Entertainment-Journal

โดย : ธาม เชื้อสถาปนศิริ:
นักวิจัยโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)

ผู้ เขียนสังเกตทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจมานานแล้วในรายการ “ข่าวบันเทิง” ที่ออกอากาศอยู่ในจอโทรทัศน์ ดูมานานจนค้นพบว่า เนื้อหาสาระค่อนข้างที่จะวนเวียน ซ้ำซาก ไม่มีสาระเท่าที่ควร

ใจจริงไม่อยากสรุปว่าไร้สาระ แต่อยากจะบอกว่า ไม่มีสาระที่เป็นประโยชน์ต่อวงการบันเทิงต่างหาก
เป็นข้อสรุปที่มีเหตุจาก “คุณภาพของเนื้อหาสาระ” ที่ผู้เขียนพบว่าเนื้อหามี 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

1) ข่าวโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของดารา นักร้อง เป็นเนื้อหาข่าวบันเทิงที่พบมากที่สุด เช่น ข่าวละครเรื่องใหม่ที่เตรียมเปิดกล้อง กำลังถ่ายทำ หรือควันหลงในกองถ่าย หรือฉาก/ตอนเด็ดต่างๆ ของละครเช่น ฉากเข้าพระเข้านางที่ต้องมีการกอด จูบ ตบ ตี หรือฉากบู๊ ปะทะคารมกันระหว่างตัวละคร

ข่าวโฆษณาละครแบบนี้มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ จนกว่าละครเรื่องนั้นจะฉายจนจบ

เนื้อหารายการจะนำ “ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ” และมีภาพของดารานำเรื่องนั้นๆ มาแขวะ จิก กัด และแซวกันว่าฉากดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร สนุกสนาน มีมุขหลุด มุขฮาอย่างไรบ้าง

แล้วก็ตบท้ายด้วยว่าฝากให้ติดตามชมละคร และขอเรตติ้ง

มีบ้างที่พูดถึง “ความยาก ง่าย หรือเนื้อหาสาระของฉาก หรือความตั้งใจของผู้กำกับ” แต่น้อยมาก

หรือที่จริง “เราแทบจะไม่เคยเห็นผู้กำกับได้ออกมาพูดถึงละครของตัวเอง”

2) ข่าวเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของดารา พบรองลงมา เนื้อหาข่าวส่วนมากเกี่ยวกับชีวิตรักใคร่ส่วนตัว การทะเลาะ เบาะแว้งระหว่างดารา เบื้องหลังชีวิตส่วนตัว

รักๆ เลิกๆ คบๆ จากๆ ยิ่งข่าวลือดารายิ่งขายดีเทน้ำเทท่า ข่าวซุบซิบ และมี “ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์รักของคู่รักดารา” มาฟันธง คอนเฟริ์ม ว่าจะไปรอดไปไม่รอด

บ่อยครั้งเนื้อหาข่าวลักษณะนี้จะนำเอา “ข่าวลือ หรือ ข้อสงสัย” มาตั้งเป็นคำถาม เพื่อสร้างเนื้อหาแล้วจึงให้โอกาสดาราที่ถูกกล่าวหามาชี้แจง ซึ่งก็มักได้รับคำตอบว่า “ไม่มีอะไร”

บางครั้งถึงขนาดไปสัมภาษณ์ เพื่อนดาราคนนั้น เพื่อค้นหาข้อมูลกันเลย

เสียเวลาไปนานหลายนาที

เนื้อหากลุ่มนี้ดูจะเป็น “ข้อกล่าวหา” ที่ทำให้รายการข่าวบันเทิงดูไร้สาระมากที่สุด

3) การวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ พูดคุยเกี่ยวกับผลงาน เช่นภาพยนตร์ ละคร อัลบั้ม เนื้อหากลุ่มนี้จะลงลึกถึงผลงานของดารา ศิลปินนั้นๆ ที่เป็นเจ้าของผลงาน อาจมีสัมภาษณ์ดารานำ และผู้กำกับบ้าง ส่วนจะลงลึกถึงระดับเนื้อหาได้แก่นสารสาระอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับกึ๋นของผู้ถามและแนวทางของรายการ

บ่อยครั้งรายการสนทนาประเภทดารามาคุยเป็นช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปในตัว

ข่าวบันเทิงบ้านเราจึงเต็มไปด้วย “ความฉาบฉวย รักส่วนตัวดารา และโฆษณาผลงาน” โดยที่ไม่ได้มี “เนื้อแท้แห่งสาระของวงการบันเทิง” เลย
ยิ่งดูข่าวบันเทิงบ้านเรามากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความเบาหวิวของสมอง

การทำแต่ข่าวบันเทิงที่ไร้สาระเช่นนี้จึงเท่ากับว่าคนวงการบันเทิงดูถูกคนในวงการบันเทิงด้วยกันเอง และยังดูถูกคนดูด้วยเช่นกัน

แต่ ถามว่า “เนื้อแท้ของข่าวสารในวงการบันเทิง” นั้นจำเป็นต้องมีข่าว “ชีวิตรักดารา” ด้วยหรือไม่ ก็คงต้องบอกว่าจำเป็น เพราะ “เหตุผลที่มักอ้างกันจริงๆ” ก็คือ “ดาราเป็นบุคคลสาธารณะ” ใครๆ ก็อยากรู้เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของดารา และ “ความสนใจในชีวิตของคนดัง” ก็ดูเป็น “จริตของคนทั้งโลก” แม้ไม่ใช่ทุกคนก็ตามที

ทั้งหมดนี้คือ “เนื้อหาสาระ” ของข่าวบันเทิง

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้การันตีว่าข่าวบันเทิงมีสาระ

เพราะคำว่า “มีสาระ” กับ “ไร้สาระ” นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองและนิยามว่า อะไรคือสาระ อะไรคือไร้สาระ

โดย ทั่วไปนิยามของคำว่า “มีสาระ” หมายถึง ได้ประโยชน์ มีคุณค่า ช่วยส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้น ยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ขณะที่คำว่าไร้สาระ ก็คือตรงกันข้าม

คำถามที่สำคัญคือ “จะทำอย่างไรให้เนื้อหาสาระของข่าวบันเทิงนั้นมีสาระ(ประโยชน์)ขึ้นมาบ้าง” และต้องมีสาระในมุมแบบบันเทิงๆ
ถามง่าย แต่ตอบยาก

ลองเปรียบเทียบกับข่าวอื่นๆ เช่นข่าวการเมือง

ในมุมหนึ่ง ข่าวดารา/บันเทิงก็เหมือนกับข่าวการเมืองเช่นกันเพราะต่างก็เป็นบุคคลสาธารณะด้วยกันทั้งคู่

หาก นักการเมืองถูกซักไซ้เรื่องส่วนตัว โกงกิน คอร์รัปชั่น ก็เพราะมีความสัมพันธ์กับ “ผลประโยชน์สาธารณะ” ของประชาชน คืองบประมาณรัฐ ทรัพยากร การจัดการ สิทธิ ฯลฯ ต่างๆ ที่รัฐพึงกระทำเพื่อประชาชนทุกคน

ดารา ก็ถูกซักไซ้ร ค้นหาเรื่องราวชีวิตรักใคร่ ความลับปกปิดส่วนตัว ก็เพราะมีความสัมพันธ์กับ “ผลประโยชน์สาธารณะ” ของสาธารณชน “ผู้นิยม” ให้ความ “ชื่นชม ชื่นชอบ” กับดารา ซึ่งความนิยมนี้ เป็นมูลค่าทางจิตใจที่สามารถนำไปแปรค่าเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในต้นทุน ค่าตัวของดารานั้นๆ ได้เช่นกัน

เนื้อหาเป้าหมายของการขายข่าวชีวิต รักดารา หากมองในมุมดี (ดีมาก ดีสุดๆ ถึงดีมากที่สุด) ก็เป็นบทบาทของ “การเฝ้าระวัง” มิให้ดาราทำตัวออกนอกลู่นอกทางที่ควร

ข่าวดาราขายได้ด้วย ได้ทำหน้าที่เฝ้าระวังพฤติกรรมดาราด้วย ได้สนองความอยากรู้ส่วนตัวและของสังคมด้วย
ข่าว(ชีวิตรักใคร่)ดาราจึงยังสามารถอยู่ได้ อยู่ดี และอยู่ทนในวงการบันเทิง

สนุก แต่ดูจบแล้วไม่ได้สาระอะไร
บันเทิง แต่ไม่ได้พัฒนาอะไร
มีเนื้อหาสาระ แต่ไม่ได้มีสาระประโยชน์


ข่าว บันเทิงในช่อง 3-5-7-9 นั้นแตกต่างกับข่าวบันเทิงในช่อง 11 และ ทีวีไทย เพราะขณะที่ข่าวบันเทิงของช่อง 3-5-7-9 นั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ “ดารา” (actors & actress/singers) แต่ข่าวบันเทิงของช่อง 11 และทีวีไทยนั้น เน้นไปที่ “ศิลปิน” (artist)

ที่เรียกว่าข่าวบันเทิงช่องของช่อง 11 และทีวีไทยนั้น แท้จริงเป็น “ข่าวศิลปะบันเทิง” ที่เน้นนำเสนอเรื่องราวในวงการบันเทิงที่ไม่ใช่เชิงพานิชย์ แต่กลับเป็นข่าว “ศิลปะ” เช่นเพลงที่ไม่ใช่จากนักร้องในค่ายใหญ่ หนังที่ไม่ใช่เพื่อการตลาด การแสดงที่ไม่ใช่เพื่อขายตั๋ว แต่เป็นศิลปินที่ไร้ค่าย เป็นนักเขียนภาพที่มีฝีมือ เป็นนักแสดงที่เปี่ยมสุนทรียศาสตร์ เป็นความบันเทิงที่มีสาระประโยชน์ที่ไม่ใช่ถูกผูกติดกับระบบตลาด

ข่าวบันเทิงใน 2 ช่องนี้จึงแทบไม่เห็นหน้า “ดารา” แต่จะเห็นหน้า “ศิลปิน”

พูด กันอย่างยุติธรรม ผู้เขียนคงไม่เสนอว่าช่องอื่นๆ ที่เลหือจะยกหน้าดารานักร้องออกจากหน้าจอข่าวบันเทิงเสียทั้งหมด แต่กำลังจะเสนอแนะว่า จะทำอย่างไรที่จะยกคุณภาพข่าวบันเทิงที่มีเรื่องดารานั้นให้มีสาระประโยชน์ ขึ้นได้บ้าง
ดังนี้

1) ข่าวบันเทิงประเภทโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงาน ที่มักเป็นเพียงการพูดคุยมุขตลกจากกองถ่าย จากขั้นตอนการทำงาน ก็น่าจะเพิ่มสาระลงไปเช่น การพูดคุยถึงเบื้องหลัง ความตั้งใจของละครที่ต้องการสื่อ (อย่าคิดว่าผู้ชมฉลาด ผู้จัด ดารา หรือพิธีกรข่าวบางคนชอบอ้างว่าอย่าดูถูกคนดู เขาคิดเองได้ อย่าสอนคนดู เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เคยเห็นผู้กำกับ ดารา ออกมาพูดถึงความตั้งใจในการทำงานของเขาที่มุ่งสื่อสารบางอย่างกับสังคม แต่จะขอเพียงให้ติดตามผลงานกันมากๆ เพื่อเรตติ้งเพียงเท่านั้น)

แน่ นอนว่าการพูดถึง “เบื้องหลังของการทำงาน” อาจมีอะไรที่มากกว่าเบื้องหลังกองถ่าย แต่อาจสอดแทรกให้สาระความรู้แก่ผู้ชมให้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ หน้าที่ของคนทำงานต่างๆ ในกองถ่าย กว่าจะได้บท ได้ขั้นตอน การคัดเลือกตัวแสดง การกำกับ (คำพูด คำสอน คำสั่ง คำแนะนำของผู้กำกับที่มีต่อกองถ่าย)

2) ข่าวเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของดารา หากทำให้ดี ก็คงต้องเอาให้ถึงที่สุด โดยที่ยังเคารพสิทธิส่วนตัวของบุคคลสาธารณะอยู่บ้าง ไม่ใช้วิธีการหาข่าวที่ผิด หรือเชยๆ เช่น นำเอาข่าวลือมาสอบถามแบบข่าวปิงปอง โต้กันไปมา ฟังความรอบด้านหลายฝ่ายแล้วก็ค้นพบว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ แบบนี้เสียเวลาทำข่าวเสียเวลาผู้ชม น่าจะทำข่าวขุดคุ้ยแฉพฤติกรรมที่ไม่ดีของดารา ว่ากันตามความประพฤติที่ออกนอกลู่นอกทาง ความไม่เป็นมืออาชีพ (นักร้องลิปซิ้ง มั่วเซ็กส์ ติดยา ทำผิดฏหมาย ไม่เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องต่างๆ) และต้องพิสูจน์ใหแน่ชัด

รายงาน ข่าวเพื่อการควบคุมพฤติกรรมและตรวจสอบ มิใช่รายงานข่าวเพื่อขายได้ เพื่อสร้างกระแส และสร้างโอกาสในทางเด่นดังของดาราที่ต้องการอาศํยกระแสอย่างที่เป็นอยู่ เช่นข่าวรักโปรโมททั้งหลาย

3) การวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ พูดคุยเกี่ยวกับผลงาน ที่สามารถทำให้ดีขึ้นคือ การพูดคุยถึงคุณค่าของผลงาน ที่มา ที่ไป ขั้นตอนการผลิต บุคคลที่เกี่ยวข้อง งบประมาณ เวลา ความทุมเท อาจสัมภาษณ์ให้มีลักษณะข้อมูลเชิงลึกมากกว่าที่เป็น ในสิ่งที่ทำให้ผู้ชมเห็นถึงคุณค่าของเนื้องาน สัมผัสถึงสุนทรียะ ศาสตร์ ศิลป์ ความงามที่ซ่อนอย่ในงานบันเทิง โดยที่ไม่จำเป็นต้องออกมาในลักษณะเชิงสั่งสอน หรือดูถูกความคิดของผู้ชมก็ทำได้

เพราะที่เป็นอยู่นั้น คือการเด็ดยอด ตัดตอน เอาเฉพาะส่วนที่เป็นผลสำเร็จเสร็จสิ้นออกมาให้ดูให้ชม และไม่เคยมีรายการใดที่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์

ผลงานบันเทิงที่ผลิตออกมาให้ผู้ชมได้มีความรู้ในแง่มุมศิลปะหรือสุนทรียศาสตร์ความงามกันเลย
หรือตัวผลงานจริงๆ มันก็ไม่มีสาระให้พูดถึง?

ทั้งหมดที่นำเสนอ ก็พูดเชียร์เพื่อขาย พูดคุยเพื่อชวนเท่านั้นเอง

ไม่มีติ ไม่มีเตือน เพื่อสร้างสรรค์ มีแต่หยิกๆ กัดๆ แล้วก็แล้วกันไป

งาน วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ อาจมีผู้เชี่ยวชาญทางละคร ดนตรี ภาพยนตร์ มาช่วยสกัด พูดคุย แสดงความคิดเห็น มิใช่เพื่อโปรโมท แต่เพื่อสรรค์สร้างความงามทางศิลปะที่เกิดขึ้นจากงานพานิชย์ศิลป์
แต่บ้านเราก็ไม่มีข่าวบันเทิงเช่นนี้เลย และดูจะเป็นเรื่องยากอย่างถึงที่สุด

การ เพิ่มมูลค่าในรายการข่าวบันเทิงอย่างที่เสนอไปนั้น มิได้ทำให้ความน่าสนใจของรายการข่าวบันเทิงจะไม่สนุกหรือซีเรียสมากขึ้น แต่จะทำให้ข่าวบันเทิงดูมีสาระประโยชน์พร้อมๆ กับแฝงไปด้วยสาระจากเรื่องราวในวงการบันเทิง หากทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อวงการบันเทิงเอง

ข่าวบันเทิง เรื่องราวรักใคร่ หรือโฆษณาหนัง-ละครเรื่องใหม่ ก็คงเป็นข่าวบันเทิงราคาถูก คุณภาพแย่ พอกับตัวผลงานของมัน แต่ข่าวบันเทิงที่ดี จะต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ผลงานของมันดีและมีคุณค่าเสียยิ่งกว่าข่าวที่รายงานออกไปเสียอีก

ที่มา Media Monitor
วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 11:36:58 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ต้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชาติออนไลน์ นำเสนอสกู๊ปพิเศษสุดฮอต เรื่อง สงครามข่าวบนจอทีวี ศึกชิงเรตติ้ง-เม็ดเงินโฆษณา โอกาสทองเศรษฐีใหม่ นักเล่าข่าว ปลายสัปดาห์ เราขอเสนอ บทวิเคราะห์ สาเหตุที่ คนไทย ชื่นชอบ รายการคุยข่าว เล่าข่าว แบบสุด ๆ เพื่อค้นหาเบื้องหลังความสำเร็จของ ทีวี ช่อง 3 ช่อง 7 และฟรีทีวีช่องอื่นๆ ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในสงครามข่าวผ่านจอแก้ว

.... ดร.พิรงรองรามสูต รณะนันทน์ อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้รายการเล่าข่าวเกิดขึ้นตามช่องฟรีทีวีในเมือง ไทยอย่างดาษดื่นนั้น
1. เนื่องมาจากยุคนี้ได้ก้าวเข้าสู่ความเร่งรีบ มนุษย์ต้องทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น เลยทำให้มีเวลาบริโภคข่าวจากสื่อทางอื่นน้อยลง พวกเขาจึงหันไปเสพข่าวที่มีรูปแบบย่อยข่าว เพราะแค่นั่งอยู่หน้าจอทีวีก็มีคนสรุปข่าวให้ฟังสามารถรับรู้เหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นได้ทันที


และ 2. ถ้าเปรียบรายการเล่าข่าวเป็นอาหาร ก็เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่สะดวก กินง่าย ไม่มีขั้นตอนกรรมวิธียุ่งยาก ซึ่งรายการแบบนี้ นอกจากคนในเมืองจะชอบแล้ว มันยังได้เข้าไปในวิถีชีวิตคนชนบท ที่ชอบวิธีการสื่อสารแบบปากต่อปากด้วยเหมือนกัน จึงทำให้รายการประเภทนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมการเล่าข่าวไปเสียแล้ว



ขณะ ที่ ธีระ ธัญไพบูลย์ ผู้ประกาศข่าวรายการข่าวข้น คนข่าว และลูกหม้อเนชั่น เห็นว่าการมีรายการเล่าข่าว ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน อย่างเมื่อก่อนโทรทัศน์ก็จะมีแต่การอ่านข่าวธรรมดา พูดไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทุกวันนี้การมีรายการเล่าข่าว ก็ทำให้ข่าวดูมีสีสันขึ้น เนื่องจากผู้สื่อข่าวสามารถใส่ความคิดเห็น และสามารถเล่าเท้าความถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์นั้นๆ ได้ ก็ถือว่าให้ข้อมูลแก่ประชาชนเพิ่มเติม ยกตัวอย่างกรณีข่าวขโมยนอตเสาไฟฟ้า ถ้าผู้เล่าข่าวรู้ภูมิหลังของข่าวนี้ ก็สามารถบอกได้ว่า เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งนี้ มันเคยมีมาแล้ว 2-3 ครั้ง


ดัง นั้น การมีรายการเล่าข่าวแบบนี้ บางคนก็อาจจะไม่ชอบ เนื่องจากชอบข่าวลักษณะแบบเดิมมากกว่า คือไม่ต้องใส่ความคิดเห็นของคนอ่านลงไป แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะชอบ เพราะข่าวแบบนี้ มันดูมีสีสัน ผู้ดำเนินรายการมีลูกรับลูกคู่กัน ดูแล้วทำให้พวกเขาเกิดอารมณ์ร่วมไปกับสถานการณ์นั้นๆ ด้วย


ธีระ อธิบายประโยชน์ของรายการเล่าข่าว ว่ามันสามารถอธิบายความซับซ้อนของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ให้คนดูเข้าใจได้ง่าย แต่ทั้งนี้ข่าวจะมีคุณค่าดูน่าเชื่อถือได้ ก็ต่อเมื่อคนเล่าทำการบ้านมาอย่างดี ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการเรียบเรียงคำพูดเวลานำเสนอ ไม่เล่าข่าวแบบนกแก้วนกขุนทอง มีความเข้าใจในเรื่องที่เล่า สามารถเอาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันมาเทียบเคียงให้คนดูได้เห็น แต่ที่ผมพูดอย่างนี้ ผมก็ไม่ได้สรุปหรอกนะ ว่ารายการข่าวลักษณะไหนดีกว่ากัน



สุภาพร โพธิ์แก้ว เห็นว่า รายการข่าวประเภทเล่าข่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรายการข่าวโทรทัศน์ที่ เดิมใช้ผู้ประกาศข่าว และผู้ประกาศข่าวจะต้องรักษาระยะห่างของตนเองกับผู้ชมโดยไม่เข้าไปเกี่ยว ข้องกับเนื้อหาของข่าว ไม่วิพากษ์วิจารณ์ข้อมูลในข่าว มุ่งเสนอข่าวแบบตรงๆ ไปตรงมาเพราะจะต้องให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของข่าว อาจกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข่าวโทรทัศน์นั้นเริ่มต้นที่โทรทัศน์ ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา ปี 1971 หน่วยงาน FCC ประกาศใช้กฏข้อบังคับว่าด้วยการเข้าถึงชั่วโมงไพรม์ไทม์ (Prime-time Access Rule หรือ PTAR) โดยมีจุดประสงค์สองประการ คือ หนึ่งเพื่อป้องกันสถานีแม่ผูกขาดเวลาออกอากาศในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ชมมากที่สุด เนื่องจากในสมัยนั้นสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเป็นสถานีลูกสังกัดอยู่ในสถานีแม่ เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องใช้ข่าวและสารคดีจากสถานีแม่ตลอดเวลา และสองเพื่อกระตุ้นสถานีท้องถิ่นให้ผลิตรายการของตัวเองให้มากขึ้น



ทันทีที่ PTAR มีผลบังคับใช้ สถานีท้องถิ่นก็เริ่มคิดหาทางโดยใช้แหล่งเงินทุนจากผู้สนับสนุนรายการ เริ่มด้วยการดัดแปลงรายการข่าวท้องถิ่นของตนเองให้เป็นรายการสนุกสาน เบาๆ ไม่ซีเรียส ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูง สามารถทำให้รายการข่าวซึ่งปกติเป็นรายการที่มีผู้ชมไม่มาก กลายเป็นรายการที่ขายได้ มีการแย่งผู้สนับสนันรายการกันรุนแรงไม่แพ้รายการประเภทอื่นๆ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับรายการข่าวคือ รูปแบบการนำเสนอและการออกแบบฉากโดยใช้กราฟิกแสงสีต่างๆ ให้ดูตระการตาขึ้น แต่ละสถานีแข่งกันตั้งชื่อรายการให้สะดุดหู เช่น "ABC News" "CBS News"



Al Primoผู้อำนวยการข่าวของสถานีโทรทัศน์ WXYZ TV สถานีลูกในสังกัด ABC ที่เมือง Detroit กล่าวถึงหลักการสำคัญๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในรายการข่าวว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างความรู้สึกร่วมกับคนดู ผู้สื่อข่าวจะต้องใช้วิธีพูดและวิธีเขียนข่าวซึ่งมีรายละเอียดมากพอที่จะทำ ให้ชาวบ้านทั่วไปนึกออกและเกิดอารมณ์คล้อยตามได้ และหลักการสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ ทีมข่าวเองจะต้องรู้สึกสนุกและมีใจเป็นมิตรกับคนดู เพื่อว่าเวลารายงานข่าวต่อหน้ากล้อง จะได้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ฝืนและเกร็ง วิธีการของ Primo นี้ เรียกว่า "Happy talk" ซึ่งเฟื่องฟูมากในยุคนั้น นอกจากนั้น Primo ยังได้ใช้วิธีจัดลำดับข่าวแบบไม่ตายตัว ข่าวพยากรณ์อากาศ หรือข่าวกีฬาก็สามารถสลับขึ้นมาเป็นข่าวต้นๆ ได้ หากคิดว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ


ในสหรัฐอเมริกา เรียกรายการสนทนาข่าวว่า "Infotainment" หรือ "Soft News" เป็นธุรกิจนำเสนอข่าวในรูปแบบใหม่ที่ดึงดูดคนดูและโฆษณาด้วยการผสมผสาน ระหว่างการสื่อข่าวและความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน รายการแบบ NEWS talk ในสหรัฐอเมริกานั้นมีลักษณะเป็นการหยิบยกประเด็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ที่เป็นประเด็นร้อนมาพูดถกเถียงกันเพื่อขยายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องจริงชีวิตจริงของผู้คน (Human Drama/ Human Interest) ซึ่งรวมถึงชีวิตของคนธรรมดาจนถึงคนดัง (Celebrity) ยิ่งเป็นเรื่องที่สามารถสร้างอารมณ์เข้าถึงให้กับคนดูได้ยิ่งเป็นที่นิยม นอกจากนี้รายการรูปแบบนี้จะมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาออกความคิดเห็นมา สัมภาษณ์ บางรายการมีการให้โทรศัพท์หรืออีเมล์เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นแบบสดๆ



ประเด็นสำคัญที่รายการคุยข่าวบ้านเราถูกวิพากษ์วิจารณ์คือ การใช้หนังสือพิมพ์มาอ่านในรายการ กิตติ สิงหาปัด กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า


" ผมคิดว่าหนังสือพิมพ์มีความจำเป็นในการนำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์บางครั้ง ผมเคยไปยุโรป ไปอเมริกา ที่นั่นตอนเช้าก็มีรายงานสดจากตรงโน้น รายงานสดจากตรงนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาปรากฏว่าเอาหนังสือพิมพ์มาอ่านเหมือนเราเลย นี่คือวิวัฒนาการของการนำเสนอข่าว มันไปได้หมด ข้อมูลข่าวสาร จากนั้นมันก็มีเรื่องของเราต้องให้เกียรติกับหนังสือพิมพ์มากขึ้น ก็ต้องเอ่ยชื่อฉบับเขา แต่ก่อนไม่ได้บอกว่าเอามาจากไหนก็ต้องบอก ที่บอกว่าการหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านมีความจำเป็นนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง บางเรื่องไว้เป็นฐานข้อมูล บางแหล่งในเวบไซต์ก็เอามาเพราะข้อมูลข่าวสารเป็นข้อมูลที่ต้องบริหารข้อมูล มากขึ้น"



แต่ กิตติ สิงหาปัด กลับมองว่า "คุณจะมาอ่านหนังสือพิมพ์ให้คนอื่นฟังทำไม เพราะหนังสือพิมพ์ชาวบ้านก็อ่าน วิธีการถ้าคุณจะนำเสนอข่าวจากหนังสือพิมพ์ ก็เป็นเพียงแต่สำรวจบางประเด็น ซึ่งเราต้องการเปรียบเทียบว่าแต่ละฉบับมีการวางประเด็นต่างกันยังไง คุณต้องมีข่าวของคุณเอง คนอ่านเขาก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว คนที่ทำรายการต้องรู้ว่าข่าวในหนังสือพิมพ์น่ะมันเป็นข่าวที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เมื่อวาน หนังสือพิมพ์ถึงมาตีพิมพ์ แต่เราเป็นทีวี คุณเรียลไทม์ คุณทำไมเอาข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน 9 โมง มานั่งอ่านเช้าอีกวันหนึ่ง 7 - 8 โมง คุณเป็นทีวี คุณก็มีเหมือนกันก็ต้องไปหาเรื่องคืบหน้ากว่านั้นเอาภาพอย่างอื่นที่เป็นภาพ เคลื่อนไหวไม่ใช่ภาพนิ่งๆ ของหนังสือพิมพ์ มันฆ่าวิชาชีพตัวเองไงถ้าทำแบบนั้น มันเป็นวิธีที่ง่ายแต่ทำให้วงการไม่พัฒนา"



ในขณะที่ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ผู้ดำเนินรายการ ′สยามเช้านี้′ แสดงความเห็นถึงรายการเล่าข่าวผ่านหน้ากระดาษในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 764 ว่า เป็นการอธิบายข่าวที่เกิดขึ้นให้เห็นกลไก และวิเคราะห์ไปข้างหน้าว่าจะเดินไปอย่างไรมากกว่าการนำข่าวขึ้นมาอ่าน


" จะไปเล่าข่าวของเมื่อวานนี้ ก็จะเป็นข่าวที่มีอยู่แล้วในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับตอนเช้า ซึ่งแฟนประจำของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับเขาก็อ่านเองได้อยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องนั่งอ่านให้ฟังอีกรอบ มีคนเคยตั้งข้อสังเกตให้ฟังเหมือนกันว่า แทนที่เราจะทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนหนึ่งแขนงให้เป็นกลไกส่งเสริมกัน กลายเป็นว่าโยนภาระสื่อมวลชนไปให้สิ่งพิมพ์ทั้งหมด"
เธอรู้สึกว่า โดยธรรมชาติ สื่อวิทยุและโทรทัศน์เป็นสื่อที่เร็วกว่าหนังสือพิมพ์หลายเท่า แต่ถ้าไม่ใช้ธรรมชาตินั้น แทนที่สิ่งพิมพ์จะพึ่งพาทีวีให้ช่วยตามข่าวให้เดินเร็วขึ้น จากการสัมภาษณ์แหล่งข่าวสดๆ ใหม่ๆ หรือเปิดประเด็นวิเคราะห์เรื่องเพื่อเดินหน้ารับช่วงต่อกันไป ก็กลายเป็นว่าทีวีหันกลับไปพึ่งสิ่งพิมพ์อยู่ฝ่ายเดียว



อย่าง ไรก็ตาม เหตุผลนอกจากความง่าย ความสนุก ความเร็ว ความเป็นกันเองที่ทำให้รายการคุยข่าว "ฮิต/ป๊อป" ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญจากฝั่งผู้รับสาร (receiver)



กล่าวโดย สรุป รายการแบบคุยหรือเล่าข่าวมีหน้าที่ที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ช่วยอธิบายข่าว 2. ช่วยตีความและเลือกมุมที่จะวิเคราะห์มุมที่จะเพิ่มเติมและข้อสังเกต และ 3. ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการวิพากษ์วิจารณ์

วัฒนะชัย ยะนินทร ได้ประมวลเหตุผล 10 ประการที่รายการ News talk ได้รับความนิยมไว้ดังนี้
1. ต้นทุนการผลิตรายการต่ำ
2. เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของสื่อทีวี เจาะขยายฐานกลุ่มคนดูได้กว้างขึ้น
3. เอเจนซี่ และสปอนเซอร์ตอบรับ ยิ่งนำพิธีกรคนดังมาเป็นผู้ดำเนินรายการ
4. คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ นิยมดูทีวีมากกว่า
5. กระแสการแข่งขันของสื่อทีวี ช่องไหนมี ช่องเราต้องมีด้วย
6. รายการข่าวมีอายุรายการยืนยาว เมื่อเปรียบเทียบกับละครที่มีตอนอวสาน
7. ผู้ชมนิยมดู เพราะฟังแล้วไม่เครียด
8. ชื่นชอบตัวพิธีกรข่าว
9. สามารถเลือกเสพข่าวสารได้สะดวก เพราะรายการข่าวจะคัดเลือกมานำเสนอ
10. การผลิตแบบข้ามสื่อด้วยการนำรายการข่าวผลิตโทรทัศน์มาออกอากาศวิทยุ ทำให้คนฟังกว้างขึ้น

เหตุผล สำคัญอีกประการหนึ่งคือจากฝั่งตัวสื่อสารมวลชนเอง (sender & channel) "การหลอมรวมสื่อ และ สัมพันธบทที่ไร้พรมแดนข้อมูลข่าวสาร" ที่ทำให้รายการคุยข่าวฮิตได้



ประการแรก - sender/ผู้ผลิตข่าวสาร ที่ในปัจจุบันเป็นทั้งนักข่าว ผู้ประกาศข่าว พิธีกร ซึ่งอาจทำทั้งข่าวหนังสือพิมพ์ อ่านข่าววิทยุ รายงานข่าวโทรทัศน์ เป็นผู้อ่านข่าว และวิเคราะห์ข่าวไปในตัว และเป็นพิธีกรรายการต่างๆ เป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร และหลายคนเป็นดาราแลละพรีเซ็นเตอร์โฆษณาด้วย


ตัวผู้ส่งสาร ไม่ได้มี "บทบาท/ฟังก์ชั่น" เดียวอีกต่อไป หากแต่ผสมกลมกลืนบทบาทตนเองเข้ากับแวดวงอาชีพสื่อมวลชนแขนงต่างๆ อย่างกลมกลืน และใช้บทบาทเหบ่านี้อย่างชาญฉลาดในการนำเสนอตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญข่าวใน รายการข่าว ผ่านบุคลิกและความเป็นตัวของตัวเองอย่างมีมูลค่าทางการตลาด

"สรุยทธ" มีความดุ เผ็ด เด็ด มัน
"กนก" มีความสนุก ตลก ประนีประนอม ไทยๆ
"ธีระ" มีความสุขุม คม นุ่ม ลึก

การ "ขายตัวเอง" ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญข่าว ผู้เล่าข่าวที่มีความรู้ (บางรายมี เหมือนว่าจะรู้") นั้นกลายเป็น "สิ่งกระตุ้น/เรียกความสนใจ" จากผู้ชมได้มาก เพราะปัจจุบันเราไม่ได้ชมเฉพาะข้อเท็จจริงจากเนื้อหาข่าว แต่เรายังเสพติด "ความสนุกสนาน/กลวิธี/ลีลา/บุคลิก ของผู้เล่าข่าว" ด้วย
พิธีกร ข่าวจึงกลายมาเป็นผู้ที่มีอิทธิพล "เหนือ/เทียบเท่า" ตัวข่าว ข่าวมิใช่สินค้าเพียงอย่างเดียวในรายการ แต่ตัวพิธีกรก็เป็นตัวสินค้า คือมีความเป็น "แบรนด์" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย



สำหรับเทคนิค สร้าง "ความใกล้ชิด" นี้ "สรยุทธ" อธิบายไว้ในนิตยสาร Positioning Magazine มิถุนายน 2552 "ต้องมี Contact อะไรบางอย่าง ต้องสื่อสารกับคนดูเหมือนเขานั่งอยู่กับเรา สมัยก่อนบางวันผมทำรายการแล้วรู้สึกไม่สนุก เพราะรู้สึกว่า Contact เขาไม่ถึง ถ้าวันไหนสนุก ก็ Contact ถึง"
เขาเล่าได้มากขึ้นว่าหลักในการ Contact ให้ถึงผู้ชมคือ
1. มีพื้นฐานข่าว มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องใช้เวลา ต้องสร้าง และมันไม่มีทางลัด ทำให้การเล่าข่าวมาจากความเข้าใจ เนื้อหาอยู่ในหัว


2. มีความเป็นมนุษย์ พิธีกรข่าวไม่ใช่ผู้วิเศษ ผิดพลาดได้ เก่งและไม่รู้ได้ แต่ให้เป็นธรรมชาติ ไม่โอเวอร์ แต่ก็ต้องไม่จืด

ข้อมูล จากการสำรวจของ AC Nielsen Media Research สำรวจออกมาว่า เหตุผลหลักๆ ในการเลื่อกรับชมข่าวคือ "พิธีกร" ส่วนปัจจัยด้านความรวดเร็ว การเกาะติดทันเหตุการณ์นั้น รองลงมา ขณะที่คุณภาพของข่าวด้านความน่าเชื่อถือ การวิเคราะห์ข่าวนั้นเป็นปัจจัยลำดับท้ายๆ


ตารางแสดง 5 เหตุผลแรกในการเลือกชมข่าวแต่ละช่อง
ช่อง/อันดับ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 เนชั่น แชนแนล ASTV
อันดับ 1 พิธีกร พิธีกร พิธีกร พิธีกร เกาะติดข่าวร้อน พร้อมรายงาน 24 ชม.
อันดับ 2 เกาะติดข่าวร้อน น่าเชื่อถือ รวดเร็วอัพเดต รวดเร็วอัพเดต น่าเชื่อถือ น่าเชื่อถือ
อันดับ 3 วิเคราะห์เชิงลึก วิเคราะห์เชิงลึก น่าเชื่อถือ เกาะติดข่าวร้อน วิเคราะห์เชิงลึก พิธีกรข่าว
อันดับ 4 รวดเร็วอัพเดต รวดเร็วอัพเดต เกาะติดข่าวร้อน น่าเชื่อถือ รวดเร็วอัพเดต เกาะติดข่าวร้อน
อันดับ 5 พร้อมรายงาน 24 ชม. เกาะติดข่าวร้อน วิเคราะห์เชิงลึก วิเคราะห์เชิงลึก ความเป็นช่องข่าว ความเป็นช่องข่าว
ที่มา : Nielsen ปี 2008 จากนิตยสาร Positioning Magazine


ประการ ที่สอง - channel/ช่องทางการสื่อสาร ปัจจุบันเราเสพข่าวผ่านสื่อต่างๆ มากกมาย ข่าวมิได้เป็น "สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว-มีสังกัดที่อยู่ที่ชัดเจน" อีกต่อไปแล้ว ในอดีตเราสนใจข่าวๆ หนึ่งว่ามาจากไหน ฉบับไหน ช่องไหน ข่าวเป็นเหมือนสินค้า "ที่เกือบจะมีลิขสิทธิ์" เพราะการแข่งขันกันของสื่อที่ "เน้นที่ประเด็นเนื้อหา"


ในอดีต วัฒนธรรมการคัดลอกข่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นการเสียเกียรติและอุดมการณ์วิชาชีพ แต่สำหรับยุคปัจจุบัน ไม่มีใครสนใจเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นเราจึงเห็นภาพพิธีกรข่าวหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน เปิดเว็บไซต์ข่าวอ่านพาดหัวข่าวเด่นของวัน การเชื่อมโยงสำนักข่าวต่างๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ


ข่าวเป็นสินค้าที่ไร้ลิขสิทธิ์ ไร้พรมแดน เสรี และแพร่กระจายรวดเร็วมากขึ้นในโลกไซเบอร์สเปซ
เกิด แนวคิดเรื่อง "economics of news" หรือ การประหยัดจากข่าว ซึ่งเมื่อข่าวชิ้นหนึ่งๆ ถูกผลิตขึ้นมา ต้นทุนมีค่าคงที่ (เช่น 10,000 บาท) ข่าวชิ้นนี้ก็จะต้องถูกใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด ในรายการข่าวทั้งเช้า สาย บ่ายเย็น (ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของข่าว-แง่มุม-ประเด็น-ความยาวของข่าว) ในสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ข้อความสั้น (sms) โดยที่ต้นทุนของข่าวยังมีค่าคงที่


ช่องการสื่อที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดนี้เป้นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนในรายการข่าวปัจจุบันจึงต่ำลง และง่ายที่จะเสพมากขึ้น
รายการ คุยข่าว ในสถานการณืปัจจุบันจึงเป็นรายการที่ "มีต้นทุนด้านเนื้อหาข่าวต่ำ แต่กลับมีต้นทุนทางด้านผู้เล่าข่าวสูง" ซึ่งเป็นภาวะที่สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพข่าวที่จะได้รับในปัจจุบัน
ข้อมูลจากการสำรวจ ของ AC Nielsen Media Research สำรวจความนิยม ส่วนแบ่งผู้ชม และอัตราค่าโฆษณาในรายการข่าว (ยกเว้นข่าวเบรก/ข่าวต้นชั่วโมง) ที่เรตติ้งสูงสุด 10 อันดับแรก ณ ช่วงเดือนพฤษภาคม 2552 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมือง พบว่ามีเพียง 2 ช่องสถานีเท่านั้นที่มีความนิยมสูงสุดจากผู้ชม คือช่อง 7 และช่อง 3
รายการเรื่องเล่าเช้านี้ เป็นรายการที่มีส่วนแบ่งผู้ชมสูงสุด คือ 50% แม้ว่าช่อง 7 จะมีอัตราค่าโฆษณาโดยเฉลี่ยสูงกว่า แต่ก็เป็นเพราะ "อัตราค่าเช่าโดยรวม" มีสัดส่วนแพงกว่า เนื่องจากคนส่วนมากนิยมดูช่อง 7

ตารางสำรวจความนิยม ส่วนแบ่งผู้ชม และอัตราค่าโฆษณาในรายการข่าว
รายการ ช่อง เรตติ้ง สัดส่วนผู้ชม อัตราโฆษณาต่อนาที (บาท)
1. ข่าว 20.00 น. 7 9.8 41% 330,000
2. ข่าวภาคค่ำ 19.40 น. 7 8 33% 330,000
3. ข่าว 3 มิติ 3 7.5 35% 260,000
4. ข่าว 20.00 น. 3 6 25% 330,000
5. ประเด็นเด็ด 7 สี 7 4.7 20% 300,000
6. เรื่องเล่าเช้านี้ 3 4.3 50% 175,000
7. เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ 3 4.3 36% 230,000
8. เรื่องเด่นเย็นนี้ 3 3.1 27% 175,000
9. เที่ยงวันทันเหตุการณ์ 3 3 26% 120,000
10. ก๊วนข่าวเช้าวันหยุด 3 3 43% 150,000
ที่มา : POSITIONING รวบรวมจากข้อมูล AC Nielsen Media Research



ตาราง นี้แสดงให้เห็นว่ารายการข่าวเป็นรายการที่ "สามารถทำเงินได้" เพราะอัตราค่าโฆษณานี้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันกับรายการละคร การทำให้รายการข่าว "ขายได้" จึงสามารถกำหนดเวลาไพรม์ไทม์ใหม่ได้ ช่วงเวลาเช้า 06.00 - 08.00 น. จึงเป็นเวลาทองใหม่ (new prime time)


ทั้งหมดนี้เป็นทั้งปัจจัยเอื้อ และปัจจัยหนุนให้รายการคุยข่าว/เล่าข่าวในปัจุบัน "ฮิต" ติดกระแสจนยากที่จะยั้งอยู่ได้

ตารางสรุปคุณลักษณะของรายการข่าว/สนทนาข่าว/สนทนา

คุณลักษณะ รายการข่าว รายการสนทนาข่าว รายการสนทนา


1. เนื้อหา " รายงานข่าวหนัก/เบาทุกประเภท
" เรียงลำดับข่าวตามแบบแผนที่ตายตัว " นำเสนอเรื่องราวทีอยู่ในความสนใจของคนดู (human interest)
" สาระเบาๆ, เน้นปัญหาสังคม, หากเป็นข่าวการเมือง/เศรษฐกิจจะนำเสนอแบบผิวเผิน
" ไม่เรียงลำดับข่าวตามแบบแผนที่ตายตัว " นำเสนอเรื่องราวที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกร่วมในรายการ
" เน้นเสนอเรื่องราวเพียงไม่กี่ประเด็นใน 1 ตอนออกอากาศ


2. ผู้ประกาศข่าว/พิธีกร " มีเพียงคนเดียวหรือมากกว่า 1 คนก็ได้
" มีหน้าที่อ่านข่าวตามบทที่มีผู้เขียนและผ่านการตรวจแก้จากบรรณาธิการข่าว " มักมีพิธีกรมากกว่า 1 คน ได้แก่ พิธีกรหลักและพิธีกรรอง
" มีหน้าที่ในการอธิบายเรื่องราวและบอกที่มาที่ไปของข่าว แสดงความคิดเห็นในข่าว
" มีลักษณะผสมผสานระหว่างพิธีกรรายการสนทนากับผู้ประกาศข่าว
" เล่าข่าวด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย " มักใช้พิธีกรมากกว่าหนึ่งคน
" เน้นที่ให้ความสำคัญกับตัวพิธีกร
" ทำหน้าที่พูดคุยกับผู้ร่วมรายการ


3. แขกรับเชิญและผู้ร่วมรายการ " ไม่มี " ไม่มี เพราะเน้นทีให้ตัวพิธีกร หรือ ผู้ดำเนินรายการเป็นจุดเด่นของรายการ " แขกรับเชิญเป็นจุดเด่นที่ทำให้ รายการน่าสนใจ


4. บรรยากาศในรายการ " เป็นทางการ
" ไม่เน้นฉากใหญ่โต อลังการเพื่อดึงความเข้าใจจากผู้ชม " เน้นเล่าเรื่องเพื่อสร้างความบันเทิง สนุกสนาน และง่ายต่อการติดตาม
" ไม่เน้นฉากใหญ่โต อลังการ " ให้ความสำคัญกับฉาก เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกตื่นตาตื่นใจ


5. สไตล์และรูปแบบการนำเสนอ " แบ่งตามเกณฑ์เวลาออกอากาศ เช่น ข่าวเช้า กลางวัน ข่าวไพรม์ไทม์
" แบ่งตามเกณฑ์เนื้อหา เช่น รายการข่าวหนัก, รายการข่าวเบา " ขึ้นอยู่กับรสนิยมของกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย
" มี การวิจารณ์ว่าผู้ประกาศข่าวเหล่านี้ไม่ใช่ "นักข่าว" ที่แท้จริง แต่เป็นเพียงแค่ "News Actors" หรือนักแสดงสื่อข่าวที่มีความสามารถในการแสดงให้ผู้ชมเชื่อว่ามีความน่า เชื่อถือในการนำเสนอข่าวมากกว่าที่จะเป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในจิต วิญญาณของผู้สื่อข่าว " ขึ้นอยู่กับรสนิยมของกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย


6. เวลาออกอากาศ " ออกอากาศสด " ออกอากาศสด " สดหรือบันทึกเทป

เหตุ-ผลของการกำเนิดรายการคุยข่าว/เล่าข่าวที่มักใช้อธิบายกันคือ
1) ด้วยภาวะสังคมที่เร่งรีบ บวกด้วยปริมาณข้อมูลข่าวสารที่มีมากมากจนไม่สามารถมีเวลาให้กับมันได้ทั้งหมด
2) (สถานีโทรทัศน์) จึงกำหนดให้ผู้ประกาศข่าวเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้เรียบเรียง/ย่อย/ข่าวสาร ข้อมูลปริมาณมหาศาลนั้นให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายๆ สบายๆ เข้าใจได้ง่าย เพราะผู้เล่าข่าวจะอธิบายเล่าเรื่องข่าวสารที่ยากๆ นั้นให้ง่ายขึ้น
และ 3) ด้วยเพราะสังคมไทยเป็นสังคมของการพูด (มุขปาถะ) ไม่ใช่สังคมของการอ่าน
เหล่านี้จึงที่มาของความนิยมในรายการคุยข่าว/เล่าข่าวในปัจจุบัน เพราะตอบสนองสังคมผู้ชมได้

ข้อ ดีของรายการคุยข่าวเล่าข่าวต่อผู้ชม คือ ช่วยให้ผู้ชมติดตามข่าวมากขึ้น (อาจเป็นเพราะข่าวถูกย่อยให้ง่ายขึ้น และสนุกขึ้นเพราะผู้เล่าสนุก เล่าเก่ง ตลก เป็นกันเอง)
ข้อดีของรายการคุยข่าวเล่าข่าวต่อผู้ผลิต คือง่าย สะดวก ถูก และกำไรดี

แต่ประเด็นปัญหาสำหรับรายการคุยข่าวเล่าข่าวในทางวารสารศาสตร์คือ
1) การผสมปนเปกันระหว่าง "ข้อเท็จจริง" กับ "ความคิดเห็น" กล่าวคือ ผู้เล่า/คุยข่าวจะนำเสนอข้อมูลที่เป็นเนื้อข่าวปนไปกับคามคิดเห็นความรู้สึก ส่วนตัวของผู้เล่า เนื่องจาก "กลวิธีการเล่าเรื่อง" คือการที่ผู้เล่าจะต้อง "ทำความเข้าใจ/จำ/รับรู้เรื่องราวข้อมูลนั้นๆ" จากนั้นจึง "แปลงสารออกมาในรูปแบบของความเข้าใจของตนเอง" ซึ่งในกระบวนการทำความเข้าใจนี้เองที่มีการ "ตีความส่วนตัว" และเป็นช่องว่างให้ความคิดความรู้สึกส่วนตัวของผู้เล่าปะปนมาในเนื้อหาข่าว

เพราะรายการ(อ่าน/รายงาน) ข่าว คือ
= ผู้ประกาศ + ข่าว + ด้วยวิธีการรายงาน + ปราศจากคติ/ความคิดเห็น
= news anchors + news + report + without bias and opinion
= ข้อเท็จจริง (facts) - ภายใต้บรรยากาศเคร่งขรึม จริงจัง เป็นทางการ

แต่ รายการ(คุย/เล่า) ข่าว คือ
= พิธีกรข่าว + ข่าว + ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง + มีอคติ/ความคิดเห็น
= news actors + news +narrative + with bias and opinion
= ข้อคิดเห็น (opinion) - ภายใต้บรรยากาศเป็นกันเอง สบายๆ ไม่เป็นทางการ

เมื่อ ข่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่มีความคิดเห็นเข้ามาปะปน ข่าวจึงไม่ใช่ข่าว แต่เป็นความเข้าใจของผู้เล่าซึ่งอาจมีอคติ/ความคิดเห็นในเชิงตัดสินให้คุณ ให้โทษ



2) ก่อให้เกิดภาวะชี้นำความคิดทางสังคมให้ไปในทางใดทางหนึ่งได้ เพราะข้อมูลในรายการคุยข่าวเป็นข้อคิดเห็นที่มีส่วนของข้อเท็จจริงและความ คิดเห็นปะปนมาด้วย ผ่านลีลาการคุยข่าวการเล่าข่าว ซึ่งลีลาการคุยเหล่านี้ล้วนแฝงความคิดเชิงคุณค่า การที่เรารับชมข่าวเหล่านี้ซึ่งมีความสนุกสนาน ความตลก ความเบา ความง่าย ความหวือหวา ผ่านการเล่าเรื่อง จบข่าวหนึ่งชิ้นก็เชื่อมโยงต่อกับข่าวอีกชิ้น และบางครั้งก็กลับมาพูดคุยถึงข่าวอีกชิ้นก่อนหน้านี้ หรือเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิต ทัศนคติส่วนตัวของผู้เล่า ก็ย่อมที่จะมีความโน้มเอียงในข้อมูลนั้น ผู้ชมที่รู้ไม่เท่าทัน หรือรู้เท่าทันแต่ด้วยภาวะเวลาที่เร่งรีบ ไม่มีเวลานั่งคิดพิจารณาข้อเท็จจริง ก็มักจะเชื่อเอาตามที่ผู้เล่า
และ ยิ่งสื่อโทรทัศน์เปลี่ยนรายการข่าวแบบอ่านรายงานปกติมาเป็นแบบคุยข่าว/เล่า ข่าวกันหมด ปัจจุบันคงเหลือการรายงานข่าวแบบอ่านข่าวเพียงไม่กี่รายการ บางช่องมีเฉพาะการรายงานข่าวพระราชสำนักและข่าวต้นชั่วโมงเท่านั้น



3) ก่อให้เกิดภาวะการขาดความหลากหลายของ/ข้อมูลความคิดเห็น เพราะรายการคุยข่าว/เล่าข่าวปัจจุบันที่ปรากกฎในสื่อโทรทัศน์เกือบทุกช่อง /ทุกรายการนั้นนำข้อมูลมาจากสื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อเย็น (หนังสือพิมพ์คือสื่อเย็นเพราะ ซื้อวันนี้ ตีตราวันพรุ่งนี้ แต่เนื้อหาของเมื่อวานนี้ ขณะที่สื่อโทรทัศน์นั้นสามารถอาศัยความได้เปรียบที่สามารถรายงานสดได้) เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการทำลายคุณสมบัติเด่นของสื่อโทรทัศน์เรื่องความสด ทันสมัย และด้วยความมักง่ายของการผลิตรายการคุยข่าวที่เพียงคัดเลือกเอาข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ (ซึ่งความหลากหลายของข่าวสารในหนังสือพิมพ์ก็มีอยู่ระดับหนึ่ง) เมื่อผู้คุยข่าวหยิบเอาข่าวเด่นๆ ที่มีในเกือบๆ ทุกฉบับมาเล่ารายงาน จึงทำให้แทนที่ข่าวในสื่อโทรทัศน์จะมีภาพ มีข้อมูลที่แตกต่าง รอบด้าน มีความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นจากสื่อหนังสือพิมพ์ กลับไม่มี


หนังสือ พิมพ์นั้น ข่าวชิ้นเดียวกันยังมีให้เลือกอ่านจากหลายๆ ฉบับ แต่ละฉบับก็มีการคัดเลือกข่าวมาตีพิมพ์แตกต่างกันตามแต่บรรณาธิการของตน แต่ผู้คุยข่าวเล่าข่าวกลับมีเพียงไม่กี่คน บางคนก็ปรากฏตัวในหลายช่องกลายเป็นผู้กำหนดความคิดให้กับสังคมไป เพราะกระทำตนเป็นผู้คัดเลือกข่าวสารคนที่สองซึ่งก็เลือกข่าวจากบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ต่างๆ นั้นเอง



4) เกิดภาวะปรสิตในระบบข้อมูลข่าวสาร ทำให้ระบบสื่อสารมวลชน/สังคมไม่พัฒนา เนื่องจากกระบวนการคัดลอก/ผลิตซ้ำ/ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์สู่สื่อโทรทัศน์ ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังกันระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง เพราะผู้เล่าข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์มิได้ต้องรับผิดชอบการทำข่าว เพียงแต่ทำหน้าที่อ่านและรายงาน เมื่อมิได้ทำข่าวเอง จึงมิจำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบหรือมีความรู้สึกตระหนักต่อความยากลำบากในการ ทำข่าวที่ต้องลงไปค้นคว้าข้อมูลบุคคลจากการสัมภาษณ์ ไม่ต้องลงแรงไปสืบค้นข้อมูลเอกสาร ภาพถ่าย มิต้องเผชิญกับ "ภาวะอันตรายจากการทำข่าว" เพียงแต่ซื้อหนังสือพิมพ์วันละไม่กี่ร้อย ก็สามารถทำรายการข่าวและขายเวลาโฆษณาได้นาทีละแสนสองแสนบาท ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการผลิตข่าวที่มีคุณภาพ เช่นข่าวเจาะ ข่าวสืบสวน ข่าวคอร์รัปชั่น ที่ควรแจกจ่ายให้กับทีมข่าวซึ่งมีหลายชีวิตเพื่อการพัฒนาการทำข่าว กลับตกไปอยู่กับค่าตัวของผู้เล่าข่าว/คุยข่าวค่าตัวแพงไม่กี่คน ภาวะปรสิตสื่อนี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานข่าวโทรทัศน์แบบรายการคุยข่าว/เล่าข่าวย่อมขาดความเข้าใจ และตระหนักในจรรยาบรรณ จริยธรรมทางวิชาชีพไป หรือคำนึงถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น


เมื่อไม่ได้ทำข่าวเอง ก็ไม่ตระหนักในจริยธรรมสื่อมวลชนและความรับผิดชอบต่อสังคม
เมื่อไม่ต้องรับผิดชอบต่อสื่อสังคม ก็ทำให้สังคมไม่พัฒนาไปในทางที่ควรจะเป็น
ใน ระบอบสังคมแบบประชาธิปไตย ความหลากหลายของข้อมูลและความคิดเห็น เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่หากผู้ชมเปิดหน้าจอโทรทัศน์และเจอแต่รายการคุยข่าวเล่าข่าว ก็ทำให้ผู้ชมขาดทางเลือกในการรับชมข่าวสารข้อเท็จจริงล้วนๆ ไป กลายเป็นสังคมข้อมูลข่าวสารที่มีความคิดเห็นปนเปื้อน บิดเบือน



5) ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในรายการคุยข่าว/เล่าข่าว เช่น เรื่องโฆษณาแฝงที่มีในรายการ การโฆษณาที่ยาวเกินกว่าที่กำหนดไว้ เช่นโฆษณาข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมห้างร้านต่างๆ การแจกทั้งเสื้อ ทั้งหนังสือหรือของขวัญร่วมสนุกกับผู้ชมทางบ้าน การตั้งคำถามผ่านระบบข้อความสั้น หรือการแสดงความคิดเห็นผ่านรายการ ที่อาจไม่ค่อยเป็นประโยชน์ต่อเนื้อหาข่าวมากเท่ายุคแรกเริ่มของกิจกรรมนี้



Bonnie Anderson อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ NBC และ CNN ได้กล่าวไว้ในหนังสือ News Flash ว่า "ฉันเรียกคนเหล่านี้ว่า นักแสดงสื่อข่าว เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือ ให้คนดูที่ตัวของพวกเขา ไม่ใช่เนื้อหาสาระของข่าว" และถ้าคนดูติดรายการ เรตติ้งเพิ่ม เงินเพิ่ม ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง (celebrity) ภายในระยะเวลาอันสั้น มีรายได้ค่าตัวแพง ๆ

ทั้งหมดอาจแสดงให้เห็นภาพ ว่า ขณะที่เรากำลังมีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี เข้าสู่ยุค 3.0 ที่ซึ่งข้อจำกัดทางเทคโนโลยีไม่มีความหมายอีกต่อไป เราเรียกมันว่าการพัฒนา แต่ขณะเดียวกันคุณภาพข่าวสารกลับเป็นสิ่งที่เราไม่ให้ความสำคัญกับมันอีกต่อ ไป


ความเป็นห่วงว่ารายการคุยข่าวจะมาชี้นำความคิดผู้คนในสังคม นั้น มีส่วนจริงอยู่มิน้อย แต่การแก้ไขปัญหาที่โยนให้สมาคมวิชาชีพลงมารับผิดชอบนั้น อาจไม่เพียงพอ องค์กรสื่อโทรทัศน์นั่นเองที่ควรรับเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพราะประเด็นปัญหาทางวารสารศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากรายการคุยข่าวเล่าข่าวนั้น มิใช่เรื่องที่ "เบาๆ สนุกๆ ไม่ซีเรียส" แต่กลับเต็มไปด้วย "ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมข้อมูลข่าวสารที่อ่อนเปลี้ยและอันตรายในสังคม ประชาธิปไตย" รายการคุยข่าวทำให้ผู้ชมเสพติดความคิดเห็น มิใช่ ข้อเท็จจริงอีกต่อไป
.................................................................................................
( หมายเหตุ บทวิเคราะห์นี้ มาจากงานวิจัยของ ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) )

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
เปิดแนวรบสงครามข่าว บนจอทีวีช่อง 7 ช่อง 3 รบดุเดือด ปลุกให้คู่แข่งขันกระโดดลงสู่สนามรบ ทั้งข่าวเช้าและค่ำแย่งชิงเรตติ้งและเม็ดโฆษณาหมื่นล้าน เปลี่ยนคนอ่านข่าวกลายเป็นเศรษฐีใหม่ ทั่วหน้าทั้ง สรยุทธ์ ตัวพ่อ และนักเล่าข่าวยอดนิยม เผยกลยุทธการแข่งขันที่เปลี่ยนข่าวกลายเป็นเรียลริตี้โชว์

... ชั่วโมงนี้ เชื่อหรือไม่ว่า รายการคุยข่าว เป็นรายการที่มีต้นทุนด้านเนื้อหาข่าวต่ำ แต่กลับมีต้นทุนด้านผู้เล่าข่าวสูงมาก

AC Nielsen Media Research สำรวจความนิยมส่วนแบ่งผู้ชมและอัตราค่าโฆษณาในรายการข่าวที่เรตติ้งสูงสุด10 อันดับแรก ช่วงพฤษภาคม 2552 ในพื้นที่กรุงเทพและหัวเมือง พบว่า มีเพียง 2 ช่อง สถานีเท่านั้นที่มีความนิยมสูงสุดจากผู้ชมคือ ช่อง7และช่อง3

สงคราม ข่าวบนจอทีวี ปัจจุบัน มี มวยคู่เอก คือ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง7 และ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็นผู้นำ ด้วยมวยรองบ่อนคู่อื่นๆ อาทิ โมเดิร์นไนน์ทีวี,สถานีวิทยุและโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และ TNN สถานีข่าว 24 ชั่วโมง ทางช่องทรูวิชั่นส์ 7 ที่มีความจำเป็นต้องออกมาฟุตเวิร์คโชว์ตัวเรียกเรตติ้งจากผู้ชมและดูดเม็ด เงินโฆษณาเข้าสู่สถานี

วันนี้ รายการประเภทข่าวหน้าจอทีวีของประเทศไทยในวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากเวลาที่ไม่ทำเงินกลายมาเป็นนาทีทอง

@จากสงครามเล่าข่าว...สู่ศึกเรียลลิตี้ นิวส์

หาก ย้อนเวลาไปประมาณ 6 ปีที่ยุคนั้นเป็นยุคที่นักวิชาการด้านสื่อเรียกว่า “ยุครายการเล่าข่าวฟีเวอร์” ผู้ชมหน้าจอและผู้ฟังหน้าปัดวิทยุคงจะคุ้นเคย เคยชิน และชินชา กับรายการประเภทเล่าข่าวที่มีอยู่เกลื่อนจอ และเกือบทุกหน้าปัด วิทยุและโทรทัศน์เมืองไทย รายการประเภทเล่าข่าวในยุคนั้นจะเน้นที่ตัวพิธีกรผู้เล่าข่าวเป็นหลัก

ส่วน เนื้อหาของข่าวที่เอามาเล่า มาพูดมาแสดงความคิดเห็นในรายการส่วนใหญ่จะมามาจากหนังสือพิมพ์ จนเกิดการตั้งคำถามกันขึ้นว่า การทำข่าวและเนื้อหาของข่าวในรายการประเภทเล่าข่าวในสถานีโทรทัศน์นั้นง่าย เกินไปหรือเปล่า

แต่ในปัจจุบันรายการประเภทเล่าข่าวได้มีการปรับ เปลี่ยนแหล่งที่มาของเนื้อหา ข่าวสารและวิธีการในการนำเสนอไปบ้าง เช่น มีนักข่าวของตัวเองลงพื้นที่ไปทำข่าวเองด้วย มิใช่เพียงแค่หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว

ทั้ง นี้อาจเป็นเพราะในสมรภูมิการเล่าข่าวมีการแข่งขันกันสูงขึ้น แต่ละสถานีจึงต้องแสวงหาจุดขาย และความแตกต่างของตัวเองเพื่อตรึงผู้ชมและดึงเรตติ้งให้สูงขึ้น

ศึก รายการประเภทเล่าข่าวยกแรก ปรากฏว่าผู้ครองแชมป์ เรตติ้งพุ่งแรง ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทั้งนี้เพราะได้พิธีกรผู้ดำเนินรายการที่เรียกได้ว่าเป็นตัวพ่อของรายการ ประเภทเล่าข่าวคือ สรยุทธ สุทัศนะจินดา

ในสไตล์การ “เล่าข่าว” และ “คุยข่าว” ได้ชัดเจน ที่เหมือนมีคนกันเองมาพูดให้ฟัง นับตั้งแต่เริ่มออนแอร์ที่ช่อง 3 ในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” เมื่อปี 2546 ทำให้ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” แตกต่างจากพิธีกรข่าวคนอื่นในช่วงนั้น ที่พูดจาฉะฉานกล้าซักถาม สัมภาษณ์แขกรับเชิญอย่างตรงไป ตรงมา ด้วยคำถามที่แรงจนโดนใจผู้ชม และได้เรตติ้งดี เป็นเศรษฐีเงินร้อยล้านภายในไม่กี่ปี

สรยุทธ กลายเป็นต้นแบบการเล่าข่าวที่ลามไปทุกช่องในเวลานี้ หากเปรียบเทียบกับสินค้าแล้ว “สรยุทธ” คือโปรดักต์ที่แตกต่างในตลาดช่วงนั้น เข้าตลาดได้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม และสุดท้ายคือช่องทางจำหน่ายที่สามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากอย่างฟรีทีวี

เอา เข้าจริงแล้ว ช่อง 3 ของตระกูลมาลีนนท์ แม้บางช่วงจะถูกคอมเมนท์อย่างแรง ถึงความเป็นกลาง อิงการเมือง แต่เรตติ้งก็ยังแรงดี ไม่มีตก

ขณะที่ ช่อง 3 จะมีรายการประเภทเล่าข่าว และ คุยข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ก็เข็นรายการประเภทเล่าข่าวออกมาสู้ภายใต้ชื่อรายการ “จมูกมด” ดำเนินรายการโดย กนก รัตน์วงศ์สกุล, พิสิฐ กีรติกานต์กุล, จอมขวัญ หลาวเพ็ชร และ ภัทร จึงกานต์กุล เพื่อหวังชิงตำแหน่งแชมป์และเม็ดเงินโฆษณาจากช่อง 3

แต่สงคราม ระหว่าง เรื่องเล่าเช้านี้ กับ จมูกมด กลับต้องจบเกมก่อนกำหนดเมื่อมีตัวตัวแปรสำคัญคือ สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ต้องการสร้างเงินจากเวลาที่ไม่ทำเงินคือเวลาช่วงเช้าบ้าง เพราะเห็นว่าช่อง 3 และ ช่อง 7 ต่างก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว

ว่าแล้ว ผู้บริหาร อสมท จึงเลือกเป็นพันธมิตรกับเนชั่น เชแนล อีกครั้งในการผลิตรายการข่าวช่วงเช้า และส่ง กนก รัตน์วงศ์สกุล และ จอมขวัญ หลาวเพชร์ มาเป็นพิธีกรร่วมกับพิธีกรข่าวของสถานีภายใต้ชื่อรายการ “เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า” ซึ่งรายการนี้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนรายการประเภทข่าวอย่างรุนแรงอีกทั้งใน สถานีโทรทัศน์ทัศน์กองทัพบกช่อง 7 พร้อมๆ กับการหายไปจากหน้าจอของรายการคุยข่าว “จมูกมด” แต่กลับมีรายการ “เช้านี้ที่หมอชิต” มาแทนที่

มืออาชีพที่ เปิดตัวท้าชิงตำแหน่งสถานีข่าวอันดับหนึ่งอย่างเต็มตัวของสถานีโทรทัศน์กอง ทัพบกช่อง 7 คือ ชาลอต โทณวณิก ผู้บริหาร มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด มหาชน โดยการดึงทีมไอทีวีเก่ามาพร้อมชนอย่างเต็มที่ ชัดเจนจาก คอนเชปต์ ผู้รู้...ผู้เล่า เช่น การวิเคราะห์เศรษฐกิจ โดย วีระ ธีรภัทร, รายการกีฬา โดย ภราดร ศรีชาพันธุ์, สมจิตร จงจอหอ, ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ซึ่งจะมีพิธีกรประกาศหลัก 2 คน คือ ศศิวรรณ เลิศวิริยะประภา อดีตผู้ประกาศข่าวจากช่อง 3 และไอทีวี และจำเริญ รัตนตั้งตระกูล อดีตผู้ประกาศข่าวจากช่อง 9 และไอทีวี

จากการสำรวจของ ACORN ลำดับเหตุผลในการเลือกชมข่าวเช้าคือ

1.หัวข้อข่าว ไม่หนักเกินไป และไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ เจาะลึก

2.ผู้ประกาศข่าว ต้องมีสีสัน ดูกระฉับกระเฉงในการนำเสนอ มีความสามารถในการสรุปและวิเคราะห์ข่าว

3.การนำเสนอ ต้องมีความสดใส มีรูปแบบสบายๆ ไม่หนักจนเกินไป

4.ช่วงเวลาในการนำเสนอ กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ เพราะผู้ชมมีเวลาจำกัด

5.ทันสถานการณ์ การรายงานข่าว หรืออัพเดทข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงข้ามคืน หรือที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น

6.อื่นๆ ฉาก การแต่งกาย สดใส สีสัน เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่

@ แนวรบใหม่ “รายการข่าวช่วงสี่ทุ่ม”

หลัง จากช่อง 3 ประสบความสำเร็จจากรายการ “ครอบครัวข่าว” จนกลายเป็นตำนานแห่งความสำเร็จจากการนำเวลาที่ไม่ทำเงิน มาปั้นให้เป็นรายการข่าวที่มีเรตติ้งสูงจนกลายเป็นเวลาทองที่สร้างรายได้ให้ กับช่อง 3 รองจากละคร

ครอบครัวข่าว เป็นการรวมพลังระหว่างผู้ผลิตรายการข่าว ที่มี บีอีซีเทโร และ เซิร์ซเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และ ทีมข่าวช่อง 3 ร่วมกันระดมความคิด นำการตลาดมาเป็นส่วนผสมใช้ถอดรหัสคนดู และเอเจนซี่โฆษณา ดึงพิธีกรระดับแนวหน้ารวมถึงพิธีกรข่าวผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ๆ ไฟแรง มาเสริมทัพตลอดเวลา โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สนับสนุนลงทุนทุกอย่าง เพื่อต้องการให้รายการประเภทข่าวของสถานีพัฒนาอย่างต่อเนื่องและนำคู่แข่ง ทางธุรกิจอยู่ตลอดเวลา

สิงหาคม 2551 ช่อง 3 เฉือนเวลาสำหรับรายการประเภทวาไรตี้บันเทิง ทุกวันยกเว้นวันอังคาร มาเป็นเวลาสำหรับ รายการข่าวช่วง 4 ทุ่มครึ่ง ภายใต้ชื่อรายการ “ข่าว 3 มิติ” โดยมี กิตติ สิงหาปัด เป็นพิธีกรข่าว และ ทีมข่าวเจาะของอดีตสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผลปรากฏว่า หลังจากการออกอากาศของรายการข่าว 3 มิติ เรตติ้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทบางกอกเอนเตอร์เทน์เมนท์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ก่อนตัดสินใจวางผังรายการข่าว 3 มิติ ช่อง 3 ได้ศึกษาพฤติกรรมผู้ชมอย่างละเอียด โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองที่ส่วนใหญ่ช่วงเย็นยังไม่ได้ดูข่าว เพราะอยู่ระหว่างเดินทาง อยู่บนท้องถนน

ขณะที่รายการข่าวส่วนใหญ่จบ ช่วง 1-2 ทุ่มครึ่ง หลังกลับบ้านผู้ชมดูละคร ได้พักผ่อนหย่อนใจ ประมาณ 2 ชั่วโมง การมีรายการข่าวในช่วงนี้จึงเป็นช่องว่างการตลาดที่ช่อง 3 มั่นใจอีกครั้งว่าจะได้คนดูและรายได้ และเมื่อได้คุยคอนเซ็ปต์กับทีมผู้ผลิตในนามบริษัทฮอตนิวส์ ของ ”กิตติ” และความเป็น ”พิธีกรข่าว”ของ ”กิตติ” ที่มีบุคลิกชัดเจน มีแฟนผู้ชมตั้งแต่สมัยไอทีวี ช่อง 3 จึงเห็นว่าเป็นรูปแบบที่ลงตัวและเหมาะสมกับเวลา 4 ทุ่มครึ่งซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนคือส่วนใหญ่ 40 ปีขึ้นไป

“สุรินทร์” กล่าวว่า ในช่วงแรกยังไม่ได้คาดหวังเรตติ้งสูงนัก หากเทียบกับรายการประเภทบันเทิงวาไรตี้ที่อยู่ในผังเดิม ซึ่งเฉลี่ยมีเรตติ้งตั้งแต่ 3-7 แต่ “ข่าว 3 มิติ”ได้ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 5 หากนับเฉพาะในกทม.และหัวเมืองอยู่ที่ 7 จึงถือว่าน่าพอใจอย่างมาก และสำหรับ ”กิตติ” ผลตอบรับ ออกมา ดีกว่าที่คาดไว้มาก

ความสำเร็จของ “ข่าว3 มิติ”ในมุมมองของ “สุรินทร์” คือมาจากคอนเทนต์ เพราะในที่สุดเรื่องทุนหากใครมีก็สามารถทุ่มซื้อเทคโนโลยีและพิธีกรได้ แต่หากทำเนื้อหาข่าวออกมาไม่ดีก็ยากจะประสบความสำเร็จ

ช่อง 7 เมื่อโดนช่อง 3 แย่งชิงเม็ดเงินโฆษณา และเรตติ้งคนดูจนแซงหน้าไปได้ ก็อยู่เฉยไม่ได้ เมื่อมีการปรับองค์กรภายใน กฤตย์ รัตนรักษ์ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เข้ามากุมบังเหียนการบริหารงาน ได้ปรับผังรายการใหม่ ซึ่งเป็นการท้ารบกับช่อง 3 โดยเฉพาะ ด้วยการโยกรายการชิงร้อยชิงล้าน ชนกับตีสิบของช่อง 3 ในวันอังคาร พร้อมเขย่าเวลาช่วงข่าวใหม่ โดยมอบหมายให้ “มีเดีย ออฟ มีเดียส์” บริษัทลูกของช่อง 7 ที่มี “ชาลอต โทณวณิก” เป็นแม่ทัพนำทีมงานที่เป็นอดีตคนข่าวไอทีวีมาเป็นผู้ผลิตรายการข่าว

ประเดิม ด้วยรายการ “ข่าวเจาะเกาะติด” ช่วงเวลาเที่ยงคืน เป็นรายการข่าวแรกที่ช่อง 7 เปิดทางให้แสดงฝีมือ เมื่อมีการพิสูจน์ฝีมือจนเป็นที่ประจักษ์ในผลงาน ทางช่อง 7 จึงเพิ่มเวลาในการทำข่าวเพื่อท้าชนกับรายการ ข่าว 3 มิติ ด้วยการเปิดตัวรายการ ประเด็นเด็ดเจ็ดสี และยอมเฉือนเวลาจากละครให้ตัดเข้ารายการประเด็นเด็ดเจ็ดสี เร็วขึ้นก่อนรายการข่าว 3 มิติ การเข้ามาขอแชร์เรตติ้งของ ประเด็นเด็ดเจ็ดสี ที่มีเดียฯ เป็นผู้ผลิต ประกบกับข่าว 3 มิติ และ ทำให้รายการข่าวช่วงสี่ทุ่มกว่าๆ ร้อนระอุขึ้นมาทันที

บัดนี้ 4 ทุ่ม กลายมาเป็นช่วงเวลาแห่งสงครามข่าวที่ถูกจับตามองมากที่สุด มีเดียฯ ได้โยก “นารากร ติยายน” อดีตพิธีกรข่าวไอทีวี จากรายการข่าวเจาะเกาะติด ประกบคู่ชน กิตติ สิงหาปัด ซึ่งถือได้ว่าเป็นมวยที่ถูกคู่กองเชียร์อีกเหมือนกัน

เพราะทั้ง กิตติ สิงหาปิและ นารากร ติยายน ต่างก็เคยเป็นศิษย์เก่าไอทีวี และเคยทำรายการ Hot News ถือเป็นรายการข่าวดังที่สุดของไอทีวี รวมทั้งทีมงานผลิตรายการข่าว 3 มิติ และประเด็นเด็ดเจ็ดสี ก็ล้วนแต่เป็นทีมเบื้องหลัง Hot News

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ทั้งรายการของประเด็นเด็ดเจ็ดสี และข่าว 3 มิติ ต่างก็ต้องสร้างมิติใหม่ของการนำเสนอข่าวที่ฉีกไปจากรูปแบบเดิม เพื่อสร้าง ”ความต่าง” ที่เป็นจุดขายสำคัญสำหรับเวลาข่าวช่วงดึก ให้ข่าวที่ถูกรายงานมาแล้วตลอดทั้งวัน ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบการนำเสนอ “สกู๊ปข่าวค้นหาความจริง หรือ Fact News ถูกนำเสนอเป็นข่าวในรูปแบบใหม่ ด้วยการตามค้นหาความจริงของช่าวชิ้นนั้น เติมรสชาติความเป็น Reality เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมในการค้นหาข้อมูล

“ทุกวันนี้รูป แบบการนำเสนอข่าวค้นหาความจริง น่าสนใจน้อยลงเรื่อยๆ เราจึงต้องเสริมเรียลลิตี้เข้าไป และไม่ใช่แค่การค้นหาความจริง แต่ต้องสร้างให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับข่าว ถ้าเป็นข่าวเศร้าก็ต้องให้คนดูรู้สึกเศร้าไปด้วย เช่น กรณีข่าวฆ่ายกครัว แทนที่จะรายงานข่าวว่าใครฆ่า เราต้องถ่ายทอดให้เห็นความรู้สึกแม่และยายที่กอดกันร้องไห้ หรือกรณีเด็กชายเคอิโงะ ที่คนดูรู้สึกร่วมไปกับการตามหาพ่อของเขา” นี่คือยุทธศาสตร์ใหม่ของการนำเสนอข่าว ที่ ธเนส เกษรรัตน์ ซีเนียร์โปรดิวเซอร์รายการประเด็นเด็ดเจ็ดสี เชื่อว่าเป็นทิศทางการทำข่าวรูปแบบใหม่ที่จะยึดใจคนดูไว้ได้ ต้องเติมรสชาติของความเป็นเรียลลิตี้

ชั่วโมงนี้ เรียลลิตี้ข่าว ได้กลายเป็น “สูตรสำเร็จ” ของสงครามข่าวรอบใหม่ และได้ถูกนำไปใช้ในเวลาข่าวอื่นๆ ข่าวเช้า กลางวัน และข่าวดึก ที่แม้จะยังคงเป็นรายงานข่าว หรือการเล่าข่าว แต่ได้ใส่ความเป็นเรียลลิตี้ข่าว ในภาพข่าวที่เอามานำเสนอ เพื่อให้เกิดเน้นอารมณ์ความรู้สึกไปกับข่าวอย่างเห็นได้ชัด

@ช่อง 7 เน้นภูมิภาค - ช่อง 3 เน้นสดทั่วไทย

ข่าว ภูมิภาค เป็นอีกหนึ่งในจุดขาย ที่ช่อง 7 ยังคงให้น้ำหนักในช่วงข่าวเช้ามากถึง 30% เพื่อตอบโจทย์คนดูหลักของช่อง 7 ที่เป็นคนต่างจังหวัด ซึ่งข่าวช่วงเช้าจะมีบทบาทมากกับคนดูกลุ่มนี้ ทั้งกลุ่มแม่บ้าน หรือร้านค้าต่างๆ ที่นิยมดูข่าวเช้า และยังเป็นการฉีกหนีไปจากคู่แข่ง ที่มุ่งเน้นตอบสนองคนดูที่เป็นคนเมือง

ขณะ ที่เรื่องเล่าเช้านี้ของสรยุทธมีรายงานสดจากทั่วประเทศในประเด็นต่างๆ แล้วแต่กระแสการตั้งประเด็นขึ้นมาในแต่ละวัน อาทิ จราจรในกรุงเทพฯ สลับกับการรายงานพยากรณ์อากาศ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจในแต่ละวัน อาทิ ภาวะตลาดสดตอนเช้า ร้านข้าวแกงทั่วไทยตอนเช้า ภาวะตลาดหุ้นไทย-เทศ ภาวะดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่คนวัยทำงานในเมืองต้องการทราบทั้งสิ้น แต่ เช้านี้...ที่หมอชิต มีรายงานสดราคาพืชผลจากตลาดสดช่วงเช้า เพื่อให้ตอบโจทย์คนดูต่างจังหวัด

ขณะเดียวกัน “สรยุทธ” เองก็ปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด กลับมาหา จุดแข็งของ ตัวเองอย่างชัดเจน คือทีวีสำหรับคนกรุงเทพฯและหัวเมือง และหากวัดจากการเริ่มต้นรายงานข่าว “สรยุทธ” มักจะเริ่มด้วยข่าวในกระแสที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวันนั้นๆ ข่าวความเคลื่อนไหวรัฐบาล หรือข่าวการเมืองที่ร้อนแรง ต่างจาก “เช้านี้...ที่หมอชิต” โดยสิ้นเชิงที่ผู้ชมจะได้รับรู้ข่าวอาชญากรรม และข่าวชาวบ้านในอันดับต้นๆ

“ยกแรกการแข่งรายการข่าวในช่วงเช้า “สรยุทธ” ยังชนะ เพราะเป็นพิธีกรอันดับ 1 โฆษณาเข้าเต็มตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง ขณะที่ช่อง 7 ยังเพิ่งเริ่มต้นในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งยังมีโฆษณา House Ad ได้เห็นบ่อยๆ พิธีกรข่าวที่ยังไม่คุ้นหน้าคุ้นตาผู้ชมนัก ต้องรอดูว่ากองทัพพิธีกร และเหล่าผู้รู้ทั้ง 13 คน ของเช้านี้...ที่หมอชิต จะช่วงชิงคนดู จากเรื่องเล่าเช้านี้ได้มากน้อยเพียงใด” (Positioning Magazine เดือนมิถุนายน 2552)

@ข่าวเย็น ช่อง 3 นำช่อง 7

ข่าว ช่วงเย็นของช่อง 3 เป็นรายการข่าวอีกช่วงหนึ่งที่ช่อง 3 มีการปรับรูปแบบมาตั้งแต่ปี 2548 ภายใต้แบรนด์ “ครอบครัวข่าว” จนในที่สุดสามารถทำเรตติ้งทั่วประเทศใกล้เคียงกับช่อง 7 และในพื้นที่กทม. และหัวเมือง ชนะช่อง 7 ด้วยสัดส่วนผู้ชมสูงกว่าประมาณ 6% (ข้อมูล Nielsen)

ด้วย รูปแบบการเล่าข่าวผ่านพิธีกรที่หลากหลายทั้งหญิงชาย ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ เป็นสูตรตามหลักการตลาดโดยแท้ ผลักดันให้ข่าวของช่อง 7 ต้องปรับเป็นสไตล์การเล่าข่าวโดยมีพิธีกรฮอตเวลานี้ของช่อง 7 คือ “นารากร ติยายน” และ “ภัทร จึงกานต์กุล” 2 คนเป็นหลัก

“เรื่องเด่นเย็นนี้” จันทร์-ศุกร์ เป็นรายการคุยข่าวต้นแบบที่ผู้ชมส่วนใหญ่รับรู้ว่ามีพิธีกรข่าวมากที่สุด ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที มีทั้งหมด 6 คน เพื่อตอบโจทย์การให้ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ภายใต้แบรนด์ “ครอบครัวข่าว 3” สามารถเข้าถึงผู้ชมทุกเซ็กเมนต์ จากการเล่าข่าวของพิธีกรข่าวแต่ละคนที่จัดวาง Positioning ให้เด่นชัดเป็น Man of Knowledge ในแต่ละเรื่อง ตั้งแต่เรื่องข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การเจาะลึกบางประเด็นและกีฬา

“เรื่องเด่นเย็นนี้” เป็นรายการข่าวที่อยู่ภายใต้การร่วมผลิตระหว่างฝ่ายข่าวช่อง 3 และบริษัทเซิร์ชไลฟ์ จำกัด ในกลุ่ม “เซิร์ช เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ตั้งแต่ปี 2548” ที่มี “วิบูลย์ ลีรัตนขจร” เป็นกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ โดยปัจจุบัน เซิร์ช ไลฟ์ ยังมีรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ เสาร์-อาทิตย์ 17.15-18.00 น. ด้วยพิธีกรอีกชุดหนึ่ง

“วิบูลย์” บอกว่าความสำเร็จของ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ในช่วงแรกวางตามสูตรกลยุทธ์การตลาดที่ว่าจะมีส่วนใดมาประกอบให้โปรดักต์ ประสบความสำเร็จบ้าง แน่นอนคุณภาพข่าวคืออันดับแรก แต่มีองค์ประกอบหนึ่งคือผู้ประกาศข่าว ซึ่งก่อนที่จะลงตัวได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ชม เช่น ต้องการชมอะไร และผู้ประกาศข่าวคนไหน พบว่าส่วนหนึ่งรายการข่าวจะสำเร็จได้ผู้ประกาศที่ได้รับความนิยม และน่าเชื่อถือเป็นส่วนสำคัญ ในปีนี้กำลังพยายามขยายกลุ่มเป้าหมายผู้ชม จากเดิมส่วนใหญ่ผู้ชมเป็นกลุ่มอายุ 35 ปี มาเป็นกลุ่มเยาวชนอายุไม่เกิน 30 ปี ด้วยกลยุทธ์ล่าสุดคือการดึงพิธีกรข่าวรุ่นใหม่ “ภาษิต อภิญญาวาท” จากช่อง 7 มาร่วมคุยข่าว

ปัจจุบัน “เรื่องเด่นเย็นนี้” จันทร์-ศุกร์ จึงมีพิธีกรข่าวทั้งหมด 6 คน คือ ธีระ ธัญไพบูลย์ วราภรณ์ สมพงษ์ ภาษิต อภิญญาวาท บัญชา ชุมชัยเวทย์ สรยุทธ สุทัศนะจินดา และสาธิต กรีกุล (จันทร์-เสาร์) ส่วนเรื่องเด่นเย็นนี้ เสาร์-อาทิตย์ มีสายสวรรค์ ขยันยิ่ง นิธินาฎ ราชนิยม ม.ล.ณัฎฐกร เทวกุล บัญชา ชุมชัยเวทย์ พลวรรธก์ บุญลออ

แม้ว่าช่อง 7 ยังไม่ได้ขยับปรับเปลี่ยนข่าวเย็นในช่วงนี้ แต่เชื่อได้ว่าศึกรอบนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ ที่สำคัญ สงครามข่าวรอบใหม่นี้ ได้เปลี่ยนรูปแบบของการนำเสนอข่าวไปแล้ว จากการ “เล่าข่าวมาเป็นเรียลลิตี้ข่าว” อย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว

@ สงครามแย่งชิงคนข่าว

10 ปีที่แล้ว รุ่งมณี เมฆโสภณ กล่าวถึงเส้นทางผู้ประกาศข่าวประเทศไทยเอาไว้ว่า

“การ เป็นผู้ประกาศก็คือกระดานเด้งชั้นดีในการก้าวไปสู่นักเลือกตั้งบ้าง เส้นทางแสวงหารายได้จากการรับถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา ในแวดวงผู้ประกาศในบ้านเรายังขาดมาตรฐานและการไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ซึ่งกรณีนี้ไล่ดะมาตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงตัวผู้ประกาศเอง”

เมื่อวง การข่าวโทรทัศน์ใช้การตลาดเป็นตัวนำในการทำรายการข่าว ตัวผู้ดำเนินรายการและผู้ประกาศข่าว ก็กลายเป็นโปรดักส์ เช่นเดียวกันกับการขายสินค้าที่ต้องมีผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคม แวดวงดารา มาเป็นจุดดึงดูด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอีกต่อไปที่ผู้ทำหน้าที่ประกาศข่าวเป็นเสมือนศิลปิน ดารา นักร้อง ที่มีแฟนคลับ มีคนมาขอถ่ายรูปด้วย มาขอลายเซ็นต์ วันนี้ในแวดวงของผู้ประกาศข่าวก็มีอัตราค่าตัวเหมือนกับ ดารา นักร้อง ยิ่งในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันด้านรายการข่าวสูงขณะนี้ว่ากันว่ามีเม็ดเงิน สะพัดในแวดวงผู้ประกาศข่าวกันไม่ต่างจากดารา นักร้อง และฝุ่นก็ยังคงตลบจากการวิ่งสลับย้ายช่องไปมาของผู้ประกาศข่าว อะไรคือเหตุผลหรือปัจจัยหลักในการทุ่มเงินซื้อตัวแย่งชิง และ การตัดสินใจย้ายช่องของผู้ประกาศข่าว?

@เงินสะพัด...ปั่นค่าตัวผู้ประกาศข่าว

เมื่อ คนข่าวหน้าจอที่ขายได้เป็นที่ต้องการตัวมากขึ้น แน่นอนว่า "ดีมานด์มา ราคาก็พุ่ง" ค่าตัวผู้ประกาศคนดังจึงพุ่งสวนกระแสเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง คนในแวดวงข่าวโทรทัศน์ เล่าให้ฟังถึงรายรับของผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการประเภทข่าวว่า มีด้วยกันสองประเภท

หนึ่งคือ เป็น "พนักงานสังกัดช่อง" ซึ่งจะได้เงินเดือนก้อนหลักก้อนหนึ่ง บวกกับค่าอ่านข่าว ซึ่งแต่ละคนก็จะได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชั่วโมงบิน ชื่อเสียง และการได้รับการยอมรับจากประชาชนโดยเฉพาะจากเอเยนซี ปัจจุบันค่าอ่านของผู้ประกาศระดับกลางๆ จะอยู่ที่ราว 4-8 พันบาทต่อตอน บางคนได้อ่านหลายช่วง บางคนอ่านแค่วันละช่วง คิดเป็นรายได้ต่อเดือนแล้วจะอยู่ที่ระหว่าง 7 หมื่น - 4 แสนบาท ต่อเดือน

สอง คือ "ฟรีแลนซ์" อ่านข่าวหรือดำเนินรายการโดยไม่ได้เป็นพนักงานประจำของสถานีนั้นๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นรุ่นใหม่อยู่ระหว่างสั่งสมประสบการณ์ โดยค่าแรงสำหรับการอ่านข่าวของฟรีแลนซ์จะอยู่ที่ชั่วโมงละ 3 พันบาท แต่ส่วนมากจะมีการันตีรายได้ว่าขั้นต่ำจะอยู่ที่เท่าไหร่ และทางสถานีก็จะจัดตารางเวลาให้อ่านข่าวตามที่ตกลงกันไว้ โดยทั่วไปฟรีแลนซ์มีรายรับเฉลี่ยที่ประมาณ 5 หมื่นบาท จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่ารับงานมากน้อยแค่ไหน ข้อดีของฟรีแลนซ์ คือ อ่านได้ทุกช่อง แต่ข้อเสียก็มี คือ ไม่มีสวัสดิการใดๆ เลย

นอกจากรูป แบบการจ่ายเงินให้กับผู้ประกาศทั้งสองประเภทแล้ว ยังมี ดีลพิเศษ สำหรับคนพิเศษ สำหรับผู้ดำเนินรายการระดับท็อปซึ่งต้องสร้างแรงจูงใจทั้งเพื่อซื้อตัว และรักษาให้คงอยู่กับช่องอีกด้วยนับตั้งแต่การแข่งขันรายการข่าวหน้าจอสูง ขึ้น "ดีลพิเศษ" ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อคนพิเศษเหล่านี้เริ่มตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ตั้งบริษัท ขึ้นมาเพื่อรับเป็น "ผู้จัดร่วม" เรียกเต็มๆ ก็คือ ผู้จัดรายการร่วมกับทางสถานี ซึ่งบริษัททั่วไปต่อให้เก่งจากไหนก็ใช่ว่าจะได้รับเลือก หากไม่มีผู้ประกาศระดับดาราอยู่ในสังกัด

จะว่าไปก็เป็นการง่ายมาก เมื่อผู้ประกาศระดับดาราหันมาเปิดบริษัทเอง และทางสถานีก็พร้อมที่จะอ้าแขนมอบเวลาให้ทำรายการ โดยรายได้ก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้

นอกจากนี้ ยังลือกันต่ออีกว่าผู้ประกาศระดับดารา เมื่อรับจัดรายการให้กับบริษัทอื่น ค่าจ้างอ่านไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาพูดกันเป็นนาทีว่าจะได้รับส่วนแบ่งกี่นาทีโฆษณาที่ขายได้ของรายการ นั้นๆ

สำหรับ "สรยุทธ สุทัศนจินดา" ซึ่งจัดรายการ 2 รอบในหนึ่งวันธรรมดา เริ่มจาก "เรื่องเล่าเช้านี้" ตั้งแต่เวลา 06.00-08.30 น. ในนามบริษัทไร่ส้มของสรยุทธเองร่วมผลิตกับบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์ เทนเม้นท์ ในเครือช่อง 3 โดยวางเรทค่าโฆษณาของรายการดังกล่าวไว้ที่นาทีละ 1.75 แสนบาท เมื่อหักส่วนลด 15% ตามธรรมเนียมการขายให้กับเอเยนซีแล้ว ก็จะเท่ากับ 1.48 แสนบาท

รายการมีความยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง ขายโฆษณาได้ 25 นาที เท่ากับวันละ 3.7 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน สำหรับบริษัทไร่ส้มในฐานะผู้จัดร่วม และช่อง 3 เจ้าของเวลา

นอกจาก นี้ เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ สรยุทธก็ได้รับส่วนแบ่งเด้งที่สอง สำหรับการเป็นผู้ร่วมจัดรายการ "เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์" ระหว่างเวลา 11.00 น. - 12.15 น. ของวันเสาร์และอาทิตย์ โดยขายโฆษณานาทีละ 2.3 แสนบาท หักส่วนลด15% เหลือนาทีละ 1.95 แสนบาท มีสิทธิขายโฆษณาได้ 10 นาที เท่ากับมีรายได้วันละ1.95 ล้านบาท

ส่วน "กิตติ สิงหาปัด" ซึ่งจัดรายการ "ข่าว 3 มิติ" 6 วันต่อสัปดาห์ ในนามของบริษัทฮอตนิวส์ จำกัด รายได้ของกิตตินอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับจากการเป็นพนักงานของช่อง 3 เป็นผู้บริหารและโปรดิวเซอร์ของ ฮอตนิวส์ แล้ว ยังบวกเข้ากับค่าจ้างจากการอ่านข่าวด้วย

โดยราคาขายโฆษณาในรายการ ข่าว 3 มิติ อยู่ที่นาทีละ 2.6 แสนบาท เมื่อหักส่วนลด 15% ก็จะเหลือเท่ากับ 2.21 แสนบาท รายการครึ่งชั่วโมงสามารถขายโฆษณาได้ 5 นาที เท่ากับวันละ 1 ล้านบาทเศษ ออกอากาศ 24 วันในหนึ่งเดือน คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 24 ล้านบาทต่อเดือน

หากเทียบกับสมัยที่กิตติ จัดรายการฮอตนิวส์ทางไอทีวีนั้น เรียกว่าห่างกันไกลลิบ เพราะสมัยนั้นค่าจัดรายการของกิตติ สนนราคาอยู่ที่ตอนละ 1 พันบาทเท่านั้น นอกจากแรงจูงใจด้วยการเปิดโอกาสให้เป็นผู้จัดร่วมแล้ว ยังมีเคสพิเศษสุดๆ สำหรับการเป็น "ผู้ประกาศมือปืนรับจ้าง" ให้กับบริษัทผู้จัดรายอื่นในสังกัดสถานีเดียวกัน ซึ่งหากว่าเป็นตัวจริง ดังจริง ก็ไม่ต้องต่อรองกันให้มาก

นุกูล กาญจนรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด ในเครือ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ซึ่งปัจจุบันบริหารรายการข่าวในความหวังของช่อง 7 อย่าง "ประเด็นเด็ด 7 สี" "เจาะ เกาะติด" และล่าสุดคือ "เช้านี้ ที่หมอชิต" เอ่ยว่า เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ที่ค่าจ้างของคนเบื้องหลังกับผู้ประกาศจะแตกต่างกันมาก เพราะคนเบื้องหลังนั้นหาง่าย ลาออกไปก็หาใหม่ได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนเบื้องหน้าที่ดีๆ นั้น มีอยู่ไม่มาก จึงต้องรักษาไว้ให้ดี

"ผู้ ประกาศระดับดาราในเมืองไทยมีอยู่ไม่มาก ราคาจึงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะรายการข่าวเดี๋ยวนี้การแข่งขันสูง ราคาค่าโฆษณาก็มหาศาล จึงเป็นเรื่องปรกติที่แต่ละสถานีจะยอมทุ่มเงินซื้อตัวผู้ประกาศระดับดารามา เข้าสังกัด" นุกูลว่าไว้

ส่วน เชิงชาย หว่างอุ่น รองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บริษัทมีเดีย สตูดิโอ ในเครือ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ และเป็นหนึ่งในทีมคนข่าวที่สำคัญของ ไอทีวี และ รายการฮอตนิวส์ แสดงความเห็นว่า หากมองในฐานะผู้บริหาร ก็ไม่เคยคิดที่จะสู้ราคาแย่งตัวผู้ประกาศ

โดยยึดหลักที่ว่า ทุกแวดวงต้องมีตัวตายตัวแทน และเชื่อว่ายังมีคนที่มีความสามารถแต่ขาดวินโดว์อีกไม่น้อย "ขอแค่บุคลิกดี มีสมอง อ่านภาษาไทยชัด อ่านพอมพ์เตอร์เป็น ถ้าได้วินโดว์โชว์ความสามารถดีๆ ผมเชื่อว่าดังได้"

นั่นจึงเป็นเหตุผลของการไม่ยื้อตัวผู้ประกาศใน สังกัด ตั้งแต่ครั้งที่ร่วมบริหารงานข่าวที่ไอทีวี และยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนมากและกำลังจะทวีความห่างมากขึ้นในอนาคตแต่ นั่นก็เป็นช่องว่างที่คนข่าวอย่างเขายอมรับได้

"ผมถูกสอนมาตลอดว่า อย่าไปอิจฉาคนที่ดัง เพราะคนเหล่านี้แหละที่ทำมาหาเลี้ยงให้ทีมงานทั้งหมดมีกิน" เชิงชาย กล่าว

Bonnie Anderson อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ NBC และ CNN ได้กล่าวไว้ในหนังสือ News Flash ว่า “ฉันเรียกคนเหล่านี้ว่า นักแสดงสื่อข่าว เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือ ให้คนดูที่ตัวของพวกเขา ไม่ใช่เนื้อหาสาระของข่าว” และถ้าคนดูติดรายการ เรตติ้งเพิ่ม เงินเพิ่ม ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง (celebrity) ภายในระยะเวลาอันสั้น มีรายได้ค่าตัวแพง ๆ

ทั้งหมดอาจแสดงให้เห็น ภาพว่า ขณะที่เรากำลังมีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี เข้าสู่ยุค 3.0 ที่ซึ่งข้อจำกัดทางเทคโนโลยีไม่มีความหมายอีกต่อไป เราเรียกมันว่าการพัฒนา แต่ขณะเดียวกันคุณภาพข่าวสารกลับเป็นสิ่งที่เราไม่ให้ความสำคัญกับมันอีกต่อ ไป

ธาม เชื้อสถาปศิริ แห่ง มีเดียมอนิเตอร์ กล่าวว่า ความเป็นห่วงว่ารายการคุยข่าวจะมาชี้นำความคิดผู้คนในสังคมนั้น มีส่วนจริงอยู่มิน้อย แต่การแก้ไขปัญหาที่โยนให้สมาคมวิชาชีพลงมารับผิดชอบนั้น อาจไม่เพียงพอ องค์กรสื่อโทรทัศน์นั่นเองที่ควรรับเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพราะประเด็นปัญหาทางวารสารศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากรายการคุยข่าวเล่าข่าวนั้น มิใช่เรื่องที่ “เบาๆ สนุกๆ ไม่ซีเรียส” แต่กลับเต็มไปด้วย “ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมข้อมูลข่าวสารที่อ่อนเปลี้ยและอันตรายในสังคม ประชาธิปไตย”

รายการคุยข่าวทำให้ผู้ชมเสพติดความคิดเห็น มิใช่ ข้อเท็จจริงอีกต่อไป !!

(บท วิเคราะห์ชิ้นนี้ ปรับปรุงจาก แนวรบด้านข่าวเพื่อการสร้างเรตติ้ง ของ นิรมล ประสารสุข รายงานประจำปี 2552 สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ )

วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 11:40:15 น.
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นักพากษ์การ์ตูนไทย

นักพากษ์ชาย

1 นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ (น้าต๋อย)
อาจกล่าวได้ว่าเป็นนักพากย์การ์ตูนที่โด่งดังที่สุด เป็นขวัญใจของเด็กทุกยุคทุกสมัย โดยผลงานการพากย์เรื่องแรกก็คือ หน้ากากเสือ
โด่งดังสุดๆ ก็ตอนพากย์เรื่องดร.สลัมป์ จนได้ฉายาว่า น้าต๋อย เซมเบ้
ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท ตูนส์ ทาวน์ และ กำลังสร้างหนังขบวนการแปลงร่างเป็นของตนเอง
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,DEX
ให้เสียงตัวละคร: โกดะ ทาเคชิ หรือ ไจแอนท์ (โดราเอม่อน),โนริมากิ เซมเบ้(ดร.สลัมป์),เคนชิโร่(หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ),
ซุน โกคู,ฟรีเซอร์(ทั้งคู่จากดราก้อนบอล),ซาหม่อมชั้นรางิ ฮานามิจิ(สแลมดังก์),รันม่าร่างชาย(รันม่า1/2),มาคุโนอุจิ อิปโป(ก้าวแรกสู่สังเวียน ช่อง9),
คุนิมิ ฮิโร่(H2),เคียว นัยน์ตายักษ์ - มิบุ เคียวชิโร่ (ซามูไรเคียว DEX),สิบเอก คุรุรุ (เคโรโระ),ปาร์ยัง(ปาร์แมน) ,เทสึกะ คุนิมิสึ(Prince of Tennis ช่อง 9)

2 ชิษณุ บุญยรัตพันธุ์ (ต๋อม)
ลูกชายน้าต๋อย ผลงานพากษ์มีไม่มาก มักจะรวมพากย์กับน้อต๋อย เป็นพิธีกร รายการช่อง 5 การ์ตูนฮิต
งานพากย์ในปัจจุบัน:DEX
ให้เสียงตัวละคร:ชินจิ (ริวคิ),กัปตัน(SD Gundam)

3 สุภาพ ไชยวิสุทธิ (ติ่ง) 06 มี.ค. 2505
หนึ่งในนักพากย์ที่พากย์ได้"ธรรมชาติ"ที่สุด และพากย์ได้ดีทั้งบทพระเอก บทขรึม ตัวโกง และ ตัวตลก
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,พันธมิตร
ให้ เสียงตัวละคร: โนะฮาร่า ฮิโรชิ(ชินจังจอมแก่น),ทรังส์(ดราก้อนบอล),รุคาว่า คาเอเดะ(สแลมดังก์) ,โคจิโร่แห่งแก๊งร็อคเก็ต(โปเกม่อน) ,
เซ็ตโชมารุ,นาราคุ(ทั้งคู่จากอินุยาฉะ),ทากามูระ(ก้าวแรกสู่สังเวียน ช่อง9),คุโรซากิ อิจิโกะ (บลีช Rose),สิบตรี กิโรโระ(เคโรโระ)

4 หฤษฏ์ ภูมิดิษฐ์ (อู๊ด) 09 ก.ค. 2505
นักพากย์เสียงหนุ่มประจำทีม Rose VDO และ พากย์ให้กับ ช่อง9 บางเรื่อง
งานพากย์ในปัจจุบัน:Rose VDO,ช่อง9
ให้เสียงตัวละคร: อุจิวะ ซาสุเกะ,โจจิ(นารุโตะ),อาคิยามะ เรน(Masked Rider Ryuki) ,คุณพ่อ และ คุณครูของโนบิตะ(โดราเอม่อน),
อิชิมารุ งิน,อุคิทาเกะ จูชิโร่ (บลีช Rose)

5 จักรกฤษณ์ อุปัติสิงห์ (ไก่)
นักพากย์ที่พากย์ให้กับทางช่อง 9 มานาน โดยเขามักจะได้บทพากย์เป็นตัวประกอบเสียเป็นส่วนใหญ่
งานพากย์ในปัจจุบัน:ช่อง9
ให้เสียงตัวละคร: อาน่อน (อุเอคิ ช่อง 9),คาวามูระ ทาคาชิ (The Prince of Tennis ช่อง 9)

6 ปริญญา กีรกะจินดา (แป็ก)
นักพากษ์ที่พากษ์นอกบทได้ดีอีกคนหนึ่ง มีประสบการณ์จากการพากย์หนังขบวนการแปลงร่างเป็นอย่างมาก
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose,DEX , Cartoon Inter
ให้เสียงตัวละคร: ฮิวงะ เนจิ , อินุซึกะ คิบะ (ทั้งหมดจากนารุโตะ) ,ไอระ เทคคัง (เดกะเรนเจอร์), ซีโร่ (SD Gundam),
เฮียวกะ , อิคคิ (เซนต์เซย่า Cartoon Inter )

7 มนูญ เรืองเชือเหมือน (มนู) ปี 2491
นักพากย์ประสบการณ์สูง เคยพากย์ประจำที่ช่อง9 ปัจจุบันพากษ์ประจำที่ UBC
งานพากย์ในปัจจุบัน:UBC,TIGA, DEX และอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร:พิคโกโร่(ดราก้อนบอล),เกนโด(Evangelion),โอนิสึกะ เอคิจิ(จีทีโอ--TIGA),นูเบ(มืออสูรล่าปีศาจ--TIGA) ,
โม ริ โคโกโร่(โคนันverช่อง9(ปี1-2)และค่ายอื่นๆ),รอย มัสแตง(Full Metal Alchemist) ,ชิกามารุ,โอโรจิมารุ,ไก,อิรุกะ(ทั้งหมดจากนารุโตะ),
คาวาจิ เคียวสุเกะ(แชมเปี้ยน เจปัง),คอนโง อากอน,จูมอนจิ คาซึกิ(ทั้งคู่จาก Eye Shield 21-- UBC True Vison )

8 ไกวัล วัฒนไกร (ไก) 08 เม.ย. 2494
นักพากย์ประสบการณ์สูงอีกคนหนึ่งของวงการ พระเอกประจำทีมพากย์ VDO Square ที่ปัจจุบันยังมีผลงานอย่างต่อเนื่อง
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,TIGA,DEX และอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร:เบจิต้า(ดราก้อนบอล),ไอ้มดแดง V1,กัส(เบอร์เซิร์ก--TIGA), เนียส(โปเกม่อน), ผู้เฒ่าเต่า(ดราก้อนบอล),
ผู้ พันฮิวจ์(Full Metal Alchemist), โซโล(วันพีซ ปี2),สารวัตรเมงุเระ(โคนัน ช่อง9/TIGA),โออิชิ,ไคโด (ทั้งคู่จาก The Prince of Tennis ช่อง 9),
กิลเบิร์ต ดูแรนดัล,ราอู เลอ คลูเซ่ (ทั้งคู่จาก Gundam Seed Series)

9 ภัทรวุฒิ สมุทรนาวี (หนึ่ง) 16 ต.ค. 2511
เป็นนักพากย์ที่น่าจะเรียกได้ว่ามาแรงที่สุด โดยเขาเป็นเจ้าของเสียงพระเอกที่อ่อนนุ่ม มาดเข้มที่ทำให้หลายๆคนหลงเสน่ห์มาแล้ว
งานพากย์ในปัจจุบัน:UBC,TIGA, DEX
ให้เสียงตัวละคร: คิระ ยามาโตะ(กันดั้ม ซีด),เดม่อน(จี กันดั้ม),กาโอไกก้า(กาโอไกก้า),เอ็ดเวิร์ด เอลริค(Full Metal Alchemist),
คุโด้ ชินอิจิ(โคนัน--TIGA), อินุอิ ทาคุมิ(Masked Rider Faiz) ,ฟูจิวาระ โนะ ซาอิ (ฮิคารุเซียนโกะ TIGA),
ซันจิ(One Piece ปี2),ซาวามูระ เซย์จิ(มือขวากับขาโจ๋)

10 อิทธิพล มามีเกตุ (จูน) 14 มิ.ย. 2515
เคยมีประสบการณ์ในการพากย์รายการหลายรายการทาง UBC มาแล้ว ปัจจุบันเขาเป็นนักพากย์ที่มาแรง
เป็นขวัญใจวัยรุ่นเลยทีเดียว กับลีลาการพากย์ที่ได้อรรถรส มีทั้งมาดเท่ห์ปนฮาไปตามๆกัน
และเป็นเจ้าของเสียงพากย์ Dr.Bonnie ในรายการ Mega Clever
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,DEX,ช่อง3,ITV
ให้ เสียงตัวละคร:อัสรัน ซาร่า(กันดั้ม ซี้ด),คินิคุ มันทาโร่(คินิหม่อมชั้นแมน รุ่น2),ลูฟี่(วันพีซ ปี2),มิโรคุ(อินุยาฉะ ช่อง9),คิโยมาโระ(กัซเบล),
มิยาตะ(ก้าวแรกสู่สังเวียน ช่อง9),คุโรยานางิ เรียว,เปียร์โร่(ทั้งคู่จาก แชมเปี้ยน เจปัง)

11 ธนกฤต เจมคลองธรรม (อ๋อ)
นักพากย์ประจำ UBC แต่ปัจจุบันก็พากย์ให้กับค่ายอื่นๆบ้างแล้ว
งานพากย์ในปัจจุบัน:UBC ,DEX,Amigo
ให้เสียงตัวละคร: ซิกนัส เฮียวกะ(เซนต์ เซย่า UBC True Vison),ชิน อาสึกะ(Gundam Seed Destiny),
ไรเดอร์ เดลต้า (Masked Rider Faiz),มิซากิ,ริวัล(ทั้งคู่จากกัปตันซึบาสะ ช่อง9),กีนิว,ฟรีเซอร์,ทรังค์(ดราก้อนบอล DEX),
กอน,กันจู,แช้ด (ทั้งหมดจาก บลีช UBC True Vision) ,ชาร์ อัสนาเบิ้ล (กันดั้ม)

12 พงศ์พันธุ์ เจียมชวลิต (พง) 06 เม.ย. 2489
นักพากย์การ์ตูนประจำค่ายTIGA อีกหนึ่งคน นอกจากนี้ยังมีงานพากย์หนังอีกมากมาย เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคมะเร็งกล่องเสียง
งานพากย์ในปัจจุบัน:TIGA,Animedia,และ อื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร: เพกาซัส (เกมส์กลคนอัจฉริยะ ภาค ดูเอลมอนสเตอร์ Animedia) ,อิชิมอนจิ ฮายาโตะ(ไอ้มดแดง วี2),
เทนจิ(Tenchi Muyo),ดร.อากาสะ(โคนัน TIGA), ฟูจิ (The Prince of Tennis TIGA)

13 พงษ์เทพ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (แมน)
นักพากย์การ์ตูนประจำค่ายTIGA อีกคนหนึ่ง แถมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานบันทึกเสียงของอนิเมนำเข้าของค่ายนี้
นอกจากนี้เขายังนิยมชมชอบหนังขบวนการ 5สี และ เคยเข้าร่วมแข่งขัน แฟนพันธุ์แท้ ตอน ซุปเปอร์เซ็นไท มาแล้ว
งานพากย์ในปัจจุบัน:TIGA
ให้ เสียงตัวละคร: มิตซึฮิโกะ ,สารวัตรชิราโทริ(ทั้งคู่จากโคนัน TIGA) ,ไทม์กรีน(ขบวนการไทม์เรนเจอร์) ,คาวามูระ ทาคาชิ (Prince of Tennis Tiga)

14 ภัคภูมิ ลิ้มมานะสภาพร (เบิร์ด)
นักพากย์ประจำของ Tiga,Rose (ชื่อ ยุทธการ แต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนชื่อแล้ว)
งานพากย์ปัจจุบัน:Tiga,Rose
ให้ เสียงตัวละคร:อุเอคิ (แสบซ่าผ่ากฏเทพ Rose),กอน,ฮานาทาโร่,ซันเงสึ,ไอเซ็น(ทั้งหมดจาก บลีช Rose), อินูอิ ซาดาฮารุ (Prince of Tennis Tiga)

15 ธวัช รัตตะชัย (ต่อ) 09 ก.พ. 2508
นักพากย์ประจำทีมRose อีกทั้งยังพากย์หนังและละครทางช่อง 3,TITV อีกด้วย
งานพากย์ปัจจุบัน: Rose,ช่อง 3,TITV
ให้ เสียงตัวละคร:ฮาคาเตะ คาคาชิ,อุจิวะ อิทาจิ,จิไรยะ (นารุโตะ),ซาราคิ เคมปาจิ,อาบาราอิ เร็นจิ(Rose),เปกาซัส เซย่า (เซนต์ เซย่า Cartoon Inter),
เดกะบลู(เดกะเรนเจอร์),อาบะเรด(อะบาเรนเจอร์),มุทสึมิ ซาบุโร่ (เคโรโระ)

16 ธีระ โรจนานันท์ (ปุ๊)
อดีตนักพากย์ประจำ True Visions ปัจจุบันพากย์ให้กับค่าย Rose และ บรรยายสารคดีทางช่อง 9
งานพากย์ปัจจุบัน: Rose,Tiga
ให้ เสียงตัวละคร:สิบจัตวาโดโรโระ ,พอล (เคโรโระ),ซาโดะ ยาสึโทระ,คุจิกิ เบียคุยะ,ชิโฮอิน โยรุอิจิ(ร่างแมว),คุโรซากิ อิชชิน(บลีช Rose),
สารวัตรอาเคจิ(คินดะอิจิ กับ คดีฆาตกรรมปริศนา UBC),เดกะมาสเตอร์(เดกะเรนเจอร์)

17 กริน อักษรดี (กิ๊บ)
นักพากย์ประจำของค่าย Rose,Tiga
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose,Tiga
ให้ เสียงตัวละคร:อิชิดะ อุริว,อุราฮาร่า คิสึเกะ,ชิบะ กันจู(ทั้งหมดจาก บลีช Rose),ไคโตะ โดโมโตะ(เจ้าหญิงเงือกน้อย),อิกกิ(Air Gear),
ซาโนะ (แสบซ่าผ่ากฏเทพ Rose),คันดะ ยู (D.Gray-man)

18 ณฐพงษ์ เธียรสวัสดิ์กิจ (ณัฐ)
นักพากษ์หนุ่มหน้าใหม่ นักพากย์ประจำของค่าย Rose,Tiga
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose,Tiga,DEX,Wish
ให้เสียงตัวละคร: คาสึ(Air Gear),ฮัคไค (ไซยูคิ รีโหลด)

19 รบ เพชรประสิทธิ์
นักพากษ์ใหม่ นักพากย์ประจำของค่าย Rose,Tiga
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose,Tiga
ให้เสียงตัวละคร: อาน่อน (อุเอคิ Rose),ทาคาฮาชิ เรียวสึเกะ(Initial D),โอริจิริ(Air Gear)

20 อภินันท์ ธีระนันทกุล (เอ)
นักพากษ์หนุ่ม เคนพากษ์กับทีมพากษ์หนัง พันธมิตร ได้มารวมพากย์กับทางค่าย Rose
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose
ให้เสียงตัวละคร: โกคู (ไซยูคิ รีโหลด), มิมูระ โยชิโมริ (Kekkaishi) , โซตะ โบเคนบูล (โบเคนเจอร์) ,ฟูจิวาระ ทาคุมิ (Initial D)

21 อภิชาติ สมุทคีรี (ติ๊ก)
นักพากษ์หนุ่ม ที่ได้ที่ 1 จากการประกวดนักพากย์หน้าใหม่ของ Rose (โครงการ 1)
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose

22 อภิชิต ลิขิตลิ้มปรีชา (บอส)
นักพากย์หน้าใหม่ล่าสุดในวงการพากย์การ์ตูน เป็นคนรู้จักกับพี่แมน พงษ์เทพ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ใน ตอนแรกมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเกลาบทพากย์ FMA ,ซามูไร 7 ฯลฯ ทำบทมา 4 ปีเพิ่งจะได้พากย์จริงๆ ก็เมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว (ปี 2551)
ใน อีวา 0.1 ก็แปลเพลงใน mv angel of doom ไว้เป็นผลงานด้วย
งานพากย์ปัจจุบัน:TIGA,Rose

นักพากษ์หญิง

1 ศันสนีย์ วัฒนานุหม่อมชั้นล (นิด)
อดีดนางเอกเรื่องบ้านทรายทอง(นานมาแล้ว)
ปัจจุบันเป็นนักพากย์ที่เรามักจะคุ้นเคยในบทของพระเอก(ตอนเด็ก) ส่วนนางเอกก็พากย์บ้าง
อีกทั้งยังเป็นหัวหน้าฝ่ายรายการของ โมเดิร์นไนน์ อีกด้วย
ล่าสุด ก็ร่วมแสดง ในภาพยนตร์เรื่อง แก๊งชะนีกับอีแอบ อีกด้วย
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,Amigo และ ค่ายอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร: โนบิ โนบิตะ(โดราเอม่อน),ฮารุคาเซะ โดเรมี(แม่มดน้อยโดเรมี),คาซึมิ(โปเกม่อน),
คุราปิก้า(HunterXHunter),ฮอนดะ โทรุ(FruitBasket ),อาซึสะงาวะ ทสึกิโนะ(แชมเปี้ยน เจปัง),จิเสะ(ไซคาโนะ),
ซึคาโมโต้ เทนมะ (School Rumble),นารุเสะงาว่า นารุ(Love Hina Amigo),จิเสะ(Saikano Amigo),คิตาจิม่า มายะ (หน้ากากแก้ว Amigo/ช่อง9)

2 ฉันทนา ธาราจันทร์ (ติ่ม) 11 ก.พ. 2489
นักพากย์ที่มีผลงานที่เรามักคุ้นเสียงกันดีอย่าง โดราเอม่อน และผลงานในการพากย์เรื่องแรกของเขาคือ ไทรตั้น ลูกทะเล
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,Rose VDO
ให้เสียงตัวละคร:โดราเอม่อน(โดราเอม่อน),ซาโตชิ(โปเกม่อน),ซุน โกคู ตอนเด็ก(ดราก้อนบอล ช่อง9),อาซึสะ โมโมโกะ(แม่มดน้อยโดเรมี),
ซึจิโมโต้ นัตสึมิ(ตำรวจสาวจอมซ่า ปี1),อุซึมากิ นารุโตะ(นารุโตะ),ฮินาตะ ฟูยุกิ( เคโรโระ),
อาริซาวะ ทัตสึกิ,ฮิซึกายะ โทชิโร่,มัตซึโมโตะ รันงิคุ,ชิโฮอิน โยรุอิจิ (บลีช Rose), ซึวะ มิตซึโอะ "ปาร์แมน"(ปาร์แมน)

3 ศรีอาภา เรือนนาค (ผึ้ง) 14 ธ.ค. 2499
อดีตนักแสดงช่อง9เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันเป็นนักพากย์หญิงที่ถือว่า
พากย์ตัวละครผู้หญิงได้เสียงหวาน น่ารัก อีกคน แต่หลังๆจะเน้นพากย์ตัวละครที่เป็นนางเอกหนังแปลงร่างมากกว่า
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,TIGA,Rose VDO,ค่ายอื่นๆ
ให้ เสียงตัวละคร: เซเลอร์เมอร์คิวรี่(เซเลอร์มูน),ชิซูกะ(โดราเอม่อน),คิโนโมโตะ ซาหม่อมชั้นระ(มือปราบไพ่ทาโร่ ช่อง 9 และ สึบาสะ สงครามเทพข้ามมิติ),
โคบายากาว่า มิยูกิ(ตำรวจสาวจอมซ่า ปี1),เซงาวะ ออมปุ(แม่มดน้อยโดเรมี),อัลฟองเซ่ เอลริค (Full Metal Alchemist) ,
ฮารุโนะ ซาหม่อมชั้นระ,ฮิวงะ ฮินาตะ (ทั้งคู่จาก นารุโตะ) ,อายูมิ(โคนัน ช่อง9/TIGA),คิตซึเนะ,ชิโนบุ(ทั้งคู่จาก Love Hina Amigo),
ริงโกะ(Air Gear),อิโนอุเอะ โอริฮิเมะ (บลีช Rose),พลทหารทามามะ,ฮินาตะ นัตซึมิ(ทั้งคู่จาก เคโรโระ),
ทาคามาจิ นาโนฮะ(Magical Girl Lyrical Nanoha),โฮชิโนะ ซึมิเระ "ปาร์โกะ"(ปาร์แมน) ,อเลน วอล์กเกอร์(D.Gray-man

4 อรุณี นันทิวาส (ตุ๊ก) 21 มิ.ย. 2499
นักพากย์หญิงที่ถือได้ว่าพากย์ตัวละครได้หลากหลายแนว
และเคยได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำสาขาผู้บรรยายหญิงดีเด่นจากการพากย์การ์ตูนเรื่อง ฮาเงะมารุ
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,TIGA,DEXและอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร:ซูเนโอะ(โดราเอม่อน),เอโดงาวะ โคนัน (นักสืบจิ๋วโคนัน),กอร์น (HunterXHunter),
ฮาซึกิ(แม่มดน้อยโดเรมี),รันม่าร่างหญิง(รันม่า1/2),กัซ(กัซเบล),สิบโท เคโรโระ (เคโรโระ),ริตสึโกะ,อาซึกะ (เอวานเกเลี่ยน Tiga) ,
โมโตโกะ (Love Hina Amigo) ,โอซากิ นานะ (นานะ) ,เฟรย์ อัลสตาร์,ลูน่ามาเรีย ฮอว์ค (Gundam Seed Series),

5 วิภาดา จตุยศพร (เปียก) 08 ต.ค. 2500
เป็นเจ้าของเสียงพากย์นางเอกแสนอ่อนหวานของการ์ตูนหลายๆ
เรื่องที่เข้ามาฉายในบ้านเรา และก็เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกการ์ตูนที่เข้ามาฉายในช่อง9 อีกด้วย
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,TIGA, DEX และอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร:ทสึกิโนะอุซางิ(เซเลอร์มูน),คิรัว(HunterXHunter),ไอโกะ(แม่มดน้อยโดเรมี),คาโงเมะ(อินุยาฉะ),
อาซาหม่อมชั้นระ โย,เคียวยามะ แอนนา (ชาแมนคิง),อาสุมะ คาสุมะ(แชมเปี้ยน เจปัง),เอจิเซ็น เรียวมะ(The Prince of Tennis),
มิซาโตะ,อายานามิ เรย์ (เอวานเกเลี่ยน Tiga) ,โอโตฮิเมะ มุทซึมิ (Love Hina Amigo), เฟท เทสทารอสซ่า(Magical Girl Lyrical Nanoha) ,
ฟูจิโอกะ ฮารุฮิ (ชมรมรักคลับมหาสนุก) ,ลักซ์ ไคลน์,เมอริล ราเมียส,สเตล่า (Gundam Seed Destiny),
ซึคาโมโต้ ยาคุโมะ,ซาวาจิกะ เอริ (School Rumble)

6 ธนาภรณ์ จตุยศพร (มด) 23 ส.ค. 2525
เป็น นักพากษ์หญิงหน้าใหม่ที่บางคนอาจเคยได้ยินมาบ้างในกันดั้ม ซีด และ เป็นลูกสาวของคุณ เปียก วิภาดา อีกด้วย ปัจจุบัน กำลังศึกษาต่อยังต่างประเทศ
งานพากย์ในปัจจุบัน: DEX
ให้ เสียงตัวละคร: คางาริ(กันดั้ม ซีด),รันจิ,ปูอัล,เจาซือ,จีจี้(ทั้งหมดจากดราก้อนบอล TITV),พันจ่าตรี ทาชิงิ,นิโคโรบิน(ทั้งคู่จากวันพีซ ปี2)

7 สุลักษณา เทพหัสดิน ณ อยุธยา (หน่อย) 16 เม.ย. 2499
ปัจจุบันพากย์การ์ตูนให้กับทางช่อง9 และ Rose
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,Rose VDO
ให้เสียงตัวละคร:โทโมโยะ(ซาหม่อมชั้นระ มือปราบไพ่ทาโร่),มุซาชิแห่งแก๊งร็อคเก็ต(โปเกม่อน),คุณแม่ของโนบิตะ(โดราเอม่อน),
อาคางิ ฮารุโกะ(สแลมดังก์) ,ซึนาเดะ,อิโนะ (ทั้งคู่จากนารุโตะ)

8 จารุภา ลิ้มธีระยศ (ตี้) 16 พ.ค. 2517
นักพากย์ประจำช่อง9 ซึ่งหลังๆเราจะได้ยินเสียงกันบ่อยขึ้น ถึงแม้จะพากย์แต่ตัวประกอบของการ์ตูนแต่ละเรื่องเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม
งานพากย์ในปัจจุบัน:ช่อง9 ,DEX,Tiga
ให้เสียงตัวละคร: คุมิ(ก้าวแรกสู่สังเวียน ช่อง9) , ทามาโอะ ทามามุระ ,ไออ้อน เมเด้น แจนนู(ทั้งคู่จากชาแมนคิง),
ฮิคาริ(ดิจิม่อน 02) ,ริงโกะ (อูเอคิ ผ่ามิติอลเวง ช่อง9),อาซึสะงาวะ ทสึกิโนะ(แชมเปี้ยน เจปัง ช่วงหลัง)

9 พิชยา บุญสม (เอ)
นักพากย์ประจำช่อง 9 ที่ขาดหายไปพักหนึ่ง ปัจจุบันกลับมาพากย์ให้กับช่อง 9 อีกครั้ง หนักไปทางพากย์เป็นตัวประกอบเสียเป็นส่วนใหญ่
งานพากย์ปัจจุบัน: DEX,ช่อง9
ให้เสียงตัวละคร:มาริริน (อุเอคิ ช่อง 9),มารูโจ (บาคุกัน DEX)

10 จิตราวดี ณ ตระกุล (ตาล)
นักพากษ์หญิงคนใหม่ของ Modern Nine Cartoon ทำงานอยู่ที่ Modern Nine TV
เป็น Webmaster ของเวป Modern Nine Cartoon มีเสียงออกจะคล้าย ๆ เอ พิชยา
งานพากย์ปัจจุบัน: Modern Nine Cartoon

11 ศันสนีย์ ติณห์กีรดีศ (สัน)
นักพากย์หน้าใหม่ประจำทีม DEX และ ค่ายอื่นๆ
งานพากย์ปัจจุบัน: DEX,Tiga
ให้เสียงตัวละคร:บลูม่า,หมายเลข 18 (ทั้งหมดจากดราก้อนบอล TITV),ยูกิฮิโระ อายากะ(คุณครูจอมเวทย์เนกิมะ),
บาตาโกะ"พี่เนย"(Anpanman),ทีโอ,ซึซึเมะ มิซึโนะ,(กัซเบล),ยางามิ ฮายาเตะ(Magical girl lyrical Nanoha ),
แองโกล มัว,อาซึมายะ โคยูกิ (ทั้งคู่จาก เคโรโระ)

12 มนชยา พงษ์เรวี (โอ)
งานพากย์ปัจจุบัน: DEX,Tiga
ให้เสียงตัวละคร:มิยาซากิ โนโดกะ(คุณครูจอมเวทย์เนกิมะ), คิคุกาวะ ยูกิโนะ (Mai Hime)

13 สุพิชฌาย์ พานประทีป (มด)
งานพากย์ปัจจุบัน: Rose,Tiga
ให้เสียงตัวละคร:นิชิซาว่า โมโมกะ,ฮินาตะ อากิ(ทั้งคู่จากเคโรโระ),มาจิบลู หรือ อุราระ (มาจิเรนเจอร์),มาโกโตะ (อินดาเท็น)

14 (ฟ้า)
นักพากษ์หญิงของ Rose ที่ยังไม่รู้ชื่อ ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา
งานพากย์ปัจจุบัน: Rose
ให้เสียงตัวละคร:คูจิกิ ลูเคีย (บริส),จัสมิน (เดกะเรนเจอร์),คาโอรุ (กาโร่),ยูกะ (จัสติไรเซอร์)

15 พรรณวดี เรืองไรเลขา (หนิง)
อดีตนักพากย์ช่อง 3 เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันพากย์ให้กับ True Visions พากษ์ให้ AmiGo 1 เรื่อง
จัดเป็นนักพากย์หญิงคนหนึ่งที่พากย์เสียงนางเอกได้ น่ารัก อ่อนหวาน
งานพากย์ปัจจุบัน: True Visions ,Amigo
ให้เสียงตัวละคร:ซึโอ มิโคโตะ (School Rumble),ไม(Yugioh True Vision),มิซากิ(Angelic Layer),ทาคิ สึซึนะ(Eye Shield 21)

16 รัชนี อารีย์รักษ์วานิช (แป๋ว)
นักพากย์หญิงจาก True Vision อาจไม่คุ้นเสียงกันนัก เคยพากษ์อนิเมให้กับ Tiga บางเรื่องด้วย
งานพากย์ในปัจจุบัน:UBC True Vision
ให้เสียงตัวละคร: อิคาริ ชินจิ (เอวานเกเลี่ยน - Tiga),โมคุบะ (เกมส์กลคนอัจฉริยะ - True Vision)

17 กนกวรรณ พวงสุข
นักพากษ์ที่มีผลงานน้อยมาก ทำงานอยู่กับทาง Tiga
งานพากย์ปัจจุบัน: Tiga
ให้เสียงตัวละคร:อายูมิ , คาสึฮะ (โคนัน Movie 1 - 3)

18 สังวาล เทพหัสดิน ณ อยุธยา (มอก)
นักพากษ์ที่มีผลจากทีมพญาไฟ(ทีมพากษ์การ์ตูนนอกลิขสิทธิ์) เคยพากษ์การ์ตูนให้กับช่อง 3 และพากษ์หนังฝรั้ง
งานพากย์ปัจจุบัน: VCDไพเรท,Rose
ให้เสียงตัวละคร:อายูมิ , ลูเคีย (บรีส มาแทนพี่ฟ้า),นิน่า (โฟร์แองจี), เรเซล (Scary Movie 4)

19 ธันวา ภักดีอำนาจ (แก่น)
นักพากษ์สาว ที่ได้ที่ 2 จากการประกวดนักพากย์หน้าใหม่ของ Rose (โครงการ 1)
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose

20 อภิญญา พรมานะสุขุม (ลุค)
นักพากย์หน้าใหม่ล่าสุดในวงการพากย์การ์ตูนฝ่ายหญิง
งานพากย์ปัจจุบัน:TIGA,Rose

นักพากษ์หนังไทย

นักพากษ์ ช่อง 3

1 จักรกฤษณ์ หาญวิชัย (โอ๊ด) 18 มี.ค. 2495
เสียงพระเอกหนังเกาหลีทางช่อง 3 คู่พระ-นางประจำหลักกับคุณ หนู กรณิการ์ ประภัคภักดี
ผลงานที่ผ่านมา
จั่นเจา , จูมง , เจอร์รี่ F4 , เจนเซ่น อาเมส (Death Race ) , แม็กซ์ เพย์น (Max Payne) , คลาทู ( The Day The Earth Stood Still )

2 กำธร สุวรรณปิยะศิริ (อากำธร) 17 ส.ค. 2478
พากย์มาหลายปี อดีตนักแสดงเก่าในอดีต
ผลงานที่ผ่านมา
เปาปุ้นจิ้น

3 สิทธิสม มุทธานุกุลวงศ์ (แซม) 18 ธ.ค. 2498
เมื่อก่อนพากย์หนังโรงบ่อยโดยเฉพาะหนังฝรั่งเดี่ยวนี้มีแต่ช่อง3หนังโรงก็ยังมีบ้าง
ผลงานที่ผ่านมา
เคน F4 , เสียงพ่อชินจัง (ชินจังจอมแก่น) , เรย์ (Hancock)

4 สมพร อ่วนใจบุญ (ต้อย) 01 พ.ค. 2511
พระรองของช่อง3 จะได้ยินเสียงมากสุดในรายการแนะนำสินค้าต่าง ๆ เจ้าของเสียงพากย์ Criss Angel รายการคนชอบกล
ที่บ้างครั้งจะไปพากษ์หนังเซนไท ให้กับ ดรีมวิชั่น / มีเดีย
ผลงานที่ผ่านมา
Vic F4 , ต้าอิง(เทพบุตรนักบาส) , ไบรอัน โอคอนเนอร์[พอล วอล์คเกอร์] (Fast and Furios 1/2/4)

5 ธวัช รัตตะชัย (ต่อ) 09 ก.พ. 2508
ผลงานที่ผ่านมา
ริค โอคอนเนลล์ (The Mummy 3) , เลอ ชืฟ (Casino Royale) , โดมินิค กรีน (Quantum of Solace)

6 พิณโญ รุ่งสมัย (โญ)

7 อิทธิพล มามีเกตุ (จูน)

8 ณฐพงษ์ เธียรสวัสดิ์กิจ (ณัฐ)

9 กรณิการ์ ประภัคภักดี (หนู)
ส่วนใหญ่พากย์ทั้งช่อง 3 ช่อง TPBS เป็นนางเอกประจำ
ผลงานที่ผ่านมา
แดจังกึม , ซันไช่ , มารูโกะ (คนแสดงช่อง ไทยทีวี) , เฮนเนสซี่ย์ (Death Race)

10 จุฑามาศ ชวนเจริญ (ต้อย) 26 ก.ค. 2483
ผลงานที่ผ่านมา
เสียงแม่ชินจัง (ชินจังจอมแก่น)

11 นัยนา ทิพย์ศรี (ไก่) 08 ส.ค. 2499
ผลงานที่ผ่านมา
กาละแมร์ (โฟร์แองจี้)

12 จรัสกร พิทย์ศรี (กุ้ง)
ผลงานที่ผ่านมา
เล็ตตี้ มาร์เชียโน่[มิเชล ร็อดริเกซ] (Fast and Furios 4)

13 รัตติยากร ริมสินธุ (แอน)
อดีต ผู้ประกาศข่าวช่อง3 ปัจจุบันพากย์หนังจีนให้กับทางช่อง3 ส่วนการพากย์การ์ตูนนั้น โด่งดังมาจากการพากย์เป็น ชินจัง ใน ชินจังจอมแก่น
ผลงานที่ผ่านมา
ชินจัง (ชินจังจอมแก่น)

14 สุรพร ใจรัก (เก๋)

นักพากษ์ ทีมพันธมิตร

1 ปริภัณฑ์ วัชรานนท์ (โต๊ะ) 24 พ.ค. 2503
หัวหน้าทีมพากย์พันธมิตร อดีตเป็นนักพากย์ ประจำช่อง 3 คุณโต๊ะ พากย์ คู่กับ คุณแมว สุธีรา วีรกุล
(คุณ แมว นักพากย์นางเอกเจ้าเก่าของช่อง 3 ปัจจุบันออกจากช่อง 3แล้ว พากย์ประจำที่ True visions ตั้งแต่หนัง การ์ตูน และซีรีส์เกาหลี-ญี่ปุ่น)
เป็น เจ้าของเสียงพากย์"ให้เสียงภาษาไทยโดย พันธมิตร" พากย์ส่วนใหญ่เป็นพระเอกทุกเรื่องของทีมเป็นเอกลักษณ์
ผลงานที่ผ่านมา
เฉินหลง , โจว ซิง ฉือ , เจย์ โชว์ ,เจ็ท ลี , หลิวเต๋อหัว ,
ยางามิ ไลท์ (Death Note) , ขงเบ้ง / จูล่ง / ซุนกวน (Red Cliff) , เอ็ดเวิร์ด (Twilight )

2 สุภาพ ไชยวิสุทธิกุล (ติ่ง) 06 มี.ค. 2505
ไม่ต้องอธิบายอีกต่อไปพราะเก่งสุดๆพากย์ได้ทุกรูปแบบของตัวละคร พระรอง-ตัวร้าย-ตัวตลกของทีมนี้
พากย์หนังมาเยอะและพากย์การ์ตูนประจำให้ช่อง 9
ผลงานที่ผ่านมา
คริส ทักเกอร์ , เหลียง เฉา เหว่ย , ตู้เหวินเจ๋อ , เฉินเสี่ยวชุ่น
โดมินิค โตเร็ตโต[วิน ดีเซล] (Fast and Furios 1/4) , เจมส์ บอนด์[แดเนียล เครค] , จิวยี่ / กำเหลง (Red Cliff)

3 เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง
นักพากย์ที่พากย์ให้กับหลายทีมตั้งแต่อินทรี(ในอดีต) จนพันธมิตร พากย์หนังฝรั่งก็เยอะมาก
ได้แสดงหนังไทยเรื่อง เก๋า...เก๋า ละครและโฆษณา และซิทคอม เป็นต่อ เป็น เจ้าของเสียงพากย์ อู๋ม่งต๊ะ
ผลงานที่ผ่านมา
อู๋ม่งต๊ะ นักแสดงคู่บุญของโจว ซิง ฉือ , โจโฉ , เตียวหุย (Red Cliff)

4 โฆษิต กฤษตินันท์ (เล็ก)
"เล็ก ดอกคำใต้" นักพากย์ประสบการณ์สูงถนัดการพากย์ตัวละครที่สูงอายุ ,ตลกร้าย, เสียงผู้ร้ายตัวใหญ่ในแก๊งเจ้าพ่อ เก่งมาก
ผลงานที่ผ่านมา
เล่าปี่ , กวนอู (Red Cliff)

5 ชานนท์ จำเนียรแพทย์ (เอ)
ผลงานที่ผ่านมา
ฮาน[ซุง กัง] (Fast and Furios 4)

6 อภินันท์ ธีระนันทกุล (เอ)
ผลงานที่ผ่านมา
L (Death Note)

7 อรนุช ลาดพันนา (นุช)
นักพากย์นางเอกประจำทีมพันธมิตรมายาวนาน ประสบการณ์สูงมาพาย์จากการชักชวนของคุณ โต๊ะ และเป็นน้องสาวของ พันนา ฤทธิไกร
ผลงานที่ผ่านมา
ซุนฮูหยิน (Red Cliff) , ยายหยิบ (บ้านผีปอบ 2008)

8 สุรพร ใจรัก (เก๋)
นักพากย์ที่ถนัดการพากย์เสียงเด็ก บ้าง สาว บ้าง บ่อยและเยอะ
ผลงานที่ผ่านมา
ซูฉี , เสี่ยวเกี้ยว (Red Cliff)

นักพากษ์ CVD และ หนังอื่นๆ

ปิยะ ชำนาญกิจ (ปิยะ) 09 ก.ย. 2493
เสียงพากย์พระเอกประจำช่อง ทีวีไทย และหนังตัวละครต้องเด่น
ผลงานที่ผ่านมา
โทนี่ สตาร์ค (Iron Man) , ฮาร์วีย์ เดนท์ (The Dark Knight)

บัญชา เหมบุตร (อ๊อด) 20 ส.ค. 2493
นักพากย์ประสบการณ์สูง อดีตนักพากย์ประจำของ ช่อง 3,ช่อง 9 การ์ตูน ,TITV ปัจจุบันพากย์ให้กับ True Visions
ผลงานที่ผ่านมา
เบจิต้า (ดราก้อนบอล ช่อง 9 แต่ภายหลังให้ น้าไกวัล มาพากย์แทนจนถึงปัจจุบัน)
จิม กอร์ดอน (The Dark Knight)

เอกชัย พงศ์สมัย 16 ก.พ. 2484
ผลงานที่ผ่านมา
โซโล (วันพีชปี 1) , โมโจโจโจ้ (PPG) , โค้ช (Death Race) , ปู่โกฮัง (Dragonball Evolution)

ชูชาติ อินทร (-)
ผู้ก่อตั้งทีมพากย์และหัวหน้าทีมพากย์อินทรีกำเนิดก่อนทีมพากย์ พันธมิตร
มี สโลแกนว่า “อินทรี ให้เสียงภาษาไทย” ในทีมนี้มีหลายต่อหลายท่านมาอยู่ในทีมและก็มีคนที่เคยอยุ่ทีมพันธมิตรด้วยบางท่าน
เคย พากย์เป็นเจ้าของเสียง เฉินหลง ,โจว ซิง ฉือ ก่อนคุณโต๊ะ(พันธมิตร) ปัจจุบันพากย์ประจำกับอยู่ที่ช่อง 7 มีลูกเป็นนักพากย์ชื่อ อภิชาติ อินทร
ผลงานที่ผ่านมา
จิม [เทอเรนส์ โฮเวิร์ดล] (Iron Man) , ลูเซียส ฟอกซ์ (The Dark Knight) , ผู้เฒ่าเต่า (Dragonball Evolution)

สุมาลี สุธีธรรม (อ้อย)

นิรมล กิจภิญโญชัย
นักพากย์หญิง ที่เราเห็นชื่อบ๋อยในการไปดูหนังในโรง (เฉพาะเรื่องที่มันขึ้นชื่อนักพากย์ไว้)
แล้วมีความรู้สึกว่า เสียงพี่คนนี้ เหมือน พี่ฟ้า
ผลงานที่ผ่านมา
ฟ็อกซ์ (Wanted) , เคส (Death Race) , เอเวลีน โอคอนเนลล์ (The Mummy 3) , เรเชล (Eagle Eye)



นักพากษ์ที่พากษ์เรื่อง MASKED RIDER BLACK RX ของบริษัท Dream Vision นะ
เรียงจากซ้ายไปขวา 1.น้าผึ้ง 2. 3. 4.น้าปุ๊ 5. 6.น้าติ่ม 7.พี่แป็ก


นักพากษ์ ที่พากษ์เรื่อง Masked Rider Blade : Missing Ace และ Dekaranger : Full Blast Action
จากซ้ายไปขวา
1.น้าติ๋ม 2.น้าผึ้ง 3.พี่สัน 4.เจ เจตริน 5.พี่ขวัญ 6.น้าติ่ง 7.พี่หนึ่ง 8.พี่เบิร์ด 9.พี่แป็ก

โดยคุณKiraYamato แห่งบอร์ดRose VDO
http://www.rose.co.th/forum/index.php?topic=487.0

edit @ 22 Apr 2009 16:41:30 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

ผมดูละครโทรทัศน์ไทยครั้งแรกเมื่อสามสิบห้าปีมาแล้ว แทบทั้งหมดเป็นนิยายรักที่มีโครงเรื่องเกี่ยวกับการแย่งชิงมรดก การทะเลาะกันระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ การกลั่นแกล้งนางเอก การชิงรักหักสวาท การตบ-จูบ ฯลฯ

ผ่านมา 3.5 ทศวรรษ ดูเหมือนว่าเนื้อหาของละครโทรทัศน์ยังคงรักษารากเดิมอย่างเหนียวแน่น หลายคนปฏิเสธความบันเทิงแบบ 'หนีความจริง' นี้ ด้วยเหตุผลว่า ผู้สร้างละครไม่เคยเปลี่ยนโลกทัศน์ เนื้อเรื่องที่ 'เหนือจริง' เหล่านี้เป็นการดูถูกสติปัญญาของคนดู บ้างก็ว่าทำให้ผู้ชมจมอยู่ในโลกของความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ และทำให้สังคมเราถอยหลัง เพราะรับสารความคิดมาผิดๆ ฯลฯ

ทว่าหากมองใน มุมของเวลา สิ่งใดที่อยู่ยืนยงมานานขนาดนี้อาจมีคุณค่าของมัน หรือกระทั่งเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ ที่มีเสน่ห์ของมัน? คำถามคือเราสมควรรื้อถอนโครงสร้างของละครแบบเดิมๆ นี้หรือไม่? และเพราะอะไร?

นี่ไม่ใช่คำถามใหม่ สังคมรับรู้ปัญหานี้ (หากเราจัดมันเป็นปัญหา!) มานานแล้ว มีหลายความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคม แต่มันก็ยังคงดำรงอยู่

บาง คนแสดงความเห็นว่าคนไทยเกิดในสังคมที่หลอมเหลาให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือ สรรค์สร้างอะไรได้ด้วยตัวเอง ต้องรอโชคและฟ้าประทาน ความคิดนี้จึงสะท้อนในละครไปโดยปริยาย ตั้งแต่ตัวละครประเภทที่รอฟ้าบันดาล ไปถึงโครงเรื่องในรูปของการรอคอยความหวังใหม่ (บ่อยครั้งในรูปของมรดก หรือการแต่งงานกับคนที่รวยมาก)

บางคนเห็นว่า ในชีวิตจริงของแต่ละคนก็เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าสาหัส กลับถึงบ้านก็ไม่อยากรับรู้อะไรที่หนักหัวอีก การดูละครโทรทัศน์ที่หนีโลกแบบนี้ก็เป็นการคลายเซลล์สมองอย่างหนึ่ง

คน อีกไม่น้อยแย้งว่า ละครเหล่านี้มิได้เป็นเรื่องเหนือจริงแต่ประการใด ชีวิตจริงของคนบางคนไม่น่าเชื่อ (บางคนใช้คำว่า 'น้ำเน่า') เสียยิ่งกว่านิยายเสียอีก

ความจริง คำว่า 'รื้อถอน' นี้มิได้มีนัยของการทำลายโดยสิ้นซาก แต่เป็นการพัฒนาต่อไปไม่ให้ซ้ำรอยเดิมมากกว่า พูดง่ายๆ คือ เราจะเต้นฟุตเวิร์กอยู่กับที่ หรือว่าจะวิ่งออกไปจากจุดเดิม

หากเราเลือกที่จะวิ่งออกไปจากจุดเดิม ก็นำเราไปสู่อีกสองคำถามคือ

1 ทำไมต้องเปลี่ยนแปลง? มันสำคัญนักหรือ? ในเมื่อละครโทรทัศน์ก็เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกสำหรับคนทั่วไป จะหวังเอาสาระอะไรกันนักหนา?

และ 2 เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน?

สำหรับ ข้อแรก เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า สังคมคือการอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่ คุณค่าของสังคมก็คือความผาสุกของคนส่วนใหญ่, คุณภาพชีวิต และคุณภาพของมนุษย์ (ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้จะมาอยู่รวมกันทำไม) และเครื่องมือหนึ่งที่มีส่วนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือศิลปะที่ดี

เมื่อ มองอย่างนี้ จะเห็นว่าเราสามารถใช้คุณภาพชีวิตและคุณภาพของมนุษย์เป็นมาตรวัดคุณค่าของ ศิลปะ ศิลปะที่ดีน่าจะมีส่วนช่วยทำให้มนุษย์มีคุณค่าขึ้น ไม่ทางจิตใจก็ทางความคิด และอะไรก็ตามที่ทำให้มนุษย์ลดค่าลงหรือโง่ลง ไม่ว่ามันจะดำรงอยู่ในสังคมมานานเท่าไร นอกจากจะไม่น่าจัดว่ามีคุณค่าแล้ว อาจจะไม่นับว่าเป็นศิลปะด้วยซ้ำ

ภาพยนตร์เป็นสายหนึ่งของศิลปะ หากเราดูสายธารของศิลปะทุกสายในประวัติศาสตร์โลก ศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่อยู่นิ่ง ไม่มีกรอบตายตัว ไม่มีกฎกติกาใดๆ และเนื่องจากมันไม่อยู่นิ่งนี่เอง จึงก่อเกิดสายธารศิลปะมากมายหลายแขนง ยกตัวอย่างเช่นในงานจิตรกรรม หากถือว่าการวาดภาพแบบเรียลิสติกเป็นแนวทางมาตรฐานหรือเอกลักษณ์ที่ ต้องอนุรักษ์ดำรงไว้ โลกนี้ก็คงไม่มีทางกำเนิดศิลปะสายอื่นๆ เช่น แนวแอ็บสแตร็คท์ แนวเซอร์เรียลิสม์ แนวป๊อปอาร์ต ฯลฯ และศิลปินอย่าง แวนโก๊ะห์ ปิกัสโซ่ เซอราต์ ดาลี ฯลฯ ก็ไม่มีทางได้เกิด เช่นกันด้วยความเชื่อที่ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยกรอบใดๆ โลกเราตอนนี้จึงมีตระกูลนิยายมากมายกว่าสมัยเชกสเปียรส์หลายร้อยเท่า และนี่เป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ?

ผมเชื่ออย่างโง่ๆ (และอาจจะไร้เดียงสา) ว่า เราสามารถนำพาสังคมของเราไปสู่ความสวยงามและมีคุณค่ากว่าเดิมได้ ผมมองไม่เห็นว่าทำไมเราต้องจำนนทนอยู่กับสิ่งเดิมๆ เพียงเพราะมันอยู่มานาน เราเลือกได้ และเมื่อเราถูกต้อนไปสู่มุมอับที่ดูเหมือนไม่มีทางเลือก เราก็สามารถปฏิเสธทางเลือกที่คนอื่นยื่นให้เราได้ เช่นเดียวกับที่เราปฏิเสธผงชูรส สารกันบูด สีฟอก ฯลฯ เพราะเรารู้ว่าในระยะยาวมันอาจทำให้เราเป็นมะเร็งได้

ปัญญาของคนเรา เกิดมาจากการรับสารความคิดหลากหลาย มีใครบ้างที่ร่างกายแข็งแรงจากการเสพข้าวขาหมูอย่างเดียวทุกมื้อทุกวัน? สมองของคนเราก็ต้องการสารอาหารทางปัญญาครบห้าหมู่ ไม่ว่าเราจะรับสารความคิดมาจากการศึกษา ประสบการณ์ หรือผ่านศิลปะ ยิ่งมีทางเลือกมาก ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักคิดมากขึ้น และท้ายที่สุดแล้วสังคมก็จะได้คนที่มีคุณภาพมากขึ้น และสังคมยิ่งมีคนมีคุณภาพมากขึ้นเท่าไร คุณภาพชีวิตของเราก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแต่ทำให้เราจะเป็นคนฉลาดขึ้น เราจะมีความสุขขึ้น

สำหรับ ข้อที่สอง : เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน? นี่เป็นคำถามที่ท้าทายความคิด โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่า สภาพทางการตลาดทำให้เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่จริงหรือ?

สำหรับความเห็นที่ว่า ในชีวิตจริงของแต่ละคนก็เหน็ดเหนื่อย กลับถึงบ้านก็ไม่อยากรับรู้อะไรที่หนักหัวอีก ข้อแย้งคือการเบื่อชีวิตจริงและความอยากหนีความจริงเข้าไปในโลกแห่ง จินตนาการเป็นคนละเรื่องกับการเดินย้อนรอยศิลปะแบบเดิม

ความเห็น ว่า 'ชีวิตจริงของคนบางคนน้ำเน่าเสียยิ่งกว่านิยายเสียอีก' นั้นเป็นความจริงแน่นอน แต่นี่ก็เป็นคนละเรื่องกับความจำเจของเนื้อหา เพราะในมุมมองของศิลปะ แก่นเรื่องเดิมๆ ก็สามารถนำเสนอได้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่างความบันเทิงมากมายในโลกที่สามารถสอดสาระเข้ากับความบันเทิงและยก ระดับผู้เสพ ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า ถ้าเรารู้ว่าเราสามารถส่งเสียลูกให้เรียนจบปริญญาได้ เราจะยอมให้เขาจบแค่ชั้นอนุบาลหรือ?

ผมทำงานในวงการสร้างสรรค์มานาน พอที่กล้ายืนยันได้ว่า ศิลปะไม่มีข้อจำกัดอย่างที่คนไม่น้อยชอบใช้เป็นข้ออ้าง ผมไม่เห็นด้วยว่าคนสร้างไม่มีปัญญาคิดเรื่องใหม่ๆ

สำหรับ ประเด็นที่ว่า แนวทางละครเปลี่ยนไม่ได้เพราะการตลาดหรือเรตติ้งบังคับนั้น เราอาจดูตัวอย่างจากที่ในสมัยหนึ่งทุกคนในประเทศไทยมีความพอใจอย่างยิ่งกับ การดูหนังวิดีโอคาสเส็ตต์ จนเมื่อเทคโนโลยีวีซีดีเข้ามา วิดีโอคาสเส็ตต์ก็หายไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อดีวีดีเข้ามา วีซีดีก็ค่อยๆ กลายเป็นอดีตที่ไม่มีใครแยแส

ลองคิดดูเล่นๆ หากตีสามคืนนี้ผู้ผลิตละครโทรทัศน์ทุกรายถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปล้างสมอง และวันพรุ่งนี้หันมาผลิตแต่หนังคุณภาพระดับสารอาหารครบห้าหมู่ ประชาชนก็ย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับ และบางทีเมื่อพวกเขารู้รสของ 'ดีวีดี' ก็อาจไม่มีวันหวนกลับไปหา 'วิดีโอคาสเส็ตต์' อีก!

ทว่า เนื่องจากเราไม่มีมนุษย์ต่างดาวมาช่วยตัดสินใจแทนให้ เราก็ต้องเลือกเอาเอง จะเลือกที่จะเปลี่ยนมาก เปลี่ยนน้อย หรือไม่เปลี่ยนเลยก็อยู่ที่เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทางใด อย่างน้อยที่สุดในด้านคนสร้างสรรค์งาน ก็ควรมีความรับผิดชอบส่วนหนึ่งในการไม่ใส่สารเมลามีนทางความคิดแก่คนดู ในด้านคนเสพ ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรอง รู้จักปฏิเสธสารพิษทางความคิดให้ลูกหลาน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างทุกจุดของสิ่งเดิมจะเป็นเรื่องแย่ที่ต้องรื้อถอน หากรู้จักเลือกองค์ประกอบเดิมที่ดีมาใช้ เราก็อาจนำพาละครไทยไปสู่ความบันเทิงแบบไทยๆ ที่มีคุณค่าได้เช่นกัน

เราอาจเดินไปไม่ถึงโลกแห่งความสมบูรณ์แบบ แต่หากเราลองเดิน อย่างน้อยที่สุดเราก็น่าจะได้โลกที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวานนี้

และนี่มิใช่เรื่อง 'เหนือจริง' แต่อย่างไร

(* นี่เป็นคำถามที่ตั้งให้ Yahoo! รู้รอบ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551)

วินทร์ เลียววาริณ
13 ธันวาคม 2551


ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนะครับ

เห็นด้วยกับความคิด แต่ไม่ใคร่จะเห็นด้วยกับวิธีคิดครับ

ความคิดของเจ้าของบทความที่ต้องการเห็นการผลิตละครน้ำดีโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้ศิลปะที่ดีงามยกระดับความคิด ความสุขของคนในสังคม
ผมว่ามันสวนทางกับความเป็นจริง

ถ้า ผู้ผลิตละครผลิตแต่ละครน้ำดีมีสาระจะเป็นเหมือนการเติมสารอาหารที่ครบห้า หมู่ให้กับคนดูมันฟังดูเหมือนศิลปะเป็นสิ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เสพ มันฟังดูเหมือน ดินจะดีไม่ดี ขึ้นอยู่กับชนิด คุณภาพของต้นไม้ที่งอกอยู่บนผืนดินนั้น ? ถ้าท่านปลูกแต่ต้นไม้ที่สูงส่งงดงาม ผืนดินก็จะอุดมสมบูรณ์?

ผมกลับ มองว่าความเป็นจริง ความสุข ระดับความคิด ของคนในสังคมต่างหากที่เป็นฝ่ายยกระดับศิลปะ ศิลปะควรเป็นเหมือนต้นไม้ที่งอกมาจากผืนดิน
ดินดี จะให้กำเนิดศิลปะที่งอกงาม ดินไม่ดี ศิลปะมันก็จะแคระแกรนบิดๆเบี้ยวๆหรือกลายพันธุ์ไปตามสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน

ฉะนั้น ถ้าจะมองว่าทำไมละครน้ำเน่า ตบจูบๆ แม่ผัวลูกสะใภ้ แย่งมรดก แย่งผู้ชายรวย ถึงได้รับความนิยมในสังคมไทย ก็คงต้องบอกว่าผืนดินไทยปลูกขึ้นแต่ต้นไม้จำพวกนี้ เหมือนทะเลทรายที่คุณต้องปลูกตะบองเพ็ดเท่านั้นถึงจะเติบโตงอกงาม ถ้าเอาพันธุ์ไม้สูงค่า หรือ ศิลปะสูงส่งอย่างอื่นมาปลูกลงไปก็เหี่ยวแห้งตายเสียเปล่าๆ

การ แก้ไขจึงไม่ใช่การพยายามยัดเยียดกล้าไม้พันธ์ดีลงบนผืนดินขาดสารอาหาร ถ้าผู้จัด ผู้สร้างถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปแล้วพร้อมใจกันสร้างแต่ละครน้ำดีมาพร้อมๆกัน ผลคืออะไร ผลก็คงเหมือนเอาต้นข้าวปักลงบนผืนดินที่แห้งแล้ง อาจมีส่วนน้อยนิดที่งอก แถมงอกแบบแคระแกรนด้วย แต่ส่วนใหญ่ตาย! และผู้สร้างผู้จัดหลายคนคิดได้ เคยลองแล้ว และก็ไปไม่รอด การจะให้ผู้สร้างผู้จัดสร้างละครน้ำดีก็เหมือนเป็นการบอกให้เขาไปดำนาในทะเล ทรายยังไงยังงั้น

ถ้ามันปลูกข้าวขึ้น ใครมันจะตะบี้ตะบันปลูกแต่ต้นตะบองเพ็ด ล่ะครับ

วิธีที่ควรปฏิบัติน่าจะเป็นการปรับปรุงคุณภาพดินโดยตรงเพื่อให้เป็นผืนแผ่นดินที่อุมดมสมบูรณ์พอที่ศิลปะชั้นสูงจะงอกเงยขึ้นมาได้

การปรับปรุงคุณภาพดินโดยตรง คือการ ยกระดับการศึกษาของประชาชน
ไม่ได้จะโยงเข้าการเมืองนะครับ แต่ต้องยอมรับว่าประชากรไทยส่วนใหญ่ยังด้อยการศึกษา การศึกษาจะช่วยให้คนฉลาดขึ้นหรือไม่ผมไม่แน่ใจ
แต่ที่แน่ๆการศึกษาจะช่วยให้โครงสร้างทางความคิดของคนซับซ้อนขึ้น

ซึ่ง ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเรายังขาด โครงสร้างทางความคิดที่ซับซ้อนขึ้นจะเป็นตัวช่วยในการกลั่นกรองคุณภาพของ ศิลปะที่คนจะเสพ ผู้จัดจะทำแบบมักง่ายไม่ได้อีกต่อไป ทุกอย่างต้องสมเหตุสมผลมีที่มาที่ไปในระดับที่ไม่ขัดใจคนดู ละครน้ำเน่ามักง่ายแบบสุกเอาเผากินก็จะค่อยเสื่อมความนิยมลงไปเอง

เมื่อ ประชาชนในสังคมมีการศึกษา อย่าว่าแต่ศิลปะคุณภาพอย่างละครน้ำดีหลังข่าวเลยครับ ต่อให้เอาละคร หรือ ภาพยนตร์น้ำดีระดับเวิร์ลคลาสมาเสนอ ชาวบ้านเขาก็พร้อมที่จะเสพ เหมือนดินที่อุดมสมบูณร์เอาเมล็ดพืชชนิดใดหว่านลงไป มันก็พร้อมจะเจริญงอกงามได้

ถึงตอนนั้นค่อยพิจารณาหว่านแต่พืชพันธ์ดีๆสร้างสรรค์สังคม เช่นนี้ถึงจะแก้ปัญหาได้

สรุปว่าปัญหาของศิลปะ แต่กลับต้องใช้การเมืองการบริหารประเทศแก้ จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิด -_-"

จากคุณ : FinalPath - [ 19 ม.ค. 52 17:17:05 ]
หนังการ์ตูน "พระพุทธเจ้า" ลงทุน 108 ล้าน มีรายได้ 7 ล้านบาท

คนสร้างแฉด้วยน้ำตาทางรายการครอบครัวเดียวกัน ช่อง TPBS ว่า หนังฉายได้แค่ 5 วัน
ต่อไปนี้คือความเห็นจากชาวเฉลิมไทยครับ


ปัญหาอยู่ที่ว่า คนทำหนังการ์ตูนพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มืออาชีพด้านนี้ครับ

การ ทำหนังเรื่องนึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเรื่องงบ เหมือนที่ให้จาพนมมาเป็นผู้กำกับ ถ้าไม่มีความชำนาญ ก็กะงบประมาณไม่ถูก มันก็จะบานปลายไปเรื่อย เพราะคิดแค่อยากจะทำให้ดีที่สุด โดยไม่ได้ควบคุมงบไว้ให้ดี

อีกส่วนก็เรื่องการทำตลาด หน้าหนังอาจจะไม่น่าดู การโปรโมต จะว่าไปหลายสื่อก็ช่วย แต่อีกส่วนที่ต้องยอมรับว่า ตัวหนังเองอาจจะ "ไม่โดน" หรือ "ไม่สนุก" เพราะเรื่องที่ได้แรงโปรโมตด้วยวิธีคล้ายกันอย่าง โหมโรง ก็กลับมาฟื้นได้ เพราะหน้าหนังไม่โดน แต่ตัวหนังดี

ปล. ผมยังไม่เคยดูเลย เพราะดู ตย.แล้ว รู้สึกว่ามันคงไม่สนุก เรื่องการดีไซน์น่ะ ok แต่ ตย.มันดูขาดความน่าสนใจ เลยเดาว่าเนื้อเรื่องคงเนิบๆ เป็นสารคดี

จากคุณ : AccBLue - [ 28 ส.ค. 51 03:26:51 ]

ยอม รับความจริงซะว่า โลกไม่ได้เป็นไปในแบบอุดมคติ ทำการ์ตูนดีมีสาระ ทุกคนต้องมาดูมาอุดหนุน กลับมาอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงดีกว่า ว่าคนจะไปดูหนังทั้งที ต้องการความบันเทิงเป็นหลัก จะทำหนังหนึ่งเรื่อง เอาแค่เจตนาดีไม่ได้หรอกครับ ไม่ใช่ใครที่ไหนนึกจะทำก็ทำได้ ต้องดูประสบการณ์และกำลังเราเองด้วย

ไม่เคยจับธุรกิจหนัง มาเปิดตัวเรื่องแรกใช้ทุนเป็นล้าน คนอื่นเค้ามีแต่จากน้อยไปมาก ดูอย่างสุดยอดวงการอุตสาหกรรมหนังของโลกอย่าง Hollywood สิครับ หนังที่หมายมั่นปั้นมือว่าต้องฮิต ยังเจ๊งไม่เป็นท่าตั้งเยอะ

ปล. ในเว็บบิทมีคนโหลดหนังเรื่องนี้น้อยมาก นี่พอจะบอกอะไรได้บ้างมั้ยครับ

จากคุณ : ayres - [ 28 ส.ค. 51 04:51:42 ]

ตอน แรกเรากะอุดหนุนของแท้มากเลยค่ะ เตรียมหาที่สั่งซื้อเรียบร้อย กันเงินไว้500บาท จดที่อยู่ไว้เสร็จสรรพ... พอเห็นราคาเท่านั้นแหละ แม่เจ้าจะเป็นลม 1500บาทถ้วน เอิ๊ก...

เลยเก็บตังค์เพิ่ม พอได้ครบ1500 เลยชวนเพื่อนไปทำบุญบริจาคข้าวสาร1กระสอบให้เด็กๆดีกว่า -_-' ไม่รู้จะชดเชยที่เราไม่ซื้อแผ่นจริงได้ไหม แต่ราคาของแท้มันรับไม่ได้จริงๆค่ะ T-T

หนังมันไม่หนุกจริงๆง่ะ ทำออกมาดีแต่ไม่หนุกเลยเจ้า ดูไปสัปหงกไป

จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 28 ส.ค. 51 05:10:47 ]

เพื่อน มันเคยเปิดให้ดูรอบนึง (บิทมานั่นแล) ขอบอกว่า... น่าเบื่อมากๆ ครับ... การ์ตูนอิงประวัติศาสตร์มีตั้งหลายวิธีที่ทำให้น่าสนใจหรือน่าติดตามได้ ครับ... ในฐานะคนดูหนัง ผมให้เรื่องนี้สอบตกนะ...

ส่วนเรื่องราย รับที่ขาดทุนกระจาย... ไม่ขอออกความเห็นครับ... ค่าเทคโนโลยีจ่ายครั้งเดียว ครั้งนี้ก็จำไว้เป็นบทเรียนละกัน... หรือถ้าทำออกมาโดยไม่หวังกำไรใดๆ ก็แล้วแต่อ่ะนะ...

ปล. คงไม่มีใครออกมาบอกว่า คนไทย ไม่สนับสนุนกันเองอีกนะ...

จากคุณ : จิบเดียวก็ซึ้งแมน - [ 28 ส.ค. 51 05:24:43 ]


ทำออกมาให้สนุกสิ ผมจะอุดหนุน


... อย่ามาเล่นง่ายๆด้วยการบอกว่าผมทุ่มทุน ผมจริงใจ ผมทำเพื่อประเทศไทย มาข่วยอุดหนุนหน่อย งั้นวงการอนิเมชั่นบ้านเราก็ไม่พัฒนาหรอกครับ ทำออกมาแต่หนังการ์ตูนห่วยๆแล้วก็อาศัยเกณฑ์คนไปดูเพื่อ "อุดหนุนคนไทย" เอาตัวรอดไปได้อีกเรื่องนึง

จากคุณ : CARAGIO - [ 28 ส.ค. 51 07:36:07 ]

ผมก็เสียเงินดูจากในโรงมา ไม่อยากบอกว่าเป็นหนังมีสาระ แล้วขายไม่ได้
เพราะเนื้อเรื่องมันแย่จริง ๆ
การ เล่าเรื่องไม่ดี เนื้อหาในหนังก็ไม่ดี แก่นของธรรมะก็หาไม่ได้ แค่เอาลำดับเรื่องราวมาต่อ ๆ กัน จนไม่เห็นว่าจะสื่ออะไร แค่สักแต่จะเล่าเรื่องพุทธศาสนา แต่เล่ายังกับหนังพราหมณ์

คือหนังมันไม่น่าบอกต่อ ไม่น่าสนับสนุนจริง ๆ ไม่อยากให้เด็ก ๆ ไปดูเรื่องนี้ แล้วรับแนวคิดแบบไม่ค่อยถูกต้องมา

จากคุณ : มุมมองหลายมิติ - [ 28 ส.ค. 51 08:13:19 ]

จะไม่ 100 ล้านได้ไง

จ้างทีมงาน วอลท์ ดิสนีย์ มาเขียนภาพน่ะ.....ค่าแรงคิดตามเมืองนอกนะครับ.... ชั่วโมงนึงเป็นหมื่นบาท

หนังกว่าจะจบก็หมดค่าคนไปเกือบ 70-80 ล้านแล้ว ไหนจะต้องค่าอุปกรณ์ ค่าโปรโมท(อันแสนจะน้อยนิด)

ถ้าเป็นการ์ตูนฝรั่ง ค่าทำแค่นี้ ถูกมาก......

แต่ถ้าทำด้วยคนไทย 100% ค่าทำคงไม่ถึง 30 ด้วยซ้ำครับ.....ค่าแรงคนไทยถูกมาก.....


ทำ การ์ตูนมา ต้องศึกษากลุ่มเป้าหมายด้วยว่าเป็นใคร.....ถ้าเป็นเด็ก(ที่ไม่มีรายได้ของ ตัวเอง) ก็ต้องจูงใจผู้ใหญ่ให้ยอมจ่ายค่าตั๋ว หรือ ค่าแผ่น นะครับ

อย่าคิดว่า ทำการ์ตูนแล้วเด็กจะไปดูหนังเอง ซื้อแผ่นเอง ได้.....

พูดตรงๆ การตลาดผิดพลาดอย่างแรง วางตำแหน่งหนังไม่ถูกต้อง.....

จากคุณ : น้ำปลาเดือนห้า - [ 28 ส.ค. 51 08:49:37 ]


มันไม่เกี่ยวกับการลงทุนหรอก คุณทำหนังออกมาไม่ดีเอง

ภาพ เรื่อง การดำเนินเรื่อง มันแย่ไปหมด พูดตรงๆคือมันไม่ได้เรื่องจริงๆ

ก็ไม่แปลกที่จะมีรายได้แค่นั้น

การตูนศาสนาก็สนุกได้ อย่างปริ้นออฟอียิปก็สนุก ทั้งๆที่เนื้อเรื่อง
พระพุทธเจ้าน่าจะทำออกมาได้สนุกกว่าเนื้อเรื่องของโมเสส

แต่มันกลับน่าเบื่อชวนง่วงนอน

จากคุณ : ttno1 - [ 28 ส.ค. 51 09:35:16 ]


ไม่ช่วยได้มั๊ย

อยากสนับสนุนนะ แต่มันไม่สนุกจริงๆนี่ ไม่ชอบหนังแนวนี้ ไม่ชอบลายเส้นด้วย
ลงสีสวยแหละ แต่อนิเมะแบบนี้ ลงสีแบบ eureka 7 จะเข้าถึงคนดูง่ายกว่ามั๊ย
แต่ถ้าสนุกจริง ภาพเจ๋ง อย่าง FF7-Advanced Children
ทำแพ็กเก็ตจิ้งดีๆ มีของเล่นเจ๋งๆแถม
แพงเท่าไหร่ก็จะเก็บตังส์ซื้อ

จะบอกว่า เป็นเพราะเป็นการ์ตูนศาสนา เลยไม่สนุก เหตุผลนี้ไม่น่าใช่นะ
ถ้าผูกเรื่องดีๆ บทดีๆ ดำเนินเรื่องดีๆ ก็ทำให้ดูสนุกได้
ยิ่งเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า มีเรื่องสนุกๆตั้งเยอะ แต่ทำไมไม่ดึงส่วนดีตรงนั้นมาเล่นล่ะ
เช่น เรื่อง พระเวสสันดรชาดก นิทานเวตาล สนุกมากๆเลยนะ

สรุป คนสร้างไม่มีฝีมือ หรือเป็นเพราะกรอบจำกัดของผู้ใหญ่หัวโบราณบางคนกันแน่ ที่ทำให้มันไม่สนุกน่ะ
จะโทษว่า คนไทย ไม่อุดหนุนของไทย คงไม่ได้หรอก คนละประเด็นแล้ว

จากคุณ : keekoo - [ 28 ส.ค. 51 09:57:37 ]

ถ้า ทำอย่างอื่น แต่สอดแทรกเนื้อหาทางศาสนาไปแท้คงจะดีกว่า อย่างน้อยเรื่องของ พระพุทธเจ้า คนส่วนมากก็พอจะรู้จากหนังสือเรียน มันจึงขาดความตื่นเต้น หรือความอยากรู้ไป
ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น งบ การโปรโมท อันนี้ผมไม่รู้ครับ แต่ที่ผมรู้คือเห็นโฆษณาอยู่พักนึงแล้วก็เงียบไปเลย

หากจะทำเพื่อเผยแผ่ศาสนา ส่วนที่ขาดทุนคงต้องคิดว่าทำบุญล่ะครับ
แต่ถ้าหากคิดว่าทำเอากำไร บอกได้คำเดียวว่า อย่าหากินกับศาสนาและศรัทธา เลยครับ

จากคุณ : -__-! (Hatred) - [ 28 ส.ค. 51 10:06:40 ]

เคย ดูีรายการคนค้นคน ชายคนนึงที่เจียดเวลาว่างและเงินที่ได้จากงานประจำ ไปทำสื่อvdoสอนเกี่ยวกับคติธรรมจากพุทธศาสนา แกก็มีความสุขทำแต่พอตัวมีความสุขที่ทำ ลูกเมียไม่เดือดร้อนมีกินมีอยู่ เก็บตังซื้อกล้องvdoเิอง เก็บตังซื้อเครื่องคอมเองมานั่งตัดต่อvdoตี2ตี3 ออกไปทำvdoจำลองเหตการ ออกไปสัมภาษณ์พระตามวัด ทำเสร็จแกก็ไร้ท์ไปแจกตามโรงเรียนฟรีๆ เอาไว้เปิดสอนช่วงวิชาพุทธศาสนาก็ไม่เดือดร้อนอะไรใครเลย ไม่หวังดังหวังมีชื่อเสียงไม่หวังกำไร ไม่ต้องไปโอ้อวดบอกใครเจียมเนื้อเจียมตัว

แต่กับการที่คิดจะมาทำหนัง ใหญ่ออกฉายในโรง แสดงว่าเป็นการคิดการใหญ่ตั้งแต่ต้น มีความหวังเรื่องรายได้ อาจจะไม่หวังเรื่องทำกำไรมากมายแต่กก็คงขอไม่ให้ขาดทุน หนังไม่เสร็จเอาตัวอย่างมาโชว์ก็เที่ยวประกาศศักดา บอกวอลส์ดิสนี่กับpixaว่าคนไทยก็ทำหนังการ์ตูน2Dได้...ในวันที่เค้าประสบ ความสำเร็จกับหนัง2Dก่อนเรามาเป็นสิบๆปีแล้วๆ ก็หันไปทำ3Dกันหมดแล้ว ตลกมั้ย แสดงว่ามีกิเลศมีความทะเยอทะยานพอสมควรนะ ช่วงเวลาการคิดที่จะทำน่าจะเป็นช่วงที่มีความสุขที่าสุดแล้วมั้ง นอกนั้นก็มีปะญหาตลอด งบไม่พอ ต้องไปกู้ยิมเค้า เป็นหนี้เป็นสิน ไปเสนอขายต่างประเทศก็ไม่มีใครซื้อ ต้องมาออกสื่อให้คนรู้จะได้ช่วยบริจาค หนังเสร็จออกฉายก็น่าจะเป็นช่วงที่มีความสุึขอีกช่วงนีงและมีความหวังในการ ออกฉาย สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ รายได้ที่คิดว่าจะได้พอหลุดค่าลงทุนก็ไม่ได้ ส่วนที่คิดว่าจะได้มาเพื่อจะไปใช้หนี้ก็ไม่มี แล้วไงล่ะทีนี้ ..... แทนที่คนดูแล้วจะได้อิ่มเอมมีความสุขไปกับชีวประวัติของพระพุทธเจ้า กับกลายเป็นคนไปสนใจกับเรื่องชีวประวัติคนทำมากกว่าตัวหนังซะอีก ดูเหตการณ์มาจนถึงตอนท้ายสุดนี้คือมุขสุดท้ายแล้วคือการออกDVDขาย ถ้าเจ๊งตรงนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วเหลือแต่จะบริจาคฟรีๆตามโรงเรียน สงสัยว่าคนที่คิดทำหนังได้ศึกษาอะไรจากคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนบ้างก่อนจะมา ทำ บอกแต่ว่าทำเพื่อพุทธศาสนา คนทำก็เป็นพุทศาสนิกชน แต่ท่านยังไม่เข้าใจการปฎิบัติตนตามแบบคำสอนของชาวพุทธเลย แค่ว่าทำบุญก็ทำแต่พอตัวทำแล้วไม่เดือดร้อนตัวเองและคนอื่น ท่านยังไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย...

ทำอะไรจนสุดโต่งไม่มี สติก็แบบนี้แหละครับ ทำหนังมันมีปัจจัยอะไรให้ศึกษามากกว่านั้น ถ้าคิดแต่จะเดินหน้าทำๆ ไม่มีการตลาดไม่มีความรู้ในงานนั้นๆที่จะทำดีพอ คิดแต่ว่าเพื่อพุทธศาสนาชาวพุทธคงไปดูกัน คิดแต่ว่าหนังไทยคนไทยทำคนไทยคงไปดู ผลที่ได้ก็เป็นแบบนี้แล...

จากคุณ : maedakung - [ 28 ส.ค. 51 10:07:54 ]

จริง ๆ ทำให้สนุกยากครับ อย่าบอกว่าก็แต่งเนื้อเรื่องให้สนุกนะครับ
เพราะเนื้อเรื่องก็ต้องให้ถูกต้องตามพระไตรปิฏก แถมยังต้องส่งเนื้อเรื่องไปให้ทางเถระสมาคมตรวจสอบความถูกต้องอีก

แค่ นี้ที่ได้ดูก็ได้ข่าวว่าต้องแก้กันหลายรอบมาก ๆ กว่าจะผ่านเอาออกมาทำได้ ติดแค่เท่านี้ก็ทำให้ความน่าสนุกลดลงไปเยอะมากแล้วครับ อีกอย่างพุทธประวัติมารายละเอียดมาก
คิดว่าถ้าหากจะทำให้น่าสนุกจริง ๆ ต้องแบ่งเป็นภาค ๆ เหมือนตำนานสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งจะเห็นว่าพอแบ่งเป็นภาค ๆ แล้วจะสามารถลงรายละเอียดได้เยอะกว่า รวมถึงแทรกเนื้อหาอื่น ๆ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมได้มากขึ้น (หากเทียบกับสุริโยทัย ที่เน้นเนื้อหาในเวลาที่จำกัด จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น)

ส่วนเรื่อง DVD นี่ผมเองก็อยากช่วยซื้อครับ แต่ 1500 นี่ไม่ไหวจริง ๆ
รอสัก 500 (DVD อย่างเดียว)จะช่วยอุดหนุนครับ

จากคุณ : Crono - [ 28 ส.ค. 51 10:40:24 ]

บาง คนไปเทียบกับ 3D animation หรือ animation ของญี่ปุ่นก็เกินไปนิดนะครับ 2d anime ทำยากกว่า 3d เยอะเลยล่ะ เพราะต้องใช้ฝีมือในการวาดของ animator ล้วนๆ ผิดกับ 3d ขึ้นรูปได้ หมุนได้หมดแล้ว การเคลื่อนไหวก็ใช้ motion capture เอา แพงตอนเริ่มต้่นกับค่า้hardware เท่้านั้นแหละ แต่งานต่อๆไปจะถูกลง ส่วน 2d animation ของญีปุ่นตอนนี้คงต้่องถือว่าที่หนึ่งในโลกแล้วล่ะครบ(disney เลิกทำ2dแล้ว) เรายังตามเขาอีกมาก ทั้งฝีมือและการกำกับ ซึ่งส่วนหลังนี่แหละที่บ้านเรายังขาด ต้องฝึกฝนอีกมากมาย จะให้ไปเทียบตรงๆ ก็เหมือนถามว่า หนังบ้านเราทำไมขายสู้หนัง hollywood ไม่ได้น่ะแหละ

ไว้ ทำ version ถูกๆออกมาจะซื้อไปแจกตามโรงเรียนให้เด็กดูกัน ผมว่าถึงจะน่าเบื่อถ้าเทียบกับการ์ตูนอื่นๆ แต่มันคงสนุกกว่าหนังสือธรรมะทั่วไป เอามาไว้สอนเด็กผมว่าได้ประโยชน์อีกเยอะครับ

ส่วนตัวผมเคารพคนที่คิด จะทำเพื่อคนอื่น อย่างการเสี่ยงลงทุนสร้างหนังสอนเด็ก แม้มันอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จในบางแง่ แต่อย่างน้อยก็เหลืออะไรดีๆให้คนอื่นจริงๆครับ

จากคุณ : ....4จุด - [ 28 ส.ค. 51 11:59:50 ]


คนที่ทำเป็นคนไทย แต่เป็นคนไทยที่เคยร่วมงานกับ Disney มาก่อน เค้าเลยโปรโมทว่าฝีมือระดับทีมงาน Disney

ส่วน อ. วัลภา คนที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เห็นด้วยว่านี่เป็นโปรเจ็คท์ที่ใหญ่เกินตัวอาจารย์ แต่คิดว่าท่านคงไม่ได้ทำเพราะอยากจะได้หน้าได้ตาอะไรกระมังคะ
เท่าที่ ติดตามข่าวมา คือทางราชการมีโครงการพัฒนา Animator แล้วทีนี้พออาจารย์เข้าไปสอนให้เรียบร้อย ปรากฎว่า ทั้งคนเรียนคนสอน ไม่ได้เงินจากภาครัฐตามที่ตกลงกันไว้ (จำเหตุผลไม่ได้ ไม่แน่ใจว่า อ. ทำผิดสัญญาจ้างข้อไหนหรือเปล่า) ทางนักเรียนก็เดือดร้อน ไม่มีจะกิน ทางผู้สอนก็สงสารเลยทำโปรเจ็คท์นี้ขึ้นมา หวังจะเอาเงินมาให้นักเรียน และทูลเกล้าฯ ถวายฯ แต่เนื่องจากการบริหารจัดการอ่อนแอ งบประมาณเลยบานปลายขนาดนี้แถมการประชาสัมพันธ์ก็ยังอ่อนด้อย +มีแผ่นผีมาป่วน ทำให้ได้รายได้น้อยมาก

ตอนคุณอี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ ออกมาโพสต์ที่พันทิป เพื่อประชาสัมพันธ์และบอกว่ามีต่างชาติมาขอซื้อโปรเจ็คท์ ด้วยเงินหลายสิบล้าน
แต่ทางทีมงานเสียดายเพราะไม่อยากให้ขึ้น End Credit ว่าเป็นของต่างชาติ
เลยพยายามดิ้นรนหาทุน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขาย ตอนนั้นก็มีคนเข้ามาแนะนำด้านการตลาดและการติดต่อหน่วยงานราชการ/ เอกชนกันเยอะค่ะ
หลายๆ คนก็บอกว่าขายไปเถอะ ขายแบบมีเงื่อนไขลิขสิทธิ์ก็ได้ แต่ทางทีมงานก็ไม่ขายค่ะ น่าเสียดายโอกาสเหมือนกัน
คุณ อี้ก็ยอมรับว่า ทางทีมงานไม่มีใครที่มีความรู้ทางด้านการตลาดเข้ามารับผิดชอบโดยตรง มันก็เลยเป็น Project ที่ไม่ค่อยมีระบบบริหารจัดการเท่าไหร่
สุดท้ายก็จบลงด้วยความเศร้าแบบนี้... เฮ้อ

จากคุณ : Nymph~* - [ 28 ส.ค. 51 14:44:24 ]

ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจนไม่น่าเอามาทำการ์ตูนเลยครับ
แต่อิคคิวซัง ก็เป็นการ์ตูนทำนองคล้ายๆกันนิดหน่อย มีศาสนามาเกี่ยวข้องบ้าง แต่จุดขายของอิคคิวซังไม่ได้อยู่ที่ศาสนาครับ

แต่ เรื่องนี้อิงประวัติศาสตร์ แถมยังเป็นศาสนาเพียวๆซะนี่ ซึ่งบอกตามตรงเลยว่า ไม่สมควรเอามาเป็นจุดขาย ถ้าพูดในแง่การทำโปรเจคคือ ล้มเหลวตั้งแต่กระบวนการเก็บความต้องการแล้วครับ

จากคุณ : Riryoku - [ 28 ส.ค. 51 16:00:18 ]

ตั้งใจทำเกินไปครับ ทำให้เหมือนอลังการ แต่จริงๆ พอดู ไม่มีอะไรเลย เหมือนหนังจักรๆวงค์ๆ ตอนเช้า

ดูสามก๊ก มหาสนุก สนุกกว่าเยอะครับ

จากคุณ : CaraMalman - [ 28 ส.ค. 51 16:24:41 ]
รายการคนค้นคนซึ่งถือว่าเป็นรายการแนวตีแผ่ชีวิตของคนสู้ ชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นสารคดีที่ได้รับความนิยมและมีเรตติ้งสูงจนยืนหยัดอยู่คู่จอโม เดิร์นไนน์มาได้หลายปี

แต่ก็มีข้อคิดเตือนใจสำหรับผลสะท้อนในทางลบของรายการแนวนี้เช่นกันจากจดหมายเปิดผนึกนี้

.....จดหมายเปิดผนึก.....ถึงรายการ ....คน ค้น ฅน...... (review)
ก่อนอื่น

ต้องขอชื่นชม รูปแบบและเนื้อหาของรายการ
ตลอดจน ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังทุกท่าน

ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในเรื่องของเจตนารมย์ของรายการนี้
ที่พยายาม เสาะ แสวงหา บุคคล ที่มีวิถีชีวิตและเรื่องราว
ในอดีต ที่มีความน่าสนใจในแง่มุมต่างๆ มาตีแผ่ให้สังคมในวงกว้างได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา

ซึ่งเรื่องราวของหลายๆ คน ในหลายๆตอน ได้ให้แง่คิดที่มีคุณค่าต่อผู้ชม สะกิดและกระตุ้นเตือนใจ
ให้แต่ละคนได้หันมามองชีวิตตัวเอง ในมุมที่แตกต่างจากวันวานอันเคยชิน

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่ง ที่อยากจะฝากไว้ เป็นดั่งเสียงสะท้อนเบาๆ
จากผู้ชมคนหนึ่ง ในกลุ่มผู้ชมอันหลากหลายของทางรายการ ก็คือ

เราต้องเคารพในวิถี ในความงดงามของชีวิต
ของผู้ที่ทางรายการเข้าไปถ่ายทอดเรื่องราวของเขา

หลายๆครั้ง เมื่อมีการออกอากาศแล้ว ชีวิตของตัวละครในรายการก็เปลี่ยนไป
ตัวอย่างหนึ่ง นั้นก็คือ

ความ เป็นอยู่
ข อ ง ปู่เย็น

เรื่องราวของปู่เย็น ในอดีต คือ เฒ่าทรนง
แต่ในปัจจุบัน คือ เฒ่ายืนงง

งงต่อความเปลี่ยนแปลง งงต่อพฤติกรรมของคนรอบข้าง
งงต่อทรัพย์สินเงินทอง ที่ประดังเข้ามาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
และงงจนไม่รู้คุณค่าและวิธีการจัดการมัน

สุดท้าย ปู่เย็น ก้อไม่ต่างอะไร กับเสือลายพาดกลอน
อันน่าเกรงขาม มีชีวิตที่น่าพิศวงในป่า แต่ถูกจับมา
ใส่ไว้ในกรงให้ผู้คน มามุงดูด้วยความฉงน
และถูกคนรอบข้างบางคน ฉกฉวยหาผลประโยชน์

อีกกรณีหนึ่งคือ สุชิน หรือ คนอื่นๆในกรณีคล้ายคลึงกัน

ที่ชีวิตมีความลำบากยากแค้น หดหู่ ดูน่าสงสาร ในชะตาชีวิต
และทางรายการให้ความช่วยเหลือด้วยการแสดงเลขที่บัญชี แล้วให้ผู้ชมโอนเงินไปให้

แม้เชื่อแน่แท้ว่า ทางรายการทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ
แต่สิ่งเหล่านี้ เราจำเป็นต้องมองมันในหลายๆมิติ

สุชิน และคนอื่นๆ ในอดีตของรายการ ต้องไม่ใช่ตัวละคร
ในบทบาทสามล้อถูกหวย

ที่อยู่ๆ ก้อมีเงินทองไหลมามากมาย โดยไม่รู้ว่า จะจัดการกับมันอย่างไรดี
ทั้งจำนวน วิธีการ และผู้คนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง
ดุจเดียวกับที่ ปู่เย็น เป็นอยู่ ทุกวันนี้

ตัวสุชินเองก็พิการ อีกทั้งยังไม่รู้หนังสือ เขียนชื่อตัวเองก็ยังไม่ได้
พ่อก็แก่เฒ่าและหลานก็ยังเด็กนัก

แต่ทั้งหมด ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่า
ยังมี คนในสังคมอีกมากมายที่อยู่ในสถานการณ์ที่น่าสงสาร เช่นเดียวกับสุชินหรือ มากกว่าด้วยซ้ำ

ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ เพียงแต่เขาอาจจะไม่โชคดี

เหมือนสุชิน ที่ได้มาออกรายการ

เงินจำนวนที่ผู้ชมรายการ โอนไปนั้น
ไม่ต่างอะไรกับ การระดมเงินของคนในสังคม
ไปสร้างเขื่อนให้กับบ้านหลังเดียวที่เคยประสบภัยแห้งแล้ง และแลดูน่าสงสาร
ในท่ามกลาง หมู่บ้านแห้งแล้งอีกมากมายในสังคมอันกว้างใหญ่

สิ่งที่ขึ้นทั้งหมด ไม่มีใครผิด
ทั้งตัวรายการ ผู้ออกรายการ และผู้ชม

แต่ทำไม เราไม่มาช่วยกันคิดหาวิธีกระจายทรัพยากรน้ำใจอันนมีค่าของคนไทย ในสังคม
ให้ไปสู่คนที่ด้อยโอกาสในวงกว้างให้ได้เหมาะสม กว่าที่เป็นอยู่นี้ เช่น
อาจจะจัดตั้งเป็น กองทุนมูลนิธิ คน ค้น ฅน เพื่อผู้ยากไร้ สนับสนุน องค์กรทางสังคมที่เป็นนิติบุคคล

เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังเขาเหล่านั้น ในวงกว้างอีกทอดหนึ่ง
ให้เกิดกระบวนการจัดการทรัพยากรน้ำใจนี้
ไปยังผู้ยากไร้ในรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะสมแก่กรณีๆ ไป

มิเช่นนั้นแล้ว

สุดท้าย

......... จาก คน ค้น ฅน .........

ก็จะแปรเปลี่ยนเป็น

............คน ค้น สามล้อ(ถูกหวย)......


หมายเหตุ
รายการนี้ มิใช่รายการเดียว ที่กระทำในกรณีดังกล่าว แต่หากเป็นรายการเดียว
ที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้น ที่ดี ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สำหรับกรณีดังกล่าว
และสะท้อนไปยังรายการอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ให้ได้ฉุกคิดตาม
ในฐานะสื่อสารมวลชน ผู้มีอำนาจชี้นำความคิดของผู้คนในสังคม

จึงเป็นที่มา ของจดหมายฉบับนี้
..........ด้วยจิตคารวะ.............

จากคุณ : คนคุ้นเคย - [ 20 ต.ค. 48 ]


ให้ ความช่วยเหลือโดยผ่านมูลนิธิ (คน ค้น คน) น่าจะดีกว่าการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้เดือนร้อนโดยตรง บัญชีส่วนตัวนั้น ยากต่อการตรวจสอบ อย่างที่หลายๆ ท่านว่าไว้ เงินทองนั้นไม่เข้าใครออกใคร ตอนยังไม่มีเงินก็ดูอ่อนน้อมถ่อมตนดี เพราะเงินไหลเข้ามาเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน คนที่ไม่เคยจับเงินเยอะขนาดนี้ ธาตุไฟอาจแตกซ่านได้

ไม่ ได้บอกว่าทุกคนที่ได้รับการช่วยเหลือจะเป็นอย่างนี้ แต่เป็นแค่คนคนเดียว ความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น ผู้ชม ผู้บริจาค สื่อ เจ้าของรายการ จะเสียไปตามๆ กัน โดยเฉพาะเจ้าของรายการนั่นแหละจะเสียความรู้สึกมากกว่าใคร เพราะนอกจากจะโดนหลอกเหมือนทั้งสามรายข้างต้นแล้ว ยังเหมือนเป็นการพาคนโกหกมาให้สังคมเสียความรู้สึก

กองทุนก็อาจจะ เชื่อถือความบริสุทธิ์ใจไม่ได้เต็มร้อย แต่ก็ดีกว่าโอนเงินโดยตรงให้ผู้เดือดร้อนแน่ๆ อย่างน้อยๆ กองทุนก็มีคนมากกว่าหนึ่งคนบริหาร มีระบบ ระเบียบทางบัญชีเพื่อตรวจสอบ มีเครดิตของทีวี บูรพา คอยตรวจสอบอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่มีในกรณีที่เงินเข้าบัญชีส่วนตัวเลย

ได้ดูคุณ สุชิน ให้คุณดู๋สัมภาษณ์เหมือนกัน พูดจาแปลกๆ ประหนึ่งว่า ฉันไม่แคร์ ถูกจับโกหกได้ (เรื่องรถที่ผู้ชายคืนมาให้) ก็เกรียนไปหน้าตาเฉย ไม่ละอายต่อการโกหกออกอากาศ ..... ไม่อยากให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เพราะคนดีจะท้อแท้ ระแวง ไม่เชื่อใจ คนที่เดือดร้อนจริงๆ อีกมากมายก็จะพลอยถูกตั้งข้อสงสัยไปด้วย

การช่วยเหลือนั้น หากเป็นไปได้ ควรงดช่วยเหลือด้วยตัวเงิน เพราะมันไม่จีรังยั่งยืนอะไร หกล้านยังหมดไปในพริบตา ช่วยส่งเสริมเรื่องอาชีพ หาแนวทางให้ผู้เดือดร้อนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระยะยาว จะดีกว่า ยื่นดาบสองคม (เงิน) ให้พวกเขานะคะ

เรียนมาด้วยความเคารพค่ะ
แก้ไขเมื่อ 05 พ.ย. 50 09:36:17

จากคุณ : Smiling-girl - [ 5 พ.ย. 50 09:16:55 ]

คอนเซ็ปรายการไม่เหมือนกับรายการวงเวียนชีวิตอะไรแบบนี้หรอกนะ ที่จะไปหาคนยากไร้แบบสุดๆมาออกรายการเพื่อขอความช่วยเหลือ

แต่ รายการคนค้นคนเค้ามีคอนเซ็ปว่าชีวิตของคนที่ไปค้นต้องมีวิถีชีวิตที่ใช้เป็น แนวทางให้คนดูได้ ไม่รู้จะเข้าใจสิ่งที่เราจะบอกได้รึเปล่า แต่เราว่ารายการนี้ไม่ใช่คนหาแต่คนที่มีชีวิตน่าสงสารหรือมีชีวิตอยู่อย่าง ยากไร้ อนาถาอย่างเดียวหรอก แต่คนคนนั้นอย่างน้อยก็ต้องสู้ชีวิตล่ะ

เพราะ ฉะนั้นถ้าเคยดูรายการนี้ สิ่งที่ได้มาไม่ใช่แค่ความเวทนาในชีวิตของคนเหล่านั้น แต่ได้แรงบันดาลใจในการอยากจะทำนู้น ทำนี่ อยากเป็นคนดี สู้ชีวิตด้วยมากกว่า

กระนั้นก็ตามในบางครั้งชีวิตของคนที่รายการนี้ ไปค้นก็ทำให้หลายๆคนอยากช่วยให้ชีวิตดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า ไปทำให้วิถีชีวิตที่งดงามที่รายการนี้นำเสนอหายไปด้วย

จากคุณ : น้ำพริกกินกะปลาทู - [ 5 พ.ย. 50 12:55:40 ]

จากกระทู้แนะนำในโต๊ะเฉลิมไทยครับ
กฏ 25 ข้อของมิวสิควีดีโอวัยรุ่น

1. ฝนจะไม่ขึ้นกับฤดูกาลแต่จะตกก็ต่อเมื่อมีใครซักคนอกหัก ...

2.พระเอกกับนางเอกเป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อนข้างรู้อะไรๆน้อย มักมองข้ามความดีของคนที่มาแอบรักเสมอ...

3. ใครก็ตามในนั้นที่อกหัก ต้องมีอย่างน้อย 1ครั้ง ที่ไปแอบเห็นคนที่ตัวเองรักจู๋จี๋กับคนอื่น โดยซึ่งๆหน้า หรือไม่ก็มีมุมตึกบัง หรือไม่ก็มองจากนอกหน้าต่าง (ซึ่งอาจมีฝนนอกฤดูมาอีกแล้วครับท่าน)
-มันเป็นไปไม่ได้เลยในมิวสิค ที่จะมีใครซักคนเอาข่าวมาบอกต้องเห็นเองกับตาเท่านั้นครับ
...

4. ถ้ามีสัตว์เลี้ยงของพระเอก มันมักจะเป็นDalmatian แต่สัตว์เลี้ยงของนางเอกจะเป็นสุนัขที่มีขนาดเล็กกว่า หรือไม่ก็แมวแต่ต้องมีขนปุยๆเสมอ ...

5. ถ้านางเอกมีตุ๊กตาเล่นในห้องนอน มากกว่าร้อยละ 50 ต้องเป็นตุ๊กตาหมี ...

6.จะต้องมีลมพัดจนผมปลิวอย่างน้อยหนึ่งครั้งเสมอในเพลงอกหัก และผมไม่เคยปลิวยุ่งจนมาบังหน้า
ลมจะต้องพัดโดยมีทิศทางจากหน้าไปหลังของเราอย่างแน่นอน ...

7. ในกรณีที่ตัวนักร้องไม่อกหักเอง แต่มีคนอื่นอกหัก (เนื่องจากไม่หล่อ หรือหน้าตาดีน้อยเกินไป หรืออื่นๆ) นักร้องจะต้องทำตัวเป็นตัวเจ๋อ คอยมายืนร้องเพลงอยู่คนเดียวข้างๆ หรือในห้องถัดไปในสภาวะที่คนทั่วไปเค้าไม่ทำกันครับ....เอาไว้ช่วงดนตรี solo แล้วค่อยไปปลอบ ว่างั้น.... ...

8. ตัวละครในมิวสิคจะไม่ใช้รถยอดนิยมอย่างซีวิค โคโรลล่า ซันนี่ เด็ดขาด เนื่องจากเค้าเป็นคนส่วนน้อยที่มีฐานะของสังคม จึงมีแนวโน้มที่จะใช้รถราคาแพงกว่านั้น (ราคาควรมากกว่า1 .8 ล้านขึ้นไป)
...

9. แต่ถ้าตัวละครไม่รวย เค้าจะเลือกใช้รถที่เก่ากว่า แต่หาได้ไม่ยากนัก เช่น รถเต่าเป็นต้น ไม่มีทางขับโคโรลล่าครับ ขอร้อง....) ...

10.ถ้านางเอกหรือพระเอกอกหักเนื่องจากมีมือที่สามมาแย่งไป มือที่สามจะต้องรวยกว่าและใช้รถราคาไม่ต่ำกว่า 6 ล้าน
-โปรดสังเกตความแตกต่างของราคารถครับ ...

11. ถ้าคิดฉากอะไรให้เข้ากับเนื้อเพลงไม่ออก ให้ทำอย่างนี้ ให้นางเอกกับพระเอกไปเดินตามรางรถไฟโดยไม่ทราบสาเหตุตัดภาพบ่อยๆเข้าไว้
- ให้นางเอกกับพระเอกไปเดินตามถนน โดยไม่ทราบสาเหตุตัดภาพบ่อยๆเข้าไว้เหมือนกัน
- ให้นักร้องไปยืนร้องในทุ่งที่มีหญ้าสูงประมาณไม่เกิน 2ฟุต (หรืออาจพิจารณาไร่ดอกทานตะวัน สวนส้ม เป็น option)
...

12.ไม่ว่าใครจะอกหักหรือชีวิตรันทดกินไม่ได้นอนไม่หลับอย่างไร บนโต๊ะต้องมีแจกันที่มีดอกไม้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ...

13. ถ้ามีฉากที่ต้องเล่นดนตรีทั้งวงเครื่องดนตรีครบ ห้ามนักดนตรียิ้ม ...

14. ว่าด้วยแดนเซอร์
- ถ้าเป็นเพลงเต้น กรุณาหาคนที่มีผิวคล้ำหน่อยมาเต้น ถ้าเป็นลูกครึ่งผิวดำเลยจะเยี่ยมมาก
- ถ้าเป็นเพลงลูกทุ่ง หาใครก็ได้ เต้นพร้อมไม่พร้อมไม่เป็นไร แต่ให้ชุดโป๊ๆเว่อร์ๆหน่อยนะโยม.... ...

15. ในมิวสิคจะไม่มีฤดูร้อน หากสังเกตจากการแต่งกาย ในเพลงแดนซ์จะเป็นฤดูหนาว (ฮู้ด เสื้อกันฝน เสื้อแขนยาว กางเกงสี่ส่วน) ในเพลงอกหักจะเป็นฤดูฝน และ ในเพลงรักจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ...

16. นางเอกมิวสิค มีแนวโน้มที่จะผมยาว และปล่อยผม ...

17. ถ้าคุณได้เป็นนางเอกมิวสิค ไม่ต้องห่วงเรื่องการแต่งหน้า เพราะมันจะอยู่ติดตราตรึงอยู่บนหน้าของคุณ ตั้งแต่เช้า เข้านอน บนเตียง (ตอนที่นอนคิดถึงเค้าคนนั้นไง) จนกระทั่งเช้าอีกวันหนึ่ง ...

18. ห้ามเข้าห้องน้ำในมิวสิควีดิโอ หรือถ้าจำเป็นต้องเข้าจริงๆ อนุญาตให้แปรงฟันกับโกนหนวดเท่านั้น ห้ามอึหรือฉี่เด็ดขาด...

19. ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จะมีเลือดออกที่มุมปากเสมอ (ถ้ายังมีเหลือ กลัวเสียดายของ อนุญาตให้มีออกทางจมูกอีกนิดหน่อย) ไม่อนุญาตให้มีเลือดออกหู มันมองไม่ค่อยเห็น และเสี่ยงกับการมีหูน้ำหนวกไหลออกมาแจม ...

20.สิ่งของที่แตกหักง่ายมักจะมีโอกาสตกพื้นมากกว่าของอื่นๆ โดยมีลำดับดังนี้
- แก้วน้ำ โอกาสตก 50%
- แจกัน โอกาสตก 30%
- กระจก โอกาสตก 15%
- อื่นๆ โอกาสตก 5%
...

21. ถ้ามีอะไรตกแตก มันจะตกเป็นภาพสโลว์โมชั่นให้คุณเห็นได้จากด้านบนเสมอ ...

22. ถ้าแจกันหรือแก้วน้ำตกแตก นั้นจะต้องมีน้ำบรรจุไว้ 1 ใน 3 ถึง 2 ใน 3 ของความจุ ...

23. หลังจากมีอะไรตกแตก ภาพที่เกิดหลังจากนั้น
- ใครซักคนยืนนิ่งทำหน้าเฉยอยู่ตรงนั้น
- อีกคนวิ่งหนีออกไป เห็นเส้นผมปลิวตอนสะบัดหน้า
(ร้องไห้หรือไม่ก็ตามจาย...) ...

24. มือกลอง มือคีย์บอร์ด มือเบส จะไม่ได้ออกทีวีแบบเห็นหน้าชัดๆ โอกาสเดียวของนักดนตรีคือมือลีดกีต้าร์ช่วงไม่มีเนื้อเพลงครับ ...

25. ถ้านักดนตรีไม่หล่อแล้วจะถ่ายภาพทั้งวง เค้าจะถูกบดบังด้วยแว่นดำ หรือไม่ก็โดนทำเบลอ ...

เคย ได้ยินว่ามีลงเป็นFWD:Mailมานานกว่า2-3ปีได้แล้ว แต่ผมเพิ่งจะได้เจอจากในบล็อกชาวบ้านที่เอามาลงไปก่อนๆแล้วได้อ่านนี่ละ เลยถือโอกาสเซพเก็บลงบล็อกตัวเองมั่ง

เวิร์คพอยท์ฯก่อตั้งเมื่อปี2531 โดยสองหนุ่มสถาปัตย์จุฬาฯสองท่าน ซึ่งล้วนแต่ผ่านงานในสายบันเทิงจากเจเอสแอลกันมาแล้ว
โดยให้กำเนิดรายการดังซึ่งยังคงอยู่ยงคงกะพันจนถึงตอนนี้อย่างเวทีทองและชิงร้อยชิงล้าน
เวทีทอง เกมโชว์ที่ตอบปัญหาที่เล่นกับคำในภาษาไทยซะส่วนใหญ่
ชิงร้อยชิงล้าน เกมโชว์ที่เน้นให้ทายว่าผู้แข่งขันคนนี้ในกลุ่มมีความสามารถแปลกๆหยั่งๆแบบ นั้นหรือไม่ นอกจากนี้ก็มีเปิดป้ายลุ้นเงินล้าน อีกทั้งมีตลกเงินล้านมาคอยช่วยสร้างสีสันเฮฮา ให้ความเป็นวาไรตี้ให้กับรายการ
นอกจากนี้ก็มีรายการที่ผลิตในช่อง5 ซึ่งผลิตมาและก็ปิดฉากไปอย่างเช่น คู่ทรหด ชมรมขนหัวลุก เป็นต้น โดยรายการที่สร้างเรตติ้งและมีอายุยืนที่สุดคือ
ระเบิดเถิดเทิง รายการตลกซิทคอมเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนในซอยเถิดเทิง โดยมีแขกรับเชิญเข้ามาร่วมแสดงในรายการด้วยและร่วมลุ้นสนุกกับการถอดสลัก ระเบิดแป้งในตู้ระเบิดด้วย
แต่ก็น่าเสียดายที่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี2540 ส่งผลให้ทางเวิร์คพอยท์ต้องถอนยวงรายการออกจากช่อง7ไปเนื่องจากไม่สามารถรับ นโยบายที่ทางสถานีต้องการให้ลดต้นทุนการผลิตรายการลง แทนที่จะให้ทางสถานีลดค่าเช่าเวลา ทำให้ช่อง7และเวิร์คพอยท์ไม่ได้ร่วมสังฆกรรมอีกเลยนับแต่นั้นมาแม้จะมีช่วง หนึ่งที่เวิร์คพอยท์กลับทำรายการคนอึดบันทึกโลกหรือใครผิดยกมือขึ้นให้กับ สถานีอีกครั้ง แต่รายการพวกนั้นกลับไม่สามารถสร้างเรตติ้งให้ทางสถานีพอใจได้ ทำให้เวิร์คพอยท์ต้องปิดฉากตัวเองในช่อง7อีกครั้ง
แต่เวิร์คพอยท์ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจกลับสร้างรายการเกมโชว์เรียกเรตติ้งสูงๆได้หลายรายการในช่อง5เช่น
เกมจารชน เกมโชว์ที่สร้างประวัติศาสตร์รางวัลเกมโชว์ยอดเยี่ยมแห่งเอเซียจากAsian Television Awardถึงสองสมัยซ้อน โดยมีช่วงรายการอย่างถอดรหัสระเบิด ,ทายปัญหาจากCodeลับ1พยางค์ที่ผู้เข้าแข่งขันที่รับบทตัวประกันพูดออกมา ,ทายปัญหาจริงหรือไม่ในช่วงเหมืองนรก และสุดท้ายเปิดป้ายลุ้นแจ็คพอตเลี้ยงเอเลี่ยนให้โตขึ้น
เกมแก้จน เปิดตัวเมื่อปี2541ยุคเทเลไฟว์ครองสัมปทาน เกมโชว์ที่ให้ทายตัวจริงของเจ้าของธุรกิจดังๆว่าเป็นใครจากแขกรับเชิญที่ให้ มา พร้อมกับเผยเบื้องลึกกว่าจะเป็นธุรกิจใหญ่ในปัจจุบัน และก็มีให้ทายว่าคนผู้นี้ทำอาชีพอะไรจากข้อมูลในแผ่นป้าย
ซึ่งรายการนี้ ถือเป็นการสร้างฐานข้อมูลสำคัญอันนำไปสู่การเปิดตัวเวิร์คพอยท์สำนักพิมพ์ และเปิดตัวนิตยสารแก้จน และพ็อกเก็ตบุ๊คส์เกี่ยวกับการบริหารจัดการธุรกิจหลายเล่มในปัจจุบันนี้
แฟนพันธ์แท้ เปิดตัวเมื่อปี2543 สุดยอดเกมโชว์ที่คว้ารางวัลเกมโชว์ยอดเยี่ยมมามากมายหลายสำนักมากกว่าสิบ รางวัลขึ้นไป โดยรายการนี้แรกๆจัดขึ้นเพื่อแสดงความเป็นแฟนคลับดาราคนดังๆโดยการตอบปัญหา ยากๆเกี่ยวกับตัวดาราคนดังนั้นๆ
แต่ต่อมารายการนี้เริ่มขยายหัวข้อการ แข่งขันกว้างขวาง และสร้างสรรค์ทางภูมิปัญญามากขึ้นเช่น มือถือ ,ประวัติศาสตร์กรุงศรีฯ ,มวยปล้ำ ,พระเครื่อง ,การ์ตูนญี่ปุ่น ,ภาษาไทย ,น้ำหอม ,เครื่องบินรบ ,ตลกคาเฟ่ ,แมลง ,นาฬิกา ,แสตมป์ ,เว็ปไซท์ไทย ฯลฯ ทำให้รายการนี้ได้รับความนิยมจากหมู่เหล่าคนที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญและ คลั่งไคล้ในห้วข้อต่างๆมากมาย ทำให้ผู้ชมทึ่งกับความสามารถของผู้เข้าแข่งขันพร้อมๆกับได้รับสาระไปด้วย
นอกจากนี้ยังผลิตรายการให้กับโมเดิร์นไนน์อย่าง
เกมทศกัณฐ์ เกมโชว์สร้างกระแสเรตติ้งด้วยเงินรางวัลถึง10ล้านบาท ถ้าสามารถตอบหน้าคนดังปริศนาได้ครบ10หน้าโดยมีการแข่งขันกันตอบกับฝ่ายตรง ข้ามเพื่อเป็นแชมป์เล่นในรายการต่อไปเรื่อยๆทั้งยังออกอากาศแบบต่อเนื่องทุก วันธรรมดา ทำให้รายการนี้ดังเร็วมากจนต้องเปิดรายการเกมทศกัณฐ์เด็กเพื่อให้เด็กๆได้มี โอกาสแสดงความสามารถของตัวเองบ้าง
คุณพระช่วย วาไรตี้โชว์แสดงศิลปวัฒนธรรมของชนชาติไทยแขนงต่างๆที่ควรแก่การอนุรักษ์ให้ชนรุ่นหลัง
ชัยบดินทร์โชว์ วาไรตี้โชว์เปิดโอกาสให้ตลกเงินล้านได้แสดงความสามารถในการดำเนินรายการของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีรายการชิงช้าสวรรค์ซึ่งไม่พ้นแนวเดียวกันนี่เปิดตัวออกมาด้วย

Websiteของบริษัทเวิร์คพอยท์เอนเตอร์เทนเมนต์จำกัด(มหาชน)
http://www.workpoint.co.th

วิพากษ์ข้อดีข้อเสียของรายการของค่ายเวิร์คพอยท์
ข้อดี
ที่ ผมเห็นได้ชัดเจนก็คือรายการของค่ายนี้ไม่ว่าจะไปอยู่ช่องไหนล้วนแต่สร้าง เรตติ้งได้ดีเยี่ยมไม่แพ้รายการที่อยู่สถานีใหญ่ๆอย่างช่อง3และช่อง7 ทีวีช่องไหนก็ล้วนแต่ต้องการตัวไปผลิตรายการให้ทั้งนั้น แม้แต่ช่อง3ซึ่งเขี่ยเวิร์คพอยท์ทิ้งไปหลังจากปันใจไปร่วมผลิตรายการยุคเทเล ไฟว์ กลับมาทำรายการกล่องดำให้อีกครั้งหนึ่ง เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นผู้จัดรายการทีวีที่มีอำนาจและบารมีสูงกว่าตัวสถานีบาง ช่องซะอีก(ในส่วนลึกผมคิดว่าตรงนี้เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้7สีไม่ค่อยอยาก เอาเวิร์คพอยท์มาผลิตรายการให้ต่อไปมั๊ง เพราะทางสถานีนั้นต้องการให้อำนาจและบารมีของเรตติ้งอยู่ที่ตัวสถานีมากกว่า ตัวของผู้จัดรายการซะเองเพื่อไม่ให้มีอำนาจมาต่อรองอะไรกับทางสถานีได้) ทั้งช่อง5และช่อง9ถ้าขาดเวิร์คพอยท์ไปก็คงไร้สีสันขาดเรตติ้งไปเยอะทีเดียว
คุณภาพ รายการถือว่าเยี่ยมสุดๆ ไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้เข้าแข่งขันเป็นดาราคนดังมาแข่ง เอาแค่ผู้ชมทางบ้านที่มีความรู้ความสามารถมาแข่งก็สามารถทำให้รายการมี เรตติ้งอยู่ได้ อีกทั้งยังเป็นการแจ้งเกิดผู้เข้าแข่งขันในอีกทางหนึ่งด้วยโดยเฉพาะผู้เข้า แข่งขันในรายการแฟนพันธ์แท้

ข้อเสีย
ถ้าเราดูรายการเวิร์คพอยท์ไปนานๆเข้า ก็คงจะรู้สึกถึงการเอาเปรียบตรงนี้ได้นั้นก็คือความยืดเยื้อของรายการนั้นเองครับ
เนื่อง จากรายการทีวีนั้นต้องการที่จะขายโฆษณาให้ได้มากที่สุดโดยให้มีการแจกเงิน รางวัลในช่วงรายการน้อยที่สุด ซึ่งการยืดรายการก็เท่ากับเป็นยืดเวลาที่เจ้าของรายการจะต้องจ่ายเงินรางวัล ให้กับผู้เข้าแข่งขันด้วยเช่นกันรวมถึงรางวัลที่จะแจกให้ผู้แข่งขันท่าน อื่นๆในเทปต่อๆไป ตัวอย่างที่เห็นกันได้ชัดเจนที่สุดก็คือเกมทศกัณฐ์นั้นเองครับ
และนอกจาก นี้การผลิตรายการในเทปใหม่ๆมัึกจะใช้เวลาในการเตรียมงานมากเอาเรื่องเหมือน กัน โดยเฉพาะรายการแฟนพันธ์แท้ซึ่งต้องใช้เวลาในการหาข้อมูลและคัดเลือกตัวผู้ เข้าแข่งขันที่มีความสามารถและเหมาะสมในการเข้าไปแข่งขันในรายการ

มาถึงตรงนี้ผมต้องขอพูดถึงรายการแฟนพันธ์แท้เป็นพิเศษถึงข้อเสียที่ผมต้องขอ กล่าวถึงสักหน่อยนั้นก็คือการแข่งขันแฟนพันธ์แท้แห่งปี(Fan of the Year)นั้นละครับ
เนื่องจากการแข่งขันในช่วงตรงนี้นั้นคือการเอาความ สามารถในด้านและสาขาที่ต่างๆกันเอามาแข่งกัน ซึ่งในความเป็นจริงถือเป็นการไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะแฟนพันธ์แท้ หัวข้อที่มีความกว้างขวางและลึกซึ้งที่ไม่เหมือนกัน คนละมาตรฐานความรู้สึกกัน แน่นอนครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับตรงนี้

และความยืดเยื้อนั้นก็เห็นกันได้ชัดเจนมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการเอาเปรียบผู้ชมอย่างเห็นได้ชัด
คำ ถามแฟนพันธ์แท้บางข้อนั้นต้องยอมรับว่าแม้จะทำเอาผู้ชมร้องอู้หูกับความยาก และซับซ้อน ถ้าตอบได้ก็ทำเอาฮือฮา แต่ในขณะเดียวกันมันกลับกลายเป็นคำถามที่ไร้สาระไม่ประเทืองปัญญาไม่ชวนให้ ผู้ชมบางส่วนอยากรู้ด้วยซ้ำไป เป็นจุดอ่อนอีกจุดหนึ่งเช่นกัน
มาถึงตรง นี้ผมว่าการแข่งขันแฟนพันธ์แท้แห่งปีเห็นควรจะเลิกไปได้แล้วครับ เหลือเพียงแค่แข่งกันตามหัวข้อแค่นั้นก็พอแล้วครับอย่าเอามาแข่งเทียบข้าม รุ่นกันเลย

ตีแผ่ละครหนังบู๊ล้างผลาญ
วันนี้เราจะมาพูดถึง หนังที่เรียกได้ว่าอยู่คู่กับเมืองไทยมานานแสนนาน นานน๊านนาน จนไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาตอนไหน รู้แต่ว่าหนังประเภทนี้เป็นหนังที่สร้างอย่างมีโภชนาการอย่างมาก (สุกเอาเผากิน) หนังประเภทนี้ขายตรงที่เอาคนมาไล่ยิงกัน เฮลบลูบอย(เลือด)สาดกระจายเต็มจอ ปลุกสัญชาติญาณดิบ ความป่าเถื่อน(จริงเร๊อะ ผมว่าดูแล้วน่าเบื่อมากกว่านะ)ให้คนดู โดยไม่สนแม้แต่ว่า*หนังประเภทนี้เด็กมันก็นั่งดูเหมือนกันนะเฟ้ย สิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ คือ ความไม่สมจริงที่หนังประเภทนี้มีทุกเรื่อง โดยที่ผู้กำกับและผู้สร้างให้เหตุผลว่า”เพราะเราไม่มีทุนพอ”ทั้งๆที่ความ จริงทุนก็พอแต่เอาไปประเคนให้กับด้านอื่นจนหมด ผลที่ได้คือ หนังประเภทนี้ขาดความสมจริงเป็นอย่างมาก จนอย่าหวังจะเอาไปโชว์ให้ต่างชาติดูเล๊ย แค่ในประเทศตัวเองก็แทบไม่ค่อยมีใครดูแล้ว และเช่นเคย
กระทู้นี้เกิดจากการคิดและการกระทำของผมเพียงคนเดียว
กระทู้นี้ได้เอาข้อมูลบางส่วนมาจากที่อื่น ส่วนมากเป็นความคิดของผมเอง
กระทู้ นี้มุ่งให้เกิดการศึกษาและปรับปรุงในการสร้างหนังประเภทนี้ให้มีความสมจริง สมจัง น่าเชื่อถือ เพราะผู้ใหญ่ที่โตๆแล้วหลายคนดูหนังประเภทนี้แล้วหัวเราะ บอกกับลูกหลานว่า”หนังหลอกเด็ก อย่าไปดูมันเลย”
กระทู้นี้เกิดขึ้น เพราะผมเบื่อหนังประเภทนี้เต็มทนแล้ว!! (โครงการคราวก่อนก็พิมพ์อย่างนี้นี่หว่า?) ถ้ามีตังค์ ติด UBC ดูไปนานแล้ว (สรุปคือไม่มีตังค์ติด UBC ประกอบกับ ผบ.ทบ.ที่บ้านไม่อนุมัติเห็นชอบ)
ช่วงเวลาและช่องของหนังบู๊ล้างผลาญ
หนัง ประเภทนี้ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหมดไปจากเมืองไทยหรอก ภาวนาให้มันหมดๆไปซะทีมันก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่ได้เรื่อยๆ ทุกๆวันช่วงหลังข่าว ทั้งช่อง 7 ช่อง 3 ช่อง 5 ต่างก็สร้างหนังประเภทนี้ออกมาอย่างเป็นที่สนุกสนานของผู้สร้าง แต่เป็นทุกข์ของคนดู ที่ต้องมานั่งดูหนังแบบนี้ เพราะหาเรื่องอื่นดูไม่ได้ เปลี่ยนจากช่องนี้ เจออีกเรื่องซึ่งถ้าไม่น้ำเน่าก็แนวเนี้ย และไม่มีตังค์ติด UBC ไม่งั้นก็ไปดูอย่างอื่นที่มันเจริญหูเจริญตากว่านี้กันหมดแล้ว อันว่าความสมจริง ผมยกให้ช่อง 3 กับช่อง 5 ที่ดูแล้วสมจริงหน่อย หาข้อติได้น้อย (ถ้าบริษัท ยูม่าเป็นคนสร้างก็ OK ) ส่วนช่อง 7 เรื่องความสมจริง “ต่ำ” มาก
ความไม่สมจริงที่พบได้ตามหนังประเภทนี้
# อาวุธที่พบเห็นตามหนังประเภทนี้สามารถแบ่งย่อยได้ดังนี้
รีวอลเวอร์ – สมิธแอนด์เวสสัน .357
ปืนพกหรือปืนอัตโนมัติ - 9 mm. ตระ*ล บาเร็ตต้า กับ ตระ*ล colt double eagle
ปืนกลหรือ Assault rifle – M16 A1
ชาติ นี้คุณจะไม่มีทางได้เห็นอาวุธอย่างอื่น เช่น 9mm ตระ*ล CZ , ตระ***ล เบราว์นิ่ง , ตระ***ล ซิกซาวเออร์ , 11 mm , desert eagle .50 AE , AK-47 , M16A2 , Uzi , mp-5 , HK -11 , M4A1 , styer aug , M249 , M16A1ติดM203 , RPG - 7 (หัวปลี) ในหนังประเภทนี้เลย เหตุผลเพราะ กองทัพไทยใช้ M16A1 เป็นหลัก ส่วน M16A2 ประจำอยู่ในบางส่วนบางหน่วย เลยยืมได้แต่ M16A1 มาเข้าฉาก อีกเหตุผลคือ ปืนที่พูดมาไม่มีคนทำของปลอมมาขาย หรือทำมาก็ไม่เหมือน หรืออีกอย่างคือ ขี้เกียจหาหรือซื้อ เปลืองงบ ยืมเขามาดีกว่า
#ปืนพก 9 mm. บางกระบอกบรรจุกระสุนเต็มแม็กกาซีนได้ 15 นัด แต่เวลาเข้าฉากยิงได้เกือบ 100 นัด M16A1 ซองกระสุนบรรจุ 20 นัด แต่เข้าฉากแล้วยิงได้ 30 นัด
#พระเอกหนังประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องพก ซองกระสุนสำรอง เพราะไม่มีทางที่กระสุนของพระเอกจะหมด นอกจากบทบังคับ และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนซองกระสุน เพราะกระสุนในแม็กกาซีนมีไม่จำกัด (มันต้องใช้ action replay โกงแน่ๆ)
#กระสุนที่ออกมาจากปากกระบอกปืน ไม่ว่าจะเป็นขนาด 9 mm 11 mm .22 .357 .38 .45 .50 .454 5.56 7.62 ไม่ว่าจะเป็นขนาดไหนก็ตามเมื่อพุ่งไปกระทบถังน้ำมันทำได้เพียงแฉลบเด้งออก เสียงดัง เฟี้ยวฟ้าว พร้อมไฟแลบแปลบปลาบยังกะอยู่ในเธค ทั้งๆที่ไม่ใช่ลูกดอกกระทบแตกสักหน่อย และเมื่อยิงไปที่ไม้ทำได้แค่ควันขึ้น ทั้งๆที่ความจริงแล้วกระสุนประเภทนี้จะฉีกคว้านเนื้อไม้ส่วนที่ถูกกระสุนออก มา และเมื่อยิงถูกหินก็ควันขึ้นเช่นกัน(ยิงถูกหินควันขึ้น กระสุนอะไรเนี่ย กระสุนควันเหรอ)
#ตัวละครไม่ว่าจะเป็นตัวไหนก็ตาม เมื่อถูกยิงเข้าที่หน้าอกเข้าจังๆ 3-4 นัด จะสามารถดิ้นพราดๆเหมือนกิ้งกือถูกน้ำร้อนลวกเพื่อบอกกับคนดูว่า “ gu ถูกยิงแล้วนะ ” เพราะกลัวชาวบ้านที่ดูอยู่จะไม่รู้ว่าตัวเองถูกยิง ได้เป็นเวลากว่า 10 วินาทีก่อนจะล้มลงไป ทั้งๆที่น่าจะล้มลงไปแล้วแน่นิ่งไม่ต้องทำอะไรตั้งแต่ตอนถูกยิงนัดแรกแล้ว ลองจับอีตาผู้กำกับไปเล่น CS ซักวันคงจะทำให้เข้าใจในอะไรๆได้มากขึ้นแน่ๆ
# เมื่อพระเอกกับตัวโกงเกิดการต่อสู้กัน พระเอกจะทำตัวเป็นนักมวยสากล (ใช้หมัด) ตัวโกงจะทำตัวเป็นนักมวยไทยประกอบกับนักมวยปล้ำ (ใช้หมัด เข้า ศอก หัว เท้า ร่วมกับอุปกรณ์เสริม) พอพระเอกพลาดท่าจะหันมาด่าตัวโกงว่า ขี้โกง ใช้อุปกรณ์ อยากถามพ่อพระเอกจริงๆว่าคุณตั้งกติกากันไว้เหรอว่าห้ามใช้อาวุธ ก็ไม่ได้ตั้ง จะว่าขี้โกงได้ไง
#เหล่าตัวร้ายในหนังประเภทนี้ท่าทางจะ เอาคนตาไม่สมประกอบ ไม่ก็ไม่เคยยิงปืนมาก่อนมาเล่น ขนาดเล็งใกล้ๆจากข้างหลังยังเล็งพลาดยิงไม่ถูก ทำให้กลุ่มตัวเอกรู้ตัวแล้วหลบทัน ที่สำคัญเล็งไปที่พื้นไม่ใช่ที่คนด้วย จะยิงจิ้งหรีดเหรอ
#เมื่อกลุ่มตัวเอกขับรถหนีจากการถูกเหล่าร้ายขับรถ ไล่ยิง คุณจะไม่มีทางได้ยินกลุ่มตัวเอกพูดว่า “ยางถูกยิง” หรือ “พวกมันยิงถูกถังน้ำมันรถเรา” และจะไม่มีกระจกแตกหรือตัวถังเป็นรอยถูกกระสุนสักกะจุด ทั้งที่ตัวร้ายยิงมาเป็นร้อย แล้วรถที่ขับมันก็รถธรรมดาๆไม่ได้หุ้มเกราะกันกระสุนสักหน่อย หรือเพราะคนร้ายเป็นแบบข้อข้างบนเลยยิงไม่โดนสักนัด รวมทั้งรถชาวบ้านที่ขับผ่านไปมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะโดนลูกหลงสักนัด ขับสบายใจเฉิบ ทั้งๆที่เขาไล่ยิงกันแทบตาย
#เรื่องต่อมาก็เวลายิงปืน ปืนทุกชนิดเวลายิงจะเกิดประกายไฟแลบออกมา แต่ในหนังประเภทนี้ ถ้าเป็นของช่อง 7 คุณจะได้เห็นประกายไฟแบบใช้ปืนแก๊ปยิง ถ้าเป็นช่องอื่นพอสมจริงหน่อย
#ที่ขาดในหนังประเภทนี้ไปไม่ได้คือ sfx หรือ ระเบิด ถ้าขาดไปก็เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวแล้วไม่ปรุง กินกาแฟไม่ใส่น้ำยังไงยังงั้น sfx ในหนังประเภทนี้ขึ้นชื่อว่า “ไร้ความสมจริงที่สุด” ลูกระเบิดที่ใช้ในหนังประเภทนี้มากก็คือ m-26 (ลูกน้อยหน่า) เพราะหา(ของปลอม)ง่าย ดูยังไงๆก็ของปลอม ยิ่งเห็นตอนระเบิดด้วยแล้ว บอกตรงๆ ไร้ความรุนแรง อย่าหวังจะเอาไปฆ่าใครเลย คนโดนก็แค่ผิวไหม้หน่อยๆ ไดนาไมท์ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆไว้ระเบิดปลายังแรงกว่าเลย
#พูดถึงระเบิด ไปแล้ว ก็ต้องเรื่องคนที่โดนระเบิดมั่ง บทคนซวยที่ต้องมาโดนระเบิดเนี่ย ส่วนมากก็ตัวร้าย ตัวร้ายเหล่านี้จะมีประสาทสัมผัสดีเลิศเป็นอย่างมาก ไม่ก็เป็นผู้มีพลังจิตมองเห็นอนาคต คนเหล่านี้สามารถรู้ได้ว่าระเบิดกำลังมาทางไหน หากมาทางตน พวกเขาสามารถม้วนหน้า ลังกาหลัง ราวน์ดร็อป ล้อเกวียน หรือซัมเมอร์ซอล์ทใส่เกลียงสองรอบ โดดหนี (ตามบทคือโดนแรงระเบิด) ออกจากตรงนั้นได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ระเบิดยังมาไม่ถึง และยังไม่ระเบิดด้วยซ้ำ
#และสำหรับตัวร้ายในเรื่องแนวนี้ ส่วนมากเป็นคนเสียงดัง อาศัยเสียงเข้าว่า ทำอะไรเงียบๆไม่เป็น จะยิงเขาก็แหกปากเรียกให้เขาหันมายิงตัวเองตาย สงสัยกลัวว่ายิงโดยไม่เรียกจะเป็นการไม่ให้เกียรติ์ เวลาไล่ตามกลุ่มตัวเอกที่หลบหนี พอเจอตัวก็แหกปากเรียกพวกให้เขารู้ตัวหนีไปที่อื่น ชาตินี้อย่าหวังว่าจะเจริญเลย
#และที่ขาดไม่ได้ในหนังประเภทนี้คือ หลังจากพระเอกลุยกับเหล่าร้ายจนจบแล้ว ตำรวจเพิ่งจะมาถึง อันเป็นสาเหตุของคำว่า “ตำรวจมาตอนจบ” ไม่เฉพาะหนังประเภทนี้เท่านั้น หนังน้ำเน่าก็เป็น
***** ข้อมูลบางส่วนจาก gun magazine ฉบับไหนจำไม่ได้ ปี 2542
จบไปอีกหนึ่งโครงการ อา……แย่แฮะ ช่วงนี้หมดมุขจะเขียนแล้ว ใครแนะนำทีสิ จะให้กัดอะไรต่อดี จะไปหาข้อมูลมาเขียนกัดให้
ปล.1 ได้เยอะๆแล้วก็รวบรวมไปเสนอ สำนักพิมพ์ดีฝ่า
ปล.2 เปลี่ยนไปวิจารณ์หนังท่าจะดีแฮะเรา
โดย : HellHound [ 7 ก.ย. 2544 , 07:49:05 น. ] แห่งPocketschoolอีกแล้วครับท่าน