช่น ผู้ดูแลระบบไม่ควรอ่านอีเมลส่วนตัวของคนอื่น

กฎข้อที่สิบ "ให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น" ทุกคนเคยเป็นมือใหม่มาก่อน บางคนจึงทำผิดพลาดในแง่มารยาทเน็ต จงใจเย็นเข้าไว้ ถ้าคุณตัดสินใจจะบอกคนที่ทำผิดมารยาทเน็ต ก็จงบอกอย่างสุภาพและเป็นส่วนตัว ดีกว่าไปป่าวประกาศให้คนอื่นรับรู้ด้วย จงให้โอกาสในความไม่รู้ของคน การประณามว่าผู้อื่นไม่มีมารยาทตรงๆ ก็มักจะเป็นตัวอย่างของมารยาทที่ไม่ดีเช่นกัน

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
Fallacy มีชื่อเรียกภาษาไทยว่า ปฤจฉวาที ทุตรรกบท หรือ เหตุผลวิบัติ เหตุผลลวง กล่าวคือ fallacy เป็นการใช้เหตุผลที่ไม่ดี อาจกล่าวเพื่อให้เห็นภาพได้ว่ามันเป็นการใช้เหตุผลอย่างมีเล่ห์ หลอกล่อให้ผู้ฟังยอมรับข้อสรุปที่เสนอด้วยเหตุผลที่ไร้น้ำหนักแต่ฟังดูดี หรือด้วยวิธีการที่ยอกย้อน อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าผู้ที่ใช้เหตุผลวิบัติไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เจ้าเล่ห์จริงๆ เพราะมีหลายคนที่ใช้เหตุผลวิบัติโดยไม่รู้ตัว

Fallacy ในทางตรรกศาสตร์แบ่งเป็นหลากหลายชนิด รูปแบบการให้เหตุผลมากมาย มีทั้ง Formal fallacy (เหตุผลวิบัติที่พิสูจน์ความถูกต้องได้โดยเขียนรูปแบบของกฎของความสมเหตุสม ผล) และ Informal fallacy (เหตุผลวิบัติที่ไม่จัดในรูปแบบของกฎของความสมเหตุสมผลได้ตายตัว) หากจะให้อธิบายทั้งหมดก็คงจะกินเวลามหาศาลและน่าเบื่อเป็นอย่างยิ่ง จึงขอยกตัวอย่างเฉพาะที่น่าสนใจและพบได้บ่อยในการถกเถียงในเว็บบอร์ด

อนึ่ง ขอออกตัวก่อนว่า จขกท.ไม่ใช่นักใช้เหตุผลชั้นเลิศ เป็นเพียงนักตรรกศาสตร์มือสมัครเล่นที่ยังคงใช้เหตุผลแบบผิดๆอยู่บ้างในโลก แห่งความจริง ไม่ได้เก่งวิเศษวิโสมาจากไหน ก่อนตั้งกระทู้ก็ทำการบ้านมาเยอะ หาข้อมูลตาแฉะ วัตถุประสงค์ของกระทู้นี้คืออยากให้เพื่อนอ่านแล้วพิจารณาตนเอง ดูละครแล้วย้อนดูตัว จะได้รู้ว่าเราเองก็เคยใช้เหตุผลผิดๆหรือเปล่า และที่ตั้งในห้องหว้ากอก็เพราะตรรกศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งการใช้เหตุผล ซี่งเหมาะสมกับห้องหว้ากอที่นิยมถกเถียงกันด้วยเหตุและผล (ไม่รู้เหมือนกันว่าอ้างอย่างนี้จัดเป็น fallacy หรือเปล่านะ ฮ่าฮ่าฮ่า)

Fallacy of accident - ละทิ้งข้อยกเว้น

การสรุปเหตุผลโดยไม่สนใจข้อยกเว้น เป็น fallacy ที่ดูออกง่ายที่สุด แต่ก็ยังมีคนใช้อยู่เนืองๆ เช่น

กระทู้ ถามว่าเราไม่ควรฆ่าสิ่งมีชีวิตใดๆเลยเพราะการฆ่าสิ่งมีชีวิตเป็นการทำความ ชั่ว ดังนั้นจุลินทรีย์ แบคทีเรีย เชื้อราต่างๆเราก็ไม่ควรฆ่าใช่หรือไม่ กระทู้ดังกล่าวจัดเป็น Fallacy of accident แบบหนึ่ง

“เราไม่ควรฆ่าสิ่งมีชีวิต ดังนั้นเราไม่ควรกินยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าแบคทีเรีย”

“เราไม่ควรฆ่าสิ่งมีชีวิต ดังนั้นเราไม่ควรช่วยตัวเองครับ”
(อันนี้ไม่เกี่ยวครับ)


Fallacy of relative to absolute - เหมารวม

การ สรุปแบบเหมารวม เป็นการสรุปตามโลกทัศน์ของผู้พูด เมื่อผู้พูดประสบกับเหตุการณ์หนึ่งๆเป็นประจำก็มักจะมองหาภาพรวมหรือรูปแบบ ของเหตุการณ์นั้นๆ ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่ผู้พูดประสบมาไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนของความ จริงทั้งหมดก็ได้ ตรงข้ามกับอันแรก อันนี้ก็เจอบ่อยมากๆในเว็บบอร์ดเช่นกัน

กระทู้ถามว่าจบจากมหาวิทยาลัยไหนดีที่สุด เก่งที่สุด จัดเป็นกระทู้ล่อเป้า และจะล่อ fallacy ชนิดนี้เข้ามาตอบ

“ที่ทำงานผมมีแต่คนจบจากมหาวิทยาลัย A ซึ่งเก่งๆกันทุกคนเลย ดังนั้นคนที่จบจากมหาวิทยาลัย A เก่งทุกคน”

ใน บางครั้ง เมื่อเราเข้าไปอ่านกระทู้ในห้องหนึ่งๆ บ่อยครั้งเข้า เราจะตัดสินภาพรวมของห้องนั้นจากประสบการณ์ที่เราเห็น ซึ่งแท้จริงแล้วอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด

“เปิดเข้าไปดูกระทู้ห้องเฉลิมไทยทีไรก็เจอแต่หน้าม้าทุกที ห้องเฉลิมไทยเป็นห้องของพวกหน้าม้า อย่าไปเข้าไปเสียเวลาอ่าน”

“ห้องราชดำเนินมีแต่เสื้อแดงและพวกหัวรุนแรง”

หรืออาจจะกล่าวได้ว่าการเหมารวมคืออคติในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้

“โทรศัพท์ยี่ห้อนี้ออกมากี่รุ่นๆก็แย่ไปหมด รุ่นที่เพิ่งออกใหม่ก็คงเหมือนกัน แย่แบบไม่ต้องรีวิว”

“นักการเมืองที่ผมเคยพบเห็นมีแต่พวกหาประโยชน์ใส่ตน นักการเมืองเป็นพวกโกงกินและทำลายชาติบ้านเมือง”


ใน เชิงสังคมศาสตร์ถือว่าข้อความดังกล่าวข้างต้นเป็น มายาคติ (Myth) คือสิ่งที่เราเชื่อว่ามันเป็นจริงอยู่วันค่ำทั้งที่ความจริงอาจไม่เป็นอย่าง นั้นเสมอไปก็ได้

“คนไม่มีศาสนาที่ฉันเจอมีแต่พวกหัวรุนแรงทั้งนั้น ดังนั้นคนไม่มีศาสนาเป็นพวกหัวรุนแรง”


Fallacy of begging question- เอาคำถามเป็นคำตอบ

การ นำเอาสิ่งที่เป็นประเด็นของคำถามมาเป็นคำตอบโดยทางตรงหรือทางอ้อม คาดคะเนบทสรุปจากข้อคำถามโดยไม่มีการพิสูจน์ใดๆทั้งสิ้น หรืออาจเรียกได้อีกอย่างว่าเป็นการให้เหตุผลแบบวกวน ใช้ข้อเสนอพิสูจน์บทสรุป และแล้วก็ใช้บทสรุปพิสูจน์ข้อเสนอ

กระทู้ห้องเฉลิมไทยถามว่าทำไมถึงแต่งตั้งให้นางสาวไทยเป็นผู้ประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมของประเทศไทย

“เพราะนางงามจะทำให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้น”

ห้องสมุดหมวดปรัชญามีคนตั้งกระทู้ถามว่า ทำไมเราจึงต้องกตัญญูต่อบิดามารดา

“การกตัญญูเป็นคุณธรรมที่ลูกต้องมี”

การตอบแบบนี้จะทำให้บทสนทนาเหมือนการพายเรือในอ่าง ถามเท่าไรก็ไม่ได้คำตอบที่แท้จริง


Fallacy of false cause (post hoc ergo propter hoc) - เพราะว่าสิ่งนี้เกิด…สิ่งนั้นจึงบังเกิด

คือ การสรุปว่าเหตุการณ์ A เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ B โดยอาศัยแค่ว่า B เกิดขึ้นตาม A เท่านั้น ซึ่งอันที่จริงแล้วอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญหรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยว ข้อง (fallacy of ignoring a common cause) ซึ่งความจริงควรมีการทดลองภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมก่อนที่จะสรุป เช่น

กระทู้นำเสนอข่าวอาชญากรรม เด็กฆาตกรรมคนข้างบ้านโดยเลียนแบบพฤติกรรมในเกมที่เล่นเป็นประจำ

“เด็กคนนี้ติดเกมที่มีความรุนแรงสูงและฆ่าคนโดยเลียนแบบพฤติกรรมในเกม ดังนั้น เกมเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นฆาตกร”

กระทู้สร้างความชอบธรรมให้หนัง AV ญี่ปุ่น

“ใน ประเทศญี่ปุ่นมีทัศนคติเปิดกว้างอย่างมากเกี่ยวกับหนังโป๊ ประเทศญี่ปุ่นมีอาชญากรรมทางเพศต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้นหนังโป๊ช่วยลดอาชญากรรมทางเพศ”

(ในกรณีดังกล่าว จขกท.แค่ยกตัวอย่างการสรุปแบบไม่สมเหตุสมผลโดยไม่มีข้อมูลยืนยัน ณ ขณะที่ความจริงมีงานวิจัยออกมารองรับประโยคข้างต้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาปัจจัยทางสังคมอื่นของประเทศญี่ปุ่นประกอบด้วย)

post hoc ergo propter hoc ยังคงถูกใช้อีกมากตามหน้าหนังสือพิมพ์ประเทศสารขัณฑ์โดยเฉพาะเรื่องเหนือ ธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ที่มักโยงเหตุการณ์ธรรมชาติบางอย่างกับเหตุการณ์ประหลาด ความบังเอิญที่นานๆเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง เช่น พบงูเผือกในบ้านแล้วถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ จึงสรุปว่างูเผือกเป็นผู้นำโชคมาให้เป็นต้น หรือแม้แต่ข่าวนี้… ศาสดาลิ้มอ้างรอดตายมาได้เพราะใส่จตุคาม


False dilemma – ทางเลือกลวง

ผู้ ให้ เหตุผลสร้างทางเลือกขึ้นมาสองทางและบังคับให้เลือกทางใดทางหนึ่งเท่านั้น สำหรับแก้ปัญหา และเนื่องจากทางเลือกหนึ่งในนั้นไม่เป็นที่น่าปรารถนา จึงเป็นการบีบบังคับโดยกลายๆให้อีกฝ่ายเลือกทางที่ตนเองต้องการ ทั้งที่ในความจริงแล้ว คำถามดังกล่าวมีทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้นจริงหรือ?

จากกระทู้ ประวัติศาสตร์ คุณcoffeecompany หลงป่าประเทศอูกันดา มีผู้ให้ข้อสงสัยและจับผิดเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก โดยที่ผู้ไม่เชื่อถือนั้นมีจำนวนมากกว่า เมื่อสมาชิกบางคนออกมาแสดงความเห็นว่า เป็นการจับผิดกันเกินจริงหรือเปล่า บางทีอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้ ก็มีคนออกมากล่าวว่า ความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับการจับผิดเป็นสาวกคุณคอฟฟี่ที่คอยออกมาแก้ต่าง ทำให้เกิด false dilemma ขึ้นว่าในเว็บบอร์ดมีคนอยู่เพียงสองประเภทเท่านั้นคือ คนที่ไม่เชื่อคุณคอฟฟี่ กับ สาวกคุณคอฟฟี่

อีกตัวอย่างที่ ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์พันทิปก็คือ เหตุการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นกับบ้านเราเมื่อไม่นานมานี้ สมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) ได้ออกมายึดถนน ชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล ทำลายงานประชุมอาเซียน แล้วอ้างว่าเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย สมาชิกหลายคนในพันทิปกล่าวว่า หากไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนปช.ก็แสดงว่าเป็นพวกพันธมิตร แต่แท้จริงแล้วเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนปช.จำเป็นต้องเห็นด้วยกับพันธมิตรหรือไม่



Irrelevant conclusion (ignoratio elenchi) – สรุปมั่วซั่ว

การ สรุปแบบไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม นำประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาสรุปผลอย่างที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกับประเด็น ของกระทู้ถาม ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ผู้ตอบรู้สึกสบายใจในการให้เหตุผล fallacy นี้มีการใช้บ่อยมากในเว็บบอร์ด โดยมากถูกใช้โดยผู้ไม่มีวุฒิภาวะทางความคิด เนื่องจากยังไม่มีวุฒิภาวะทางความคิดจึงสรุปเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้

เมื่อติงว่าการใช้ภาษาวิบัติในอินเตอร์เน็ตนั้นไม่เหมาะสม ในเว็บเด็กดื้อมีผู้ให้เหตุผลว่า

“ในเมื่อใช้ภาษาวิบัติก็อ่านรู้เรื่องเหมือนกัน การสื่อสารนั้นแค่เข้าใจกันก็ถือว่าพอแล้ว”

“การใช้ภาษาวิบัติ เป็นการประดิษฐ์คำใหม่ให้ดูสร้างสรรค์ แปลกแหวกแนว ไม่เห็นจะไม่เหมาะสมตรงไหน”

“การใช้ภาษาวิบัตินั้นเหมาะสมแล้ว เพราะทำให้พิมพ์ได้สะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลา”


ลองพิจารณาดูว่าเหตุผลเหล่านี้เหมาะสมหรือไม่ในการสรุปความ


Slippery slope – ทางลาดชันสู่หุบเหวหายนะ

ผู้ พูดนำพาผู้ฟังไปสู่ชุดของเหตุและผลจำนวนมาก และสรุปไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายที่แย่ที่สุด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเอาจริงเข้าแล้ว เหตุการณ์สุดท้ายไม่จำเป็นต้องเกิดจากเหตุการณ์แรกสุด เช่น

กระทู้ไม่สนับสนุนเสื้อผ้าขนสัตว์

“การ ใช้เสื้อผ้าขนสัตว์เป็นการสนับสนุนการฆ่าสัตว์ หากเราฆ่าสัตว์เพื่อเอาขนสัตว์มาใช้ แสดงว่าเราไม่เคารพสัตว์ ถ้าเราไม่เคารพสัตว์ ก็เท่ากับว่าเราไม่เคารพสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ถ้าเราไม่เคารพสิ่งมีชีวิต เราก็เริ่มฆ่ากันเอง สุดท้ายเราก็ฆ่ากันตายหมด ดังนั้นเราไม่ควรใช้เสื้อผ้าขนสัตว์”

กระทู้การุณยฆาต

“การ อนุญาตให้กระทำการุณยฆาตจะนำไปสู่ การเปลี่ยนทัศนคติความคิดของแพทย์ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นการลดคุณค่า ให้ความสำคัญกับชีวิตน้อยลง โดยให้ดูกระแสสถานะของการแพทย์ใน US ที่การบีบบังคับด้านการเงินทำให้ลำบากในการดูแลรักษาจัดการซึ่งเริ่มต้น เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์แพทย์-คนไข้ ในวิถีทางที่ย่ำแย่ทางศีลธรรม สำหรับระบบการดูแลสุขภาพการตัดสินเรื่องค่าใช้จ่ายจะครอบงำการตัดสินใจของ แพทย์ที่จะปฏิบัติอย่างเหมาะสมต่อผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยป่วยมากๆ หรือ ย่ำแย่มากๆ และการดูแลที่พิเศษและค่าใช้จ่ายที่แพงสำหรับคุณภาพชีวิตที่ลดน้อยลงเท่า นั้น ดังนั้นทัศนะนี้จะเป็นการเย้ายวนกดดันให้แพทย์ถามถึงการุณยฆาตหรือบางทีก็ ฆ่าพวกเขา(ผู้ป่วย)ซึ่งฝืนโดยตรงกับเจตจำนงของพวกเขา”

(ประโยคข้างต้นเป็นบทสนทนาที่เกิดขึ้นจริงในบทความ Do Physicians Have an Inviolable Duty Not to Kill? ของ Gary Seay)


Fallacy of questionable analogy – การเปรียบเทียบอย่างไม่เหมาะสม

เมื่อ สิ่งหนึ่งเปรียบเทียบกับอีกสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งก็นำไปเปรียบเทียบกับอีกสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันได้ เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆจนได้ข้อสรุปที่ไม่เหมาะสมในที่สุด เช่น

กระทู้การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือความเร็วแสง

“แต่ ก่อนไม่มีใครคิดว่าจะมีคนวิ่งเป็นระยะทางหนึ่งไมล์ภายในเวลาสี่นาทีหรือ ความเร็วเสียงจะถูกทำลายลงได้ แต่เราก็ทำได้ในที่สุด เพราะฉะนั้น เราอาจกล่าวได้ว่าความเร็วแสงที่หลายคนเคยเชื่อว่าทำลายไม่ได้ ก็น่าจะเป็นไปได้ในอนาคตข้างหน้า”

จะเห็นว่าเป็นการเปรียบเทียบระหว่างความเร็วนักวิ่ง ความเร็วเสียงและมาจบที่ความเร็วแสงซึ่งไม่น่าจะเปรียบเทียบกันได้

“หากเรายอมให้กฎหมายรองรับการแต่งงานระหว่างรักร่วมเพศผ่านมติ ต่อไปเราคงยอมให้มีกฎหมายรองรับการแต่งงานระหว่างคนกับสัตว์ด้วยกระมัง”

น่า เศร้าใจที่ตัวอย่างข้างต้นถูกนำมาใช้ในโลกแห่งความจริงโดยพวกต่อต้านรักร่วม เพศ (If we legalize gay marriage, what's stopping us from legalizing so-called "marriages" based on bestiality?) ความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ถูกเปรียบ เทียบอยู่ในระดับเดียวกัน


Double standard – สองมาตรฐาน

คือ การใช้ มาตรฐานการตัดสินหรือการปฏิบัติต่างกันในสถานการณ์ที่เหมือนกัน ทั้งๆที่ในสถานการณ์นั้นไม่มีเหตุผลที่สมควรที่จะทำให้มีการใช้มาตรฐานต่าง กันเลย

ตัวอย่างสุดคลาสสิค เมื่อมีผู้ตั้งกระทู้ต่อว่าล็อกอินที่คอยเข้ามาโพสว่า “ผ่านมาอ่าน” ทุกความคิดเห็นที่หกสิบห้า มีผู้ให้แสดงความเห็นว่าก่อนหน้านี้ก็มีสมาชิกคนหนึ่งที่คอยเข้ามาโพสว่า “…เข้ามาแล” เฉยๆทุกกระทู้ ไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลย

“ไม่รู้สิครับ ผมว่ามันต่างกันนะ คุณ Mr.X เขาอยู่มาก่อน และก็โพสอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ส่วนใครจะมาเลียนแบบนั้นรับไม่ได้หรอกครับ”

หรือ เมื่อมีคนถามว่า ทำไมกระทู้นอกเรื่องที่ตั้งโดยสมาชิกท่านหนึ่งถึงยังอยู่ได้โดยไม่ถูกลบ ขณะที่ถ้าเป็นคนอื่นตั้งกระทู้ในลักษณะเดียวกันกลับถูกลบ ก็มีคนให้ความเห็นว่า

“คุณ N เขาเล่นเว็บบอร์ดนี้มาตั้งนานแล้วนะครับ ที่ผ่านมาก็ตอบกระทู้ดี ช่วยเหลือผู้อื่นตั้งมากมาย แค่ตั้งกระทู้นอกเรื่องกระทู้เดียวจะเป็นไรไป”

น่าเศร้าใจอีกครั้งตรงที่ ตัวอย่างทั้งสองที่ยกขึ้นมานั้น เกิดขึ้นจริงเสมอในโลกพันทิปและในโลกการเมืองขณะนี้


Argumentum ad Misericordiam – อ้างความน่าเห็นใจ

การ ขอความเห็นใจเป็นวิธีที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความสงสารหรือเห็นอกเห็นใจใน เรื่องที่ผู้พูดประสบ แล้วสรุปเหตุผลตามความเห็นใจนั้น แทนที่จะใช้หลักตรรกะในการพิสูจน์ความ การช่วยเหลือ เห็นใจกันเป็นเรื่องดีจริง แต่ต้องแยกแยะให้ถูกและคำนึงถึงสิ่งอื่นๆด้วยเช่น ความยุติธรรม ความถูกต้อง มาตรฐานสังคม หากเรายอมรับเหตุผลด้วยความเห็นใจในครั้งนี้ จะเป็นผลให้เรายอมรับเหตุผลอื่นๆในสถานการณ์เดียวกันด้วยหรือไม่ เช่น

มีผู้ตั้งกระทู้ถามว่า เด็กผู้หญิงจากชนบทที่มาขายบริการในกรุงเทพฯถือว่าผิดไหม

“เด็ก ที่มาขายตัวในกรุงเทพนั้นไม่ผิดหรอก เพราะไม่มีการศึกษา บ้านก็ฐานะยากจน หากไม่ขายตัวแล้วเขาจะทำอะไรกิน ใครจะเลี้ยงดูครอบครัวของเขา”

แต่ จริงหรือไม่ที่ว่าหากมีเหตุผล ที่น่าเห็นใจแล้ว การกระทำนั้นจะถูกต้อง ถ้าเป็นเช่นนั้น การเป็นมือปืนฆ่าคนเพราะความจนก็คงไม่ผิด หรือหากมีคนมาปล้นเงินที่ได้มาจากการขายตัวของคนพูดข้างต้นด้วยเหตุผลเรื่อง ความจน คนพูดก็ต้องบอกว่าคนปล้นไม่ผิดเช่นกัน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ ฟังดูตลกไปเลย เคยมีคดีว่าเด็กคนหนึ่งกำลังถูกไต่สวนในคดีอาชญากรรมที่ทารุณโหดร้ายที่สุด โดยเขาได้เอาขวานจามศีรษะมารดา และบิดาของตนเสียยับเยิน เมื่อมาถึงศาล เห็นว่าศาลมีพยานหลักฐานต่างๆ มากมายที่รัดตัวจนดิ้นไม่หลุด จึงได้ขอความกรุณาต่อศาลให้ลดหย่อนผ่อนโทษให้ โดยอ้างว่าเพราะตนเป็นกำพร้าทั้งพ่อ และแม่อยู่แล้ว

การร้องขอความ เห็นใจพบได้มากในพันทิป สำหรับห้องหว้ากอต้องบอกว่าส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ผล (เช่น ตั้งกระทู้ผิดหมวด โดนกดลบแล้วอ้างว่าหว้ากอใจดำ)
แถมอีก1ตัวอย่าง
"คนไทยใช้Windowsเถื่อนไม่ผิด เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยากจน จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อของลิขสิทธิ์"

Intentional fallacy – อ้างเจตนา

คือ การให้เหตุผลกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์หนึ่งๆว่ามีความชอบธรรมแล้ว เพราะทำไปด้วยเจตนาดี เช่น เมื่อถามว่าแต่งตัวโป๊ไม่กลัวอันตรายหรือ แล้วคนตอบว่าไม่ได้แต่งเพื่อยั่วใคร แต่จริงหรือไม่ที่หากไม่มีเจตนาให้เกิดผลอย่างใดแล้ว ผลอย่างนั้นจะไม่เกิด หากเป็นเช่นนั้น เวลาใส่ทองเส้นโตไปเดินที่โจรชุมก็คงไม่ต้องกลัวอะไรกัน เพราะคนที่ใส่ทองไม่ได้มีเจตนาให้โจรปล้น

มีการตั้งกระทู้บทความ ดีๆแต่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของห้องหว้ากอ ผู้ตั้งกระทู้ได้ชี้แจงว่า ได้พบบทความดีๆก็อยากจะแบ่งปันให้ชาวหว้ากออ่านกัน แม้จะนอกเรื่องและไม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สักกระผีกเลยก็ตาม ในเมื่อเจ้าของกระทู้มีเจตนาดีอย่างนี้แล้วผิดตรงไหน ทำไมกระทู้นี้ถึงจะถูกลบ

จริงหรือไม่ที่เมื่อมีเจตนาดีแล้วการ กระทำนั้นจะไม่ผิด หากทุกคนตั้งกระทู้ผิดหมวดโดยอ้างว่ามีเจตนาดี เนื้อหาของห้องหว้ากอจะยังคงเป็นวิทยาศาสตร์อยู่หรือไม่
แถมอีก1ตัวอย่าง
" ชาวเฉลิมไทยเอาScanการ์ตูนฉบับล่วงหน้ามาโพสต์ด้วยเจตนาดี เป็นน้ำใจให้สมาชิกด้วยกัน ไม่ได้ต้องการให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์หรือหวังให้มีผลกระทบต่อยอดขาย จึงไม่น่าจะเป็นการกระทำที่ผิด"


Argumentum ad Ignorantiam – การอ้างความไม่รู้

เมื่อ ไม่รู้จึงสรุปแบบไม่รู้ (ทางศาสนาพุทธเรียกว่า อวิชชา) แม้สำมัญสำนึกแล้วเราอยู่แล้วว่าอ้างไม่ได้แต่ก็ยังมีคนอ้าง วิธีนี้มักอ้างอยู่ในรูป “ไม่มีใครรู้หรือพิสูจน์ได้ว่าสิ่งหนึ่งจริง ฉะนั้นสิ่งนั้นเท็จ หรือในทางกลับกัน ไม่มีใครรู้หรือพิสูจน์ได้ว่าสิ่งหนึ่งเท็จ ฉะนั้นสิ่งนั้นจริง” เป็นข้ออ้างที่ใช้กันอย่างมากทั้งทางฝั่งวิทยาศาสตร์และศาสนา ดังนั้นจึงพบได้มากที่สุดในกระทู้ความเชื่อปะทะวิทยาศาสตร์

ในเมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า วิญญาณมีอยู่จริงไม่ ดังนั้นวิญญาณไม่มีอยู่จริง

ในเมื่อไม่มีหลักฐานว่าตายแล้วสูญ ดังนั้นโลกหลังความตายมีอยู่จริง


เห็น ได้ว่าข้อบกพร่องของ fallacy ชนิดนี้คือการด่วนสรุปโดยที่ยังไม่รู้ความจริง ไม่ว่าวิญญาณจะมีอยู่จริงหรือไม่ เราไม่สามารถสรุปแบบฟันธงลงไปได้ ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์เด่นชัด


Argumentum ad Baculum – ใช้อำนาจเข้าข่ม

Fallacy ชนิดนี้มักถูกใช้ในกรณีที่ผู้ถกเถียงเอาชนะด้วยเหตุผลไม่ได้ ง่ายที่สุดคือการใช้อำนาจเข้าข่มเพื่อให้ยอมรับในเหตุผล จัดเป็นเหตุผลวิบัติที่เล่นกับความกลัวของผู้อื่น (Appeals to fear) โดยที่ผู้พูดอาจมีอำนาจนั้นอยู่ในมือจริงหรือไม่ก็ได้ครับ อย่างเช่น

มิสเตอร์ พลังงานกล่าวว่าเขาสามารถออกแบบเครื่องจักรนิรันดร์ที่ให้พลังงานได้อย่าง ไม่สิ้นสุด แต่ผู้ฟังกลับต่างรู้สึกกังขาและกล่าวว่าผิดกฎเทอร์โมไดนามิกส์ ทุกคนต่างเรียกร้องให้มิสเตอร์พลังงานออกมาชี้แจง มิฉะนั้นก็เป็นพวกลวงโลกดีๆนี่เอง มิสเตอร์พลังงานเถียงด้วยเหตุผลสู้ไม่ได้จึงขู่ว่าจะฟ้องร้องทุกคนที่กล่าว หาว่าเขาเป็นพวกลวงโลก

ในกรณีดังกล่าว มิสเตอร์พลังงานไม่ได้ตอบคำถามผู้ฟัง แต่กลับยกประเด็นเรื่องการฟ้องร้องขึ้นมาเพื่อให้อีกฝ่ายยอมจำนน (หรือเปล่า?)

อีก ตัวอย่างที่น่าสนใจของ Argumentum ad Baculum เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อประธาณาธิบดีเชอร์ชิลได้บอกที่ประชุมว่าโป๊ปได้เสนอทางที่ควรปฏิบัติ บางประการ แต่สตาลินไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และได้ถามว่า “ท่านว่าโป๊ปมีมีทหารพอจะส่งออกปฏิบัติการในแนวรบได้สักกี่กองพล” สตาลินได้ยกอำนาจ(ทางทหาร)ของตนที่เหนือกว่าเพื่อข่มความเห็นของโป๊ปให้ตกลง ไป

หรืออย่างในรูปก็จัดเป็น Argumentum ad Baculum ครับเนื่องจากเป็นการเล่นกับความกลัวของมนุษย์


Argumentum ad Populum – อ้างคนหมู่มาก

การ เคารพความเห็นของผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งดี การช่วยกันตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็เป็นสิ่งดี ความเห็นที่พิจารณาจากคนส่วนใหญ่นั้นมักเป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่เสมอไปหรือไม่? หรือบางครั้งการอ้างความเห็นคนส่วนมากอาจไม่ถูกต้องเพราะคนส่วนมากอาจไม่ได้ คิดอย่างนั้นจริงๆก็ได้ หรือบางครั้งคนส่วนมากก็อาจเป็นฝ่ายที่ไม่ถูกต้อง เช่น การอ้างว่าใครๆก็ทำกันทั้งนั้น

กระทู้รณรงค์เลิกซื้อขายของละเมิดลิขสิทธิ์

”ผม คิดว่าเรื่องของเถื่อน ผิดลิขสิทธิ์กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปแล้ว อย่าว่าแต่ในบ้านเราเลย จีนนี่ก็ตัวดี มีประชากรกี่ล้านคนล่ะ ใช้ของก็อปกันทั้งนั้น พวกมะกันเองก็เถอะ…”

กระทู้นอกเรื่อง

“ใครๆก็ตั้งกระทู้นอกเรื่องกันทั้งนั้น ทำไมเราจะตั้งกระทู้นอกเรื่องไม่ได้ล่ะ ถ้าจะว่าก็ต้องว่าคนทั้งห้องสิ”

จะเห็นได้ว่าการกระทำหรือความเชื่อของคนหมู่มากไม่จำเป็นต้องถูกต้องหรือดีงามเสมอไป

เรา ควรพิจารณาว่าเมื่อใดควรอ้างคนส่วนมาก ไม่ควรอ้างพร่ำเพรื่อ มิฉะนั้น เราจะไม่สามารถละทิ้งความคิดที่ผิด ค่านิยมที่ไม่เหมาะสมได้ (อันนี้นอกจากจะเป็นการใช้ตรรกะไม่เหมาะสมแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดปัญหาสังคมอีกด้วย)


Fallacy of accent (Quoting out from context) – ตัดข้อความเพียงส่วนหนึ่งมาอภิปราย

เป็น fallacy ที่น่าเกลียดมากแต่กลับใช้กันเยอะ คือการเถียงแบบศรีธนญชัย ตัดเพียงข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งมาวิพากษ์ การยกเพียงข้อความส่วนหนึ่งของหนังสือ หรือของคำพูดใครก็ตามมาโดยไม่พิจารณาบริบทที่อยู่รอบข้างมีผลทำให้สรุปความ แบบผิดๆได้สูงมาก และถือเป็นเทคนิคหนึ่งของ Propaganda อย่างหนึ่ง ลักษณะการใช้เหตุผลดังกล่าวพบมากในห้องราชดำเนิน จนเว็บมาสเตอร์ต้องออกกฎว่าห้ามถกเถียงกันแบบเจ้าถ้อยหมอความ ตีความทีละประโยค เพื่อลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามใน ห้องอื่นก็ใช่ว่าจะไม่มี ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดเอย (ตีความหนังสือโดยยกมาเพียงหนึ่งประโยค) ห้องศาสนาเอย (ตีความพระคัมภีร์หรือพระไตรปิฎกจากข้อความเพียงส่วนเดียว-ทั้งที่ฉบับจริง ยาวหลายร้อยหน้า) ห้องเฉลิมไทยเอย (ตีความคำพูดดาราโดยการยกมาเพียงประโยค-ไม่ต่างจากนิสัยที่หนังสือพิมพ์หัว สีของไทยชอบใช้กัน-ยกตัวอย่างเช่นกระทู้ดีเจนายหนึ่งเรียกยศสิบเอก, สอ. เป็นสูบอึ) หรือแม้แต่ห้องหว้ากอเองก็มีสมาชิกคนหนึ่งที่ปรากฏตัวเกือบ ทุกครั้งเมื่อมีกระทู้วิวัฒนาการ สมาชิกคนดังกล่าวจะพยายามตีข้อความ หลักฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการให้ตกลงไปโดยการยกข้อความของความคิดเห็นอื่นมา แย้งทีละประโยคๆ โดยไม่มองภาพรวมทั้งหมดที่ความคิดเห็นต้องการจะสื่อ


Argumentum ad Hominem – โจมตีบุคคล

กล่าว คือการนำประเด็นของคุณลักษณะ ประวัติส่วนตัวของบุคคลมาร่วมในประเด็นการโต้เถียง ในการโต้แย้งกันนั้นเราต้องการพิสูจน์ว่าเหตุผลของใครถูกขอใครผิด และเหตุผลจะถูกหรือผิดนั้นไม่ได้ขึ้นกับว่าใครเป็นผู้พูด หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า หากสิ่งใดเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักเหตุผล ไม่ว่ามันจะออกมาจากปากของใครมันก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกอยู่วันยังค่ำ ดังนั้น การโจมตีที่ตัวผู้พูด จึงไม่ใช่เหตุผลว่าสิ่งที่กำลังตัดสินกันอยู่ถูกต้องหรือไม่

"ความจริงของประโยค ไม่ขึ้นกับผู้ที่พูดประโยคนั้น และไม่ขึ้นกับเจตนาในการพูดประโยคนั้น"

การ โจมตีบุคคลจะเล่นกับประเด็นที่กำลังตัดสินกันอยู่หรือไม่ก็ได้ เช่น มีคนให้ความเห็นการรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ดีต่อสุขภาพ ก็มีผู้ออกมาแย้งว่าผู้พูดเป็นพวกมังสวิรัติจึงพูดอย่างนี้ (โจมตีเกี่ยวกับประเด็นที่ถกเถียง) หรือมีคนให้ความเห็นเกี่ยวกับระบบการสปอยของห้องเฉลิมไทยว่าไม่จำเป็นต้อง ขึ้นหัวกระทู้ทุกกรณีก็ได้ ก็มีผู้ออกมาแย้งว่าผู้พูดตอบเกรียนๆมาหลายกระทู้แล้ว ดังนั้นคำพูดในกระทู้นี้ก็เชื่อถือไม่ได้ (โจมตีไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ถกเถียง)

การโจมตีบุคคลเป็น fallacy ที่พบได้บ่อยที่ สุดในโลกไซเบอร์ เมื่อการทะเลาะถกเถียงเกิดขึ้นในเว็บบอร์ด สิ่งที่เราพบคือประวัติส่วนตัวของฝ่ายหนึ่งจะเริ่มถูกขุดคุ้ยและประจานให้ เสื่อมเสีย หรือไม่ก็เล่นที่การใช้ภาษา (จัดเป็น Ad Hominem เช่นกัน เนื่องจากไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ถกเถียง) ทั้งนี้ไม่ได้กล่าวว่าความผิดที่กระทำไม่สมควรประจาน หรือภาษาที่ผิดไม่จำเป็นต้องตำหนิเพื่อแก้ไข แต่เราควรแยกแยะประเด็นให้ออกจากกันระหว่างการโจมตีที่ตัวบุคคลกับเรื่องที่ ถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากการโจมตีบุคคลจะทำให้การตัดสินมีอคติได้


Argumentum ad Hominem Tu Quoque – แกก็เหมือนกัน ดังนั้นฉันไม่ผิด

คือ Ad Hominem อีกรูปแบบที่พบได้มากไม่น้อยหน้ากัน พูดง่ายๆคือกล่าวว่าอีกฝ่ายเองก็(เคย)กระทำตรงข้ามกับสิ่งที่พูด ดังนั้นข้อความที่พูดออกมาจึงเชื่อถือไม่ได้ เช่น คุณหนุ่ยกล่าวว่าการ ดื่มเหล้านั้นไม่ดีต่อสุขภาพแต่ตัวคุณหนุ่ยเองก็ยังดื่มเหล้าอยู่ เด็กหญิงโหน่ยฟังแล้วก็คิดว่าสิ่งที่คุณหนุ่ยพูดนั้นไม่น่าจะถูกเพราะถ้าการ ดื่มเหล้าไม่ดีจริง ทำไมคุณหนุ่ยถึงยังดื่มล่ะ เมื่อเราพิจารณาดูแล้วอาจจะเริ่มคล้อยตามและมองว่าการให้เหตุผลของเด็กหญิง โหน่ยแบบนี้ไม่เห็นจะผิดตรงไหน จึงอยู่ที่ว่าการดื่มเหล้าทำให้คำพูดของนายหนุ่ยไม่น่าจะเชื่อถือแต่ไม่ได้ พิสูจน์ว่าข้อความที่นายหนุ่ยพูดนั้นเป็นสิ่งที่ผิด

ตัวอย่างกระทู้ห้องเฉลิมกรุงเกี่ยวกับการซื้อซีดีเถื่อน หรือโหลดเพลงจากอินเตอร์เนต

นาย A : การซื้อซีดีเถื่อนเป็นสิ่งที่ผิด เราไม่ควรสนับสนุนทุกรูปแบบ
นาย B : การโหลดเพลงจากอินเตอร์เนตก็มักง่ายเหมือนกัน ไม่ควรทำเพราะเป็นการส่งเสริมการละเมิดลิขสิทธิ์
นาย C : น่าจะมีกฎหมายที่ออกมาควบคุมเรื่องพวกนี้อย่างจริงจังเสียทีนะ
นาย D : แหม อยากถามว่าพวกที่ไม่เห็นด้วยๆกันเนี่ย ใช้วินโดว์แท้กันหรือเปล่าครับ ถ้าเปล่าก็อย่ามาพูดดีกว่า
นาย A, B, C : …..


การ ซื้อซีดีเถื่อน หรือโหลดเพลงจากอินเตอร์เนตเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าผู้พูดจะเคยซื้อ เคยใช้ของผิดลิขสิทธิ์ใดมาก่อนก็ไม่ทำให้ความจริงนี้เปลี่ยนแปลงไปได้


Strawman fallacy – หุ่นไล่กา

Strawman เป็นการโจมตีที่ช่องโหว่ของเหตุและผล กล่าวคือพยายามเบี่ยงประเด็นจากสิ่งที่โต้แย้งได้ยาก ไปสู่สิ่งที่มีช่องโหว่เยอะๆ ที่สามารถเถียงได้ง่ายกว่า หรืออาจจะเป็นการโจมตีบุคคลโดยดึงประเด็นที่อ่อนไหวมาขยายความให้ดูใหญ่โต และโต้เถียงได้ยาก อันเป็น fallacy ที่พวกเทพในเว็บบอร์ดชอบใช้เพื่อให้ตัวเองชนะ และยังเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นอีกวิธีหนึ่งด้วย

กระทู้รักชาติ

นาย A : ความคลั่งชาติเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก่อให้เกิดความรุนแรงต่างๆตามมาได้
นาย B : เพราะชาติทำให้ผมมีชีวิตได้อยู่ทุกวันนี้ หากจะให้ทำอะไรเพื่อชาติผมทำได้ทั้งนั้น จะว่าคลั่งชาติก็ได้ แล้วตัวคนพูดล่ะรักชาติหรือเปล่า ถึงได้มากล่าวว่าคนอื่นคลั่งชาตินั้นไม่ดี


จะเห็นได้ว่านาย A ไม่ได้พูดเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่รักชาติ แต่ถูกยกเป็นเป้าโจมตีขึ้นมาเฉยๆ

กระทู้เสียตัววันวาเลนไทน์

นาย A : ผมเห็นว่าเราคงห้ามไม่ให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กันในวันวาเลนไทน์ไม่ได้ เราควรรณรงค์ให้มีการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันโรคติดต่อและท้อง ก่อนวัยอันควร
นาย B : อ๋อ จะสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฟรีเซ็กส์ใช่ไหม แค่นี้ภาพลักษณ์ประเทศไทยก็แย่ไม่พอหรือไง! จะให้ยุให้เสียตัวกันในวันวาเลนไทน์เลยใช่ไหม


นาย A ยังไม่ได้พูดเลยว่าสนับสนุนการมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ เขาเสนอทางป้องกันอื่นที่อาจจะเหมาะสมกว่า แต่นาย B กลับยกขึ้นมาเป็นประเด็นที่ทำให้นาย A ถูกมองในแง่ลบ


References

จำนง ทองประเสริฐ. ตรรกศาสตร์: ศิลปะแห่งการนิยามความหมายและการให้เหตุผล. 2517. พิมพ์ครั้งที่ 5. แพร่พิทยา.
ปรีชา ช้างขวัญยืน. การใช้เหตุผล: ตรรกวิทยาเชิงปฏิบัติ. 2538. พิมพ์ครั้งที่ 4. สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชัชชัย คุ้มทวีพร. ตรรกวิทยา. 2534. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สมประสงค์ น่วมบุญลือ. หลักแห่งเหตุผล. เอกสารประกอบการสอนคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ปกรณ์ สิงห์สุริยา. เหตุผลวิบัติ. Site: http://gotoknow.org/post/tag/fallacy
David Roberts. Reasoning: Other Fallacies. Site: http://writing2.richmond.edu/WRITING/wweb/reason2d.html
http://atheism.about.com/library/FAQs/skepticism/blfaq_fall_poisoningwell.htm
http://www.nizkor.org/features/fallacies/index.html#index
http://gotoknow.org/blog/neutral/206114
http://www.fallacyfiles.org

------------------------------------------------------------------------

สุดท้ายนี้จขกท.ก็ต้องขออภัย หากไปกัดจิกใครเข้าจนรู้สึกแสบๆคันๆ (ตัวอย่างที่เกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ เรียนให้ทราบว่าจขกท.ไม่ได้คิดเองแต่ยกตัวอย่างมาจากตำราตรรกศาสตร์) ทั้งนี้ก็ขอให้เชื่อเถอะว่าพวกเราต่างใช้ fallacy ทุกๆวันโดยไม่รู้ ไม่รู้ว่าเป็นการใช้เหตุผลแบบไม่เหมาะสม ถามว่ามีข้อเสียไหม แน่นอนอยู่แล้ว การใช้เหตุผลอย่างไม่เหมาะสมจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาด นำไปสู่คำตอบที่ไม่สมเหตุสมผล หรือคำตอบที่ได้มาโดยมิชอบ (กึ่งบังคับให้ความเห็นอีกฝ่ายยอมจำนน) กระทู้นี้ก็หวังแค่ว่า ก่อนที่เราจะโต้เถียงกันเรื่องอะไรก็ขอให้พิจารณากันก่อนว่าเราใช้เหตุผล อย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ครับ

จากคุณ : Cryptomnesia - [ 2 มิ.ย. 52 17:01:48 ]


การ ใช้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล มันเกิดจากกลไกการป้องกันตัว(defend mechanism) เพื่อปกป้องความเชื่อ หรือปกปิดความผิดของตัวเอง แม้บางครั้งผู้พูดเองจะรู้ดีว่าสิ่งที่พูดไปไม่ค่อยสมเหตุสมผล แต่มันนึกออกได้แค่นั้นระหว่างพูดก็เลยต้องพูดออกไป โดยเฉพาะการข่ม หรือใช้อารมณ์ชี้นำ เพื่อให้ดูรุนแรง เพื่อกลบเหตุผลที่ด้อยกว่าของตัวเองไปซะ

แต่การใช้เหตุผลและตรรกะใน การโต้แย้งกัน มันก็ยังมีจุดอ่อน คือถ้าบางเรื่องเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตัว หรือประจักษ์มาด้วยสายตาตนเอง บางครั้ง ก็นำมาโต้แย้งได้ยาก เพียงเพราะมันไม่มีหลักฐานให้คนอื่นเห็น แต่จะให้ปฎิเสธว่ามันไม่จริงเพราะไม่สมเหตุสมผล มันก็คงขัดแย้งกับความเชื่อในใจอยู่ดี สุดท้ายแล้ว เราก็มักจะยึดเอาความเชื่อที่ประมวลผลจากประสบการณ์ตรง+ประสบการณ์แวดล้อม อื่นๆ มากกว่าเหตุผลที่อีกฝ่ายยกมา

สำหรับบางเรื่อง ก็ยอมรับว่า ผมเองมีการใช้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล(Fallacy) อยู่จริงๆ แต่ก็มักเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากหรือเกี่ยวข้องกับความรู้สึกซะมาก ก็พยายามจะหลีกเลี่ยงกระทู้แนวๆนั้น แม้หลายครั้งจะอดใจไม่ได้

แต่ การตอบกระทู้บ่อยๆ ก็เป็นการฝึกการใช้เหตุผลเหมือนกันนะ บางทีเขียนไปซะยืดยาว อ่านอีกครั้งก่อนกดส่งข้อความ ก็รู้สึกแปลกๆ ก็ต้องแก้ไข มีโอกาสตรวจสอบความคิดตัวเองมากกว่าการพูด ที่มีโอกาสไตร่ตรองน้อยกว่าเยอะ

จากคุณ : ....4จุด - [ 2 มิ.ย. 52 21:47:03 ]
เรื่องของการเมืองถือว่าเป็นเรื่องพิเศษ เพราะเป็นการต่อสู้ฟาดฟันกันด้วยอุดมการณ์ ข้อมูล เหตุผล ข่าวสาร หลักฐาน ความเป็นธรรม ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งที่เอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ซึ่งทำให้ต้องมีมารยาทที่พันทิประบุให้งดกระทู้หรือความเห็นที่มีลักษณะระบุไว้ดังนี้
1. การต่อว่าด่าทอ คนที่มีความเห็นไม่เหมือนท่านในกระทู้
2. ตั้งหรือใช้สมญานามที่มีลักษณะทำให้ผู้อื่นได้รับการ ดูถูก เสียดสี ประชดประชัน หรือ ได้รับความเกลียดชัง
3. เขียนแบบไร้ประโยชน์ อันได้แก่ เสียดสี ล่อเป้า ก้าวร้าว บิดเบือน ฯลฯ
4. หยิบข้อเขียนของคนอื่นมาตีความทีละคำแบบ หัวหมอ หรือ ศรีธนญชัย
5. ล้ำเส้นไปก้าวล่วงเรื่องส่วนตัวของบุคคลสาธารณะ
6. ห้ามใช้เวทีนี้ในการนัดชุมนุมใดๆ โดยเด็ดขาด
7. อนึ่งการหยิบยกสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือพระราชดำรัสมาอ้างอิง ถือว่าเป็นการกระทำที่อาจเอื้อมและไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง จึงขอห้ามโดยเด็ดขาดเช่นกัน

โดยStaff Adminนั้นจะต้องไม่ออกมาแสดงความเห็นชี้นำ หรือสนับสนุนการจัดกิจกรรมของสมาชิกใดๆเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใดๆ เพื่อให้การสนทนานั้นดำเนินไปด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มาตราการลงโทษต้องไม่สองมาตรฐานหรือเลือกปฏิบัติ เพื่อให้สมาชิกที่มาพูดคุยมีสำนึกรับผิดชอบในความเห็นที่ได้นำเสนอออกไป

ด้วย เหตุนี้Webboardทั่วไปจึงไม่สามารถใช้พูดคุยสนทนาเรื่องการเมืองได้ เนื่องจากติดขัดในปัญหาความไม่เป็นธรรมขึ้น เพราะStaffค่อนข้างมีอิสระในการออกความเห็นลงในบอร์ด

ดังนั้นถ้าเป็น เรื่องการเมืองบอร์ดราชดำเนินถือว่าเป็นธรรมที่สุด ดีที่สุดในขณะนี้ ที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยยกเนื้อหา ข้อมูล เหตุผลมาสู้กัน อารมณ์การสนับสนุนคัดค้านมีได้นิดหน่อยแต่อย่ามาก ทั้งยังมีระบบLoginสามารถตรวจสอบตัวตนเจ้าของความเห็นได้เพียงเว็ปบอร์ด เดียวเท่านั้น ไม่มีบอร์ดอื่นใดที่ไหนจะเข้าเกณฑ์ทั้งหมดนี้ได้อีกแล้ว เนื่องจากบอร์ดการเมืองที่เปิดกันซะส่วนใหญ๋มีWebmaster StaffหรือAdminที่แสดงจุดยืนทางการเมืองค่อนข้างชัดเจน เป็นที่รู้จักกันดีของนักเล่นบอร์ดการเมืองขาประจำ ทำให้ดึงดูดสมาชิกมาได้แค่บางฝ่ายเท่านั้น
ระบบการเรียงกระทู้ก็เป็นแบบLast Postไม่ใช่Last Replyเพื่อป้องกันการขุดกระทู้กลับขึ้นมาด้วยความเห็นที่ไม่สร้างสรรค์

คุณสมบัติของผู้ที่เป็นขาเก๋าได้
1.ออกความเห็นสร้างสรรค์ไม่ดูถูกผู้อื่น
2.มีข้อมูลสาระ+ตรรกะเหตุผล+หลักฐานอ้างอิงสนับสนุนประกอบ
3.ไม่ออกตัวสนับสนุนหรือคัดค้านความเห็นผู้อื่นโดยไม่มีข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมบ่อยมากจนดูราวกับเป็นบอทหรือA.I.
4.ไม่บ่ายเบี่ยงประเด็นโดยเอาความอคติส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
5.ไม่ยกเบื้องสูงมาพูดพร่ำเพรื่อจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม(เหมือนที่แป๊ลิ้มชอบทำอยู่บ่อยๆ

edit @ 16 Feb 2009 03:13:16 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

ข้อตกลงการเขียน Profile แนะนำตัว

สำหรับ BBS เรามีขอบังคับใหญ่ในการเขียน Profile แนะนำตัว ให้ถูกต้องและอ่านได้ใจความที่สุด จุดประสงค์หลักของการเขียน Profile ให้ถูกต้อง ก็เพื่อตรวจสอบว่าคุณมีความตั้งใจเข้ามาพูดคุยกับ เพื่อนๆหลายคนใน BBS แค่ไหนแหละเป็นการทำความรู้จักกับหลายๆคนว่า คุณชอบอะไรแบบไหน หรือมีนิสัยแบบไหนมีสายพลังแบบไหนกันแน่ เพื่อให้เกิดความสนินสนมและช่วยเหลือกันได้ ถ้าเพื่อนคนนี้ต้องการอะไรก็จะได้แบ่งปันให้ได้ถูก นิแหละค่ะที่เราต้องบังคับให้เขียน Profile กันให้ถูกต้องไง ค่ะ

ตัวอย่างข้อมูลส่วนตัว Profile ที่ถูกต้อง
ข้อมูลของฉัน
ฉันเป็นคนชอบดูการ์ตูนอนิเมชั่นและชอบหาข้อมูลทางเน็ต
ฉันชอบดูอนิเมชั่นหลายเรื่องเหมือนกันเช่น Hani Hani ~Operation Sanctuary และ nurse witch komugi และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย

1.งานอดิเรกของฉันคือเข้า Website ต่างๆ เพื่อหาโหลดภาพสวยๆจากการ์ตูนอนิเมชั่นมาเก็บสะสม
2. ชอบฟังเพลงจากอนิเมชั่นเรื่องต่างๆจาก ญี่ปุ่นมาก
3. ชอบเล่นเกมส์ Online หลายเกมส์ในไทยหลายเกมส์ส่วนมากจะเล่นเพื่อคุยกับเพื่อน
ฉันชอบไปนรวมกิจกรรมการ์ตูนกับเพื่อนๆเช่นงานการ์ตูนต่างๆงาน CosPlay
ข้อมูลของฉันก็มีอยู่แค่นี้แหละ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยน่ะ

*****

ข้อมูลหรือ Profile ที่สมัครไม่ผ่านหรือถูก Staff คัดออก

1. เขียนข้อความไม่ได้ใจความหรือเขียนอะไรมั่วๆมา หรือเขียนมาน้อยแบบไม่น่าอ่าน อันนิไม่ผ่านแน่นอน

2. เขียนที่อยู่บ้านเลขที่ตัวเองมาอันนิเจอบ่อยก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขียนมาทำอะไร เพราะเราก็ไม่ต้องการทราบที่อยู่คุณอยู่แล้ว

3. เขียนนิยาย เรื่องสั้น กาพย์กลอน ฟิคต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับ ข้อมูลส่วนตัวของคุณลงมา

4. เขียนแค่ข้อมูลว่าคุณทำอะไรมีหน้าทีการงานหรือเป็นคนดังมาจากเว็บไหนอะไร ทำนองนี้ สำหรับที่นี้ เรา เพื่อนทุกคนมีสิทธ์เท่ากันหมดเราไม่เลือกคนจากที่ว่าคุณคนดังมาจากไหนก็ตาม แต่ ข้อตกลงก็คือ ข้อตกลงค่ะและ

เพื่อนทุกคนเค้าก็ตั้งใจเขียน Profile เข้ามาเพราะแบบนันตั้งใจเขียนกันนิดน่ะค่ะ

จาก รูปแบบที่ทางบอร์ดประกาศมานี้ยังมีหลายท่านที่สำคัญความหมายของคำว่า ตัวอย่าง ผิดไป ซึ่งผมจะสรุปให้อ่านเป็นข้อๆว่าทำไมท่านถึงไม่ผ่าน และทำไมตอนนี้ การสมัครถึงต้องยุ่งยากขนาดนี้

1. ทำไมการสมัครถึงต้องยุ่งยากยังงี้ ?!

ตอบ เพราะทาง Webmaster และ Staff ผู้มีหน้าที่ตรวจ Profile ได้รับการติเตียนจากบอร์ดอื่นในเรื่องที่ว่า มีสมาชิกท่านหนึ่งไปก่อปัญหา จนมีเรื่องยุ่งยากตามมา จนเสื่อมเสียทั้งบอร์ด แล้วด้วยความที่ว่ากลุ่มบอร์ดที่ติเตียนทางเรามานั้น หาว่าบอร์ดเราสมัครง่ายเกินไป ทำให้มีสมาชิกไม่มีคุณภาพ ซึ่งก็บอกเลยว่า กลุ่มบอร์ดที่มาติเตียนเรานั้น เขาทำไม่สมควรเรื่องของบุคคลก็ส่วนบุคคลทำไมต้องมาเหมารวมทั้งบอร์ด ซึ่งทางWebmaster จึงได้ตัดปัญหาข้อนี้ โดยเพิ่มมาตราการคัดสมาชิกให้เข้มงวดยิ่งขึ้น สำหรับสมาชิกที่เข้ามาใหม่ จึงขอให้ทุกท่านเข้าใจและเห็นใจเขาด้วย

2. เรื่องที่หลายคนบ่นว่าทำไมสมัครทั้งที่กรอกมาดีแล้ว สมัครหลายครั้งแล้วถึงไม่ผ่าน

ตอบ เพราะว่าหลายท่านนั้นมาสมัครด้วยความตั้งใจจริงหลายต่อหลายครั้ง แม้จะไม่ผ่านก็พยายามแล้วพยายามอีก ซึ่งทางนี้พี่ที่มีหน้าที่ตรวจ Profile อยู่เขาก็ฝากขอบคุณมาด้วยแต่เขาบอกว่า ความรู้สึกขอบคุณนั้น ไม่อาจทำให้พี่เขารู้สึกเห็นใจ หรือว่าจะลดมาตราฐานการตรวจลงมาได้ ฉะนั้นผมจะแจงเป็นข้อย่อยๆว่าปัญหาที่เจอมากๆคืออะไร

2.1 ชื่อ-นามสุกล ใน Profile ตอนสมัครผมคิดว่าชื่อ-นามสกุลของท่านเองต้องกรอกอยู่แล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านจะกรอกมาอีกทำไม

2.2 ที่อยู่อันนี้ก็เจอประจำ แถมกฏก็บอกไว้แล้ว แสดงว่าไม่อ่านกันมาเลย

2.3 เรียนที่ไหน อันนี้ไม่ต้องบอกก็ได้ครับทางนี้ไม่ไปสอบสัมภาษณ์ท่านถึงที่เรียนแน่ๆ

2.4 ใส่เนื้อเพลงใน Profile รวมไปถึงการใส่นิยาย รึตำนานที่คุณสนใจลงมา ทางพี่เขามาตรวจ Profile นะครับไม่ได้มาร้องเพลง รึมาอ่านหนังสือให้ได้คลายเครียด

2.5 คุณมาจากเว็บอะไร ทำอะไรมาก่อน ไม่จำเป็นต้องมาบอกเพราะว่าที่นี่คือบ้านของสมาชิกบอร์ด ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน

2.6 พวก Profile ที่ใส่มามั่วๆ จับใจความไม่ได้ เนี่ยไม่ผ่านแน่นอนครับ เดี๋ยวข้อนี้มีตัวอย่างให้ดูตอนท้าย

2.7 ทำไมต้องมี 300 คำ เยอะจัง - กว่าจะเขียนหมดนะเนี่ย - เฮ้อ - สมัครหลายครั้งแล้วเนี่ย - พวกบ่นอะไรแบบเนี้ยเราจะถือว่าไม่ตั้งใจจริงครับ

2.8 สุดท้าย คำว่า ตัวอย่าง ไม่ใช่ให้คุณทำรูปแบบให้เหมือนของทางเรา ไม่ได้ให้คุณก๊อบ Profile ตัวอย่างของเรามาใส่ อย่างที่บอกเราอยากได้สิ่งที่ยืนยันว่าคุณเป็นตัวของคุณเอง ไม่ใช่สิ่งที่เขียนมาเพราะ ได้จากตัวอย่าง รึไปก๊อบจากที่ไหนสักที่มา



3. ทำไมที Profile ของสมาชิกเก่าบางคนยังเขียนแย่กว่าของผู้สมัครใหม่ที่ไม่ผ่านบางคน

ตอบ ข้อนี้เพราะว่าทางผู้สมัครชุดเก่านั้น เขาได้เข้ามาใช้งานบอร์ดก่อนที่จะเกิดปัญหา และพวกเขาได้พิสูจน์ตัวของพวกเขามาแล้วจากเวลาที่ผ่านมาเราจึงไม่เข้มงวดกับ คนเก่าๆมากนัก

edit @ 16 Feb 2009 03:15:04 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

เป็นบทความที่เขียนโดยอ้างอิงกับชีวิตในIRCของบอร์ดการ์ตูนชื่อดังครับ

พูด ถึง irc ก็ถือเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่เหล่าชาวinsiteมักเข้ามาพบปะคุยแลกเปลี่ยนความคิด กัน สร้างความพึงพอใจให้กับผู้เข้าไปเล่นหลายท่าน
แต่ช่วงหลังมานี่รู้สึกผู้เล่นหลายท่านจะมีปัญหาและคำครหากับ irc กันเยอะ โดยเฉพาะหลังเที่ยงคืน
เลยอยากจะขอชี้แจงอะไรบางอย่างเพื่อให้เข้าใจกันนะครับ

อนึ่ง- ถ้าคำพูดนี่ไปกระทบใครบางคนก็ขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วย ใจจริงเพียงแค่อยากจะตีแผ่ให้เป็นวิทยาธาณแก่ผู้ที่จะเข้าเล่น irc น่ะครับ ไม่ได้จะยกขึ้นมาประณามแต่อย่างใด และเหตุการณ์บางอย่างที่จะกล่าวนี่จะพูดโดยรวมไม่เจาะจงผู้ใด บางเรื่องอาจนำมาจากประสบการณ์ใน irc และ bbs จากตลอด3ปีที่เล่นมา
กระทู้ไม่ได้มุ่งหวังหาเรื่องผู้ใด หากแต่ต้องการแก้ภาพพจน์ในสายตาหลายท่านที่คิดว่าห้องนี้ช่วงดึกเป็นแหล่งซ่องสุม ~ ~

จะว่าไป irc ช่วงเช้าถึงก่อนเที่ยงคืนมักจะไม่ค่อยมีปัญหาใดๆ ถามว่าทำไม...
คำตอบเพราะส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มขาหลักและขาจรปนเปกันไปครับ ฉนั้นการพูดแต่ละคำจึงเน้นที่สุภาพเรียบง่าย แจกกระทู้น่าอ่าน
แต่ พอหลังเที่ยงคืนมา ซึ่งแน่นอนมันเป็นขาประจำ และอยู่โต้รุ่ง การพูดคุยก็อาจจะต่างจากตอนแรกไปบ้าง "แต่ผมไม่คิดว่ามันหยาบคายตรงไหน"
คำถาม- อะไรหรือที่คุณว่าหยาบคาย คำว่า เอ็ง ข้า _ ***หรือ?
ส่วน ตัวแล้วผมว่าไม่! มันจะไม่ใช่คำหยาบเลย ถ้า!ไม่ได้เอาไปด่าใคร กลับกัน มันเป็นคำที่ดูจริงใจที่เพื่อนสนิทใช้คุยกัน คุณก็คงเคยใช้คำนี้เหมือนกันใช่ไหมล่ะครับ
ช่วงดึกก็มีแต่กลุ่มสนิทกัน ไม่เพียงแต่ห้องนี้เท่านั้น ห้องไหนๆก็คุยแบบนี้กันนี่นะ เทียบกันแล้ว ห้องนี้ถือว่าสุภาพเยอะด้วยซ้ำ
ส่วน เรื่องแจกภาพนี่ไม่เถียง แต่อยากให้คิดว่าหลังเที่ยงคืนนี่มันเงียบอย่างป่าช้า ถ้าไม่มีอะไรพูดก็ต้องหาหัวข้อใช่ไหม อย่างที่บอกคนรู้จักกันทั้งนั้น ทำอะไรเลยอาจดูกันเองเกินไป และไม่ต้องห่วงครับ ไม่แจกคนนอกอยู่แล้ว แจกแต่วงใน
จริงอยู่คนใหม่เห็นอาจดูไม่สุภาพ แต่ก็ขอให้เข้าใจหน่อยนะครับว่าคำเหล่านั้นล้วนคุยกันเองทั้งนั้น ที่สำคัญไม่ค่อยได้ใช้บ่อย เพราะถึงจะดึกยังไงคนเล่นก็ต้องมีผู้ที่อาวุโสที่สุดแน่นอน คนที่พูดย่อมเกรงใจผู้นั้นเช่นกัน ไม่พูดพร่ำเพรื่อแน่ๆ ส่วนภาพก็ใช่ว่าจะแจกบ่อยๆ ไม่รวยขนาดนั้นหรอกเหวย
(ตกลงว่ามันหยาบตรงไหน? คำไหน?กระแสเหล่านี้มาจากไหนก็ไม่รู้ งงครับ~ ~)
แต่ พูดตรงๆนะ ผมแทบ ไม่เจอคนหยาบชนิดที่ว่าเ***้_ หรือ สั_ อะไรแบบนี้เลยสักครั้ง (ขอใช้แทบ เพราะบางทีก็มีหลุดมา แบบบ่นลอยๆคนเดียวซึ่งก็ไม่สลักสำคัญ ถ้านึกอารมณ์ไม่ออกก็ขอให้นึกว่าตัวเองเล่น winning ประมาณว่าเลี้ยงหลบโกว์อย่างสวยแล้วยิงชนิดที่ว่าออกยังยากกว่า แต่ดันยิงออกจริงแบบไม่น่าเชื่อ อารมณ์นั่นล่ะ บ่นลอยๆ) ผมเองก็เล่นircหลังเที่ยงคืนมากว่าปีแล้วไม่เจอสักครั้งคำหยาบ คำด่าเด็กใหม่

ไม่ทราบว่าไปได้ข่าวมาจากไหนครับ... ขออ้างถึงเนโอคนหนึ่งละกัน ย้อนไปเมื่อ2-3เดือนก่อน ช่วงROปิดด้วย จะเห็นได้ว่า irc เงียบยิ่งกว่าป่าช้าวัดดอน บางวันทั้งห้องมีกัน3คน ผม เนโอ @บอทจัง ต่างคนต่างเล่นไปแล้วก็ไม่มีใครเข้ามาเพิ่มสักคน พอตี4ตี5แยกไปหลับ
เผลอๆบางที10โมงมาเปิดยังไม่มีใครโผล่มาเลยสักคน เป็นแบบนี้เป็นกิจวัตรตลอด7วัน จันทร์ถึงอาทิตย์ สงบจนน่าหลับ
ตกลงว่าแล้วใครเป็นคนแจกข่าวลือเนี่ย.....
จริงๆเลยเชียว ~ ~ กลางคืนแทบไม่ต่างกลางวันนักหรอกครับ
เรื่อง หยาบนี่โอเคเคยเกิดจริง แต่นั่นก็สมัยที่ irc เพิ่งเปิดหมาดๆ แต่ก็เป็นแค่การทะเลาะกันเองของกลุ่มบุคคลเท่านั้น และ! ไม่ได้ด่ากันทุกวันนะครับ ~ ~ เลิกแล้วต่อกัน
แน่นอนว่าปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง แต่การทีตอนนี้มันกลับมาดีดังเดิมนี่กลับกลายเป็นว่าผู้คนขยาดปลาไปแล้วสินะ.....
ปากต่อปากหนอ เฮ้อ~

ใช่ อยู่ที่บางทีคำพูดอาจดูไม่ค่อยเข้าท่า แต่ท่านที่เข้าใหม่ต้องพิจารณาตัวเองด้วยว่าตัวเองทำตัวเหมาะสมหรือ คำว่า "เข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตาม" นี่จะนำมาใช้ก็ไม่เสียหลายครับ ทำอะไรขัดๆ กวนๆ บางทีก็สร้างความรำคาญแก่คนที่เล่นก่อนได้
แล้วถ้ามองตามความเป็นจริง ถ้าคนนอกเข้ามาทะเลาะกันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง คนกลุ่มในจะรุมหรือปกป้องกันเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ...

อีก เรื่องที่ควรรู้เพราะนี่คือกฎและมารยาท เรื่องของใดๆก็ตามที่พูดใน irc ถือเป็นสิ่งที่ "ไม่ควร" ที่จะนำมาขึ้นเวปบอร์ด กรณีนี้มีมานมนาน ปีที่แล้วผมก็เจอทะเลาะกันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้
จุดประสงค์หลักๆที่ออกกฎนี้ไว้ ก็เพื่อความสามัคคี!นะครับ
สังเกตเถอะ ลองเอาเรื่องไม่ดีใน irc มาโพสทีไร สร้างกระแสได้จม
จาก1แตกเป็น3กลุ่มหลักๆดังนี้
1. กลุ่มตามน้ำ เขาว่าอะไรก็เออออตาม เขาว่า***นี่ไม่ดี ก็... "เออไม่ดีเนอะ" กลุ่มนี้แนะว่าหาตุ้มหูเหล็กหนักสักตันมาสวมไว้จะดีกว่านะ "หูเบาเกินไป" ก่อนจะบ่นอะไรกรุณาดูรูปการณ์ให้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิด วิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ ถูกว่าตามถูกผิดว่าตามผิดสิ ไม่ใช่ว่าเขาว่าอะไรมาก็ตามไปซะหมด
2. กลุ่มเฉย ช่างเถอะ เบื่อ เซ็ง กลุ่มนี่ดี ฟังหูไว้หู ปล่อยไว้เดี๋ยวเรื่องก็จบ
3. กลุ่มคัดค้าน จะเอามาพูดทำไม เรื่องไม่เป็นเรื่อง ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ซาเอง กลุ่มนี่ดีสุดสำหรับความคิดผม เรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรไปใส่ใจอะไรมากมายให้หนักหัวนักหรอก เดี๋ยวมันก็จบไปเอง นึกซะว่าเป็นเพียงกระแสปลุกม็อบละกัน
ขอให้คิดด้วย ว่าการโพสในบอร์ดก็คล้ายกับการเอาระเบิดไปปาใส่อริกลางฝูงชน จริงอยู่คนๆที่คุณไม่ชอบอาจจะตายจริงแต่ว่าคนข้างๆคนนั้นย่อมได้รับผลกระทบ จากสะเก็ดและเจ็บไม่น้อยไปกว่ากันนะครับ
ช็อกเวฟหลังการระเบิดยังไม่ สิ้นสุด เพราะจะมีการกล่าวหาให้เสื่อมเสียชื่อเสียงตามมาด้วย จนบางทีผู้ไม่เกี่ยวข้องอะไรต้องมารับเคราะห์ด้วย คิดว่าทำแบบนี้แล้วมันคุ้มอีกไหม!

นอกจากนี้ผู้ตั้งกระทู้เองก็ด้วย
ควร พิจาณาให้ดีก่อนตั้งกระทู้ว่า "มันสมควรหรือเปล่า" ตามปกติแล้วเรื่องผิดใจใน irc ไม่ควร!อย่างยิ่งที่จะนำมาประจารใบบอร์ด เพราะนอกจากจะเสียทั้งสองฝ่าย ยังส่งผลถึงกลุ่มใหญ่ทั้งหมดด้วย
ทางที่ดี ควรคุยกันให้ดีก่อน ไม่ใช่ว่าเออออเอาเองว่าเขาไม่ดีแล้วรีบมาโพส ย้ำอีกครั้งคุยให้รู้เรื่องก่อน ถ้าคุยไม่รู้เรื่องจริงๆน่ะค่อยมาตั้งกระทู้ก็ได้ ไม่มีใครว่าอะไรแล้วคราวนี้ ~ ~
อีกเรื่องที่ควรรู้เพราะนี่คือกฎและ มารยาท เรื่องของใดๆก็ตามที่พูดใน irc ถือเป็นสิ่งที่ "ไม่ควร" ที่จะนำมาขึ้นเวปบอร์ด กรณีนี้มีมานมนาน ปีที่แล้วผมก็เจอทะเลาะกันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้
จุดประสงค์หลักๆที่ออกกฎนี้ไว้ ก็เพื่อความสามัคคี!นะครับ
สังเกตเถอะ ลองเอาเรื่องไม่ดีใน irc มาโพสทีไร สร้างกระแสได้จม
จาก1แตกเป็น3กลุ่มหลักๆดังนี้
1. กลุ่มตามน้ำ เขาว่าอะไรก็เออออตาม เขาว่า***นี่ไม่ดี ก็... "เออไม่ดีเนอะ" กลุ่มนี้แนะว่าหาตุ้มหูเหล็กหนักสักตันมาสวมไว้จะดีกว่านะ "หูเบาเกินไป" ก่อนจะบ่นอะไรกรุณาดูรูปการณ์ให้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิด วิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ ถูกว่าตามถูกผิดว่าตามผิดสิ ไม่ใช่ว่าเขาว่าอะไรมาก็ตามไปซะหมด
2. กลุ่มเฉย ช่างเถอะ เบื่อ เซ็ง กลุ่มนี่ดี ฟังหูไว้หู ปล่อยไว้เดี๋ยวเรื่องก็จบ
3. กลุ่มคัดค้าน จะเอามาพูดทำไม เรื่องไม่เป็นเรื่อง ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ซาเอง กลุ่มนี่ดีสุดสำหรับความคิดผม เรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรไปใส่ใจอะไรมากมายให้หนักหัวนักหรอก เดี๋ยวมันก็จบไปเอง นึกซะว่าเป็นเพียงกระแสปลุกม็อบละกัน
ขอให้คิดด้วย ว่าการโพสในบอร์ดก็คล้ายกับการเอาระเบิดไปปาใส่อริกลางฝูงชน จริงอยู่คนๆที่คุณไม่ชอบอาจจะตายจริงแต่ว่าคนข้างๆคนนั้นย่อมได้รับผลกระทบ จากสะเก็ดและเจ็บไม่น้อยไปกว่ากันนะครับ
ช็อกเวฟหลังการระเบิดยังไม่ สิ้นสุด เพราะจะมีการกล่าวหาให้เสื่อมเสียชื่อเสียงตามมาด้วย จนบางทีผู้ไม่เกี่ยวข้องอะไรต้องมารับเคราะห์ด้วย คิดว่าทำแบบนี้แล้วมันคุ้มอีกไหม!

นอกจากนี้ผู้ตั้งกระทู้เองก็ด้วย
ควร พิจาณาให้ดีก่อนตั้งกระทู้ว่า "มันสมควรหรือเปล่า" ตามปกติแล้วเรื่องผิดใจใน irc ไม่ควร!อย่างยิ่งที่จะนำมาประจารใบบอร์ด เพราะนอกจากจะเสียทั้งสองฝ่าย ยังส่งผลถึงกลุ่มใหญ่ทั้งหมดด้วย
ทางที่ดี ควรคุยกันให้ดีก่อน ไม่ใช่ว่าเออออเอาเองว่าเขาไม่ดีแล้วรีบมาโพส ย้ำอีกครั้งคุยให้รู้เรื่องก่อน ถ้าคุยไม่รู้เรื่องจริงๆน่ะค่อยมาตั้งกระทู้ก็ได้ ไม่มีใครว่าอะไรแล้วคราวนี้ ~ ~

อืมแล้วอีกเรื่องที่เจอมาบ่อยๆและหลายบอร์ดคือผลลูกโซ่จากกระทู้ ซึ่งก็คือ...การแสดงอาการ...งอน...
กระทู้จะเป็นแนวขอความเห็นใจ...
พูดตรงๆเห็นกระทู้ประเภทนี้แล้วเซ็ง กล่าวหลักๆเลยการงอนจะมีงอน2แบบ
1. งอนประเภทที่ว่าหนีหน้า ประมาณว่า จากนี้ไปนะจะไม่เข้าอีกเลย จะไม่ยุ่งด้วยแล้ว
-หึหึ จะหนีก็เรื่องของท่านเถอะครับ ตามใจเถิด นิมนต์เลยโยม ผมไม่ได้บังคับอยู่แล้ว ไม่ได้เอาโซ่ล่ามหน่วงเหนี่ยวไว้
เรื่องมันเกิดที่ท่าน ท่านจะจบยังไงก็เรื่องของท่านนี่ จะรำพึงรำพันอะไรให้คนอื่นเขาทำไมล่ะครับ
ไม่เข้าใจ ผิดยอมรับ ถูกยอมรับ เรื่องก็จบโดยดี คนเขาก็ไม่ว่าอะไรแล้วแท้
อ้อนมากๆจากรักจะเป็นชังได้ง่ายๆนะครับ

2. งอนแล้วชอบว่าจะฆ่าตัวตาย
-เออ จะตายก็เรื่องของเอ็งเถอะ(วะ) บอกตามตรงเกลียดประเภทนี้มาก! จะตายก็ตายเลย! จะมาบอกทำไม ไม่ต้อง! หรือกลัวไม่ตายดีแล้วจะให้ไปช่วยซ้ำหรือไง ส่วนใหญ่ก็แค่ประชดแหล่ะน้า
ขนาดชีวิตคุณพี่เองตัวเองคุณพี่ยังไม่รักแล้วแบบนี้จะหวังให้คนอื่นมารักคุณพี่อีกหรือฮะ
คน ที่ฆ่าตัวตายโดยมากมักถูกเรียกว่าเป็นพวกสิ้นคิด แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ เป็นพวกไม่มีหัวคิดต่างหาก การตายหนีปัญหาไม่ใช่ความกล้า แต่เป็นความขี้ขลาด ไม่กล้าแม้แต่จะสู้กับปัญหาที่ตัวเองเจออยู่...
มีคำเปรียบเทียบว่าสัตว์สี่เท้ายังรักชีวิต แล้วทำไมเป็นคนกลับไม่รักชีวิต
จริง อยู่ แต่จริงๆมันยิ่งกว่านั้นครับ ไม่แค่สัตว์สี่เท้าหรอกครับ กระทั่งสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำเซลล์เดียวที่ต่ำกว่าอย่างอมีบาที่ไม่มีสมองคิด มันยังรักชีวิตตัวเองเลย มันพยายามปรับตัวหาอาหารเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด แม้ว่าจะลำบากยังไง มันก็ยังดิ้นรนจนชีวิตหาไม่
แต่นี่อะไร!? คนที่มีอะไรพร้อมกลับอยากตาย...น่าขำ มีความคิดดีกว่าใครแท้แต่กลับคิดอยากตาย อายอมีบาบ้างไหมล่ะ?
สำ เนียกไว้บ้าง ว่านอกจากบุญคุณผู้ปกครองพ่อแม่เท่านั้นที่ลำบากดูแลเราแล้ว ยังมีผู้อื่นอีก ทหารที่ยอมสละชีพตัวเองให้ประเทศชาติที่คุณอยู่ปลอดภัย ตำรวจเสี่ยงชีวิตปราบโจรที่จ้องทำร้ายคุณ แพทย์ที่เป็นห่วงดูแลคุณยามป่วยไข้ทั้งๆที่ไม่ใช่ญาติเงินก็ได้แค่30บาท ~ ~ อาจารย์ที่เฝ้าเสี้ยมสอนอีก มีแต่คนคอยช่วยเหลือเป็นห่วงแบบนี้ยังหน้าด้านอยากตายอีกก็ไม่รู้จะว่าไง แล้ว

แต่ถ้าอยากตายจริงนะ แนะนำว่าหาวิธีที่ได้ผล100%นะ ไม่งั้นรอดมา พิษจากการที่เราไม่ตายนั้นจะสร้างความเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมจนคุณอยากตาย อีกรอบแน่ๆ รับรองเลย คำนี้ฟังมาจากหมอผู้เคยเห็นเหตุการณ์และช่วยเหลือคนฆ่าตัวตายมาก่อน
อ้อ อีกเรื่องถ้าจะตายจริงกรุณาเลือกที่ตายด้วยนะ อย่าให้เป็นภาระคนเบื้องหลังและคนรอบข้าง อย่างเช่นพวกโดดตึกเนี่ย สงสารคนข้างล่างบ้างบ้านใครเป็นบ้านใครไม่รู้ แขวนคอก็ดีอย่าทำในบ้านเช่านะ เดี๋ยวเขาขายไม่ออก
ถ้าจะตายก็โน่นละ ป่าช้าโลด ฝังง่ายเลย อ้อ บริจาคร่างกายก่อนตายก็ดีนะ ทำประโยชน์ซะบ้าง ตกนรกจะได้ลดโทษสักนิดหนึ่งก็ยังดี หึหึ

เอา ล่ะๆ นอกเรื่องมาเยอะ ท้ายสุดก็ขอสรุปเลยละกัน ว่า การใช้ irc ผมต้องขอร้องเลยทั้งฝ่ายในห้อง และคนเข้าใหม่ด้วยนะครับ อยากให้ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันหน่อยน่ะครับ
ฝ่ายในห้องก็พูดกับเค้าดีๆหน่อย เห็นคนเข้าเยอะๆ ลดอัตราการใช้ภาษาพ่อขุนลงสักนิดนะครับ
ฝ่าย เข้าใหม่ก็เช่นกันดูให้ดีก่อนว่าเค้าคุยอะไร คุยกับใคร คนในห้องมีหลายคน บางทีเขาอาจคุยกับเพื่อนอยู่ก็ได้ อาจบังเอิญที่ว่าเขาใช้ภาษาที่พวกคุณคิดว่าหยาบคาย ถ่อย แล้วคุณดันคิดไปเองว่าเขาใช้มันในการด่าคุณ ทั้งๆที่ไม่ใช่เลย อันนี้ขอให้เข้าใจตัวเองด้วย
staffใจดีอยู่แล้ว เขามีเหตุผลพอ ไม่เตะมั่วซั่ว ถ้าคุณไม่พอใจก็พูดมาตรงๆเถอะครับ จะได้ทำตัวถูกๆ ต่างฝ่ายต่างพึ่งเจอกัน อาจไม่กินใจบางเรื่องใครจะรู้
แล้วอะไรที่ปล่อย วางได้ก็ปล่อยเถิด อะไรที่คิดว่าทนด้านได้ก็ทนเถิด โดนบ่นนิดด่าหน่อยไม่ตายดอก ใครเล่นircล้วนเคยโดนมาทั้งนั้น พอชินก็จะรู้ว่า irc มันไม่เป็นอย่างที่หลายๆท่านคิด
อย่างน้อยก็คิดว่าเป็นการฝึกก็ได้ครับ เพราะสังคมวัยทำงานพวกเราต้องรับกับแรงกดดันที่โหดกว่านี้เยอะแน่
อ้อ ทิ้งท้ายอีกเรื่องครับ บางเรื่องที่โพสมาที่เกี่ยวพันลึกซึ้ง อยากให้ผู้อ่านกรุณาใช้ "วิจารณญาณ" ให้ดีว่าอะไรเป็นมายังไง ถูกหรือผิด ถูกว่าตามถูก ผิดว่าตามผิด ไม่ใช่ไม่ชัวร์แล้วว่าตามๆกัน แบบนี้ก็แย่กันสิฮะ ~ ~;;
ขอบคุณ(และขออภัยด้วยถ้าคำพูดที่ใช้รุนแรงเกินไปหรือกระทบใคร)

ขอขอบคุณบทความโดยคุณK.W.Eแห่งInsitecartoonครับ

edit @ 16 Feb 2009 03:15:49 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

มารยาททั่วไปต่างๆเมื่อเข้าไปยังห้องคุยIRC
1.ถ้ามาใหม่แนะนำตัวหน่อยจะดีมากเพื่อจะได้เข้ากันได้เร็วขึ้น
2.อย่าพยายามกวนใจคน ที่เขาไม่อยากพูดด้วยและอย่ากวนคนในห้องขอให้พูดกันเหมือนเพื่อนหน่อย(โดย เฉพาะการซิบ ใครก็ตามที่ไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาซิบสามารถSet Awayกันไม่ให้ใครเข้ามาซิบรบกวนได้ โดยขอให้ระบุไว้ที่ชื่อหน่อยว่าได้Set Awayไว้ คนอื่นๆจะได้ไม่มากวนครับ )
3.พยายามอย่าใช้คำไม่สุภาพ หรือเล่นอะไรที่เกินงามบน ห้องนั้น โดยเฉพาะสมาชิกเก่าที่คุ้นเคยกับห้องคุยมานาน(มีบทเรียนมาเยอะแล้ว โดยเฉพาะกับสมาชิกใหม่ผู้ที่Sensitiveต่อคำพูดที่พิมพ์ไป)
4.การจีบกัน หรือ จะม่อกันอะไรขอให้เกรงใจคนอื่นที่อยู่ในห้องด้วยถ้าคนที่ถูกม่อเขาไม่เล่น ด้วยกรุณาอย่าไปเล่นกับเขา ช่วยเกรงใจกันด้วยครับ และผู้ใดที่จะจีบกันขอให้ ซิบ เท่านั้น อย่ามาจีบกันหน้าห้อง
5.Script ต่างๆไม่จำเป็นอย่าใช้ในห้องคุยที่มีคนเยอะๆนะครับเกรงใจชาวบ้านหน่อย ถ้าจะใช้ในห้องอื่นไม่ว่าครับแต่ของว่าอย่านำไปใช้ที่ห้องใหญ่ๆทั่วไปอย่าง ห้อง #Services ที่เป็นห้องหลัก เพราะมันจะเละเทะครับแถมยังส่งผลเสียต่อServer IRCที่ให้บริการอีกด้วย
6.กรุณางดขอaccess(@)ในห้อง ทางผู้คุมห้องจะให้คุณเอง ถ้ามีเหตุการณ์จำเป็น
7.กรุณาอย่าFloodข้อความใน ห้องคุยIRCถ้าไม่จำเป็น เพราะจะส่งผลเสียต่อServer IRCครับ ถ้าFloodเกินLimitท่านจะถูกทางServer IRC Kickออกจากห้องคุยโดยอัตโนมัตินะครับ
8.หากไม่พอใจใครในห้องคุยIRC เช่น มาซิบพูดคุยโรคจิตเสียมารยาท ฯลฯ ขอให้ซิบแจ้งคนมี@เพื่อให้ช่วยใช้KickหรือBanจัดการให้ครับ
9.กรุณาใช้ชื่อเข้ามาในห้องคุยIRC เพียงชื่อเดียวนะครับ อย่าใส่เข้ามาหลายชื่อละเพราะมันคือการCloneโดยไม่จำเป็นครับ
10.ถ้าคุณจะคิดจะโฆษณาข่าวสำคัญๆ ขอให้ติดต่อกับทาง IRC Op. Adminของห้องคุย #Services นะครับ
11.ที่ห้องคุยเราต้อนรับผู้ที่เข้ามาเยือนห้องทุกท่านไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะมาเข้าห้องทิ้งชื่อเพื่อสืบราชการลับ(เก็บLog)ในห้องคุย หรือจะมาโฆษณาอะไรก็เชิญเลยครับ ขอเพียงรักษามารยาทตามที่ระบุข้างต้นก็พอแล้ว
12.เรื่องที่พูดคุยกันในIRCกรุณาอย่านำมาเผยแพร่ลงบอร์ดไม่ว่าจะเป็นบอร์ดไหมก็ตามนะครับ
13. เมื่อถามข้อมูลหรืออะไรก็ตาม แล้วเกิดไม่มีใครตอบ(เงียบ ไปจนถึงไม่สนใจ) คุณจะถามซ้ำก็ได้แต่อย่าเยอะ (เอาอีกรอบก็น่าจะพอ เผื่อรอบแรกคนไม่ทันมอง) เพราะการที่ไม่มีคนตอบ มีความหมายว่า ไม่รู้ หรือ ไม่ตอบ หรือไม่ต้องการตอบ หรือกำลังซิบคุยติดพันในเรื่องอื่นๆ อยู่ มิใช่เขารังเกียจไม่ต้อนรับคุณนะครับ อย่าได้บ่นน้อยใจคนในห้องละ การที่ถามประโยคเดิมๆซ้ำๆซากๆ นอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว อาจจะยิ่งก่อให้เกิดความรำคาญต่อคนอื่นอีกด้วย

edit @ 16 Feb 2009 03:16:55 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

เพิ่งจะมีเสวนาเรื่องนี้ไป จัดโดย PANTIP และผู้ร่วมเสวนา เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 47 ณ โรงแรมเอเชีย

การ เสวนาเริ่มในเวลาประมาณ 13:45 โดย PANTIP นำเสนอแนวทางเบื้องต้น โดยนำเสนอข้อดี-ข้อเสียของระบบปัจจุบัน และเสนอระบบใหม่สองแบบรวมทั้งฝากข้อพิจารณา ให้กับที่ประชุมดังนี้

ก) ระบบปัจจุบัน : กระทู้ได้รับการดูแลโดยทีมงานร่วมกับอาสาสมัครที่มีคุณวุฒิโดยทีมงานเป็นผู้เชิญ
ข้อดี
- สามารถประกันคุณภาพของบอร์ดได้ผ่านทางการคัดสรรผู้ดูแลและอาสาสมัคร
ข้อเสีย
- เป็นวิธีปฎิบัติแบบรวมศูนย์ สมาชิกไม่มีส่วนร่วมโดยตรง ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจฝ่ายปฏิบัติได้ง่าย

ข) เสนอระบบใหม่แบบที่ 1 ระบบเลือกตั้งตัวแทน : ในระบบนี้ ตัวแทนที่จะมาดูแลกระทู้ของแต่ละห้อง มาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิก ซึ่งตัวแทนจะเป็นผู้พิจารณาลบกระทู้
ข้อดี
- สามารถประกันคุณภาพของบอร์ดได้ผ่านทางการเลือกตั้งตัวแทนของแต่ละห้อง
- สมาชิกเป็นผู้กำหนดบรรยากาศในบอร์ดโดยผ่านทางการเลือกแนวคิดของตัวแทน
ข้อเสีย
- การเป็นตัวแทนดูกระทู้เป็นภาระที่หนักอาจไม่มีผู้สนใจเป็นตัวแทน
- ในกรณีฉุกเฉินแต่ตัวแทนไม่อยู่บนออนไลน์อาจทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า
- ห้องราชดำเนิน หากตัวแทนเทน้ำหนักไปทางขั้วการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่งอาจทำให้ทั้งบอร์ดไม่เป็นกลางได้
- ตัวแทนอาจท้อเพราะการดูแลกระทู้เป็นภาระที่หนักและน่าเบื่อ จนสุดท้ายบอร์ดอาจต้องเสียคนที่มีคุณภาพไป เพราะอาสาเป็นตัวแทนและต้องพบกับปัญหาจนอยากเลิก

ค) เสนอระบบใหม่แบบที่ 2 ระบบลูกขุน : ในระบบนี้ ให้สมาชิกที่สนใจสมัครเป็นลูกขุน จำนวนมากเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด และเมื่อมีผู้แจ้งลบกระทู้ ระบบจะสุ่มชื่อลูกขุนที่ออนไลน์ในขณะนั้นขึ้นมา 50 ชื่อและส่งข้อความไปแจ้งให้เข้ามาดูกระทู้ที่เป็นปัญหา จากนั้นลูกขุนที่กลับเข้ามาเร็วที่สุด 5 คนแรกจะเป็นผู้ลงคะแนนตัดสินประเด็นนั้นๆ
ข้อดี
- บรรยากาศในบอร์ดได้รับการดูแลจากผู้ที่อยู่ในบอร์ดโดยตรง
- หน้าที่ลูกขุนไม่ใช่หน้าที่ประจำ จึงไม่หนักจนเกิดความน่าเบื่อ
- สามารถปฏิบัติการได้เร็ว เนื่องจากอาศัยผู้ที่ออนไลน์อยู่ในขณะนั้น
- เนื่องจากการใช้ระบบสุ่มทำให้การเอียงในแนวคิดทางการเมืองไม่เกิดขึ้น
ข้อเสีย
- มาตรฐานในการดูแลกระทู้จะไม่คงตัวแต่แกว่งไปมาตามแนวคิดของลูกขุนที่ถูกสุ่ม

ง) ข้อฝากพิจารณาทั่วไปที่ PANTIP ฝากให้วงเสวนา
- หากเปลี่ยนใช้ระบบลูกขุน กฎ กติกา มารยาท ควรเก็บไว้หรือไม่ หรือจะอาศัยวิจารณญาณของลูกขุนล้วนๆ
- หากมีกระทู้ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี หรือผู้เสียหายขอให้ลบออก แต่ลูกขุนเห็นว่าควรเก็บไว้ จะมีแนวทางต่อสู้ทางกฎหมายอย่างไรจึงจะเก็บกระทู้ไว้ได้
- กระทู้ลักษณะใดบ้างที่อนุญาตให้ทีมงานลบได้เลย ( เช่น หมิ่นฯ , ลามกอนาจาร , ขายของ ... )
- หากใช้ระบบลูกขุนแล้วบรรยากาศในบอร์ดแย่ลงจะทำอย่างไร มีวิธีการประเมินผลหรือไม่
- มีรูปแบบองค์กรตามกฎหมายไทยแบบใดที่รองรับเวทีสาธารณะได้เหมาะสมที่สุด

จากนั้นได้เปิดเวทีให้กับวงเสวนาโดยมีได้รับข้อเสนอต่างๆ ดังนี้

ข้อเสนอจากการเสวนา
- ระบบลูกขุน เป็นคำที่ใช้ในระบบศาล ซึ่งอาจดูไม่เหมาะสมเนื่องจากจะทำให้ไปเกี่ยวข้องกับคำอื่นๆ อีกมาก เช่น จำเลย อันจะมีผลให้การแสดงความคิดเห็นไม่เป็นไปโดยอิสระ ไม่เป็นธรรมชาติของสังคมจะเกิดการเกร็ง ทำให้เป็นเหมือนการถูกบิดเบือนเสรีภาพโดยทางอ้อมจึงขอเสนอให้ใช้คำอื่นแทนคำ ว่า "ลูกขุน" (แต่ในการเสวนา จะขอใช้คำว่า"ลูกขุน" ไปก่อน จนกว่าจะได้คำที่เหมาะสมกว่า)
- วิธีการแบบเลือกตั้งตัวแทนไม่น่าจะได้ผล เพราะ จะเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก, การตัดสินที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่เป็นกลาง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะสมาชิกซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนจะหลีกเลี่ยงการมีอคติ (bias) ไม่ได้
- ระบบลูกขุนแม้มีข้อเสียเพียงข้อเดียว ในเรื่องที่มาตรฐานในการสั่งลบกระทู้แกว่งไปมาตามมาตรฐานของลูกขุนที่ถูก สุ่ม แต่ก็เป็นข้อเสียที่สำคัญเนื่องจาก ทำให้ผู้เขียนกระทู้เสียความรู้สึกมาก เพราะมีผลให้กระทู้ลักษณะเดียวกัน บางครั้งก็ถูกลบ บางครั้งก็ไม่ถูกลบ
- เสนอวิธีที่ 4 คือใช้วิธีนับการคลิกโหวตให้ลบจากสมาชิก เพื่อลบกระทู้หรือข้อความโดยอัตโนมัติ ซึ่งจำนวนเสียงที่โหวตจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของประเด็น เช่น กระทู้หมิ่นฯ ให้ถูกลบได้โดยอัตโนมัติ เมื่อมีสมาชิกคลิกครบ x คน, กระทู้หยาบคาย จำนวน y คน, กระทู้ขายของ จำนวน z คน ฯลฯ โดยสมาชิกทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน รวมไปถึงหากมีสมาชิกที่คิดว่าประเด็นดั้งกล่าวไม่ควรถูกลบก็สามารถมาให้ คะแนนคัดค้านการลบเพื่อช่วยกระทู้ได้โดยมีการคืนคะแนนให้ในอัตราส่วนเดียว กับการสั่งลบ ซึ่งวิธีนี้อาจมีปัญหาว่า สมาชิกพรรคการเมืองหนึ่ง รวมหัวกันลบความเห็นที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามจนกระทู้หายไปจากบอร์ดทั้งหมด ในจุดนี้อาจแก้ได้โดยการตัดแต้มสมาชิกที่สั่งลบกระทู้โดยไม่มีเหตุผลควบคุม อีกชั้นหนึ่ง นอกจากนั้นยังอาจอาศัย ผู้ใช้บริการทั่วไปที่ไม่ใช่สมาชิกด้วย แต่ให้มีน้ำหนักต่างกัน เช่น หากสมาชิกแจ้งลบ จะถูกหัก 10 คะแนนต่อครั้ง ขาจรผู้อ่านพบทั้งใช้บัตรผ่าน หรือไม่ได้ขอรับบัตรผ่าน เมื่อแจ้งลบจะมีน้ำหนักเพียง 1 คะแนน เป็นต้น
- น่าจะให้สมาชิกร่วมกันร่างกฎ 10 ข้อที่เป็นเหตุผลการแจ้งลบ (อาจจะด้วยการโหวต) แต่จะต้องมีคำอธิบายขอบเขตหรือคำจำกัดความที่ชัดเจน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในการตัดสินใจลบ
- กระทู้ที่ถูกลบไม่ควรหายไปจากหน้าเว็บเลย แต่ควรมีหัวข้อกระทู้ทิ้งไว้แต่เมื่อคลิกเข้าไปให้พบข้อความแจ้งว่าถูกโหวต ให้ลบจากสมาชิกด้วยเหตุผลใด และมีคะแนนเป็นเอกฉันท์หรือไม่ หากไม่ด้วยอัตราส่วนเท่าไรให้แจ้งให้ชัดเจน
- ควรให้สมาชิกโหวตเลือกกติกามารยาทที่จะใช้ ควรจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย และตามความเหมาะสมของแต่ละห้อง
- จัดห้องต่างหากให้ "ลูกขุน" ได้เข้าไปทำงาน (URL พิเศษ) และเสนอให้เพิ่มสัญญลักษณ์แจ้งสถานะของกระทู้ในขณะนั้น เช่น เมื่อกำลังถูกเพ่งเล็งโดยมีผู้แจ้งลบ ให้มีสัญลักษณ์ไฟเหลืองปรากฏ และเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อคะแนนใกล้หรืออยู่ในเกณฑ์ที่จะถูกลบ
- เสนอให้มี "ลูกขุนถาวร" โดยการเสนอตัวหรือคัดเลือกจากผู้ที่มีวุฒิภาวะในแต่ละโต๊ะ ทำหน้าที่ต่อเนื่องเสริมกับลูกขุนทั่วไป โดยมีการถ่วงน้ำหนักการตัดสินใจแต่ละกระทู้
- กระทู้หรือข้อความที่ไม่ถูกและไม่ผิดอย่างชัดเจน ขอให้ถูกตัดสินใจขั้นสุดท้ายโดย Pantip
- เห็นว่าระบบลูกขุนยุ่งยากและไม่ดีไปกว่าวิธีเก่า ทั้งเรื่องการทำให้โปร่งใส และการทำให้ได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน เพราะลูกขุนสามารถ lobby กันเองได้ ดังนั้นจึงไม่ควรให้ลูกขุนทราบตัวลูกขุนคนอื่นๆ และต้องไม่สามารถคุยกันได้
- อาจเกิดการใช้พวกมาลบกระทู้ เช่น กระทู้ที่น่าหมั่นไส้จากคนที่มาใหม่ อาจถูกสมาชิกในโต๊ะ รุมเลือกให้ลบออกไป ทำให้เกิดบรรยากาศมาเฟีย เล่นพรรคเล่นพวก
- PANTIP ไม่ควรลอยตัว เพราะอย่างไรก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในที่สุด ดังนั้นการลบกระทู้โดยวิธีใดก็ตาม PANTIP ต้องคงสิทธิในการวีโต้เอาไว้
- หากใช้วิธีตัดคะแนน กระทู้ที่ถูกโหวตให้ลบควรโยกย้ายมาไว้ที่ห้องพักกระทู้ (recycle bin) โดยยังไม่เกิดการลบจริงๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ Pantip สามารถเข้าไปตรวจสอบได้
- หากมีการใช้ระบบลูกขุน***ส่วนของลูกขุน ควรมาจากอัตราส่วนของขาประจำในห้องนั้นๆ จำนวนหนึ่งและจากห้องอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจความเป็นไป และวัฒนธรรมของห้องนั้นๆ
- อาจให้มีกติกาที่แตกต่างกันไปในแต่ละห้อง แล้วแต่ลักษณะเนื้อหาและสมาชิก
- อาจให้การแสดงความคิดเห็นบนบอร์ดเป็นไปโดยเสรี 100% ไม่ต้องมีการควบคุมใดๆ
- ที่เสวนามาคำว่าลบกระทู้หมายถึงลบเฉพาะความคิดเห็นนั้นๆ แต่ใช้คำว่าลบกระทู้โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน

จากคุณ : PANTIP.COM - [ 29 มิ.ย. 47 17:09:57 ]

นี่คือความเห็นเพิ่มเติมจากทางสมาชิกครับ

ผมสนับสนุนระบบ random มากกว่า แบบโหวตครับ
------------------
ค) เสนอระบบใหม่แบบที่ 2 ระบบลูกขุน : ในระบบนี้ ให้สมาชิกที่สนใจสมัครเป็นลูกขุน จำนวนมากเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด และเมื่อมีผู้แจ้งลบกระทู้ ระบบจะสุ่มชื่อลูกขุนที่ออนไลน์ในขณะนั้นขึ้นมา 50 ชื่อและส่งข้อความไปแจ้งให้เข้ามาดูกระทู้ที่เป็นปัญหา จากนั้นลูกขุนที่กลับเข้ามาเร็วที่สุด 5 คนแรกจะเป็นผู้ลงคะแนนตัดสินประเด็นนั้นๆ
ข้อดี
- บรรยากาศในบอร์ดได้รับการดูแลจากผู้ที่อยู่ในบอร์ดโดยตรง
- หน้าที่ลูกขุนไม่ใช่หน้าที่ประจำ จึงไม่หนักจนเกิดความน่าเบื่อ
- สามารถปฏิบัติการได้เร็ว เนื่องจากอาศัยผู้ที่ออนไลน์อยู่ในขณะนั้น
- เนื่องจากการใช้ระบบสุ่มทำให้การเอียงในแนวคิดทางการเมืองไม่เกิดขึ้น
ข้อเสีย
- มาตรฐานในการดูแลกระทู้จะไม่คงตัวแต่แกว่งไปมาตามแนวคิดของลูกขุนที่ถูกสุ่ม
---------------------
ผมขอเสนอทางแก้ข้อเสียครับ ต้องทำให้มาตรฐานไม่แกว่งครับ
โดย ที่หาก 5 คนแรกที่เข้ามาโหวตให้ลบกระทู้แล้ว ก็สามารถให้ 45 คนที่เหลือที่มาจากการสุ่มยังสามารถเห็นกระทู้ โดยความเห็นของ 5 คนแรกรวมกับ 10 คนถัดมาเห็นว่าไม่ควรลบก็ควรให้กระทู้กลับมาได้
เช่น 5 คนแรก 3 คนเห็นว่าควรลบก็ลบไปก่อน แต่ 45 คนที่เหลือยังมีสิทธิอ่าน พออีก 10 คนถัดมาเห็นว่าควรลบ 3 คน รวมแล้ว 7 คน ก็ให้กระทู้นั้นกลับมาใหม่ครับ
แบบนี้ผมว่ามาตรฐานในการแกว่งจะลดลงครับ


ส่วนเรื่องหากพันธ์ทิพย์ถูกฟ้องร้องผมว่า ทางพันธ์ทิพย์มีสิทธิลบได้เองครับ คงไม่ต้องมาถามคนเล่นแล้วครับ

จากคุณ : south - [ 29 มิ.ย. 47 21:24:30 A:211.30.40.103 X: ]

สมาชิก ควบคุมกันเองก็ดีนะครับ

ผมว่า ถึงจะเล่นพรรคเล่นพวก ... ก็ไม่ต่างจากพรรคการเมืองหรอกครับ ถ้าคุณสามารถรวบรวมสมัครพรรคพวกได้มากพอ ก็สามารถยึดครองสภาได้

แต่ ใช่ว่าจะยึดได้ถาวร เพราะผู้ที่ไม่ใช่คณะรัฐบาลหุ่น ก็สามารถใช้สิทธืของฝ่ายค้านในการขอความไม่ไว้วางใจ ขอยกเลิก ขอแปรญัตติ จากลบเป็นไม่ลบ ฯลฯ ได้ รวมทั้งล้มพรรคการเมืองเก่านั้นได้

ระบบรัฐสภาพันทิพ อาจจะห่วย ใช้ไม่ได้ แต่ก็ (น่าจะ) ดีกว่าระบบรัฐสภาปัจจุบัน ที่กฏเกณฑ์ตายตัว รัฐบาลกินรวบเบ็ดเสร็จ

และอาจเป็นต้นแบบให้ระบบรัฐสภา ของรุ่นลูกรุ่นหลานเรา ได้เห็นเป็นแนวทางว่า ของดี ควรจะเป็นอย่างไร

... สุดท้าย ขอฟันธงว่า .. จากการประชุมที่ผ่านมา คำว่าลูกขุน ไม่น่าใช้อย่างยิ่ง ขอให้เปลี่ยนเป็นคณะเมียขุนแทน

เพราะไล่มาตั้งแต่ประธาน .. ทุกคนป่องกลางทั้งนั้น ;-) เมียขุนมาดี

(เอ ... กระทู้ลบหลู่ภรรยาที่เคารพอย่างสูงยิ่งเนี่ย จะโดนลบไหมหนอ?)

จากคุณ : แมวเหมียวพุงป่อง - [ 30 มิ.ย. 47 09:42:14 ]

เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิด
เรื่องนี้เป็นปัญหาของเวปบอร์ดทั่วโลก แตกต่างกันไปตามรายละเอียด
เราสามารถศึกษาการแก้ปัญหาของเขาได้ครับ

บอร์ดที่ผมเห็นว่ามีแนวทางที่ดี คือ
http://www.slashdot.comเวปนี้มีคนอ่านเป็นแสน เป็นล้านคนทั่วโลก
ขนาดที่ว่า ถ้าใครเอา link ของเวปไหนมาลงใน slashdot
เวปนั้นมีสิทธิล่มได้ เพราะคนจะเข้าไปอ่านกันเยอะมาก จนเกิดคำศัพท์ว่า this site is slashdotted.

คำอธิบายของการ moderation ของเขาอยู่ที่
http://slashdot.org/faq/com-mod.shtml#cm520

ปัญหาของเขาไม่เหมือนพันทิป ที่ Slashdot ไม่มีการลบกระทู้
แต่มีการให้คะแนน ความเห็นใดได้คะแนนต่ำ ก็จะไม่แสดงผลออกมา ยกเว้นคนอ่านจะไปเปลี่ยนค่า ให้แสดงผลทุกกระทู้

ระบบมัน อธิบายง่ายๆคือ มันพัฒนามาเป็นเวลานานพอสมควร
เริ่มจาก เจ้าของเวปเลือก คณะทำงานมา 25 คน มาช่วยดูแล
พอเวปโตขึ้นก็เพิ่มเป็น 400
จนในที่สุด เมื่อระบบเข้าที่เข้าทาง คนเล่นเยอะขึ้น ใครๆก็สามารถมาช่วยงานได้

คุณสมบัติของคนที่จะช่วยเหลือคือ
1. เป็นสมาชิกเท่านั้น เพราะสามารถ track ได้แน่นอน
2. เป็นสมาชิกมาระยะหนึ่ง ไม่งั้นสมัครเข้ามา ทำซี้ซั้ว แล้วสมัครใหม่ไปเรื่อยๆ
3. เต็มใจที่จะช่วย คือ ตอนสมัครบอกไว้ว่า เต็มใจที่จะช่วย
4. ล้อกอิน เข้ามาอ่านในพันทิปพอสมควร ไม่ติดจนน่ากลัว เล่นเวปเป็นอาชีพ (แบบถูกจ้างมาโพสต์ ว่างั้นเหอะ) หรือ ไม่ก็แทบจะไม่เคยเข้ามาอ่านเลย
5. เป็นคนที่แสดงความเห็นที่ดีๆมาก่อน

วิธีการของมันก็คือ
ก็ใช้การ random หาสมาชิกที่มีคุณสมบัติดังที่กล่าว แล้วขอให้เขาให้คะแนนกระทู้
โดยคำเชิญจะปรากฏในเวลาที่คนเล่นล็อกอินอยู่

ผมว่า โดยรวมแล้วเป็นระบบที่ดี สามารถเอามาประยุกต์ใช้กับพันทิปได้
กระทู้ไหนมีคนแจ้งลบ ก็ส่งเข้าห้องพักกระทู้ คนทั่วไปไม่มีสิทธิเห็น
แล้ว ก็ random ส่งคำเชิญออกไปให้สัก 50 คน อย่างที่ pantip เสนอ คำเชิญอาจจะเป็น popup หรือ alert message ที่ทำให้คนล็อกอินเห็นง่ายๆ

แต่ผมว่า 5 คนตัดสินมันจะน้อยไป น่าจะอย่างน้อย 10 ถึง 20 คน
ไม่รู้เหมือนกันว่า คนเล่นพันทิปในเวลาหนึ่งๆ นี่ระดับพัน หรือ ระดับหมื่น

เอาครับ ถึงผมไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็ช่วยเสนอความเห็นแล้ว
ตัวผมคงทำอะไรไม่ได้มาก ไม่ใช่สมาชิก

จากคุณ : สตางค์แดงเดียว - [ 30 มิ.ย. 47 12:02:11 A:209.248.117.141 X: ]

โดยความเห็นส่วนตัวนะครับ

1. ไม่เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้ง เพราะ
1.1 ไม่มีใครออนไลน์ตลอดเวลา
1.2 ถึงจะแบ่งการเลือกตั้งตามเวลาที่ออนไลน์ ก็กลายเป็นหน้าที่ เป็นการบังคับ และเป็นภาระให้บุคคลนั้นออนไลน์
1.3 หากแบ่งตามเวลาที่ออนไลน์ มาตรฐานในการลบกระทู้จะแกว่ง ไม่คงที่

2. ข้อสังเกตและเสนอแนะหากใช้ระบบลูกขุน
2.1 สนับสนุนให้สมาชิกมีส่วนในการร่างกฎ กติกา และมารยาท โดย
- ให้ทางพันทิพร่างกฎ กติกา มารยาทที่จะใช้แต่ละข้ออย่างละเอียด พร้อมยกกรณีตัวอย่างที่เป็นไปได้ พร้อมข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (หากมี)
- จากนั้นให้สมาชิกมีส่วนในการวิพากษ์ร่างกฎ กติกา มารยาทในแต่ละข้อ(แยกกระทู้กัน)
- เมื่อได้ความเห็นโดยละเอียดแล้ว จึงดำเนินการโหวตจากผู้สมาชิกโดยรวม (1 เสียงต่อ 1 สมาชิก ไม่ว่าจะมี account หรือ บัตรผ่านกี่อัน)
- หากจำเป็น หรือเพื่อลดภาระปัญหาการจัดร่างกฎ กติการ มารยาท อาจให้ทางพันทิพจัดสัมมนาขึ้นอีกครั้ง เพื่ออภิปรายระดมความเห็นถึงในกฎ กติกา มารยาท ที่มี รวมถึงกรณีตัวอย่าง แล้วนำกรอบที่ได้มาเป็นร่างกฎ กติกา มารยาทที่จะนำเสนอ
- หากได้ กฎ กติกา มารยาท ที่ชัดเจนและมีส่วนร่วมมาจากสมาชิกแล้ว หากจะใช้ทีมงานอาสาสมัคร หรือระบบลูกขุนไม่น่าแตกต่างในมาตรฐานการตัดสินกันมากนัก แต่ระบบอาสาสมัครจะจัดการได้ไว และทันท่วงทีมากกว่า

อย่างไรก็ตามหากจะใช้ระบบลูกขุน เพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการดูแลกระทู้มากขึ้น เห็นควรว่าควรมีความชัดเจนในกรณีต่อไปนี้

2.2 กลุ่มกระทู้ที่ควรเป็นข้อพิจารณาของคณะลูกขุน และกระทู้ที่ควรกำกับดูแลจากทางพันทิพ
- ในกฎ กติกา มารยาท ที่จะร่างขึ้นใหม่ ขอให้ทางทีมงานมีสิทธิอำนาจในการลบกระทู้/ความเห็น ที่ผิดกฎ กติกา มารยาท บางข้อได้ทันที โดยมิต้องรอคณะลูกขุน เช่น กระทู้พาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างร้ายแรง หรือกระทู้ที่มีการตั้งซ้ำซ้อนโดยผู้ตั้งคนเดียวกัน (เพื่อให้เหลือกระทู้เดียว) กระทู้ลามกอนาจารเกินกว่าบอร์ดสาธารณะจะรับได้ ฯลฯ

2.3 ที่มาของคณะลูกขุน - ต้องชัดเจนว่าจะใช้รวมทั้งเวป หรือตามฟาก เช่น tech exchange /cafe หรือแบ่งตามโต๊ะ เพราะ..
- หากใช้ระบบรวม จะมีปัญหาทางเทคนิค เช่น การใช้คำที่ไม่เหมาะสมและเข้าใจกันได้แค่เฉพาะบางกลุ่มบางโต๊ะ ซึ่งสมาชิกจากโต๊ะอื่นอาจไม่เข้าใจ หรือเป็นกระทู้ที่ตั้งบ่อยมากๆ เป็นกระทู้ล่อเป้า หากสมาชิกโต๊ะอื่นเป็นลูกขุน กระทู้ที่อาจไม่สมควรเหล่านั้นอาจจะผ่านไปได้
- หรือหากแบ่งตามโต๊ะ ขอให้ทาง pantip แสดงสถิติจำนวนสมาชิกที่ออนไลน์ในแต่ละโต๊ะ ในแต่ละช่วงเวลา มากำหนด ว่าในเวลานั้นๆ โต๊ะนั้นๆ ควรใช้จำนวนลูกขุนเท่าใด เพราะมีความเป็นไปได้ที่โต๊ะบางโต๊ะ ในบางช่วงเวลา อาจมีคนออนไลน์ทั้งหมดน้อยเกินไป หรือมากน้อยต่างกัน ดังนั้นการใช้มาตรฐานเดียวกันในทุกโต๊ะอาจไม่เหมาะสม
- นอกนั้นอาจจะต้องพิจารณาว่าผู้เล่นที่ใช้บัตรผ่าน สามารถมีส่วนร่วมได้มากน้อยเพียงใด หรือควรกระตุ้นให้สมัครเป็นสมาชิกหรือไม่

2.4 อำนาจของคณะลูกขุน
เนื่อง จากปัจจุบัน ทางทีมงานฯ สามารถดำเนินการได้ตั้ง ปล่อยกระทู้ทิ้งไว้, ปิดกระทู้, ลบกระทู้, ตักเตือนผู้ตั้ง, แบนบัตรผ่าน และระงับสมาชิก ดังนั้น ต้องกำหนดอำนาจของลูกขุนให้ชัดเจนว่ามีขอบข่ายได้เพียงใด และคำตัดสินนั้น จะให้มีการปรึกษากันได้ หรือตัดสินกันโดยอิสระ
- หากความเห็นเป็นอิสระต่อกัน หากบางท่านให้ลบกระทู้ บางท่านให้ปิดกระทู้ จะหาข้อยุติอย่างไร
- หากมีสมาชิก หรือผู้เล่นบางท่าน ดำเนินการผิดกฎ กติกา มารยาท อย่างต่อเนื่อง จะดำเนินการตักเตือน หรือระงับบัตรผ่านได้อย่างไร เนื่องจากคณะลูกขุนจะไม่ทราบความต่อเนื่องเหล่านี้
- หากทางทีมงานเก็บบันทึกการกระทำผิดกฎ กติกา มารยาท ของผู้เล่นบางท่านไว้เป็นจำนวนมากแล้ว จะสามารถลงโทษผู้เล่นท่านนั้นๆ ได้ทันทีหรือไม่ (บางทีประเด็นนี้อาจต้องชัดเจนตั้งแต่ใน กฎ กติกา มารยาท ที่จะร่างขึ้นใหม่)

2.4 การดำเนินการกับกระทู้/ความเห็นที่ถูกแจ้งลบ
- สัญญานแจ้งเตือนความเห็น/กระทู้ว่าถูกแจ้งลบ : ขอให้ทางทีมงานฯ พิจารณาทางเทคนิคว่ามีความจำเป็น หรือยุ่งยากเพียงใดหรือไม่ แต่เนื่องจากหากลูกขุนมีจำนวนที่เหมาะสม และใช้มาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน โดยส่วนตัวคิดว่าส่วนนี้ไม่จำเป็นเท่าใดนัก
- ห้องพักกระทู้ที่ถูกแจ้งลบ : ในกรณีที่ถูกแจ้งเฉยๆ ขอให้กระทู้/ความเห็นนั้น ยังแสดงผลอยู่ แต่หากลูกขุนให้ความเห็นในการลบกระทู้แล้ว อาจต้องนำไปยังห้องพักกระทู้ก่อน
- ห้องพักกระทู้ขอให้เฉพาะสมาชิกที่ถูกสุ่มชื่อเรียกเท่านั้น ที่สามารถเข้ามาตรวจสอบได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นห้องรวมข่าวลือไป โดยอาจเรียกห้องพักกระทู้นี้ว่า ห้องอุทธรณ์ เพื่อรอการอุทธรณ์ต่อไป
- ให้คณะลูกขุน นอกเหนือจากจำนวนกลุ่มแรกที่ได้ตัดสินไปแล้ว (จาก 5 คนแรก) ได้มีโอกาสตรวจสอบคำตัดสิน และลงคะแนนด้วย โดยอาจให้เวลาไว้จำกัด เช่น 24 ชม. จากนั้นวัดจากเสียงส่วนใหญ่
- หลังจาก 24 ชม. หากเสียงส่วนใหญ่ให้คงกระทู้ไว้ ก็นำกลับคืนเข้าสู่กระทู้ปกติ (ถือว่าอุทธรณ์ผ่าน) แต่หากยังยืนยันคำตัดสินเดิม ก็จัดการลบกระทู้ไป เพื่อไม่ให้เป็นที่อ่านเล่นของเหล่าลูกขุน (แต่ทางทีมงานจะเก็บไว้เพื่อใช้เป็นตัวอย่างในการปรับปรุง กฎ กติกา มารยาท ต่อไปก็ได้)

กรณีตั้งกระทู้ย้ำ
เป็นไปได้ที่จะมีบางคนอยากทดสอบมาตรฐานการลบกระทู้ของคณะลูกขุน โดยย้ำกระทู้เข้ามาเรื่อยๆ โดยเนื้อหาเดียวหรือใกล้เคียงกัน

ตรงนี้อยากให้อยู่ในอำนาจของทีมงานฯ หรืออาสาสมัครของพันทิพ ที่จะพิจารณาดูว่าหัวข้อนั้นๆ เป็นอย่างไร
- หากเป็นหัวข้อซ้ำธรรมดา ก็พิจารณาลบให้เหลือข้อเดียว
- หากจงใจตั้งซ้ำ เนื่องจากมีกระทู้ถูกแจ้งลบแล้ว และอยู่ในห้องพักกระทู้ (ห้องอุทธรณ์) ก็ขอให้มีอำนาจในการลบกระทู้ดังกล่าวได้ทั้งหมด จนพ้น 24 ชม. หรือระยะเวลาของห้องอุทธรณ์แล้ว จึงสามารถนำมาตั้งใหม่ได้

การทวงถามกระทู้ที่ถูกลบ
กรณี สมาชิกหรือผู้เล่นถูกลบกระทู้ ขอให้มีช่องทางในการสอบถามทีมงานโดยตรงเฉกเช่นปัจจุบัน หรือเพิ่มให้เด่นชัดขึ้น เช่น เป็นโต๊ะสอบถามกระทู้ ไม่ปะปนอยู่ในโต๊ะต่างๆ ปัจจุบัน และให้ทีมงานมาตอบสถานะในขณะนั้นๆ เช่น ลูกขุนเบื้องต้น (5 คนแรก) พิจารณาลบกระทู้ อยู่ในระหว่างการรออุทธรณ์ (ลูกขุนชุดสุ่มทั้งหมด) หรือกระทู้นั้นถูกลบแล้วจากลูกขุนชุดใหญ่ โดย***ส่วนการพิจารณาเป็นเช่นไร และผิดกติกา มารยาท ตามความเห็นของลูกขุนในข้อใดบ้าง

คณะลูกขุนตัดสินไม่เป็นไปตามกติกา มารยาท
ข้อ นี้น่ากลัวที่สุด คือไม่ว่ากฎ กติกา มารยาท ที่สมาชิกร่วมกันร่างจะดีเพียงใด แต่หากคณะลูกขุนที่มาตัดสินไม่ตัดสินไปตามกฎ กติกา มารยาท รวมทั้งแนวทาง/กรณีตัวอย่างที่มีการยกอ้างไว้แล้วของพันทิพ จะดำเนินการอย่างไร?

เช่น กรณีคณะลูกขุนตัดสินไม่ลบกระทู้ (ทั้งไม่ลบทั้งชุดเล็กและชุดใหญ่ หรือชุดเล็กลบและชุดใหญ่มาเปลี่ยนเป็นไม่ลบ) แต่กระทู้นั้นผิดกติกา มารยาทของพันทิพ ในกรณีตัวอย่างเช่น เข้าทำนองหมิ่นประมาท หรืออื่นๆ

หรือ ในทางกลับกัน เช่น คณะลูกขุนพิจารณาลบกระทู้ ทั้งชุดเล็กและชุดใหญ่ ทั้งๆ ที่กระทู้นั้นไม่ผิดกฎ กติกา และมารยาทของพันทิพ (กรณีตัวอย่างสมมติคิดเล่นๆ เช่น มีพรรคการเมืองว่าจ้างคนมาเล่นในพันทิพจำนวนมากพอ ที่จะมีผลต่อคณะลูกขุนทั้งหมด)

- ทั้ง 2 กรณีนี้ เป็นเหตุให้ทางพันทิพควรมีอำนาจในการพิจารณาฎีกากระทู้จากห้องอุทธรณ์ที่ พิจารณาแล้ว และเห็นว่าผิดสังเกต และกลับคำตัดสินคณะลูกขุนได้ แต่ ต้องอ้างกฎ กติกา มารยาท ให้ชัดเจน และต้องไม่ใช้บ่อยเกินไป รวมทั้งกระทู้ทั้งหมดที่มีการฎีกา ต้องค้างทิ้งไว้ในห้องอุทธรณ์ เพื่อเป็นตัวอย่างศึกษาในการพิจารณาคดีต่อไป (และให้สมาชิกที่มีโอกาสเป็นคณะลูกขุน สามารถเข้าถึง และเข้าใจมาตรฐานของพันทิพได้)

เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันครับ ไว้คิดออกเพิ่มจะมาเสนอใหม่ สร้างตุ๊กตากันไปเรื่อยๆ เผื่อจาได้ความคิดหลากหลายขึ้น

...ด้วยความปรารถนาดี

จากคุณ : Be HappY MaN - [ 30 มิ.ย. 47 18:58:33 ]

ระบบลูกขุนดูน่าสนใจครับ แต่ผมมีความเห็นเพิ่มเติมดังนี้

1. การคัดเลือกลูกขุน
1.1 ผู้ที่จะเป็นลูกขุนต้องเปิดเผยตัวเองกับทางพันทิป จึงควรต้องมีสำเนาบัตรประชาชนของผู้สมัครเป็นลูกขุน
1.2 พันทิปควรต้องได้พบปะกับผู้ที่จะเป็นลูกขุน เพื่อยืนยันการมีตัวตนจริง
1.3 ต้องพิสูจน์ได้ว่าผู้สมัครลูกขุนเป็นผู้ที่เข้ามาในเว็ปพันทิปเป็นประจำ และอยู่ห้องไหนเป็นประจำ
ดูแล้วอาจยุ่งยากหรืออาจหาลูกขุนยาก แต่ผมคิดว่าพันทิปอาจใช้วิธีประกาศให้ทราบและขอความร่วมมือจากสมาชิก
เพื่อช่วยให้พันทิปเป็นเว็ปที่ดีขึ้น น่าจะมีสมาชิกอาสาสมัครทำประโยชน์ให้ส่วนรวมไม่น้อยนะครับ
สำหรับข้อนี้ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้

2. ผู้สมัครเป็นลูกขุนจะเป็นลูกขุนของห้องไหน?
กรณีนี้ผมเห็นว่า ควรต้องสลับกันครับ กล่าวคือ ขาประจำของห้องไหน ไม่ควรเป็นลูกขุนของห้องนั้น
เพราะลูกขุนไม่ควรเป็นผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากการเสวนาในห้องนั้นซึ่งเป็นที่มาของความเอนเอียง
ลูกขุนควรเป็นผู้ที่ไม่ได้รู้เห็นเรื่องราวของห้องนั้นมากนัก
วิธีการเลือกลูกขุน ก็ใช้วิธีรับสมัครจากสมาชิกของแต่ละห้อง โดยบอกให้ทราบว่า ผู้สมัครต้องไปเป็นลูกขุนของห้องอื่น
พันทิปก็พิจารณาดูว่าสมาชิกลูกขุนคนไหนที่ไม่ค่อยได้ไปห้องไหน ก็ให้ไปเป็นลูกขุนห้องนั้น
ซึ่งอันนี้สามารถดูรายงานการเข้ามาใช้เว็ปได้ แต่พันทิปอาจต้องใช้เวลามากหน่อยในการกลั่นกรอง
เหตุผลหลักของข้อนี้คือ เพื่อลดความเอนเอียง อาจมีผู้เห็นว่าลูกขุนที่ไม่ได้เป็นขาประจำห้องเขาอาจไม่สนใจเป็นลูกขุนห้องอื่น
แต่ผมคิดว่าพันทิปสามารถขอความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจให้ช่วยกันทำได้ครับ เพื่อเราจะได้มีบอร์ดที่ดีไว้เสวนากันต่อไปเรื่อยๆ

3. วิธีปฏิบัติก่อนการลบกระทู้หรือลบความคิดเห็น
พันทิปควรต้องแจ้งให้ผู้แจ้งลบและผู้ถูกแจ้งลบแสดงความเห็นหรือประเด็นของตัวเอง
โดยคณะลูกขุนต้องพิจารณาเรื่องของทั้งสองฝ่าย แล้วลูกขุนจึงลงคะแนนว่าจะลบหรือไม่
โดยช่วงที่พิจารณาอยู่นั้น อาจลบ/กั๊ก กระทู้หรือความเห็นไว้ก่อน
เพื่อให้คณะลูกขุนเข้าไปพิจารณาข้อความและความเห็นของผู้แจ้งลบและผู้ถูกลบ
ดังนั้น ถ้าฝ่ายใดไม่เข้ามาแจกแจง ก็ถือว่าเขาสละสิทธิของเขา ที่เหลือก็เป็นการลงคะแนนของลูกขุน

ถ้าผมมีความเห็นเพิ่มเติม ก็จะมาตอบเพิ่มนะครับ

จากคุณ : จ้อน - [ 30 มิ.ย. 47 21:01:34 ]

ส่วนความเห็นของคุณจ้อน คคห. ที่ 27 ผมต้องขออนุญาติไม่เห็นด้วยในบางส่วน ดังนี้ครับ
1. ในส่วนของการคัดเลือกคณะลูกขุน : เนื่องจากต้องการความหลากหลายในมุมมอง และกระจายให้ทั่วถึงที่สุด ดังนั้นการให้คณะลูกขุนเหล่านั้นเปิดเผยตัวเองต่อพันทิพอาจไม่สะดวกนัก (เกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้เหมาะสมสำหรับการคัดเลือกอาสาสมัครมากกว่าครับ) โดยเฉพาะสมาชิกหรือผู้เล่นที่อยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ที่มีจำนวนไม่น้อยในพันทิพนี้ ยากที่จะแสดงหลักฐานในข้อ 1.1 และ 1.2 ได้ครับ ดังนั้นใช้เพียงการเป็นสมาชิกน่าจะได้จำนวนที่กว้างขวาง และได้รับการร่วมมือมากกว่า .. แต่ใจจริงผมอยากให้รวมไปถึงผู้เล่นที่ใช้บัตรผ่านได้ เพราะบางท่านก็มีคุณวุฒิถือว่าเหมาะสม ไม่งั้นก็ต้องมีนโยบายกระตุ้นให้ท่านๆ เหล่านั้นมาสมัครสมาชิกเสีย

2. การบังคับให้ใช้ลูกขุนที่มิได้มาจากห้องนั้นๆ โดยตรงเลย โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วยครับ คือจะได้ความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียจริง แต่ขาดการรับรู้เรื่องราว และอาจมีมาตรฐานในการตัดสินที่ไม่ถูกต้องได้ ยกตัวอย่างสมมติเช่น กระทู้เข้าข่ายทะเลาะวิวาท หากลูกขุนไม่เคยเข้าห้องเฉลิมไทยเลย และเจอกระทู้บลัฟกันระหว่างแกรมมี่และอาร์เอส อาจรู้สึกเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้ที่อยู่ห้องนี้เอง อาจจะเจอจนเบื่อ และเห็นเป็นเรื่องชวนวิวาทก็ได้ หรือ กรณีถามคำถามเพศสัมพันธ์ในห้องสวนลุมเรื่องเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำอีก หากลูกขุนไม่เคยเข้าห้องสวนลุมมาก่อนอาจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่คนในห้องสวนลุมอาจคิดว่ากระทู้นี้ล่อเป้า ส่อเจตนาไม่สุจริตก็ได้

ดัง นั้นในความเห็นของผม ถ้าไม่ยุ่งยากนักอยากให้คง***ส่วนของคนในห้องไว้ในรายชื่อที่ถูกสุ่มทั้งหมด ประมาณ 1 ใน 3 ด้วย เพื่อให้คณะลูกขุนทั้งชุดเบื้องต้นและชุดอุทธรณ์มีความน่าจะเป็นที่จะมีคนใน โต๊ะอยู่บางส่วนด้วย และหากครึ่งนึงของผู้เล่นจากโต๊ะอื่นเห็นตามลูกขุนในห้อง ก็จะได้ผลแบบเดียวกับคนในห้อง แต่ถ้าทั้งหมดเห็นต่าง ผมก็จะเป็นไปตามแนวคิดของคนนอกเอง และถือว่าแนวคิดของคนในห้องอาจเป็นเพราะอคติ

3. การที่ทั้งผู้แจ้งลบและผู้แสดงความเห็น/กระทู้ มีโอกาสมาแสดงความเห็นต่อลูกขุนอีกรอบ จะก่อให้เป็นภาระของผู้แจ้งลบ และการแจ้งลบอาจน้อยลง ทั้งๆ ที่น่าจะแบ่งเบาให้เป็นภาระของคณะลูกขุน เทียบกับกฎ กติกา มารยาทของพันทิพได้ ส่วนทางผู้แสดงความเห็นนั้น ก็จะมีความรับผิดชอบในการพิมพ์แสดงความเห็นครั้งแรกน้อยลง เพราะคิดว่าพิมพ์ต่อว่ากระทบกระทั่งไปแล้ว แล้วไปแสดงความเห็นป้องกันตัวเองทีหลังได้ ซึ่งจริงๆ ผู้แสดงความเห็นควรแสดงความเห็นของตัวเองอย่างรอบคอบและระมัดระวังที่สุด ตั้งแต่การแสดงความเห็นครั้งแรก เนื่องจากเป็นมารยาทอันดีของบอร์ดสาธารณะที่พื้นฐานของผู้อ่านต่างกัน ผู้แสดงความเห็นจึงควรแสดงอย่างดีและรอบคอบที่สุด

จึงขออนุญาตแสดงความเห็นแตกต่างไว้ตรงนี้ครับ
...ด้วยความปรารถนาดี

จากคุณ : Be HappY MaN - [ 30 มิ.ย. 47 23:06:18 ]

ทั้งหมดจากLinkกระทู้เก่าP2891730.htmlในโต๊ะราชดำเนินครับ

edit @ 16 Feb 2009 03:17:36 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

การตั้งกระทู้
ทุกครั้งที่ตั้งกระทู้ ไม่ว่าจะตั้งกี่กระทู้หรือตอบกี่กระทู้ ก็ไม่ได้ทำให้ user นั้นๆ มีระดับที่สูงขึ้นหรืออย่างใด เพราะฉะนั้น ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งกระทู้บ่อยนัก
ในปัจจุบัน ก่อนที่จะ post นั้น มีระบบ preview รวมไปถึงระบบ edit นั่นจึงเป็นการที่จะทำให้กระทู้ที่ตั้งนั้นสมบูรณ์ที่สุดและสามารถแก้ไขได้

ปุ่ม edit จึงมีเพื่อแก้ไข เพิ่มเติม เพื่อให้กระทู้นั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพื่อเอามาเปลี่ยน หรือ ลบข้อความเล่นๆ
เพราะทุกครั้งที่มีคนมาตอบกระทู้ ส่วนหนึ่งจะไม่กลับไปดูกระทู้เดิมอีก หากสมมุติว่า มีคนตั้งกระทู้ว่า
"คุณเกลียดอะไรมากที่สุด" แล้วมีคนตอบว่า "กระเทย"
แล้วอยู่ๆ มีการ edit แก้เป็น "คุณอยากเป็นอะไรมากที่สุด" คนที่ตอบคอนแรกนั้น นับว่าโดนกลายเป็นตัวตลกไปทันที ซึ่งถือว่าไม่ให้เกียรตินักสำหรับการตอบ

ไม่ จำเป็นว่า การจะมีคนมาตอบเยอะ หรือ คนมาดูมากนั้น คนตั้งกระทู้ ต้องเป็นคนดัง นั่นจึงแปลว่า คุณไม่จำเป็นต้องพยายาม present ตัวเองจนเกินไปนัก คุณเพียงแต่พยายามตั้งกระทู้ที่
"สามารถให้ทุกคนมีส่วนร่วม" ไม่ใช่ "บังคับให้ทุกคนมาตอบแต่ในเรื่องที่เป็นของคนตั้งนั้นๆ"

กระทู้ไร้สาระ

กระทู้ ไร้สาระในความหมายนี้ ไม่ได้เป็นในแง่ลบ เมื่อเจาะลึกลงไป โต๊ะคุยหลายๆโต๊ะมิใช่บอร์ดวิชาการ เพราะฉะนั้น การตั้งกระทู้ไร้สาระจึงตั้งได้
แต่ในกระทู้ไร้สาระนั้นจำต้องมีการให้เป็นส่วนร่วม (ดังที่พูดไปในขั้นต้น) รวมไปถึง จุดประสงค์ของกระทู้

ยกตัวอย่าง
1."ข้อเท็จจริงที่จะล้มล้างแนวคิด"chat roomแหล่งรวมพลคนเมา ผู้เข้ามาคุยส่วนใหญ่มีภาวะมึนเมาแฮงค์บ่อย"
กระทู้ นี้ สาระที่ให้ประโยชน์นั้น ถือว่า ไม่ได้มีอะไรมาก...แต่จุดประสงค์นั้น เพื่อความตลก มุข (ผมใช้ ข ละกันนะ) และคนที่เข้ามาอ่านได้ตลก เฮฮา และมีการแซว หรือ พูดคุย
หากพูดให้ลึกก็คือ กระทู้เรื่องทั่วไป ไม่นับเป็นกระทู้ไร้สาระ

2."รูปผมลง คม ชัด ลึก" ในเนื้อความในกระทู้ ก้มีแค่ "เค้าเอารูปผมไปลง แย่จัง"
กระทู้ นี้ จุดประสงค์นั้นไม่ชัด....ไม่รู้จะตอบอะไรนอกจาก "อ๋อเหรอ" คนที่เข้ามาอ่านไม่ได้อะไรออกไปจากกระทู้เลย นี่จึงจะเรียกว่า กระทู้ไร้สาระ

แต่หากแก้ไปเป็น "รูปของผมลงคม ชัด ลึก นั้น จะเป็นอะไรหรือเปล่า" เนื้อหาคือ "หากรูปของผมลงแบบนี้ ผมจะขอให้เอาออกได้ไหม ผมจะร้องเรียนยังไง"
จะเห็นได้ว่า จุดประสงค์ในตัวกระทู้นั้น ชัดเจน ซึ่งทำให้คนตอบ รู้ว่าควรจะตอบยังไง

เพราะ ฉะนั้น ตรงจุดนี้ก่อนตั้งกระทู้นั้น ต้องพยายามเขียนสื่อออกไปให้ได้ ไม่ใช่สักแต่โพส เพราะนั้นอาจจะทำให้กระทู้ที่ควรจะเป็นกระทู้ที่ดีกลายเป็น กระทู้ไร้สาระ

ภาษาไทย
รณรงค์ใช้กันให้ถูกต้อง การมีการแปรศัพท์การเขียนเพื่อเน้นอารมณ์ของคนตอบ เช่น นั้น - น้านนน , ได้ - ด้ายยยย ,ครับ - คร้าบบบบ
แต่ ประเภท "สาหวาดดิ เลามาหม่าย มีอารายสาหนุกทัมกันม้ายยย"....อันนี้ ภาษาไทยวิบัติ คือ ไม่ใช่พิมพ์ผิดเพราะกดพลาดหรือต้องการลดเวลาการพิมพ์ แต่เป็นการจงใจใช้ภาษาในทางที่ผิด ซึ่งต่อให้ไม่มีกฎระเบียบระบุไว้ ก็ทำให้รำคาญเวลาอ่านได้ง่าย
อีกอย่าง การเขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง จะเป็นการฝึกตัวเองในทางอ้อมให้เขียนแต่ภาษาที่ถูก เพราะในชีวิตจริง ภาษาไทยจำเป็นต้องเชียนให้ถูกจริงๆ

Admin & Staff
หาก พูดให้ถูก AS (ขออนุญาตย่อนะครับ) ก็คือ userสมาชิกธรรมดา คนๆหนึ่ง ที่มีอำนาจในการคอยดูแลบอร์ดตามสิทธิที่ as ได้รับ ไม่ได้มีความเป็นพิเศษถึงขนาดว่า AS ตอบทีมี flash กำกับว่าเป็น AS ทั้งนี้ไม่ว่า AS จะโพสมากแค่ไหน ก็ไม่มีการบอกว่าเป็น AS ใน reply ที่ตอบ จึงอนุมานได้ชัดเจนว่า AS ไม่ได้ต้องการที่จะยกว่าตัวเองเหนือกว่าใคร ทั้งนี้ หากสังเกต AS นั้นตั้งกระทู้ ตอบกระทู้เหมือนๆกับ user คนอื่นๆ ตอบเฮฮา เล่นมุขกันไม่ต่างกับคนอื่น

เรียกได้ว่า ในสภาวะปกติ AS ถอดยศออกเป็น user ธรรมดาคนหนึ่ง.....แค่เมื่อมีเหตุจำเป็น AS ก็ต้องทำหน้าที่คอยดูแลบอร์ด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

สิ่ง สำคัญคือการเรียนรู้ วัฒนธรรม ของแต่ละบอร์ดที่อยู่นั้น กระทู้ไร้สาระ สำหรับบอร์ดนี้ อาจจะเป็นประเด็นในบอร์ดอื่นๆที่มีเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงก็ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดใจให้กว้าง คอยรับคำตักเตือน และนำมาคิดอยู่เสมอ หากคิดว่าตัวเองถูกต้องที่สุด คนที่ตักเตือนฉันไม่เห็นจะได้เรื่อง แบบนี้ ก็ไม่สามารถเข้ากับสังคมไหนได้ ไม่ว่าจะในเนทหรือในชีวิตจริงก็ตาม

จากบทความของคุณgooggig บอร์ดPocketschool ดัดแปลงเล็กน้อยโดยผมครับ

edit @ 16 Feb 2009 03:19:29 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

1. เลือกบอร์ดที่มีหัวข้อสนทนาตรงกันกับความชอบความสนใจส่วนตัวของเรา

2. ทำความเข้าใจกับวิธีการใช้ กติกามารยาท

3. ทดลองเลือกอ่านกระทู้ที่น่าสนใจในหน้าแรกให้ละเอียดจนจบ

4. วิจารณ์/ เขียนบทความ จะมีคนอ่านคนว่ายังไงเขียน ๆ มาก่อนถ้าฝีมือดี เดี๋ยวคนก็คุ้นชื่อท่านเอง
- รีไพล์ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ท่านเกิดได้ง่ายและเร็วที่สุด ถ้าท่านรีพลายดี มีมุมมอง ไม่ไร้สาระ เล่นมุขตลก หรือ เล่นตามน้ำในกระทู้นั้น ๆ ได้ดี... ชื่อท่านจะติดอันดับต้น ๆ ของบ้านนี้เลย
- ตั้งกระทู้แนวสร้างสรรค์ ที่ไม่ใช่ เมล์ส่ง ๆ ต่อ ๆกันมา มันต้องเป็น ความคิด มุมมองของท่านเอง อันนี้ยาก แต่เกิดได้ใน 3 กระทู้ถ้าท่านฝีมือดีจริง

5. มาร่วมกิจกรรมบ้าง แต่ไม่ต้องทุกครั้ง
-งาน มีท สำคัญ ๆ ประจำโต๊ะ
-งานมีทประปราย อย่าง มีทคาราโอเกะ มีทสุกี้หมูกระทะ ทัวร์บริโภค ตีแบต ฯลฯ

6. เมื่อท่านเป็นที่รู้จักของบ้านนี้แล้วนี่คือคำเชย ๆ ที่ท่านต้องจำเอาไว้ว่า
อย่าถามตัวเองว่า บ้าน(Cafe)นี้จะให้อะไร..
แต่จงถามตัวเองว่า จะให้อะไรกับบ้าน(Cafe)นี้ได้บ้าง

แล้วท่านจะมีความสุขในโลกออนไลน์ครับ

สังคมพันทิปถือว่าเป็นสังคมมหาชนออนไลน์
หลาย ๆ ท่านเข้ามาด้วยจุดประสงค์อันดี มีเจตนาดีกับบอร์ดหรือกระทั่งวงการสังคมออนไลน์
หลาย ๆ ท่าน ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ มือเก๋าจากบอร์ดเพื่อนบ้านเรานี่เอง หอบหิ้วประสบการณ์ และมุมมองที่โชกโชนในสังคมบอร์ดที่แตกต่างกันเข้ามาฝาก รุ่นน้องๆในนี้
หลาย ๆ ท่านก็สมัครเล่น ๆ อยากมี ชื่อในบอร์ดเฉย ๆ บางทีก็เข้าดูบ้าง โผล่ ๆ หาย พวกนี้ถือเป็นสิงบอร์ด ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฎ แต่ทุกท่านที่นี่ก็ยินดีต้อนรับเพราะท่านเหล่านี้สักวันจะฉายแววที่ดีและ เป็นกำลังสำคัญเมื่อบอร์ดต้องการกำลังพลในการเคลื่อนไหว
หลาย ๆ ท่านก็อยู่กรม สารประทาน (สา-ระ-ปะ-ทาน) คือมาเพื่อสูบข้อมูลต่าง ๆ เช่น รูปสาวญี่ปุ่นวัยใสพลังL หรือแม้แต่สาวพริ้ตตี้ โดยเฉพาะในห้องGallery
หลาย ๆ ท่านเข้ามาเพราะอยากมาพบเห็นอะไร แปลกใหม่..เพื่อน..คนสนิท..แม้กระทั่งเรื่อง รักกุ้กกิ๊ก ๆ (อันนี้มีให้บริการกันในโต๊ะสยามสแควร์)
Cafeของพันทิปมีการขยับขยายเปิดโต๊ะใหม่ ห้องคุยใหม่กันมากขึ้น คนเข้ามากหน้าหลายตา หลากหลายความรู้ความสนใจส่วนบุคคล
บางส่วนอาจมาไม่ดี บางส่วนคือ สมาชิกที่บ้านเราลงความเห็นว่า.."เอาไว้ไม่ได้" และ เลิกการติดต่อจากเค้าไป..แต่ไม่ได้ไล่ออก
บัดนี้บางคนกลับตัวใหม่ มาอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีกับการเติบโตที่สมาชิกบอร์ดต้องยอมรับ
บาง คนมาเพราะคิดว่าคดีชักศึกเข้าบ้าน...หักหน้าคนบนโต๊ะคุยต่างๆ...บ่อนทำลาย ความก้าวหน้าของเนื้อหาการเสวนาในกระทู้โดยการล่อเป้า ขวางโลก..จะจางหายไปจากความทรงจำของสมาชิกโต๊ะ..(ซึ่งผิดมหันต์)

จึงขอแจ้งสมาชิกเก่า ๆ ที่หลับไหลเฝ้าพันทิปอยู่จงตื่นขึ้นมาดูแลน้อง ๆ ด้วย
1. เป็นครูที่ดี...น้อง ๆเข้ามาใหม่สงสัยในศัพท์เฉพาะทาง หรือพวกข้อสงสัยถามบ่อยเป็นFAQS.ก็แนะนำกันไป
2. เป็นยามที่ดี... แยกแยะให้ออกว่าใครมาดีมาร้าย บางคนร้ายมาก ๆ ที่โต๊ะอื่นแต่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้โต๊ะนี้ ก็อย่าไปตั้งแง่ใส่เค้า เอาที่เห็นชัดเจนและสัมผัสได้กันเลยดีกว่า
3. นิดๆหน่อยๆก็อย่าโวยวาย น้องใหม่ ตั้งกระทู้มันมือไปหน่อย กดตอบมันเบิ้ลมาเลย ก็ไม่ต้องไปว่าเค้า..ท่านWebmasterจะล้างและแจ้งวิธีตอบให้ แต่ถ้าบ่อย ๆ ก็ต้องสอบสวนกันไปตามธรรมเนียม
4.ระวังภัยให้เด็ก-เยาวชน น้อง ๆ บางคนยังอยู่ ประถม- ม. ต้นด้วยซ้ำ อาจมีมุมมองไม่เหมือนพี่ ๆ และรู้ไม่เท่าทันคนไม่ดี ก็จงดูแลตามสมควร แต่ไม่ต้องไป เอ็นดูเค้านะ..เหอ ๆ ๆ โดยเฉพาะชมรมนาคปรก ไร่แห้วทั้งหลาย
5. ใช้ความอดทนต่อการยั่วยุ.. หากมีใครทำไรไม่เข้าท่าก็อย่าใจร้อน จับหลักฐานให้ชัดเจนแล้วส่งหลังไมค์หรือเมล์ถึงWebmaster
6. บอร์ดนี้อยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยเฉพาะโต๊ะราชดำเนิน เฉลิมไทย โดยเฉพาะการตั้งกระทู้ประเภทขวางโลก จับแพะชนแกะ โพสต์รูปยั่วยวนปลุกใจเสือป่า หรือแม้แต่แจกจ่ายไฟล์ผี ของเถื่อนละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแสดงความมีน้ำใจช่วยให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ไม่ประสงค์ดีพวกนี้ถูกกำจัดไป จากสังคมออนไลน์ให้หมดนะครับ

ผมเห็นบทความดีๆเกี่ยวกับการอยู่ในสังคมออนไลน์ของคุณGATEKEEPERแห่งบอร์ดInsitecartoonแล้วเอามาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมครับ

edit @ 16 Feb 2009 03:21:28 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร