ETC-Content

The Inconvenient Truth about Mungship

01. ชอบแค่นให้คนอื่นขอโทษในสิ่งที่ก่อ แต่ถ้าตัวเองทำผิดบ้าง ให้ตายยังไงก็ไม่กราบขอขมา

02. ชอบเชื่อตามกัน… ใครผิดยังไงไม่รู้ รู้แต่พวกตัวเองถูกเสมอ จะต้องหาเหตุผลร้อยแปดมาแย้งข้างๆคูๆ

03. ชอบเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องชาวบ้าน (ไม่ได้หมายถึงการมุงเฉยๆ)แต่อีแร้งจะต้องเข้าไปรุมด่า ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นเจ้าทุกข์อะไร… ประมาณ a ทะเลาะกับ b แล้วจู่ๆ c เข้ามาผสมโรงต่อทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง เดือดร้อนอะไรเลย

04. เมื่อรุมด่าแล้ว จึงไม่แปลกที่ a หรือ b จะสวนกลับ (ก็แน่ล่ะ ด่ากันอยู่ดีๆ มีไอ้บ้าที่ไหนมาเสือก) จึงเข้าสูตรแร้ง ที่อยากเสือกเป็นส่วนนึงของชาวบ้านอยู่แล้ว ถือโอกาสว่ามึงเผลอด่ากุแล้วงั้นกูจะด่ากลับไปอีก วนเวียนอยู่แบบนี้เกือบทุกกระทู้แนะนำ

05. นางแร้งมีวิธีเข้ามารุมจัดการเหยื่อ โดยส่งพวกแร้งปากสวะอย่างเมียฝรั่งเข้ามารุมกระซวก และนังตัวแม่กราบเท้าท่านเจ้าคุณปุยก็จะเข้ามาตอบโนเนะๆ ในเชิงสั่งสอนศีลธรรมจรรณยา ให้แก่เพื่อนร่วมบอร์ด หน้าไหว้หลังหลอก เป็นพระแม่กาลีจริงๆ โนะๆๆๆ ตะเองว่าไหมอ่า ^^

06. เมื่อเถียงใกล้แพ้ พวกแร้งจะส่งแร้งวิชาการมาตอบโต้ โดยแท้จริงแล้ว ทีด่่าคนอื่นมานะ พวกตัวเองฝ่ามันมาแล้วทุกข้อ

07. พวกแร้งมีวิธีชนะศึกได้โดยสบายใจอมยิ้ม เพราะหมั่นขยันเชิดชู wm บ่อยๆ แสดงอาการนับถือ เคารพ ในหลักเกณฑ์ตัดสินใจของ wm ทำอะไรต้องนึกถึงเวบ PT นึกถึงใจเค้าใจเรา (ทีด่าคนอื่นนะ เคยนึกไหม)

08. พวกแร้งมักเข้าใจผิดว่าการพูดตรงๆ ต่างจากการพูดสถุลๆยังไง แร้งจึงคิดไปว่าการที่พวกตัวเองไปด่าชาวบ้าน เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ และทัศนคติที่เด็ดเดี่ยว น่าสนใจ เซลฟ์ ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นการแสดงออกของพวกกราบเท้าท่านเจ้าคุณ

09. พวกแร้งเข้าใจว่าคนที่มาด่าใน addict drama เป็นพวกขี้ขลาด ลอบกัด ทั้งที่ความจริงคนส่วนใหญ่ในนี้อยากจะตามไปถลกหนังหัวพวกแร้งในพันทิป และบล๊อกมุง… แต่เพราะความจริงว่าสถานที่เหล่านั้นเป็นที่อโคจรของความยุติธรรมที่มาตรฐาน ในการคุมสังคมไม่มีพอ จึงทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าไปตอบ และแสดงความเห็นได้ เพราะพวกแร้งจ้องแต่จะลบ และฟ้องลบกระทู้ ลบข้อความ

10. พวกแร้งเข้าใจว่า คนที่มาด่าตัวเองส่วนใหญ่เป็นพวกเกลียดตัวกินไข่ เพราะก็ยังไปอ่านพันทิปประจำ แต่ก็ยังมาด่าแร้งให้ช้ำใจ แต่จริงๆคือ คนที่ไม่ชอบพันทิป คือไม่ชอบระบบกฎเกณฑ์บางอย่าง ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาสาระในห้องต่างๆไม่ดี ไม่ควรอ่าน แต่ทำไงได้อ่ะ เปิดไปห้องไหนก็เห็นมีแต่แร้งลงทั้งนั้นเลยโนะ

11. หากแร้งมีปัญหากับใคร ก็จะนำอมยิ้มของบุคคลต่างๆนั้นมารวมรวมรายชื่อเพื่อขึ้นไว้ใน blacklist ก่อนที่จะนำรายชื่อเหล่านั้นส่งไปให้ทาง wm พิจารณาทาง e-mail เพื่อที่จะแบนอมยิ้มนั้นๆ หรือถ้าจะทางด่วน ก็จะให้กราบเท้าท่านเจ้าคุณตัวนึง(อยู่ในนี้แหละ)ที่มีเส้นสายและรู้จักกับ คนที่ดูและห้อง ต่างๆซึ่งมีสิทธิ์ที่จะจัดการทุกอมยิ้มตอนไหนก็ได้ แล้วก็จะจัดการแบนไอดีคู่กรณีอย่างกระทันหัน ดังนั้นเวลาคุณส่งเรื่องไปขอเหตุผลที่โดนยึดอมยิ้มกับ wm แล้วไม่มีการตอบกับมา เพราะว่า wm เองก็ไม่รู้เรื่องและไม่สามารถหาเหตุผลมาแจ้งให้ได้ไงล่ะ
หมายเหตุจากผุ้เขียน : ข้อนี้ยืนยันว่าจริง นางแร้งบางตัว จะสนิทกับคนคุมห้องในเวบ ทำให้สามารถติดต่อ สืบทราบและแบนคู่กรณีได้โดยเร็ว

12. ทันทีที่พวกแร้งใกล้จะเพลี่ยงพล้ำ ก็มักจะหาประเด็นป่วงๆเบ๊อะๆ อย่างอื่นมาจุดเพื่อเบี่ยงตัวหนีจากคดีเก่า เช่นสมมุติ มีดราม่าเรื่อง a กับ b ใครก๊อปสูตรขนมฝอยทองไป พวกแร้งที่ไปเสือกแล้วแพ้ก็อาจจุดประเด็นใหม่ว่า “ขนมฝอยทองมันมาจากฮอลแลนด์ว้อยยย”… ทั้งนี้ผู้ที่ถูกลากเข้าไปประเด็นใหม่ไม่ต้องตกใจ แค่อยู่เฉยๆ แล้วลากกลับประเด็นเก่าก็พอ ไม่งั้นพวกมันจะได้ใจแล้วก็อาจโยงไปเรื่องอื่นต่ออย่าง “การมีตัวตนในเนท” “บล๊อกฉันมีอยู่จริง” บลาๆๆๆ

โดยคุณทนไม่ไหวอยากแจมและคุณเล่นอินเตอร์เน็ตเพื่อความบันเทิง Commentจากเว็ป drama-addict.com เขียนไว้เมื่อ October 19, 2009 at 3:02 am

อนุญาตให้นำไปเผยแพร่โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต จาก @anti_MUNGSHIP

ภาษาไทยใครทำเสื่อม

posted on 25 Nov 2009 19:00 by spiral  in ETC-Content
ภาษาไทย ใครทำเสื่อม โดยอิศเรศ ทองปัสโณว์ หรือ อุ๊ นักแปลการ์ตูนของNED

ถ้า ถามพวกยามภาษาที่แอ็คทีฟอยู่ ต่างก็จะชี้มือมาที่จุดเดียวกันว่า "การ์ตูน" โดยเฉพาะการ์ตูนหลายเรื่องที่ผู้เขียนแปล คงจะเป็นจำเลยในลำดับต้นๆ และ "สแลง" เป็นจำเลยอีกหนึ่ง ผู้เขียนเคยได้รับเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินการ์ตูนเด็กให้กับหน่วยงานราชการ งานหนึ่ง เคยเห็นการ์ตูนเด็กเรื่องหนึ่งที่เขียน "ดี" โดนปรับให้ตกชั้นเพียงเพราะใช้คำว่า "มาแว้ว!" ในบทสนทนา ...และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเชิญเราอีกเลย เพราะดันไปเถียงกรรมการรุ่นใหญ่เข้า...กำ (ที่เค้าบอกว่าเราอีโก้แรง ท่าจะจริงแฮะ 5 5 5)

แต่ช้าก่อน! ลองคิดนิดหนึ่งดีไหมว่าใน 1 สัปดาห์ เราให้เด็กของเราจมอยู่กับหนังสือเรียนและ "ภาษาไทยมาตรฐาน" ทั้งเวลาในห้องเรียน ทบทวนทำการบ้าน เรียนพิเศษ วันละร่วม 10-12 ชั่วโมง รวมสัปดาห์หนึ่งก็ปาเข้าไปร่วม 60 ชั่วโมง แต่เด็กมีเวลาอ่านการ์ตูนแค่สัปดาห์ละไม่ถึง 3-4 ชั่วโมง แต่ภาษาไทยของเด็กกลับ"เสื่อม" การ์ตูนมีอิทธิพลขนาดนั้นเชียวหรือ...ก็น่าคิดนะ?

ด้วยความอยากรู้ อยากเห็นของผู้เขียนจึงได้เก็บสะสมแบบเรียนเก่าๆ และเคยตามไปถึงห้องสมุดกรมวิชาการเพื่อถ่ายภาพแบบเรียนเก่าๆออกมา ว่างๆก็ไปนั่งสนทนากับพ่อแม่ที่เคยเป็นอดีตครูประถม และพี่สาวพี่ชายที่ยังเป็นครูภาษาไทยอยู่ในปัจจุบันเพื่อเก็บข้อมูล...

ความลักลั่น (ย้อนแย้ง ?) ของการศึกษาภาษาไทย

"ปู่ ปลีก...จบชั้นป.4 เป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดดอนรุ่ง..." พ่อเล่าให้ผู้เขียนฟัง และยังสาธยายชื่อครูประชาบาลอีกหลายท่านที่จบป.3 ~ ม.3 ซึ่งผู้เขียนจำไม่หวาดไม่ไหว

น่าแปลกที่คนรุ่นเก่าๆ จบชั้นการศึกษาไม่สูงนักก็เป็นครูได้และหลายๆท่านก็ใช้ภาษาไทยกันได้เก่งกาจ เป็นนักเขียน นักกลอนที่แต่งบทกวี นิราศ เขียนบทความ แต่งบทลิเก หนังตะลุง เพลงบอก กลอนลำ กันได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่เด็กปัจจุบันจบปริญญาตรี แต่เขียนหนังสือผิดกันเป็นว่าเล่น...

แบบเรียนเก่าเขาเรียนกันอย่างไร

หาก ไปจับแบบเรียนรุ่นแรกๆของไทยอย่างพวกจินดามณี ประถมก.กา ประถมมาลา การสอนภาษาไทยในยุคโน้น จะใช้วิธีฝึกการผสมสระ วรรณยุกต์ โดยแยกตามตัวสะกดเป็นแม่กก แม่กบ แม่กด แม่กม แม่เกย แม่เกอว ฯลฯ หลังจากท่องจำตัวพยัญชนะได้แล้ว เด็กก็จะหัดท่องผสมสระและวรรณยุกต์ออกเสียงจนคล่องแคล่ว และมีบทกลอนประกอบเพื่อให้ท่องจำได้ง่าย อาทิ เช่น

ทีนี้จะว่ากก มีชื่อนกกระจอกเล็ก
ว่าให้ถูกลูกเด็กๆ อย่าโอยกเอยกอุษ่าห์นึก
(แม่กก)

ในขั้นสูงขึ้นมาก็จะเป็นการเรียนราชาศัพท์ เรียนการแต่งกลอนแบบพลิกแพลงที่เรียกว่า "กลบท" อาทิ

เจ็บคำจำคิดจิตขวย หลงเชยเลยชมลมชวย ดูรวยด้วยรวนด่วนร้าว
(กลบทกบเต้น)

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนรุ่นเก่า เรียนจบบทเรียนแล้วจะกลายเป็นนักกลอนฝีปากเอกกันแทบจะทุกคน...

แบบเรียนยุคกลาง

หลัง จากที่มีการปฏิรูปการศึกษาแผนใหม่ในยุค ร.5 ก็มีการสร้างแบบเรียนรุ่นใหม่ๆขึ้นมาโดยอาศัยแบบเรียนเก่าเป็นเค้าโครง ลดส่วนที่เป็นบทกลอนลง เพิ่มส่วนที่เป็นร้อยแก้วเข้าไป แต่ยังคงส่วนที่ฝึก "แจกลูก" การผันสระและวรรณยุกต์ไว้ มีแบบเรียนที่ได้รับความนิยมและใช้กันมานานตั้งแต่รุ่นพ่อของผู้เขียนจนมา ถึงรุ่นผู้เขียนเองอย่างเช่น

- ดรุณศึกษา – เขียนโดยบาดหลวงฟ. ฮีแลร์ นิยมใช้ในโรงเรียนคริสต์ (เป็นฝรั่งแต่แต่งแบบเรียนภาษาไทยสอนคนไทยได้ เจ๋งโคตร) แม้จะอายุร่วมร้อยปี แต่แบบเรียนนี้ยังพิมพ์จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน โดยสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช แสดงถึงคุณภาพที่ยืนยง

- แบบหัดอ่านหนังสือไทย เล่มต้น เล่มกลาง เล่มปลาย – โดยอำมาตย์โทพระวิภาชน์วิทยาสิทธิ์ (สังข์ พุกกะเวช) หรือรู้จักกันในชื่อ "พ่อหลีพี่หนูหล่อ พ่อเขาชื่อหมอหลำ..." แบบเรียนชุดนี้ใช้งานมายาวนานมากตั้งแต่รุ่นพ่อของผู้เขียน เพราะมีบทที่พูดถึงเรื่อง "ฉันไปดูการคล้องช้างที่อยุธยา" (สมัยร.5 หรือร.6?) แต่พอมาถึงรุ่นผู้เขียน ข้อความตรงนี้ถูกเปลี่ยนเป็น "พ่อเล่าให้ฉันฟังเรื่องไปดูคล้องช้างที่อยุธยา" แทน

ภายหลังหนังสือ เล่มนี้ถูกปรับปรุง โดยคณะทำงานที่น่าสังเกตว่าใน 10 คน มีฝรั่งถึง 3 คน และลดบทของการแจกลูกผสมคำออกไป เอาไปไว้ในเล่ม 3 แทนที่จะอยู่เล่มแรก (ซึ่งชวนงงมาก และทำให้แบบเรียนชุดนี้ "เริ่มเพี้ยน" และเลิกใช้ไปในที่สุด)

- แบบเรียนเร็วใหม่ โดยหลวงดรุณกิจวิฑูร – หรือรู้จักกันในชื่อ "ป้ากะปู่ กู้อีจู้" เป็นแบบเรียนที่เน้นการแจกลูกการผสมคำ และที่น่าสนใจก็คือในเล่ม 2 จะเน้นสอนเรื่องคำควบกล้ำด้วย

ภายหลังกรมวิชาการนำหนังสือเล่ม นี้กลับมาพิมพ์ใหม่ในยุคปัจจุบันเพื่อทดแทนเครื่องมือช่วยสอนด้านการสะกดคำ ภาษาไทยเบื้องต้นที่กำลังขาดแคลนและเป็นปัญหาอย่างรุนแรง

และหลังจาก นั้นก็เป็นยุคของหนังสือเรียนชุด "มานะ มานี ปิติ ชูใจ" แบบเรียนในดวงใจของหลายๆคนในบอร์ดนี้ แต่ก็น่าสังเกตว่าแบบเรียนประถมในยุคหลังๆ ไม่ได้มีการให้ความสำคัญกับ การผสมคำ สระ วรรณยุกต์ มากเท่ากับยุคต้นๆอีก

หมายเหตุ : ผู้สนใจเรื่องแบบเรียนเก่า สามารถอ่าน "แบบเรียนในดวงใจ" ของคุณ อเนก นาวิกมูล หรือไปดูปกได้ที่เว็บไซต์ bangkokbookclub.com
หรืออ่านบางเล่มแบบ E-Book ได้ที่ เว็ป ฮ นกฮูก (ผู้เขียนมีหนังสืออยู่ แต่ยกสแกนเนอร์ให้ชาวบ้านไปแล้ว)

Dick and Jane กับยุคแห่งความปั่นป่วน

ใน ยุคของจอมพลป. พิบูลสงคราม (ผู้เขียนเกิดไม่ทันหรอก) คนที่สนใจประวัติศาสตร์น่าจะจำกันได้ถึงภาสาไท เพี้ยนๆ ที่ออกมาในยุคนั้น ที่มีการตัดพยัญชนะซ้ำๆกันออกไปหมด ทำให้ภาษาไทยมีรูปแบบพิลึกกึกกือ อยู่ช่วงสั้นๆ และเลิกใช้ไปเมื่อสงครามจบลง (ขอบคุณบร๊ะเจ้าโจ๊ก)

อย่าง ไรก็ดี หลังสงครามจบ จอมพลป.ก็กลับมีอำนาจอีกระยะหนึ่ง และในยุคนั้นเองก็ได้มีการนำเข้าแนวคิดเรื่องการสอนภาษาเด็กวัยต้นแบบใหม่ ชุด Dick and Jane (คนละคนกับหนังของจิม แคร์รี่ นะครับ) ตามชื่อตัวละครเด็กชาย-หญิงในเรื่อง โดยบริษัท Scot Foresman and Company ของสหรัฐ จุดเด่นในแบบเรียนฝรั่งชุดนี้ ก็คือภาพประกอบสี่สีที่สวยงาม การสอนเด็กโดยให้เด็กเรียนและจำคำศัพท์ใหม่เป็นคำๆ และค่อยๆเพิ่มคำศัพท์ขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ซึ่งได้ผลดีมากในต่างประเทศ

แนว คิดนี้ถูกรับมาใช้โดยอธิบดีกรมวิชาการยุคนั้น (ขอไม่เอ่ยชื่อเดี๋ยวโดนลูกหลานท่านฟ้อง) ซึ่งเป็นคนหนุ่มหัวนอก และได้มีการผลิตหนังสือเรียนเบื้องต้นออกมาในแนวคิดนี้ คือ แบบสอนอ่านเบื้องต้น หรือเป็นที่จดจำในชื่อ "ไก่จิกเด็ก เด็กกระโดด" นอกจากนี้ก็มีชุดหนังสืออ่านเสริมติดตามมาเป็นขบวน บ้างก็ขาวดำ บ้างก็สอดสี โดยฝีมือวาดภาพประกอบของกลุ่มนักวาดชั้นนำในยุคนั้นคือบริษัทประชาช่าง อาทิเช่น นกกางเขน ดอกรักสัตว์แสนรู้ เที่ยวรถไฟ อุดมเด็กดี ฯลฯ ทั้งยังมีแบบเรียนเลียนแบบ Dick & Jane อย่าง "เด็กชายปัญญา เด็กหญิงเรณู" หรือ "สุดากับคาวี" ล้วนเป็นแบบเรียนในดวงใจของนักเรียนรุ่นเก่าและนักสะสมแบบเรียนเก่าทั้งสิ้น

แต่ แนวคิดนี้ก็แฝงปัญหา มีการปะทะความคิดกันอย่างรุนแรงระหว่างครูผู้สอนที่ยึดแนวการสอนแบบเก่าและ อธิบดีด็อกเตอร์หนุ่ม คุณอเนก นาวิกมูล ผู้เขียนหนังสือ "แบบเรียนแสนรัก" ได้เปรยไว้ในหนังสือของท่านว่า "น่าแปลกที่คนที่มากความสามารถอย่างท่าน หลังจากยุคจอมพลป.ก็หายจากวงการไปเลย" แต่ผมว่าไม่แปลก เพราะจากคำบอกเล่าของคนร่วมสมัยอย่างคุณแม่ผมก็คือ "พวกครูโห่ไล่กันในที่ประชุมสัมนา" ซึ่งถ้าขนาดบรรดาครูๆโห่ไล่อธิบดีกรมวิชาการในยุคหนึ่ง เรื่องมันก็คงไม่ธรรมดานัก (ท่านคงแร๊~ง!)

น่าเศร้าที่แนวคิดนี้ ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างคึกคักโดยนักวิชาการหัวนอกในยุค "คิดใหม่ทำใหม่" และได้สร้างปัญหายาวนานต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ส่วนปัญหาจะเป็นเช่นไรนั้น มาดูกัน...

จำศัพท์ทีละนิด แนวคิดที่เป็นปัญหา

ภาษา แต่ละภาษานั้น มีความแตกต่างกันมาก มีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกัน หากจะรับจุดเด่น ก็ต้องเตรียมรับมือกับจุดด้อย อาทิเช่น ภาษาจีน มีตัวอักษรภาพที่สามารถทำให้คนที่พูดภาษาถิ่นต่างกัน เช่นฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว จีนแคะ จีนกลาง หรือแม้แต่คนญี่ปุ่น หรือเกาหลี (ยุคเก่า) สามารถสื่อสารกันเข้าใจผ่านตัวหนังสือได้ แต่นั่นแหละ คนจีนหรือคนญี่ปุ่น ก็จะต้องอุทิศเวลาตั้งแต่ประถมต้นไปจนถึงมัธยมปลายเพื่อเรียนรู้ตัวอักษรนับ พันนับหมื่นตัวในภาษาของตัวเอง

ภาษาอังกฤษกับภาษาไทยมาตรฐานนั้นมี ความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือเป็นภาษา "ลูกผสม" ในภาษาอังกฤษนั้นมีทั้งศัพท์ที่มาจากภาษาจูทส์ เคลต์ นอร์ดิก แองเกิล โรมัน ยิ่งเป็นอังกฤษอเมริกันด้วยยิ่งรวมภาษาแปลกๆทั้งพวกเยอรมัน สวีดิช ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี ฯลฯ จึงก่อให้เกิดปัญหาสำคัญก็คือนอกจากคำศัพท์ที่รับมามั่วซั่วจากหลายภาษา สิ่งที่ติดมาก็คือระบบการสะกดคำ การออกเสียงที่หลายมาตรฐานจนไร้มาตรฐาน แถมมักจะเป็นกับคำศัพท์เบื้องต้นในชีวิตประจำวัน อาทิ คำว่า cow – อ่านว่า คาว, แต่ know - ดันอ่านว่าโนว์ หรือ Roe – อ่านว่า โร (ไข่ปลา) แต่ Shoe ดันอ่านว่า ชู เป็นต้น แต่คำศัพท์ระดับสูงๆ ปัญหานี้จะน้อยลง เพราะส่วนใหญ่มาจากภาษาลาตินซึ่งมีระบบสะกดคำได้มาตรฐานกว่า การให้เด็กวัยประถมท่องศัพท์เป็นคำๆไป จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์สำหรับภาษาอังกฤษ

อย่างไรก็ดี สำหรับภาษาไทยที่เป็นภาษาลูกผสมร้อยพ่อพันแม่เช่นกัน เรามีทั้งคำไทย-ลาว (ไทยบริสุทธิ์) คำยืมมหาศาลที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต ภาษาขอม (จมูก – จรมูก) ภาษาพม่า มอญ ภาษาจีนแต้จิ๋ว ภาษายุโรปตะวันตก ฯลฯ แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากภาษาอังกฤษก็คือ "นักปราชญ์ทางภาษารุ่นก่อนของเราได้พัฒนาระบบการถอดเสียงที่เป็นหนึ่งในระบบ ถอดเสียงที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลกเท่าที่เคยสัมผัสมา" (ลองเทียบกับระบบถอดเสียงภาษาจีน "โถโลโปตี= ทวาราวดี" หรือญี่ปุ่น "มา-คุ-โด-นา-ลุ-โดะ = แม็คโดนัลด์" ดู หรือให้ฝรั่งลองถอดเสียงคำว่า "ใครขายไข่ไก่ = คาย-คาย-คาย-คาย" เป็นภาษาอังกฤษเทียบกันดูก็ได้)

เครื่องมือสารพัดนึกที่ถูกละทิ้ง

เรา มี สระ 22 ตัว วรรณยุกต์อีก 5 เสียง และพยัญชนะอีก 44 ตัวที่บรรพบุรุษท่านคิดมาให้เพื่อใช้รับมือกับคำยืมภาษาต่างประเทศทั้งหลาย มีกระทั่งตัวอักษรเผื่อไว้สำหรับคำที่เราออกเสียงไม่ได้ อาทิ ส ศ ษ , ฑ ฒ ธ, ฉ, ช, ฌ เอาไว้รับมือกับเสียงแปลกๆอย่างพวก th, z, sh ฯลฯ มีตัวการันต์ไว้สำหรับเสียง r ระหว่างพยางค์และเสียงผสมอื่นๆที่เราออกเสียงไม่ได้ ...แต่ระบบการศึกษาของเรากลับโยนเครื่องมือล้ำค่าเหล่านี้ทิ้ง...เพื่อเรียน ศัพท์เป็นคำๆ!? โดยคำกล่าวอ้างของนักการศึกษาในยุคโน้นว่า "กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า – มีแต่คำว่ากาที่มีความหมาย คำอื่นๆที่ไม่มีความหมายคุณจะไปสอนมันทำไม" (จากการให้ปากคำของคุณแม่ผมเอง) และคิดว่าข้ออ้างของนักการศึกษายุคใหม่คงไม่ต่างกันนัก (แล้วเด็กจะสะกดคำว่า "ผีกาก้า" ถูกเหรอ?)

ในอดีต เพื่อให้ได้เครื่องมือแสนวิเศษนี้มา เราก็ต้องเจอกับระบบการผันเสียงวรรณยุกต์ที่ค่อนข้างซับซ้อน อาทิ อักษร สูง กลาง ต่ำ คำเป็น คำตาย ซึ่งมีการผันวรรณยุกต์ต่างกันออกไป ดังนั้นพึงเข้าใจว่าระบบอักษรไทยนั้น ไม่ได้เป็นแค่ระบบ Alphabet เฉยๆเท่านั้น แต่มันเป็นระบบการถอดเสียงสมบูรณ์แบบ ซึ่งนักเรียนปฐมวัยในยุคเก่าต้องใช้เวลา 2 ปีเต็มๆในการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจและใช้ได้อย่างแคล่วคล่อง ทำให้เราสามารถรับมือกับคำศัพท์ คำยืมจำนวนมหาศาลในภาษาไทยได้ หรือแม้แต่การรับมือกับศัพท์ภาษาต่างประเทศใหม่ๆที่เข้ามาในภาษาได้อย่างไม่ เคอะเขิน แถมยังเป็นพื้นฐานให้แต่งกลอนที่มีทั้งสัมผัสนอก สัมผัสใน สัมผัสสระ สัมผัสอักษรอย่างแม่นยำได้อีก

ในอดีตนักเรียนจะเขียนผิด กันเฉพาะคำยากๆ มีตัวสะกดการันต์ แต่นักเรียนปฐมวัยยุคใหม่ ในการศึกษาแผนใหม่ ถ้าเจอคำที่ไม่เคยเห็นก็จะอ่านไม่ออก ให้เขียนคำที่ไม่เคยรู้ก็จะสะกดไม่ถูก!! ลองสังเกตคำผิดในบอร์ดนี้ดูก็แล้วกัน

แล้วเราจะทำอย่างไร!? เมื่อถามพี่ชายของผู้เขียนซึ่งเป็นครูประถม เขาบอกว่า "ผมก็จนปัญญาเหมือนกันว่ะ ท่าน" (พี่น้องคู่นี้คุยกันค่อนข้างจะโอตาคุแบบนี้แหละครับ)

กลุ้มใจไม่มีร.เรือ...เสียงควบกล้ำ อันตรายที่ถูกมองข้าม

คน ไทยนั้นผสมผสานกันหลายชาติพันธุ์ ต่างก็ใช้ภาษาถิ่นที่แตกต่างกันออกไป ภาษาไทยมาตรฐานที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น เรียกว่าภาษาไทยสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมปนเปสารพัดภาษาโดยมีอิทธิพลสำเนียงวรรณยุกต์จีนแต้จิ๋วเข้ามา ปน ศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ และจะคลายเหน่อแต้จิ๋วกลายเป็นเหน่อไทยแท้ออกไปเรื่อยๆเมื่อห่างจากกรุงออก ไป

อย่างไรก็ดี เรามีคนที่ใช้ภาษาถิ่นอื่นๆที่มีลักษณะทางภาษาแตกต่างกันอยู่ร่วมสังคม อย่างเช่นไทยเชื้อสายจีน ไทยเหนือ ไทยอีสานที่ใช้ภาษาไทยลาว ซึ่งเป็นภาษาไทยบริสุทธิ์ ภาษาเหล่านี้ไม่มีหน่วยเสียงสำคัญคือ "ร-เรือ"

ใน การศึกษาระบบเก่าซึ่งเน้นการผสมคำ การออกเสียง เด็กที่ไม่คุ้นเคยกับหน่วยเสียงมาตรฐาน จะได้รับการฝึกออกเสียง และปัญหาเหล่านี้จะถูกขจัดไปในระดับประถมต้น ทั้งในส่วนราชการเองก็ให้ความสำคัญเรื่องการพูดที่ถูกต้องในที่สาธารณะ ผู้มีอาชีพพิธีกร โฆษก นักพากย์ นักอ่านข่าว ฯลฯ จะต้องสอบการออกเสียงให้ถูกต้อง โดยเฉพาะร-เรือ ล-ลิง และคำควบกล้ำ มิฉะนั้นจะสอบไม่ผ่าน เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างผิดๆ

แต่ในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ระบบสอนภาษาในโรงเรียนจะละเลยการสอนสะกดคำ ซึ่งรวมถึงการออกเสียงควบกล้ำเท่านั้น วงการสื่อสารมวลชนต่างๆก็ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ คนสื่อฯ จำนวนมากที่ออกเสียงร-เรือ ล-ลิง ไม่ถูกต้องออกวิทยุ ทีวีกันให้เกร่อ จนมองกันว่าการออกเสียงร-เรือ ล-ลิง หรือควบกล้ำไม่ได้ "ไม่ใช่ปัญหา"

คำพ้องเสียงขนานใหญ่ มหันตภัยใต้น้ำ

นัก เรียน ภาษาญี่ปุ่นมือใหม่ๆคงรู้สึกขนลุก เมื่อจิ้มดิกฯ ไฟฟ้าคำศัพท์คำหนึ่ง แล้วมีศัพท์คันจิที่ออกเสียงเหมือนกันโผล่พรึ่บออกมาร่วมสามสิบสี่สิบตัว บางคนถึงกับถอดใจเลิกเรียนไปก็มี

หลังจากที่ผู้เขียนเริ่มสนใจหันมา เรียนภาษาจีน ก็พบกว่าสาเหตุที่เกิดคำพ้องเสียงมากมายขนาดนี้ เพราะคนญี่ปุ่นมีหน่วยเสียงในภาษาจำกัด อีกทั้งไม่มีวรรณยุกต์ เวลาที่เรียนคำศัพท์จีนใหม่ๆ จึงต้องยุบเสียงที่ใกล้เคียงกันเข้าเป็นเสียงเดียวกัน อาทิ เจีย = บ้าน – ญี่ปุ่น = คะ, ฮว่า – ดอกไม้ – ญี่ปุ่น = คะ, หัว – ไฟ - ญี่ปุ่น = คะ ฯลฯ คำศัพท์พ้องเสียงในภาษาญี่ปุ่นจึงมหาศาลดังที่กล่าวมา

ในภาษาเกาหลี ยุคใหม่ก็เริ่มเผชิญปัญหาเดียวกัน ตอนที่ผู้เขียนเรียนภาษาเกาหลีนั้น พบว่าคนเกาหลีรุ่นใหม่แม้แต่อาจารย์ที่สอนเองก็แยะแยะการออกเสียงสระ เ-อ กับสระ แ-อ ออกจากกันไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือคำศัพท์ที่ใช้สระแ-อ ก็จะถูกยุบรวมเข้าเป็นเสียงสระ เ-อ ในภาษาพูด แต่เขียนต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าสำหรับผู้เรียนภาษาในอนาคตอย่างแน่นอน

ร-เรือ หายไปไหน ก็แล้วใครจะช่วยตามหา

ร-เรือ นั้นเป็นหน่วยเสียงหลักเสียงหนึ่งในภาษา มีคำศัพท์มากมายทั้งศัพท์ระดับสูงถึงระดับทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน หากเราออกเสียงร.เรือเป็นล.ลิง แล้วเราจะ "บอกลัก" กันได้อย่างไร

ที่ สำคัญไปกว่านั้น ร-เรือ เป็นองค์ประกอบสำคัญในหน่วยเสียงควบกล้ำ ซึ่งมีคำศัพท์อยู่เป็นจำนวนมากมายในภาษาไทย การออกเสียงร. – ล. ไม่ได้ ก็เท่ากับออกเสียงควบกล้ำไม่ได้ไปโดยปริยาย และตามธรรมชาติของภาษา ที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงจากภาษาพูดก่อน เมื่อคนๆหนึ่งพูดคำว่า "กาย" เราจะไม่รู้เลยว่าเขาหมายถึง "กาย" "กลาย" หรือ "กราย" เท่ากับความเป็นไปได้ x 3 ต้องดูจาก Content ข้างเคียงเท่านั้น

ดัง นั้นสิ่งที่เราจะพบเจอในอนาคตก็คือ คำพ้องเสียงจำนวนมหาศาล และความเป็นไปได้ที่คำหนึ่งๆอาจจะเป็นคำพ้องเสียง ซึ่งจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้เราในอนาคตอันใกล้นี้

และหลัง จากนั้นมันก็จะลามไปสู่ภาษาเขียน ตัวอย่างคลาสสิคการเขียนผิดก็คือ 1. ไม่รู้ว่ามีคำควบกล้ำ เลยไม่ใส่ตัวควบกล้ำ 2. รู้ว่ามีคำควบกล้ำ แต่ไม่รู้ว่าเป็นร.เรือหรือล.ลิง กันแน่ ก็เลยเขียนผิด 3. ไม่มีคำควบกล้ำ แต่นึกว่ามี ก็เลยมีเมตตาจิตไปเติมให้

ยกตัวอย่างเช่น...

- ไกปืน ก็จะมีคนเขียนว่า "ไกลปืน" หรือ "ไกรปืน"
- ช้างพลาย ก็จะถูกเขียนว่า "ช้างพราย" (ลนน้ำมันเลยดีมั้ย?) หรือ "ช้างพาย" (อนาคตอาจจะมี "ช้างแจว", "ช้างกรรเชียง" และ "ช้างบานาน่าโบ้ท" แต่ก็เป็นสปีซีส์ "ช้างน้ำ" เหมือนกัน อิๆ)
- ขี้เกียจ มีคนเขียนให้เห็นบ่อยๆว่า "ขี้เกลียด" ยังดีที่ยังไม่เคยเจอ "ขี้เกรียด"
- เครียด – เจอบ่อยๆที่มีคนเขียนว่า "เคลียด" แต่ไม่ค่อยเจอคำว่า "เคียด" (เพราะมีคำนี้อยู่แล้วในภาษาไทยอีสาน แปลว่าแค้น)
...ฯลฯ

หรือ ถ้าคุณหมอสาวสวยเข้าไปในห้องคนไข้หนุ่มแล้วบอกว่า "ดิฉันมารักษาอาการไข้ให้คุณ" แต่คนไข้ดันเข้าใจว่าคุณหมอหมายความว่า "ดิฉันมารักษาอาการใคร่ให้คุณ" ...ก็คงจะงานเข้า?? (คำเตือน : แก๊กทะลึ่ง ไม่ควรเอาไปยกตัวอย่างกับเด็กประถม)

ตอนนี้เราจะเห็นการผิดแบบนี้ กระเส็นกระสายในบอร์ด ตามสื่อ แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ และเริ่มเยอะขึ้นๆ และไม่ต้องห่วง ภายใน10 ปี มันมาแน่...(ถ้าโลกไม่แตกตอนปี 2012 เสียก่อน)

*** นั่นก็คือโอกาสที่คนไทยจะเขียนผิด สะกดผิดคูณด้วย 3 ***

สแลงบ่แม่นแสลงเด๊...พี่น้อง!

เวลาพูดถึงภาษาวิบัติ หรือความเสื่อมของภาษา คำสแลงมักจะเป็นจำเลยอันดับต้นๆ แต่ขอบอกว่า "ภาษาไทยคงจะเหงาใจ หากไร้สแลง"

หลายๆ คนคงจะไม่รู้ว่าสำนวนที่เราใช้กันเกร่ออยู่ในยุคนี้ ทั้งในสื่อ ในชีวิตประจำวัน จริงๆแล้วเป็นสแลงที่มาจากคำศัพท์เฉพาะวงการที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมา โดยฝีมือของเหล่านักเขียนรุ่นปรมาจารย์ทั้งหลาย

ยกตัวอย่างเช่น

ย่าง สามขุม, จนมุม – ศัพท์มวย; รุกฆาต , เข้าตาจน – หมากรุก; สู้ยิบตา (จริงๆแล้วคือสู้เย็บตา) – ชนไก่; เต็มสตีม (คนชอบเขียนผิดเป็น เต็มสตรีม) – รถจักรไอน้ำ; เข้าวิน – แข่งม้า; ของขึ้น, องค์ลง, ตรีทูต, – ไสยศาสตร์; ม่องเท่ง/เท่งทึง – เสียงตะโพนปี่พาทย์มอญงานศพ; ไม่เต็มเต็ง – ค้าขาย (เต็ง = ตาชั่งจีน), ฯลฯ

ดังนั้น หากภาษาไทยไร้สแลง ก็จะจืดชืดจางสีไปทันที นักเขียน สื่อ ก็อปปี้ไรเตอร์ก็จะปวดหัวเพราะไม่มีคำกระชับๆ แต่สื่อความหมายได้แรงๆ ความรู้สึกสดๆ มาให้ใช้

นอกจากนี้ สแลง ก็คือการ Modify ภาษาให้เข้ากับความต้องการของคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นธรรมชาติของผู้ใช้ภาษา แต่มันหลุดออกมานอกกลุ่ม มันจึงกลายเป็นสแลง และถ้ามันได้รับการยอมรับโดยทั่วไป มันก็จะกลายเป็นศัพท์ปกติ คำอย่างเช่น เจ๋ง แจ๋ว เฉียบ เก๋า เอ๊าะ เนียนฯลฯ ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นสแลงมาแล้วทั้งสิ้น

แถมสแลงก็มีมานานแล้วด้วย ถ้าใครลองไปอ่านพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน หรือจดหมายเหตุประพาสต้น ของล้นเกล้าฯ ร.5 ก็จะเจอแสลงน่ารักๆอย่าง "กรุด" หรือ "โซด" (ไปหาคำแปลกันเอาเอง ไม่อยากสปอยล์)

ดังนั้น...โปรดอย่าจับสแลงเป็นแพะเลยครับ ท่าน!

นักการศึกษารักษารากเหง้า นักเขียนอย่างเรา ผลิดอกออกใบ

ภาษา มาตรฐานเป็นภาษาที่ถูกต้อง เที่ยงตรง และเป็นรากฐานให้กับภาษาย่อยอื่นๆ และตามหลักทางภาษาศาสตร์แล้ว หน่วยเสียง หน่วยไวยากรณ์นั้นมีความสำคัญที่สุด เปรียบเหมือนรากและลำต้นของต้นไม้ หากหักขาด บิดเบี้ยวไป ก็จะส่งผลกระทบถึงต้นไม้ทั้งต้น

ทว่าคำศัพท์ หรือลูกเล่นในการใช้ภาษานั้น เป็นเหมือนใบไม้ดอกไม้ ผลิออกมาแล้วก็ร่วงหล่นไป มีคำศัพท์ คำสแลงใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา และที่ผ่านมา นักภาษาก็จะแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิต จะเป็นผู้ดูแลในเรื่องความถูกต้องของภาษา และความสมบูรณ์ของการให้การศึกษาด้านภาษา ส่วนการสร้างสรรค์ให้สวยงาม แปลกประหลาด โลดโผน เป็นสีสันนั้น เป็นการต่อยอดของนักเขียน นักแปล นักประพันธ์ นักเลงภาษา หรือตัวผู้ใช้ภาษาเอง เพราะสิ่งนี้ ไม่มีให้ในแบบเรียนทั่วไป

น่าเศร้าที่ปัจจุบัน เมื่อมีกระแสอนุรักษ์ภาษาขึ้นมาครั้งใด เหล่าผู้พิทักษ์ภาษาทั้งหลายก็จะออกเริ่มยุทธการ "จับแพะ (ชนแกะ)" โดยการหักก้าน รานกิ่ง ปลิดดอก เด็ดใบ’ ไม่ให้มันแตกยอดเสียทุกคราว ทั้งๆที่ระบบศึกษาภาษาไทยมาตรฐานในความรับผิดชอบของตนนั้น "ต้นผุรากเน่า" ใกล้จะโค่นเต็มทีแล้ว แต่กลับไม่มีใครใส่ใจเรื่องใกล้ตัว (T.T)

ภาษาไทยจึงเสื่อมและวิบัติไปเรื่อยๆตามวิถีของมัน หากผู้รับผิดชอบดูแล ยังมองข้ามปัญหาผิดฝาผิดตัวอยู่เช่นทุกวันนี้

...ขอบคุณที่อดทนอ่านจนจบครับ

หมายเหตุเพิ่มเติม:

- การใช้ภาษาพูดในบทแปลนั้นเป็นสไตล์ของนักเขียนนักแปลแต่ละคน และจากประสบการณ์ของผู้เขียน จากการอ่านการ์ตูนตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น อ่านทั้ง การ์ตูนเล่มละบาท ชัยพฤกษ์การ์ตูน, หนูจ๋า, เบบี้, ขายหัวเราะ ตลอดจนต้นฉบับภาษาอังกฤษของการ์ตูนฝรั่งเริ่มจาก บีทเทิล เบลี่, แด็กวู้ด บัมสเต็ด, พีนัทส์, ตินติน, การ์ฟิลด์ ฯลฯ ไปจนถึงการ์ตูนแอ็คชั่นสารพัดเรื่องของค่ายมาร์เวล ค่ายดีซี และการ์ตูนญี่ปุ่นต้นฉบับ ผู้เขียนไม่เคยเห็นการ์ตูนทั้งไทยและเทศเรื่องไหนเลยที่ใช้ภาษาเขียนในบท พากย์ มีแต่ใช้ภาษาธรรมชาติหรือภาษาพูดกันทั้งนั้น มีแต่การ์ตูนแปลภาษาญี่ปุ่นของเราเท่านั้นที่ดึงดันจะให้ใช้ภาษาเขียนกัน ...มันก็แปลกดีนะ!?

- เคยมีน้องคนหนึ่งบอกว่า "อาจารย์สอนว่าแปลบทพูด ให้ใช้ภาษาเขียน คนอ่านจะไปแปลงในหัวเอง" รบกวนแนะนำให้อาจารย์ของน้องไปอ่านบทพูดในนิยายภาษาต้นฉบับของสตีเฟน คิง เจ้าพ่อนิยายสยองขวัญฝรั่งดูนะครับ รับรองว่าอาจารย์น้องจะน้ำลายฟูมปาก 5 5 5

- คำว่า "ฉัน" กับ "ชั้น" หรือ "หนวกหู" กับ "หนกขู" , "ว้าย" กับ "วั้ย" มันไม่ได้ร้ายกาจถึงกับทำให้ภาษาทั้งภาษาวิบัติอย่างที่บางคนตีโพยตีพายหรอก ครับ แค่เพิ่ม variation ให้กับภาษา เรามีคำว่า ดิฉัน อิฉัน ดิชั้น อะฮั้น เดี๊ยน แก กัน อั๊วะ ลื้อ ผม กระผม กระพ้ม ฉัน จ๋าน ฯลฯ ตั้งเยอะแยะมากมายในนวนิยายไทย อย่างมากที่สุดก็คือราชบัณฑิตสภาก็จะออกมารับรองให้ใช้ทั้งสองคำ แต่ระบุ "คำที่ถูกต้อง" และ "คำที่ใช้ตามความนิยม" เช่นเดียวกับ "มุข" และ "มุก" นั่นแหละ ระบบเขามีอยู่แล้ว อย่าลืมว่าคำศัพท์หนึ่งคำ มันก็แค่ใบไม้หนึ่งใบ มีงอกใหม่ และก็มีร่วงหล่นตามธรรมชาติของมัน แต่การเปลี่ยนแปลงหน่วยเสียงหรือหน่วยไวยากรณ์นั้น "สะเทือนทั้งต้น"

- การใช้ภาษาแช็ต หรือภาษาบั่นทอนไอคิว เป็นแค่สไตล์ของคนใช้ภาษากลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะ "ขัดหูขัดตา" คนอื่นๆ แต่ไม่ได้ส่งผลอะไรถึงภาษาไทยมาตรฐาน ถ้าจะผิดพลาด ก็จะเป็นกรณีของการ "ใช้ผิดกาละเทศะ" มากกว่า

*** ตราบใดที่เรายังมีการสอนภาษาไทยมาตรฐานในโรงเรียนที่เหมาะสมและเชื่อถือได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวภาษาไทยเสื่อม หรือวิบัติ - ผู้เขียนเชื่อเช่นนั้น ***

ต่อจากนี้ขอเชิญถกเถียงแสดงความเห็นกันเองก็แล้วกัน เพราะผู้เขียนไม่มีล็อกอิน และไม่มีเวลาจะมาตอบได้ ขอฝากกระทู้นี้ไว้ในอ้อมใจของทุกๆท่าน...ขอบคุณครับ ...

(ถ้าน้องๆ นักเรียนนักศึกษาคนไหนที่สนใจประเด็นนี้และอยากเอาไปต่อยอดทำรายงานหรือ วิทยานิพนธ์ ก็ยินดีให้ข้อมูลและแชร์ Materials ติดต่อมาได้ที่กองบ.ก.ครับ)

จาก คุณ : darkyนักแปลการ์ตูนคนหนึ่งของNEDรับบทโพสต์ในพันทิปแทน เขียนเมื่อ : 23 พ.ย. 52 10:14:05 A:10.1.3.34 X:58.137.199.126 TicketID:24266

ที่มา โต๊ะเฉลิมไทย
คุณสมบัติของทองคำ
ทองคำ เรียกโดยย่อว่า “ทอง” เป็นธาตุลำดับที่ 79 มีสัญลักษณ์ Au ทองคำเป็นโลหะแข็งสีเหลือง เกิดเป็นธาตุอิสระในธรรมชาติ ไม่ว่องไวต่อปฏิกิริยาและทนทานต่อการขึ้นสนิมได้ดีเลิศ ทองคำมีจุดหลอมเหลวที่ 1064 องศาเซลเซียส จุดเดือดที่ 2701 องศาเซลเซส มีความถ่วงจำเพาะ 19.244 และมีน้ำหนักอะตอม 196.67 ลักษณะที่พบเป็นเกล็ด เม็ดกลม แบน หรือรูปร่างคล้ายกิ่งไม้ รูปผลึกแบบลูกเต๋า(Cube) หรือ ออคตะฮีดรอน (Octahedron) หรือ โดเดกะฮีดรอน (Dodecahedron)
คุณสมบัติ สำคัญของทองคำอีกประการหนึ่งคือ ทองคำเป็นโลหะที่อ่อนและเหนียว ทองคำหนัก 1 ออนซ์ สามารถทำให้เป็นเส้นได้ยาวถึง 50 ไมล์ และสามารถตีแผ่ทองคำให้เป็นแผ่นบางขนาด 0.00005 นิ้วได้ (หรืออาจบุเป็นแผ่นจนมีความหนาน้อยกว่า 0.0001 มิลลิเมตรได้) นอกจากนี้ ทองคำยังเป็นโลหะที่ไม่ละลายในกรดชนิดใดเลย แต่สามารถละลายได้อย่างช้าๆ ในสารละลายผสมระหว่างกรดดินประสิวและกรดเกลือ
จุดเด่นสำคัญของทองคำ อยู่ที่สี กล่าวคือ ทองคำมีสีเหลืองสว่างสดใส และมีความสุกปลั่ง (Brightness) มีประกายมันวาวสะดุดตา นอกจากนี้ยังไม่เป็นสนิมแม้จมดินจมโคลน มีความแข็งเหนียว เนื้อแน่น ไม่สกปรก ไม่หมอง ไม่เป็นคราบไคลง่ายเหมือนวัตถุชนิดอื่นๆ
คุณสมบัติ เหล่านี้ประกอบกับลักษณะภายนอกที่เป็นประกายจึงทำให้เป็นที่หมายปองของ มนุษย์มาเป็นเวลานาน โดยนำมาตีมูลค่าสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศและใช้เป็นวัตถุดิบที่ สำคัญสำหรับวงการเครื่องประดับ
ทองคำได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในวงการ เครื่องประดับ เพราะเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการซึ่งทำให้ทองคำโดดเด่นและเป็นที่ต้องกาสเหนือบรรดาโลหะมีค่าทุกชนิดใน โลก คือ
1.ความงดงามมันวาว (Lustre) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความงามอันเป็นอมตะ ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่น ๆ ช่วนเพิ่มความงดงามให้แก่ทองคำได้อีกทางหนึ่ง
2.ความคงทน (Durable) ทองคำไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม
3.ความหายาก (Rarity) ทองคำเป็นแร่ที่หายาก กว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์ ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำอยู่เป็นจำนวนหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตรจึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง เป็นสาเหตุให้ทองคำมีราคาแพงตามต้นทุนในการผลิต
4.การนำกลับไปใช้ประโยชน์ (Reuseable) ทองคำเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เพราะมีความเหนียวและอ่อนนิ่ม สามารถนำมาทำขึ้นรูปได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยการทำให้บริสุทธิ์ (Purified) ด้วยการหลอมได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน

คุณประโยชน์ของทองคำ
1. วงการอุตสาหกรรมเครื่องประดับอัญมณี ทองคำได้ครอบครองความเป็นหนึ่งในฐานะโลหะที่ใช้ทำเป็นเครื่องประดับ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากอดีตถึงปัจจุบันเครื่องประดับอัญมณีทองคำได้มีส่วนทำเป็นฐานเรือนรองรับ อัญมณีมาโดยตลอด จากรูปแบบขั้นพื้นฐานของงานทองที่ง่ายที่สุด ไปสู้เทคนิคการทำทองด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง
2. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจการคลัง ทองคำมีประโยชน์ในฐานะเป็นโลหะสื่อกลางแห่งการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทองคำถูกสำรองไว้เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เพราะทองคำมีมูลค่าในตัวเอง ผิดกับเงินตราสกุลต่างๆ อาจเพิ่มหรือลดได้ ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของตลาดการค้า นอกจากนี้ยังได้มีการจัดทำเป็นเหรียญกษาปณ์ทองคำ หรือแสตมป์ทองคำ หรือธนบัตรทองคำ ซึ่งถูกผลิตโดยรัฐบาล หรือหน่วยงานเอกชน ในวาระโอกาสพิเศษต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดกระแสค่านิยมการเก็บสะสมเป็นที่ระลึกอีกด้วย
3. ทองคำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำถูกนำมาให้ในวงการอิเล็คทรอนิกส์และการสื่อสารโทรคมนาคม อาทิเช่น สวิตซ์โทรศัพท์ที่ใช้เป็นแผงตัด เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเดินได้สะดวก การใช้ลวดทองคำขนาดจิ๋วเชื่อมต่อวัสดุกึ่งตัวนำและทรายซิสเตอร์ การใช้ลวดทังสเตนและโมลิบดีนัมเคลือบทองคำใช้ในอุตสาหกรรมหลอดสูญญากาศ การเคลือบผิวเสาอากาศด้วยทองคำเพื่อการสื่อสารระยะไกล การใช้ตาข่ายทองคำเพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระบบการสื่อ สารการบินพาณิชย์ การใช้อลูมิเนี่ยมเคลือบทองในเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อทำหน้าที่สะท้อนรังสี อินฟราเรดได้อย่างดีเลิศ การใช้โลหะทองคำเจือเงิน และนิกเกิลประกบผิวทองเหลืองสำหรับใช้ในปลั๊ก ปุ่มสวิตซ์ไช้งานหนัก หรือสปริงเลื่อนในลูกปิดเลือกเปลี่ยนช่องทีวี แผงวงจรต่างๆ ก็มีทองคำเป็นตัวนำไฟฟ้าเพื่อให้ทำงานได้ตลอดอายุงานเนื่องจากทองคำอยู่ตัว และไม่เกิดฟิล์มออกไซด์ที่ผิว
4. ประโยชน์ในการคมนาคมและการสื่อสารโทรคมนาคม ทองคำมีคุณสมบัติการสะท้อนรังสีอินฟราเรดได้ดี ทองคำจึงถูกนำมาใช้กับดาวเทียม ชุดอวกาศ และยานอวกาศ เพื่อป้องกันการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ที่มากเกินไป กระจกด้านหน้าของเครื่องบินคองคอร์ด จะมีแผ่นฟิล์มทองคำติดไว้ป้องกันรังสีจากดวงอาทิตย์ และป้องกันการจับตัวเป็นน้ำแข็งหรือการทำให้เกิดฝ้าหมอกมัวกระจกด้านนอกของ เครื่องเป็นที่มีสีน้ำตาลหรือบรอนซ์จาง ๆ และมองจากด้านในจะเป็นสีน้ำเงินจาง ๆ ก็มีชั้นฟิล์มทองคำติดไว้เพื่อป้องกันความกล้าของแสงแดดและความร้อนจากดวง อาทิตย์ ใบจักรกังหันในเครื่องบินไอพ่น ถ้าไม่มีส่วนผสมของทองคำที่จะประสานกับโรเตอร์ ย่อมจะแตกแยกได้ง่าย ชิ้นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย อาคารสำนักงานใหญ่ ๆ ของธนาคารกลางในแคนนาดา ในนครโตรอนโต้ ก็ติดแผ่นฟิล์มทองคำด้วยทอง 24 K มีน้ำหนักรวมถึง 77.7 กิโลกรัม เพื่อลดความร้อน และปรับอุณหภูมิในอาคารให้พอเหมาะและเพิ่มความสวยของอาคารอีกด้วย
5. ประโยชน์ในวงการแพทย์และทันตกรรม ความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยทองคำมีมาแต่ครั้งเก่าก่อน คนโบราณเชื่อว่าเมื่อนำทองคำผสมกับยา จะเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีชีวิตยืนยาว หมอแผนโบราณยังคงสั่ง “ยามเม็ดทอง” ให้กินโรคหลายอย่างรวมทั้งโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและการเป็นหมัน ในโลกยุคปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่ก็มีการทดลองให้ทองคำเพื่อการบำบัดรักษา โรคภัย ทองคำถูกนำมาใช้ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในรายหนัก ๆ แพทย์จะฉีดสารละลายของทองคำกัมมันตรังสี แต่ปริมาณทองที่ใช้ในการแพทย์รวมแล้วยังเล็กน้อยและไม่มีความสำคัญอะไร ซ้ำราคายังแพงอีกต่างหาก การใช้ทองคำในการแผ่รังสี การสอดทองใส่ในกล้ามเนื้อเพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับความเจ็บป่วย การใช้ทองคำเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการแยกวิเคราะห์ปอดและตับ ในด้านทันตกรรม ทองคำถูกนำมาใช้โดยวิธีการบ่มแข็งทองคำ ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย และมีจุดหลอมตัวปานกลาง ทองคำจึงเหมาะสมในการถูกนำมาใช้ในการอุดฟัน ครอบฟัน ทำฟันปลอม การจัดฟันและการดัดฟัน

การกำหนดคุณภาพของทองคำ
การกำหนดคุณภาพของทองคำของไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีวิธีการกำหนดคุณสมบัติ ดังนี้
1.ในอดีต
ปราก ฎหลักฐานตามประกาศของพระบาทสมเด็จพระพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบุถึงการกำหนดคุณภาพทองคำ โดยตั้งพิกัดราคา(ทองคำ) ตามประมาณของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ในทองรูปพรรณ เนื้อทองคำดังกล่าวอาจผสมด้วยแร่เงิน หรือทองแดงมากน้อยตามคุณภาพของทองคำ ส่วนการเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ นั้น ใช้วิธีการเรียกราคาของทองคำต่อน้ำหนักทองหนึ่งบาทเป็นมาตรฐานในการเรียก ชื่อทองคำ โดยเริ่มตั้งแต่ทองเนื้อสีขึ้นไปจนถึงทองเนื้อเก้า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ทองเนื้อสี่ หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 4 บาท
ทองเนื้อห้า หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 5 บาท
ทองเนื้อหก หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 6 บาท (ทองดอกบวบ)
ทองเนื้อเจ็ด หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 7 บาท
ทองเนื้อแปด หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 8 บาท
ทองเนื้อเก้า หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 9 บาท

ทอง เนื้อเก้าเป็นทองคำบริสุทธิ์ เรียกว่า “ทองธรรมชาติ” หรือบางที่เรียกว่า “ทองชมพูนุช” เป็นทองที่มีสีเหลืองเข้มออกแดง นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันอีกหลายชื่อ เช่น “ทองเนื้อแท้” “ทองคำเลียง” ซึ่งหมายถึงทองบริสุทธิ์ปราศจากธาตุอื่นเจือปน ซึ่งตรงกับคำในภาษาล้านนาว่า “คำขา” นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ อีกหลายชื่อ เช่น “ทองปะทาสี” ซึ่งเป็นทองคำเปลวเนื้อบริสุทธิ์ชนิดหนา “ทองดอกบวบ” เป็นทองที่มีเนื้อทองสีเหลืองอ่อนคล้ายดอกบวบ


2.ในปัจจุบัน
การ กำหนดคุณภาพของทองคำยังคงใช้ความบริสุทธิ์ของทองคำในการบ่งบอกคุณภาพของ ทองคำ โดยการคิดเนื้อทองเป็น “กะรัต” ทองคำบริสุทธิ์ หมายถึง ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น หรือเรียกกันว่าทองร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเรียกกันในระบบสากลว่า ทอง 24 กะรัต ทองซึ่งมีเกณฑ์การบ่งบอกคุณภาพของเนื้อทองโดยบ่งบอกความบริสุทธิ์เป็นกะรัต มีชื่อเรียกว่า “ทองเค” ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะหรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง 24 กะรัต หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา ก็แสดงว่ามีโลหะอื่นเจือปนมากขึ้นตามส่วน เช่น ทอง 14 กะรัต หมายถึง ทองที่มีเนื้อทองบริสุทธิ์ 14 ส่วน และมีโลหะอื่นเจือปน 10 ส่วน เป็นต้น ทองประเภทนี้บางทีเรียกว่า “ทองนอก” ซึ่งส่วนมากนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับเพชรพลอยต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมอัญมณี
กะรัต สัญลักษณ์ เปอร์เซ็นต์ เฉดสีที่ได้ นิยมในประเทศ
24 24K 100% ทอง สวิสต์เซอร์แลนด์
22 22K 91.7% เหลืองทอง อินเดีย
21 21K 84.5% เหลืองทอง กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
18 18K 75% เหลืองขาว อิตาลี,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่น
14 14K 58.3% เหลืองขาว สหรัฐอเมริกา,อเมริกาเหนือ,อังกฤษ
10 10K 41.6% เหลือง สหรัฐอเมริกา ,อเมริกาเหนือ
9 9K 37.5% เหลืองปนเขียว อังกฤษ
8 8K 33.3% เหลืองซีด เยอรมนี

สำหรับประเทศไทยนั้นใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่ 96.5 เปอร์เซ็นต์ หากจะเทียบเป็นกะรัตแล้ว จะได้ประมาณ 23.16 K ซึ่งจะได้สีทองที่เหลืองเข้มกำลังดี และมีความแข็งของเนื้อทองพอเหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ
เนื่อง จากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์ มีความอ่อนตัวมาก จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้ จำเป็นต้องผสมโลหะอื่นๆลงไปเพื่อปรับสมบัติทางกายภาพของทองคำให้แข็งขึ้น คงทนต่อการสึกหรอ โลหะที่นิยมนำมาผสมกับทองคำได้แก่ เงิน ทองแดง นิกเกล และสังกะสี ซึ่งอัตราส่วนจะสัมพันธ์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน กล่าวคือ ผู้ผลิตทองรูปพรรณแต่ละรายจะมีสูตรของตนเอง ในการผสมโลหะอื่นเข้ากับทอง บางรายอาจผสมทองแดงเป็นสัดส่วนที่มากหน่อยเพราะต้องการให้สีของทองออกมามีสี อมแดง หรือบางรายอาจชอบให้ทองของตนสีออกเหลืองขาวก็ผสมเงินในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะได้ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน

หน่วยวัดน้ำหนักทอง
กรัม [Grammes]
จะใช้กันเป็นส่วนใหญ่ จะถือได้ว่าเป็นสากล หรือนานาชาติก็ได้

ทรอยออนซ์ [Troy Ounces]
และเป็นหน่วยน้ำหนักที่ใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายกันในตลาดโลก
ส่วนใหญ่จะใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย

ตำลึง,เทล [Taels]
ส่วนใหญ่ใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่นฮ่องกง ไต้หวัน จีน

โทลา [Tolas]
จะใช้กันในอินเดีย ปากีสถาน สิงคโปร์ และประเทศในตะวันออกกลาง

ชิ [Chi]
ใช้ในประเทศเวียตนาม
ดอน [Don]
ใช้ในประเทศเกาหลีใต้
[mesghal]
ใช้ในประเทศอิหร่าน

บาท [Baht]
ใช้ในประเทศไทย

การแปลงหน่วยวัดทองคำแท่ง
1 กิโลกรัม เท่ากับ 32.1508 ทรอยเอานซ์
1 ทรอยเอานซ์ เท่ากับ 31.104 กรัม
1 ตำลึง เท่ากับ 37.429 กรัม
1 โทลา เท่ากับ 11.6638 กรัม
1 ชิ เท่ากับ 3.75 กรัม
1 ดอน เท่ากับ 3.75 กรัม
1 mesghal เท่ากับ 4.6083 กรัม
1 บาท (ทองคำแท่ง) เท่ากับ 15.244 กรัม
1 บาท (ทองรูปพรรณ) เท่ากับ 15.16 กรัม
1 บาท เท่ากับ 4 สลึง
1 สลึง เท่ากับ 10 หุ๋น
1 หุ๋น เท่ากับ 0.38 กรัม
การกำหนดน้ำหนักของทองในประเทศไทย มีหน่วยเป็น “บาท” โดยทองคำแท่ง 1 บาท หนัก 15.244 กรัม ส่วนทองรูปพรรณ 1บาท หนัก 15.16 กรัม

ที่มา สมาคมค้าทองคำ
ประวัติศาสตร์ของทองคำโลก
ทองคำเป็นที่ รู้จักกันในสังคมมนุษย์มาเป็นเวลาเกือบหกพันปีมาแล้ว คำว่า “Gold” นั้นมาจากคำภาษาอังกฤษ คือ “Geolo” ซึ่งแปลว่าเหลือง ส่วนสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ของธาตุทองคำ “Au” มาจากคำภาษาลาติน คือ “Aurum” แปลว่าทอง
ในยุคโบราณทองคำได้นำมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งใน พิธีกรรมทางศาสนา หรือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจ ความรุ่งเรือง การค้นพบหาทองครั้งแรกสุดดูเหมือนจะพบทางแถบเอเชียตะวันตก โดยเฉพาะในประเทศอียิปต์ซึ่งเป็นประเทศที่มีสิ่งของเครื่องทองให้ปรากฏเห็น ตั้งแต่ประมาณ 4,000 ปีก่อนศริสตศักราช ต่อมาได้มีการค้นพบอีกที่ประเทศมาเซโดเนีย อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย การขุดทองเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่มีการค้นพบทวีปอเมริกา นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทองคำยังคงสามารถใช้เป็นเงินตราที่มีค่าสูงสุด และเป็นโลหะชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในทุกหนทุกแห่ง การใช้ทองคำเป็นเงินตรานั้นมีบ้าง ในดินแดนที่มีความเจริญที่สุดในสมัยโบราณกาล
ทองคำได้ครองความเป็นเจ้า เมื่อเปรียบเทียบกับเงินตรา( คือโลหะ ) มาจนถึงคริสตศตวรรษที่ 19 ได้มีการเอามาตรฐานทองคำเข้ามาใช้ในระบบเงินตราในหลายประเทศนายทุนใหญ่ ๆ โดยรัฐบาลเป็นผู้หลอมทำและจำหน่ายเงินเหรียญทองคำ ทองคำจึงกลายมาเป็นพื้นฐานหลักของระบบเงินตราไป ได้มีการกำหนดมาตรฐานทองคำใช้กันเป็นครั้งแรกที่สุดในประเทศอังกฤษ แล้วค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปประเทศอื่น ๆ เมื่อทองคำและเงินหลั่งไหลเข้ามาในยุโรปตะวันตกภายหลังจากที่ได้มีการค้นพบ ทางภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่ ( หมายถึงการล่าอาณานิคม )ในศตวรรษที่ 15 และ 16 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ตัณหาของมนุษย์ในการที่มุ่งครอบครองทองคำได้ผลักดันให้มนุษย์แสวงหาอาณานิคม ทำสงคราง และสร้างอารยธรรม
ในตอนกลางศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียและในออสเตรเลีย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปตะวันตกและในอเมริกาเหนือ ทองคำช่วยดึงเอาประเทศต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันก่อตัวเป็นตลาดโลกขึ้น ต่อมาในตอนปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบทองคำในอาฟริกาใต้และนี่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของสมัยใหม่ใน ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ทองคำในประเทศไทย
ประเทศ ไทย เคยเป็นที่รู้จักและเรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า “สุวรรณภูมิ” แปลว่าแผ่นดินทอง การที่ประเทศไทยได้ชื่อนี้อาจเนื่องมาจากความเป็นจริงของธรรมชาติตามหลักฐาน ที่กรมทรัพยากรธรณีมีอยู่ ซึ่งล้วนแต่มีการร่อนหาทองคำกันมาแต่โบราณ ประเทศไทยครั้งนั้นคงมีทองคำอุดมสมบูรณ์มาก นักเผชิญโชคชาวภาระตะผู้นำอารยะธรรมของชมพูทวีปมาสู่กัมพูชา ในโบราณกาลจึงพากันเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “สุวรรณภูมิ” แผ่นดินที่เรียกว่าสุวรรณภูมินี้มีอาณาเขตครอบคลุมพม่า ไทย ตลอดจนแหลม มาลายู สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงประทานอรรถาธิบายไว้ในคำอธิบายหนังสือพระ ราชพงศาวดาร เล่มที่หนึ่ง(พ.ศ.2457) ว่าทรงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “สุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ตั้งแต่เมืองมอญ ตลอดลงมาถึงแหลมมาลายู หรือบางทีอาจตลอดไปจนถึงเมืองญวน โดยในครั้งกระโน้น ดินแดงนี้อาจเรียกว่าสุวรรณภูมิทั้งหมด”
ความผูกพันกันระหว่างโลหะทองคำ กับคนไทยนั้น มีมายาวนาน อาจย้อนไปถึงสมัยอาณาจักรเชียงแสนเพราะมีหลักฐานพระพุทธรูปหล่อด้วยทองคำ ซึ่งมีศิลปะแบบเชียงแสน ปรากฎอยู่ จากนั้น เมื่อไทยได้รับระบบสมมติเทวราชของขอมมาให้เป็นสถาบันบริหารสูงสุดของประเทศ ทองคำถูกนำมาใช้ในการทำเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องราชูปโภคทั้งหลาย

ความ มั่งคั่งในทองคำของไทยในอดีตอาจพิจารณาได้จากการเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับชาว ต่างชาติ เช่น พระราชสาสน์นั้นเป็นการเขียน (จาร) ลงบนแผ่นทองคำที่เรียกว่าพระสุพรรณบัฏ และเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ ที่ทำด้วยทองคำเป็นต้น
นอกจากนี้เครื่องใช้และเครื่องประดับต่าง ๆ ก็ยังนิยมใช้ทองคำด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงการมีทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื่อกันว่าที่มาของทองคำเหล่านี้ คือแหล่งทองที่เป็นเกล็ดปนอยู่ในทรายซึ่งมีอยู่ทั่วไปตามลำธารของภาคเหนือ และภาคอีสานตอนเหนือ

ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ส่งทองคำไปเป็นเครื่องบรรณาการแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสถึง 46 หีบ และพระองค์ได้ให้เอกอัครราชทูตไทยที่ส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนั้นว่า จ้างผู้เชี่ยวชาญการทำเหมืองแร่ทองคำจากฝรั่งเศสมาด้วย แร่ทองคำที่มีการผลิตหรือร่อนแร่กันในสมัยนั้น คือ แร่ทองคำบ้านป่าร่อน อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีการค้นพบและทำเหมืองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2283 และมีหลักฐานว่าในปีพ.ศ.2293 สามารถผลิตทองคำ ได้ทองคำหนัก 90 ชั่งเศษ หรือน้ำหนักประมาณ 109.5 กิโลกรัม
ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเครื่องทองคำ ที่ควรกล่าวถึง เป็นเครื่องประดับสำหรับเกียรติยศซึ่งปรากฏในหลักฐานเอกสารต้นตำนานตรา นพรัตน์ฯ เมื่อพระมหากษัตริย์บรมราชาภิเษกเสด็จประทับพระที่นั่งภัทรบิฐพราหมณ์ย่อม ถวายพระสังวาลย์นพรัตน์นั้นสวมทรงก่อน

จวบจนถึงสมัยกรุงรัตน โกสินทร์ พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา ในรัชกาลที่ 4 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การขุดทองลดน้อยลงจนต้องหาซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ การใช้ทองคำมีปรากฏในพระราชนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งได้กล่าว เกี่ยวกับการทำเงินตราสยามเป็นเหรียญเงิน และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ทำเหรียญทองคำ ด้วยเช่นกัน
กระทั่ง ปี พ.ศ.2414 มีการค้นพบทองคำที่บ้านบ่อ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีและได้มีการทำเหมืองด้วยวิธีการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินในปี พ.ศ.2416 โดยพระปรีชากลการเจ้าเมืองปราจีนบุรี แต่ปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2421 ต่อมาได้เปิดดำเนินการอีกครั้ง ในช่วงปี พ.ศ.2449 – 2459 แต่ไม่มีข้อมูลของการผลิตแต่อย่างใด
จากนั้นจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวต่างประเทศได้เข้าติดต่อค้าขายและมีการเสาะหาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีชาวอิตาเลียน ได้ขอทำการขุดทองที่บางตะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อกลับไปก็ไปเผยแพร่ ว่าประเทศไทยนั้นอุดมด้วยแร่ทองคำเนื้อดีจึงทำให้ชาวต่างชาติหลายชาติได้ เข้ามาขออนุญาตขุดหาแร่ทองคำมากขึ้น
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลได้ให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำแก่บริษัทจากประเทศอังกฤษและ ฝรั่งเศสหลายแห่ง เช่น แหล่งโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส แหล่งบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แหล่งกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น แต่บริษัทต่างๆเหล่านี้ ได้หยุดดำเนินการเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้มีบันทึกไว้ว่า บริษัท Societe des Mine d’Or de Litcho ของฝรั่งเศส ได้ทำเหมืองแร่ทองคำที่แหล่งโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส ในระหว่างปี พ.ศ.2479 – 2483 ได้ทองคำหนักถึง 1,851.44 กิโลกรัม ระหว่างปี พ.ศ.2493 – 2500 กรมโลหกิจ(กรมทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) ได้ทำเหมืองทองคำที่บ้านบ่อ จังหวัดปราจีนบุรี สามารถผลิตทองคำได้ถึง 54.67 กิโลกรัม
แหล่งแร่ทองคำ
โดย ทั่วไปแล้วมักพบแร่ทองคำจะอยู่ในหินอัคนีชนิดเบสมากกว่าชนิดกรด แต่ส่วนใหญ่จะพบว่าทองอยู่ในหินชั้นและในกระบวนการของหินชั้น พบว่าหินทรายจะมีปริมาณทองมากกว่าหินชนิดอื่น ๆ
ส่วนในแหล่งแร่จะพบว่า แร่ทองจะอยู่กับแร่เงิน ทองแดง และโดบอลต์ ปริมาณที่พบทองในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ทอง 1 กรัมต่อหินหรือดิน 300 เมตริกตัน ส่วนในน้ำทะเลจะมีปริมาณทอง 1 กรัมต่อน้ำทะเล 20,000-90,000 ตัน ซึ่งการสกัดเอาแร่ทองคำออกมาแล้ว ไม่คุ้มต่อการลงทุน กล่าวคือจะมีต้นทุนสูงมาก
การเกิดของแร่ทองคำ
การเกิดของแร่ทองคำนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบตามลักษณ์ที่พบในธรรมชาติ ดังนี้
1.แบบปฐมภูมิ คือแหล่งแร่ที่เกิดจากกระบวนการทองธรณีวิทยา มีการผสมทางธรรมชาติจากน้ำแร่ร้อน ผสมผสานกับสารละลายพวกซิลิก้า ทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่ทองคำในหินต่าง ๆ เช่น หินอัคนี หินชั้น และหินแปร มีการพบการฝังตัวของแร่ทองคำในหิน หรือสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน ซึ่งส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีส่วนน้อยที่จะมีขนาดโตพอที่จะเห็นได้ชัดเจน แหล่งแร่คำแบบนี้จะมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์ ก็ต่อเมื่อมีทองคำมากกว่า 3 กรัมในเนื้อหินหนัก 1 ตัน หรือมีทองคำหนัก 1 บาท(15.2 กรัม) ในเนื้อหินหนักประมาณ 5 ตัน (ประมาณ 2 ลูกบาศก์เมตร)

2.แบบปฐมทุติยภูมิ หรือแหล่งลานแร่ คือการที่หินที่มีแร่ทองคำแบบปฐมภูมิได้มีการสึกกร่อนผุพัง แล้วสะสมตัวในที่เดิมหรือถูกน้ำชะล้างพาไปสะสมตัวในที่ใหม่ ในบริเวณต่าง ๆ ที่เหมาะสม เช่น เชิงเขา ลำห้วย หรือ ในตะกอนกรวดทรายในลำน้ำ

แหล่งแร่ทองคำที่พบในต่างประเทศ
เมื่อ พ.ศ. 2396 สหรัฐอเมริกาได้มีการค้นพบทองครั้งใหญ่ ผลิตทองได้มากมายจนทำให้เป็นผู้นำการผลิตทอง ถึง 50 ปี ส่วนในออสเตรเลียก็เช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา คือมีการค้นพบทองมากมาย จึงทำให้ตลาดของสหรัฐอเมริกาดูตกต่ำลง แต่ช่วงเวลาไม่นานจำนวนทองที่ออสเตรเลียก็ลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่การค้นพบ ทองครั้งใหญ่ ก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกาทำให้สหรัฐอเมริกาในตลาดโลกมีความ กระเตื้องขึ้นหลังจากที่ตกต่ำไป หลังจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2439 มีการตื่นทองครั้งใหญ่ที่แคนาดาซึ่งผลิตทองได้เกินกว่า 15 ล้านเอานซ์ต่อปี และในปี พ.ศ. 2458 สุงสุดเกือบ 23 ล้านเอานซ์ต่อปี นับตั้งปี พ.ศ. 2448 ประเทศแอฟริกา เป็นอันดับหนึ่งในการผลิตทอง รองลงมาคือประเทศ สหรัฐอเมริกา ประมาณ 26 ปี ต่อมา ผลผลิตทองของสหรัฐอเมริกาจึงตกเป็นรองประเทศรัสเซียและแคนาดา
ได้มีการ ประเมินปริมาณของการขุดทองทั่วโลก นับจากเริ่มต้นสมัยประวัติศาสตร์ ได้ทั้งหมด 3 พันล้านเอานซ์ เป็นข้อมูลที่ประเมินไว้ก่อนปี พ.ศ. 2515

แหล่งแร่ทองคำในประเทศไทย
เมื่อ ประมาณ 60-70 ปีมาแล้ว แหล่งแร่ทองคำที่สำคัญที่สุด คือแหล่งแร่ที่ป่าร้อนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ทำการหาทองโดยวิธีการร่อน เป็นเวลาหลายปีจนปริมาณลดลง แต่ก็ยังมีเหลือพบบ้าง
กรมทรัพยากรธรณี สำรวจพบแร่ทองคำกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด ยกเว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่สูงมีอยู่ 2 แนวคือ แนวแรก พาดผ่านจังหวัดเลย หนองคาย เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี และจังหวัดระยอง ส่วนแนวที่ 2 พาดผ่านจังหวัดเชียงราย แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย และจังหวัดตาก ส่วนพื้นที่อื่นๆ พบทองคำกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น บริเวณบ้านป่าร่อน อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แหล่งโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
บริเวณที่สำรวจพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่ทองคำสูง ในปัจจุบันมีด้วยกัน 9 บริเวณ ดังนี้
1.บริเวณพื้นที่ในเขตตอนเหนือของจังหวัดอุดรธานี อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอเมือง อำเภอเชียงคาน และอำเภอปากชม จังหวัดเลย
2.บริเวณพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอสระแก้ว และอำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี
3.บริเวณ พื้นที่อำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย อำเภอสบปราบ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และอำเภอวังชิ้น อำเภอลอง จังหวัดแพร่
4.บริเวณ พื้นที่อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ขึ้นไปทางเหนือผ่านอำเภอเมือง อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอม่จัน อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
5.บริเวณพื้นที่อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ลงไปถึงอำเภอบ้าบึง กิ่งอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี จรดชายฝั่งทะเลที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
6.บริเวณ พื้นที่อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน กิ่งอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอประทิว และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
7.บริเวณกิ่งอำเภอสุคิริน อำเภอระแงะ และอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส และบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดยะลา
8.บริเวณพื้นที่อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอไทรโยค ถึงอำเภอสวนผึ้งและอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี
9.บริเวณ พื้นที่อำเภอเมือง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอโคกสำโรง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์

ประวัติการผลิตทองคำ
ใน ช่วง 6000 ปีที่ผ่านมา คาดว่ามีการขุดทองคำขึ้นมาใช้แล้วมากกว่า 125,000 ตัน โดยประวัติการขุดค้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ยุด คือ ยุคก่อนการตื่นทอง และยุคหลังการตื่นทอง คาดว่ากว่า 90% ของทองคำที่เคยถูกขึ้นนั้นถูกขุดขึ้นมาหลังปี ค.ศ. 1848 หรือตั้งแต่ยุคตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย

ยุคแรก (ก่อนปี ค.ศ. 1848)
ในช่วง 2000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์ขุดทองคำได้ไม่ถึงปีละ 1 ตัน จากบริเวณที่เป็นประเทศอียิปต์ ซูดาน และซาอุดิอาราเบียในปัจจุบัน
ในยุคอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง คาดว่ามีการขุดทองคำได้ 5-10 ตันจาก สเปน ปอร์ตุเกส และแอฟริกา
ช่วงกลางศตวรรษที่ 15 มีการผลิตทองคำ 5-8 ตันต่อปีจากแถบแอฟริกาตะวันตก ซึ่ง คือบริเวณประเทศกานาในปัจจุบัน
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 มีการผลิตทองคำรวม 10-12 ตัน จากแอฟริกาตะวันตกและ อเมริกาใต้
ใน ปี ค.ศ. 1847 หนึ่งปีก่อนเกิดการตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย รัสเซียผลิตทองคำได้ 30-35 ตัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ผลิตได้ทั้งโลกที่มีประมาณ 75 ตัน

ยุคที่สอง (หลังปี ค.ศ. 1848)
หลัง ปี ค.ศ. 1848 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลังการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียและในออสเตรเลีย โดยในแต่ละแห่งสามารถขุดได้ทองคำในแต่ลปีเกือบ 100 ตัน
หลังจากได้ได้ มีการค้นพบแหล่งทองคำในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีผลผลิตสูงที่สุดมาต่อเนื่องยาวนานนับจากช่วงปลายศตวรรษ ที่ 18 จนถึงปัจจุบัน
ในช่วงศตวรรษที่ 19 มีการขุดทองคำได้เฉลี่ยปีละ 400 ตัน
ใน ช่วงปี 1990 โลกมีการขุดค้นได้ทองคำเฉลี่ย 1744 ตันต่อปี ทั้งนี้เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้การผลิตเดิมที่ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจมีความเป็นไป ได้ขึ้น แต่ราคาทองคำที่ตกต่ำลงทำให้ผลผลิตทองคำไม่เพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด

ที่มา สมาคมค้าทองคำ
จากการค้นคว้าย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์มีหลายตำนานระบุถึง ถิ่นกำเนิดของไอศกรีม ตำนานแรกย้อนหลังไปสมัยศตวรรษที่ 1 จักรพรรดิเนโรห์ แห่งอาณาจักรโรมันได้พระราชทานเลี้ยงไอศกรีมแก่เหล่าทหารที่อยู่ในกองทัพ โดยทรงออกคำสั่งให้ทาสไปขุดน้ำแข็งจากภูเขานำมาผสมเข้ากับน้ำผึ้งและผลไม้ ซึ่งต่อมาเรียกไอศกรีมประเภทนี้ว่า เชอร์เบ็ทหรือซอร์เบท์

อีกตำนาน ที่แพร่หลายมากกว่ามาจากฝั่งตะวันออกบอกว่ากลุ่มชนที่เป็นต้นกำเนิดไอศกรีม ที่เก่าแก่ที่สุดคือ คนจีนโดยรู้จักการนำหิมะมาผสมกับน้ำผลไม้เมื่อราว 4 พันปีมาแล้ว ซึ่งไอศกรีมจะดูเหมือนนมขุ่นๆ แช่แข็ง ไม่ได้เป็นครีมนุ่มๆ อย่างทุกวันนี้ เนื่องจากตอนนั้นประเทศจีนเพิ่งจะเริ่มมีการรีดนมจากสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม นมจึงจัดเป็น อาหารที่มีราคาแพง พวกชนชั้นสูงจะนำนมไปหมกไว้ในหิมะเพื่อถนอมอาหารจนกลายเป็นนมแช่แข็ง หลังจากนั้นก็เริ่มพัฒนาทำน้ำผลไม้แช่แข็งรับประทานกัน พอถึงต้นศตวรรษที่ 13 ขนมแช่แข็งสารพัดชนิดก็มีวางขาย เข็นขายกันตามถนนและทุกซอกซอยทั่วกรุงปักกิ่ง ว่ากันว่าเป็นที่มาของน้ำแข็งใสในปัจจุบัน

จนปลายศตวรรษ ที่ 13 มาร์โคโปโลซึ่งเดินทางไปใช้ชีวิตในจีนนาน 16-17 ปี ได้นำสูตรนี้กลับมาแพร่หลายในอิตาลีซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่คนตะวันตกรู้จัก การนำน้ำแข็งและเกลือมาเป็นส่วนผสมเพื่อทำให้เกิดความเย็น คนอิตาเลียนจึงถือว่าตนเป็นต้นตำรับไอศกรีมแบบที่นำมาปั่นให้เย็นจนแข็ง เรียกว่าเจลาติน

จากนั้นไอศกรีมเดินทางไปถึงฝรั่งเศส ในงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรส ระหว่างแคเธอรีน เดอ เมดิซี แห่งเวนิส กับว่าที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 แห่งฝรั่งเศสในปี1533 ซึ่งนอกจากจะเสิร์ฟของหวานแช่แข็งหลากรสแล้ว ยังมีการเสิร์ฟของหวานกึ่งแช่แข็งที่ทำจากครีมข้นหวานซึ่งมีลักษณะคล้าย ไอศกรีมในปัจจุบัน

หลังจากที่หมอชาวสเปนในกรุงโรมคนหนึ่งได้พบเทคนิค พิเศษที่ว่า อุณหภูมิของ ส่วนผสมในการทำไอศกรีมแช่แข็งจะลดลงถึงจุด เยือกแข็งได้อย่างรวดเร็วขึ้น หากเติมดินประสิวลงในหิมะหรือน้ำแข็งที่อยู่รอบถัง เมื่อนั้นชาวฟลอเรนซ์จึงเป็นผู้ริเริ่มผลิตของหวานแช่แข็งที่ทำจากครีมล้วนๆ ชนิดแรกของโลก

ไอศกรีมเดินทางไปอังกฤษ จากบันทึกพบว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ทรงรับสั่งให้พ่อครัวทำไอศกรีมให้เสวยและให้เก็บเป็นความลับด้วย

ไอศกรีม ข้ามไปอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนอเมริกันมาก ขนาดที่ว่า ประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน ลงทุนถึง 200 ดอลลาร์ซื้อเครื่องปั่นไอศกรีมไปทำกินเองในหน้าร้อน จากบันทึกพบว่า มีการเรียกขานคำว่า ไอศกรีม เป็นครั้งแรกในปี 1673 ตอนนั้นหน้าตาของไอศกรีมจัดเป็นประเภทเดียวกับไอซ์ทีหรือชาเย็น กับไอซ์คอฟฟี หรือกาแฟเย็น จึงตั้งชื่อคล้ายๆ กันแม้ว่าต่อมาหน้าตาของไอศกรีมจะเปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม

ร้านไอศกรีม ร้านแรกเปิดที่ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐในปี 1776 ในปี 1782 มีบันทึกว่าในงานเลี้ยงฟิลาเดลเฟียปาร์ตี้ ซึ่งเจ้าภาพคือเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่การก่อตั้ง ประเทศสาธารณรัฐอเมริกา โดยมีการทำไอศกรีมเสิร์ฟแขกผู้มีเกียรติให้หวานชื่นใจกันทั่วงาน

สำหรับ ต้นกำเนิดไอศกรีมซันเดย์นั้น มีหลายตำนานด้วยกัน ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับ ซันเดย์ หรือวันอาทิตย์แทบทั้งสิ้น เรื่องแรกเกิดขึ้นในยุควิคตอเรียน ในสหรัฐอเมริกา มาจากคำบอกเล่าของ “จอร์จ กิฟฟี่” คนดังแห่งรัฐวิสคอนซิน ระบุว่า เดิมทีการดื่มโซดาวันอาทิตย์ อันเป็นวันประกอบพิธีทางศาสนาและพักผ่อนของชาวคริสต์เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม กระทั่งหลายเมืองออกกฎหมายห้ามจำหน่ายโซดาในวันอาทิตย์ เจ้าของร้านขายยาต่างๆ ในเอแวนสตัน อิลลินอยส์ จึงได้บรรจุไอศกรีมและน้ำหวานไว้เป็นรายชื่อของถูกกฎหมายที่มีจำหน่ายในวัน อาทิตย์เพื่อเป็นทางเลือกแก่ลูกค้า โดยในวันอาทิตย์ที่อเมริกันชนชาวคริสต์ส่วนใหญ่ไปเข้าโบสถ์ ในวันนี้ผู้คนจะแต่งตัวสวยงามเมื่อเสร็จพิธีในโบสถ์แล้วก็จะชักชวนกันไปหา ของหวานกินกัน ซึ่งไอศกรีมเป็นของหวานชนิดแรกๆ ที่ได้รับเลือก

อย่าง ไรก็ตามต่อมาคำว่า “Sunday” ได้ถูกเปลี่ยนมาใช้ “Sundae” สาเหตุจากการที่ในหมู่คริสต์ศาสนิกชนโดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำในแวดวงศาสนา ได้ออกมาโจมตีว่าการนำคำว่า “Sunday” มาใช้เป็นเรื่องไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากวันอาทิตย์เป็นวันอัน ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งการนำวันดังกล่าวมาตั้งเป็นชื่อของหวานเป็นสิ่งไม่บังควร เป็นที่มาของไอศกรีมซันเดย์ที่สะกดว่า Sundae ของไอศกรีม

อีกเรื่อง เล่าว่า ร้านขายยาชื่อ แพลตต์แอนด์โคต์ โดยนายเชสเตอร์ แพลตต์ เจ้าของร้านซึ่งปกติตักไอศกรีมขายแบบธรรมดา แล้วจู่ๆ ในวันอาทิตย์วันหนึ่ง เกิดไอเดียตักไอศกรีมใส่ถ้วยแชมเปญแล้วนำเอาน้ำเชอรี่ราดลงบนก้อนไอศกรีมและ ประดับด้วยผลเชอรี่แช่อิ่มบนยอดดูสวยงามน่ารับประทาน โดยตั้งชื่อเมนูพิเศษนี้ว่า Cherry Sunday โดยให้เหตุผลง่ายๆว่า เพราะปิ๊งไอเดียในวันนี้และวางขายในวันอาทิตย์ เรียกร้องความสนใจจากลูกค้าขาประจำและขาจรได้เป็นอย่างดี

ในปี 1812 นางดอลลี่ เมดิสัน ได้คิดค้นเครื่องโรยหน้าไอศกรีมสารพัดอย่างเพื่อเสิร์ฟเป็นของหวานในงาน เลี้ยงฉลองรับตำแหน่งประธานาธิบดีที่ทำเนียบขาว

กระทั่งในปี 1843 นางแนนซี่ จอห์นสัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้คิดค้นเครื่องผลิตไอศกรีมแบบมือเขย่าขึ้น ซึ่งเธอสามารถขายสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์นี้ด้วยราคา 200 เหรียญสหรัฐ อีก 7 ปีต่อมา จาค็อบ ฟัสเซลล์ ผู้รับซื้อนมได้เปิดธุรกิจไอศกรีมขึ้นเป็นเจ้าแรก

ว่า กันว่า “ไอศกรีมโคน” เกิดขึ้นในงานออกร้าน “เซ็นต์หลุยส์ แฟร์” ในรัฐมิสซูรี่ เมื่อปี 1904 เมื่อนายอาร์โนลด์ ฟอร์นาโช คนขายไอศกรีมเกิดขาดแคลนกระดาษ สำหรับ ใส่ไอศกรีมขึ้นมาเลยไปคว้าเอาแผ่นวอฟเฟิลจากร้านขายวอฟเฟิลของนาย เออร์เนสต์ แฮมไว ที่อยู่ข้างๆ มาม้วนเป็นกรวย แล้วใช้เป็นภาชนะสำหรับบรรจุไอศกรีมเป็นอันว่า ได้มีการม้วนแผ่นวอฟเฟิลทำเป็นโคนเรื่อยๆ แต่นายอิตาโล มาร์ชิโอนี่ ชาวอิตาเลียน อ้างว่าตนเองเป็นผู้คิดค้นไอศกรีมโคนขึ้นเป็นเจ้าแรกตั้งแต่ปี 1896

จนถึงปี 1912 เฟรเดอริก บรุคแมน นักประดิษฐ์จากรัฐโอเรกอน ได้จดลิขสิทธิ์เครื่องจักรผลิตไอศกรีมขึ้น

ในสหรัฐมีการนำเข้าน้ำแข็งแห้งหรือคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง ในปี 1930 เพื่อใช้เก็บรักษาไอศกรีม

ไอศกรีม โซดาถือกำเนิดขึ้นเมื่อ โรเบิร์ต เอ็ม. กรีน ผู้จำหน่ายโซดาในฟิลาเดเฟีย คิดค้นส่วนผสมระหว่างน้ำโซดา ครีม น้ำหวาน ในปี 1929 วิลเลียม เดรเยอร์ผู้ผลิตไอศกรีม และคู่หู โจเซฟ เอดี้ ผู้ผลิตลูกกวาด เป็นผู้ริเริ่มไอศกรีมยี่ห้อ ร็อกกี้ โร้ด เป็นเจ้าแรกของโลก

ส่วน วิปป์ครีมที่ประดับสวยอยู่บนหน้าไอศกรีมนั้น เกิดมาจากความขี้เกียจตีครีม ของนายชาร์ล โกทซ์ นักเคมีชั้นยอดแห่งมหาวิทยาลัย อิลลินอยส์ ผู้คลุกคลีในกิจการไอศกรีมจึงทำให้เขาค้นพบวิธีการทำให้ไอศกรีมอิ่มตัวด้วย การใช้ก๊าซไนตรัสออกไซด์หรือก๊าซหัวเราะ

ในเมืองไทย ไอศกรีมเข้ามาช่วงไหนไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่คาดว่าคงมาหลังสมัย ร.5 ซึ่งมีการผลิตนํ้าแข็งกินเอง ไอศกรีมตอนนั้น ทำจากนํ้าหวานหรือนํ้าผลไม้นำไปปั่นเย็นจนแข็ง ไม่มีนมหรือครีมผสมด้วย เรียกว่า "ไอติม" ใช้แรงคนในการปั่น โดยมีหม้อทองเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลาง 50-60 ซม.สูง 30 ซม.ภายในมีรูคล้ายลังถึงสำหรับเสียบกระบอกโลหะทรงกลมขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. ภายในบรรจุนํ้าผลไม้หรือนํ้าหวาน กระบอกนี้คือแม่พิมพ์ที่ทำให้ไอติมเป็นแท่ง

การปั่นต้องใช้มือจับ หูหม้อทองเหลืองทั้ง 2 ข้าง และแกว่งหรือหมุนไปมาในถังไม้ที่ใส่นํ้าแข็งผสมเกลือ หลังจากปั่นได้ 1/2 - 1 ชม.ไอของความเย็นจะเริ่มเกาะรอบนอกของกระบอกนํ้าหวานข้างในจะเริ่มแข็งตัว ช่วงนี้เองที่ต้องเสียบไม้เข้าไป ตรงกลางเพื่อ เอาไว้จับกินหมุนต่อไปอีกจนไอติมแข็งตัว จึงเอากระบอกโลหะไปจุ่มในนํ้าอุ่นเพื่อ ให้ดึงไอติมออกจากกระบอกง่ายขึ้น นำไปใส่กระติกเร่ขาย ปัจจุบันมีพ่อค้าฟื้นการทำไอติมแบบนี้ออกขายด้วย

ต่อ มาบริ ษัทป๊อบผู้ผลิตไอศกรีมตราเป็ด ซึ่งเป็นผู้ผลิตไอศกรีมรายแรกของเมืองไทย ได้สั่งซื้อเครื่องทำไอศกรีมจากต่างประเทศ มาผลิตไอศกรีมได้ครั้งละมาก ๆ เน้นความสะอาดและคุณภาพ ทำให้ไอศกรีมเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว

ไอศกรีม ตราเป็ดยุคแรก ๆ ยังเป็นไอติมหวานเย็น ต่อมาจึงดัดแปลงรสชาติใหม่ ๆ เป็น เป็นรสระกำ เฉาก๊วย ลอดช่อง โอเลี้ยง ข้าวเหนียวแดง ถั่วดำ ฯลฯ พร้อมกับนำสูตรใส่นมจากต่างประเทศใส่ถ้วย ทำให้เนื้อไอศกรีมละเอียดและเนียน คนจึงนิยมกินไอศกรีมใส่นมหรือครีมกันมาก ส่วนไอศกรีมที่เป็นผลงานโลโก้ของไทยคือ ไอติมกะทิ

โดยใช้กะทิสดผสม นํ้าตาล ใส่แทนนมและครีม ที่อาจจะเป็นไปได้มากว่าไอศกรีมกะทิมีต้นกำเนิดจากเมืองไทยเป็นแห่งแรก และไม่ต้องใช้กระบอกทำเป็นแท่ง แต่ใช้ตักใส่ถ้วยเป็นลูกๆ ซึ่งมีคำเรียกขานใหม่ว่า "ไอติมตัก" ต่อมาจึงมีการตักใส่ถ้วยกรอบ และขนมปังผ่ากลาง จุดเด่นของไอศกรีมกะทิคือดัดแปลงให้มีรสชาติต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น เติมลอดช่อง เม็ดแมงลัก ข้าวโพด ขนุน ทุเรียน และเผือก เป็นต้น

บริษัทป๊อปลงทุนทำเป็นรถซาเล้งเพิ่มขึ้น มาจึงได้รับความนิยมเพราะคนขายไม่ต้องซื้อรถเอง โดยไอติมตราเป็ดเป็นยุคแรก ๆ ที่เริ่มพัฒนามาใช้รถสามล้อถีบ คนขายถือ Duck Call เสียงดังคล้ายเป็ด เพื่อเรียกลูกค้า นับตั้งแต่นั้นมาสามล้อถีบก็กลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ และกลยุทธ์ในการขายไอศกรีม หลายยี่ห้อ เช่น โฟร์โมสต์ ครีโม วอลล์ ฯลฯ

ไอ ติมเหล่านี้มีลูกเล่นกับลูกค้าหลายรูปแบบ บางคนอาจจะเคยกินไอติมที่ปลายไม้ป้ายสีแดง แล้วนำไปแลกได้ฟรีอีก 1 แท่ง ขณะที่ไอติมป๊อปใช้วิธีสลักคำว่าฟรีบนไม้ ใครพบคำนี้นำมาแลกฟรี 1 แท่ง บางยี่ห้อใช้วิธีทายไม้สั้นไม้ยาว กำถั่ว โยนหัวโยนก้อย เหล่านี้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้ผลดีมาก

ซาเล้งขายไอ ติมซึ่งมีทั้งแบบแท่งและถ้วยครองตลาดอยู่นาน ขณะที่ร้านขายไอศกรีมยังไม่มีใครทำ กระทั่งปี 2520 "ศาลาโฟร์โมสต์" จึงเกิดขึ้น และเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นมาก เด็กมัธยมสมัยนั้นเลิกเรียนหรือดูหนังเสร็จ ต้องนัดกันไป ที่ศาลาโฟร์โมสต์ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น การแข่งขันก็เริ่มรุนแรงขึ้น ไอศกรีมลิขสิทธิ์ต่างประเทศ เข้ามาเมืองไทยอย่างมากมาย เช่น สเวนเซ่นส์,บาสกิ้น - รอบบิ้น และแดรี่ควีน เป็นต้น

ในทางการค้า ปัจจุบันมีการจัดกลุ่มไอศกรีมไว้หลายประเภทเช่น Plain Ice Cream ไอศกรีม ที่ประกอบด้วยสารให้สีและกลิ่นในปริมาณน้อยกว่า 5% ของส่วนผสมทั้งหมด ,Chocolate มีส่วนผสมของโกโก้หรือชอกโกแลต, Fruit ไอศกรีมประกอบด้วย ผลไม้หรือกลิ่นผลไม้,Nut ไอศกรีมที่ผสมผลไม้เนื้อแข็ง เช่นอัลมอนด์ วอลนัท ถั่วลิสง ฯลฯ, Frozen Custard, French Ice Cream และ French Custard Ice Cream ไอศกรีมที่มีส่วนผสมของไข่แดงไม่น้อยกว่า 1.4 % ของนํ้าหนักผลิตภัณฑ์,

Fruit Sherbet ไอศกรีมทำจากนํ้าผลไม้ นํ้าตาลและนม ,Confection ไอศกรีมที่มี ลูกกวาดผสม เช่น Chocolate Chip, Neapolitan ไอศกรีม 2 รสในถ้วยเดียวกัน,Soft Serve Ice Cream หรือ Ice Milk ไอศกรีมที่ไข จากเครื่องปั่นไอศกรีมโดยตรงไม่ใช้การตัก และ Rainbow Ice Cream ไอศกรีมที่ไขจากเครื่องปั่นเช่นเดียวกัน แต่มีสีต่าง ๆ 6 สีขึ้นไป

ไอศกรีมเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ทำ ที่สำคัญเหมาะกับเด็กที่กำลัง เจริญเติบโตหรือคนที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก ปัจจุบันมีการผลิตไอศกรีมภูมิปัญญาไทยจากผลไม้ และสมุนไพรของไทยเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก บางอย่างไม่นึกว่าจะทำได้ เช่น กล้วยเล็บมือนาง น้อยหน่า มะขาม เสาวรส หรือไอศกรีมดอกไม้ เช่นดอกกุหลาย ดอกเก๊กฮวย และดอกกระเจี๊ยบ


สาระเก็บตกจากกระทู้บอร์ดEQ.plusโดยCrawfordครับ
http://www.eqplusmag.com/topic_965.html

นี่คือยอดCounterในช่วงที่ผมเพิ่งได้ใส่Codeนับจำนวนผู้เข้าชมลงไปในBlogของExteen

Pages viewed 109,167

Sessions 71,786

คราวนี้ผมเลยใส่CodeบริการนับCounterลงไปในBlogซะเลยคราวนี้จะได้รู้ว่าตั้งแต่นี้มีผู้มาเยี่ยมชมBlogรวมแล้วกี่ครั้งกันแน่
นี่คือCodeนับCounterที่ผมใช้ครับ


< a href="http://s05.flagcounter.com/more/(codeที่สมัครไว้)">< img src="http://s05.flagcounter.com/count/(codeที่สมัครไว้)/bg=FFFFFF/txt=000000/border=CCCCCC/columns=2/maxflags=12/viewers=0/labels=1/pageviews=1/" alt="free counters" border="0">< /a>

edit @ 4 Aug 2009 21:19:16 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร

คำเตือน: เนื้อหาภายในบทความเป็นเหตุบังเอิญ มิได้พาดพิงถึงเกมใดเกมหนึ่งโดยเฉพาะ (จริงๆนะ) แต่ถ้าท่านอ่านแล้วโดนทุกข้อ แปลว่าเล่นเกม RPG ญี่ปุ่นมากไปแล้ว

1.เริ่มต้นการผจญภัย
- เนื้อเรื่องจะให้เรามีฐานะอะไรไม่สำคัญ ยังไงตอนเริ่มก็ยากจนใช้อาวุธเห่ยๆเหมือนกันแทบทุกเกม
- ถ้าเกิดโศกนาฏกรรมอะไรซักอย่าง พระเอกจะรอดตายคนเดียวเสมอ ว่าไปแล้วก็ตัวซวยชัดๆ
- ถึงตอนแรกเราจะเป็นชาวบ้านธรรมดา ซักพักก็ต้องเฉลยว่าเป็นลูกหลานเหลนโหลนใครซักคนในตำนานกลับชาติมาเกิดแน่ๆ
- ผู้ร้ายที่เสนอหน้าตอนแรกมักจะไม่ใช่บอสใหญ่ อย่างเก่งก็รองบอส เผลอๆอาจตายตั้งแต่กลางเรื่อง
- ถ้าในเรื่องมีเทพเจ้าอะไรก็ตาม พวกนี้จะโผล่มาพูดฝากฝังให้เราทำโน่นนี่หรือออกมาโชว์พาวตอนท้ายๆ...แล้ว ทำไมพี่เค้าไม่ลงมือเองซะแต่แรกก็ไม่รู้

2.เข้าเมืองเตรียมความพร้อม
- ถ้าเป็นตอนต้นเกม ต่อให้เมืองใหญ่อลังการแค่ไหนก็ขายแต่ของกระจอก
- แต่ถ้าอยู่ท้ายเกม หมู่บ้านยากจนซอมซ่อก็ขายของอย่างเทพได้ แถมราคายังขูดรีดจนน่าสงสัยว่าทำไมหมู่บ้านมันถึงไม่รวย
- ผับบาร์มีไว้หาข่าวเท่านั้น พวกเราไม่เคยคิดจะสั่งอะไรกินเลย
- ถ้าอ่านไม่ออก จำไว้ว่าคุยจนกว่าจะวนซ้ำประโยคเดิมสองรอบ
- พระเอกอาชีพอะไรไม่สำคัญ พี่แกเล่นค้นบ้าน ทุบไห เปิดตู้ หยิบของยังกับโจรป่า

3.รวบรวมสมัครพรรคพวก
- เวลาคนเข้ามาเป็นพวก ทำไมมันไม่มีเงินพกติดตัวมารวมกับเราเลยซักแดง แถมเราต้องควักเนื้อซื้อของให้อีก
- ใครเป็นศัตรูมาก่อน พอเข้าฝั่งเราปุ๊บห่วยลงยังกับคนละคน
- เกมที่ใช้ AI บังคับเพื่อนต้องทำอะไรขัดใจเราอย่างน้อยก็ 2-3 ครั้ง
- ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าคนไหนจะออกจากทีม มันต้องโดนปลดอาวุธชุดเกราะหมดตัวแถมเลิกเก็บเลเวลให้แน่ๆ
- ตอนสู้โดนอัดตายทันทียังชุบได้ แต่ในเนื้อเรื่องมีเวลานอนสั่งเสียเป็นสิบนาทีดันไม่รอด

4.ออกเดินทางสู่แผนที่โลก
- แผนที่กระดาษธรรมดาบอกตำแหน่งที่เรายืนได้ทั้งกลางทุ่ง ป่าทึบ ทะเลทราย มหาสมุทร ราวกับติด GPS
- เช่นเดียวกับบริเวณที่โม้ว่า "ลับแล, ในตำนาน, ไม่เคยมีใครไปถึง, เฉพาะผู้ที่ถูกเลือกเท่านั้น" ก็มักจะมีตำแหน่งเขียนอยู่บนแผนที่เห็นๆ
- อย่างแรกที่ทุกคนทำเมื่อได้เรือมาคือไปหาซื้ออาวุธชุดเกราะแรงๆรอบโลก ส่วนเนื้อเรื่องใครจะเป็นจะตายยังไงรอไปก่อน
- ไอเทมอะไรที่ใช้กำจัดจอมมารได้มักจะอยู่ในที่ไกลสุดกู่ยังกับไม่อยากให้เราใช้
- การเดินทางรอบโลกในเกมแนวนี้ใช้เวลาเฉลี่ยไม่เกิน 5 นาที

5.ปะทะศัตรู
- ถ้าจอมมารเอาสัตว์ประหลาด HP เป็นหมื่นมาเดินอยู่แถวจุดเริ่มคงได้ครองโลกไปแล้ว
- ทุกคนต้องเคยสงสัยว่าทำไมมอนสเตอร์ถึงมีเงินสดพกติดตัว
- โดนพิษไม่รู้จะหายาแก้ที่ไหน ก็กระทืบเอาจากไอ้ตัวที่ปล่อยพิษใส่เรานั่นแหละ
- ถ้าพวกเรามาเป็นทีม ต่อให้ใครซักคนฟันวืดหมด, โดนอัดอย่างเดียว หรือแม้แต่ยืนดูเฉยๆจนจบ มันก็ยังเลเวลอัพได้ (ยังไง)
- เวลาเจอศัตรูหายากให้ Exp หรือเงินเยอะ พระเอก (และคนเล่น) จะหน้าตาโรคจิตกระหายเลือดยิ่งกว่าพวกปีศาจอีก

6.ไอเทม ชุดเกราะและคาถา
- ของเติมพลังหายากต้องเก็บไว้ใช้ตอนท้ายๆ...ปัญหาคือจะรู้ได้ไงว่านี่ท้ายรึยัง
- "ยาฟื้นพลัง" ขวดเดียวรักษาได้ทุกอย่างตั้งแต่ไฟคลอก, น้ำแข็งกัด, มีดบาด, โดนช้างเหยียบ อะไรจะสารพัดประโยชน์ขนาดนั้น
- ชุดเกราะไม่เคยมีปัญหาเรื่องขนาด ถอดเสื้อของคนสูง 2 เมตรไปใส่ให้เด็กตัวกระเปี๊ยกก็ยังได้
- อาวุธในตำนานที่ต้องขึ้นเขา บุกน้ำลุยไฟไปตามหา ข้ามไปเล่นอีกเกมนึงเจอของชื่อเหมือนกันขายอยู่ในร้านถูกๆซะงั้น
- เราสามารถเสกฟ้าผ่าในห้องใต้ดิน, เรียกคลื่นยักษ์ในอวกาศ, หรือใช้แผ่นดินไหวบนท้องฟ้าได้ แค่เอฟเฟกต์...อย่าคิดมาก

7.ตะลุยดันเจี้ยน
- ทางแยก 2 ทางไปหาบอสกับไอเทม น่าแปลกที่โอกาสเจอบอสจะมากกว่า แล้วก็ต้องเดินย้อนไปเก็บไอเทมทุกที
- สร้างกลไกพิสดาร เรียงแผ่นศิลา กดสวิทช์ เข็นรูปปั้น กับดักเพียบ แล้วเวลาปกติเจ้าของปราสาทมันเข้าออกยังไง
- หีบสมบัติอยู่ด้านบนประมาณ 3 เมตร ทำไมต้องเดินอ้อมโลก ต่อตัวกันขึ้นไปก็หยิบได้แล้ว
- ในถ้ำใต้ดินลึก 6 ชั้น เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ยังอุตส่าห์มีคนเอายาฟื้นพลังธรรมดาใส่กล่องสมบัติอย่างหรูไปวางไว้ ท่าจะว่างจัด
- ถ้ามีคาถาแรงล้างโลกกับดาบสุดยอดที่โม้ว่าตัดได้ทุกอย่าง ทำไมต้องลำบากหากุญแจเปิดประตูอีก

8.บอสปรากฏตัว
- หน้าห้องต้องผ่านทางเดินยาวๆ ฉากหลังยิ่งใหญ่ ประตูอลังการ มีจุดเซฟวางประดับ กลัวคนไม่รู้ว่านี่บอสแล้วนะ
- อย่าคุยยาวมาก เกิดพลาดตายเล่นใหม่ต้องฟังรีรันอีกหลายรอบ เห็นใจกันหน่อย
- ถ้าให้ดีสู้จบแล้วช่วยส่งให้ถึงทางออกด้วย ใช้ MP หมดแล้วเดินเองไม่ไหว
- ถึงจะเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์สูงสิบเมตรหรือมีรากงอกติดพื้น พวกเราก็ยังตาถั่วฟัน Miss ได้อีก
- เวลาเจอบอสมือหนัก HP มีแค่ "เต็ม", "ครึ่งๆ" และ "ตาย" ไม่ต้องไปสนใจตัวเลขหรอก

9.ความลับ เนื้อเรื่องซ่อน
- อะไรก็ตามที่ "พลาดแล้วพลาดเลยไม่มีสิทธิ์กลับมาเอาใหม่" เป็นของแสลงที่ไม่มีใครอยากเจอ
- ถ้าเป็นอาวุธ, คาถา เอาน่า.....หลังๆก็มีของดีกว่าให้ใช้
- ถ้าเป็นพรรคพวก เอาน่า....ใช้คนอื่นแทนก็ได้ ยังไงก็ไม่ได้เอาลงพร้อมกันหมด
- ถ้ามันทำฉากจบเปลี่ยน เอาน่า.....แค่เล่นใหม่แต่แรกอีกรอบเอง....!?
- โดนมากๆจะติดโรคหวาดระแวง ต้องเซฟสำรองหลายอัน

10.ในที่สุดก็บอสใหญ่
- จรรยาบรรณของบอสใหญ่ที่ดีต้องมีร่างแปลงขั้นสองขั้นสาม ถ้าไม่มีอนุโลมให้เอาตัวที่โหดกว่ามาสู้แทนก็ได้
- ถ้าเราใส่พลังป้องกันเต็มที่ มันจะใช้คาถายิง
- แล้วถ้าเรากันคาถา 100% มันจะซัดเราด้วยสารพัดพิษแทน
- หรือถ้าเรากันทุกอย่าง มันก็ยังมีท่าลดพลังเหลือ 10 แบบไม่สนใจเหตุผลอะไรเลย เอากะมันสิ
- แต่ถึงยังไง บอสลับก็ต้องเก่งกว่าบอสใหญ่ทุกทีไป

ที่มา หมาเนเจ๋อ
คำเตือน:เนื้อหาภายในอาจไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน (ที่เกิดไม่ทัน) และยังอาจส่งผลกระทบทำร้ายจิตใจคน (ไม่อยาก) แก่ได้ ขอแนะนำให้อ่านด้วยความระมัดระวัง

1. ชื่อเกมมักจะเอาความสะดวกเป็นที่ตั้ง อย่างเล่นเหมือนนินจา ไตเติ้ลมีไฟขึ้น ให้เรียกว่านินจาไฟ
2. เช่นเดียวกับตัวละคร อาวุธและไอเทมทั้งหลายทั้งปวง มักจะมีชื่อเรียกง่ายๆอย่าง ตัวแดง, ตัวน้ำเงิน, ขวดเลือด, ยากันยุง, ป๊อก, โดนัท, ยันต์, ลูกไฟ
3. เปิดเกมมาถ้ามีฉากเดโมจะถือว่ากราฟิกสวยเป็นที่ตื่นตาตื่นใจ ถึงส่วนอื่นจะห่วยก็เถอะ
4. สร้างจากการ์ตูนหรือหนัง คนจะสนใจเป็นพิเศษ ตรงข้ามกับสมัยนี้
5. ถ้ามีตัวละครให้เลือก คนจะชอบใช้ตัวมีปืนหรืออาวุธยิงไกลก่อน
6. เล่นกราดิอุสใช้กันแต่เลเซอร์ ปืนอีกแบบน้อยใจแย่
7. คนเล่นมาริโอสองต้องเตะกระดองทำ 100 UP จริงๆทำได้ตั้งแต่ภาคแรกแล้วนะ
8. เล่นร็อคแมนต้องประหยัดอาวุธ แต่ตอนจบเหลือเพียบทุกที ไม่รู้งกไว้ทำไม
9. หลายคนเคยออกแบบบอสส่งประกวด หรืออย่างน้อยก็เก็บไว้ดูเล่น
10. คุนิโอะรวมกีฬา จัดเป็นเกมไฟท์ติ้ง ไม่ใช่เกมกีฬา
11. คนเล่นแส้ครั้งแรก จะสงสัยว่าทำไมหัวใจไม่เติมพลังให้
12. สู้หัวหน้าใหญ่มาไคมูระให้ชนะ ยังง่ายกว่าเล่นฉากแรกให้ผ่าน
13. คนเล่นแบทเทิลซิตี้ ต้องเคยสร้างฉากเอาเหล็กมาล้อมฐาน
14. เกมซึบาสะ ใครไม่มีไม้ตายมักจะถูกจับนั่งสำรอง ถึงค่าพลังมันจะเก่งกว่าตัวจริงก็ตาม
15. อย่าแปลกใจถ้าตลับรวม 500 in 1 มีเกมให้เล่นจริงๆน้อยกว่า 64 in 1
16. คนส่วนใหญ่ที่กลับมาเล่นตอนนี้ จะสงสัยว่าตอนเด็กทนเล่นไปได้ยังไง
17. โดนทีเดียวตายแปลว่าให้พริ้วหลบ โดนหลายทีตายแปลว่าไม่มีให้หลบ
18. ทำไมแตะถูกตัวศัตรู เราต้องเป็นฝ่ายเจ็บทุกที
19. เจอฉากวกวนประตูเยอะ อย่าลืมเอากระดาษดินสอมาเขียนแผนที่
20. ไอเทมอะไรซ่อนอยู่ตรงไหน จำแม่นกว่าหนังสือเรียนอีก
21. ถ้าเซฟกลางทางได้ทุกที่ ถือเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยนี้ รวดเดียวจบ 8 ชั่วโมงไม่มีคอนทินิว ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยนั้น
22. เกมเล่นสองคนช่วยกัน สร้างความแตกแยกได้พอๆกับความสามัคคี
23. อัดโดนกันเอง แย่งตัวกันใช้ ดึงจอ ไอเทมข้าใครอย่าแตะ
24. ถ้ามีกองเชียร์ กองแช่งรอบๆ เล่นคนเดียวก็เหมือนเล่นทั้งบ้าน
25. กราฟิกพิกเซล 2 มิติต้องใช้จินตนาการอย่างสูงในการรับชม
26. ถึงดูภายนอกจะคล้ายลิงเต้นยึกยือ แต่ถ้าเกมบอกว่าเป็นหุ่นยนต์หรือฮีโร่ในตำนานก็ต้องเป็นอย่างนั้น
27. อะไรที่นึกว่าเป็นไอเทม แตะถูกอาจจะตายได้ อะไรที่นึกว่าเป็นศัตรู ไม่รีบเก็บอาจจะหายไป
28. พระราชาชอบให้เราไปกู้โลก ด้วยมีดปาดเนย กระบองไม้ หรือชุดผ้าเห่ยๆ
29. อย่าอ้างว่าไม่มีงบ ทหารยามแถวนั้นยังถือหอกใส่เกราะเหล็กเลย
30. แต่อย่างน้อยก็ให้หยิบของในบ้านคนอื่นไปใช้ได้หน้าตาเฉย
31. เก็บเงินซื้ออาวุธชุดเกราะเป็นชั่วโมง เดินไปอีก 10 นาทีดันเจอของดีกว่า (และแพงกว่า) ขายอยู่ให้เจ็บใจเล่น
32. ถ้าเกมมีสูตร แปลว่าตั้งใจให้ใช้ ไม่เรียกว่าโกง
33. เล่นปกติพริ้วอย่างเทพ แต่พอใส่สูตร 30 ตัวตายกันกระจาย
34. ในนิตยสารเกม คนอ่านหน้าสูตรมากกว่าข่าวเกมใหม่เปิดตัวอีก
35. ชาร์ตอันดับความนิยม เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ไม่กี่เกมหรอก
36. จดพาสเวิร์ดผิด คิดจนตัวตาย
37. ภาษาญี่ปุ่นขีดบนขีดล่างอ่านยาก คู่มือบางยี่ห้อเลยใช้วิธีใบ้หวย บอกเป็นเลขแนวตั้งแนวนอนตัวที่เท่าไหร่แทน
38. ฟ้าส่งระบบเซฟเกมมาเกิด ไยต้องส่งเซฟหายตามมาด้วย
39. หนังสือคู่มือเจ้าไหนพิมพ์ผิดถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ เพราะสมัยนั้นไม่มี Gamefaqs
40. การ์ตูนเฉลยเกม ไม่ต้องเล่นก็อ่านสนุก
41. ใครได้อ่านการ์ตูนประเภทไม้ตายกดรัวสายฟ้าฟาด ไขว้แขน ตีลังกาเล่น มักจะลองทำตาม
42. พูดถึงเครื่องดิสค์แดง ก็ต้องพูดถึงเกมเป่ายิ้งฉุบ (อิอิ)
43. เกมยิงส่วนใหญ่ จอยเทอร์โบมักใช้ไม่ได้ผล
44. ตลับไม่เคยงอแง แค่เล่นตัวนิดหน่อย เอามาเป่า เสียบใหม่ ขยับๆเดี๋ยวก็ติด
45. คนเล่นเกมเยอะไม่จำเป็นต้องมีตลับเยอะ ถ้าแผ่นแท้สมัยนี้เล่นจบแล้วเอาไปเปลี่ยนได้บ้างก็ดี
46. "หม้อแปลงไหม้" เป็นเรื่องธรรมชาติ
47. พอๆกับเผลอเตะถูกปลั๊ก อย่าทำตอนเล่นกับเพื่อนเชียว
48. เครื่องของเพื่อนก็เหมือนของเรา ยืมมาแล้วช่วยคืนในสภาพเดิมด้วย
49. ถึงคุณพ่อคุณแม่จะไม่รู้เรื่องเครื่องเกม แต่ท่านช่วยเราต่อราคาได้แน่นอน
50. ใครอ่านแล้วโดนกว่าครึ่ง จะนึกข้อต่อไปเพิ่มได้เรื่อยๆ

ที่มา หมาเนเจ๋อ
ผู้ว่าฯกทม. แถลงเปิดโครงการข้าวแกงกทม. พร้อมเยี่ยมชมร้านข้าวแกงข้างศาลาว่าการกทม. ตั้งเต็นท์จำหน่าย พร้อมกัน 50 จุดใน 50 เขต ตั้งแต่ 2 ก.ค. เป็นต้นไป ในราคาจานละ 15-25 บาท ช่วยค่าครองชีพ และประชาชนได้กินอิ่ม กินดี ถูกสุขลักษณะ ราคาประหยัด ขณะเดียวกันยังช่วยหนุนสร้างงานสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการค้าขายในยุค วิกฤตเศรษฐกิจ

( 2 ก.ค. 52 ) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า โครงการข้าวแกงกทม. เป็นนโยบายและความตั้งใจ ของกรุงเทพมหานครที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนจากปัญหา ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานเขต สำนักการโยธา และสำนักพัฒนาสังคม กทม. ดำเนินการโครงการร้านข้าวแกงกทม. ให้เป็นรูปแบบเดียวกัน

โดยกำหนดจุด จำหน่ายพร้อมตั้งเต็นท์ขนาด 5X12 เมตร ให้ถูกสุขลักษณะ ผู้ค้าประกอบอาหารถูกหลักอนามัย สะอาด มีคุณภาพดี และราคาประหยัด จำหน่ายในราคาจานละ 15 -25 บาท

ผู้ว่าฯกทม. กล่าวด้วยว่า กทม. จะขยายโครงการข้าวแกงกทม. ให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ โดยจะขอความร่วมมือไปยังวัด ศูนย์การค้า และภาคเอกชนที่ยินดีเปิดพื้นที่ให้เข้าไปดำเนินการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนลดรายจ่ายในการซื้ออาหาร สำหรับการบริโภค บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนที่เข้าร่วมการจำหน่ายข้าวแกงกทม. ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ด้วย

สำหรับพื้นที่จำหน่าย “ข้าวแกงกทม.” ทั้ง 50 เขต มีดังนี้

เขตคลองเตย บริเวณด้านหน้าสวนเบญจสิริ ข้างห้างสรรพสินค้าดิเอ็มโพเรียม
เขตคลองสาน บริเวณด้านข้างสำนักงานเขตคลองสาน
เขตคลองสามวา ร้านเจ้แจ๋ว 42/4 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน
เขตคันนายาว บริเวณเต็นท์หน้าศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์
เขตจตุจักร บริเวณด้านหน้าสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต)
เขตจอมทอง บริเวณด้านหน้าตลาดวิบูลย์ ถนนเอกชัย
เขตดอนเมือง บริเวณชุมชนเปรมประชา
เขตดินแดง บริเวณเต็นท์ด้านข้าง กองโรงงานช่างกล ฝั่งตรงข้ามสำนักงานเขตดินแดง
เขตดุสิต บริเวณด้านหน้ากรมสรรพสามิต (หน้าตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย)
เขตตลิ่งชัน บริเวณด้านหน้าสำนักงานเขตตลิ่งชัน
เขตทวีวัฒนา บริเวณซอยทางเข้าวัดปุรณาวาส ถนนศาลาธรรมสพน์
เขตทุ่งครุ บริเวณด้านหน้า ท็อปซูเปอร์มาเก็ต ถนนประชาอุทิศ
เขตธนบุรี บริเวณด้านข้างห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาท่าพระ
เขตบางกอกน้อย บริเวณที่ว่างระหว่าง อาคารเลขที่ 629/31 และอาคารเลขที่ 629/90 ถนนจรัญสนิทวงศ์
เขตบางกอกใหญ่ ใต้สะพานข้างสำนักงานเขตบางกอกใหญ่
เขตบางกะปิ บริเวณสวนหย่อมสาธารณะหน้าสำนักงานเขตบางกะปิ
เขตบางขุนเทียน ร้านนายใหญ่ (อร่อยจัง) บริเวณด้านข้างหน้า สถานีบริการก๊าซ LPG ริมถนนบางขุนเทียน
เขตบางเขน บริเวณลานกีฬาใกล้ศูนย์เยาวชนบางเขน
เขตบางคอแหลม บริเวณศูนย์ฝึกอาชีพวัดวรจรรยาวาส ซอยเจริญกรุง 72
เขตบางแค บริเวณริมถนนกัลปพฤกษ์ ( อาคารพาณิชย์ติดกับถังแสรถยนต์ประดับยนต์)
เขตบางซื่อ บริเวณด้านข้างสำนักงานเขตบางซื่อ
เขตบางนา บริเวณใกล้ท่าน้ำสรรพาวุธ
เขตบางบอน บริเวณลานจอดรถข้างสถานีตำรวจบางบอน
เขตบางพลัด บริเวณร้านเจริญทรัพย์ข้างธนาคารกรุงไทย
เขตบางรัก บริเวณสำนักงานเขตบางรัก
เขตบึงกุ่ม บริเวณทางเข้าสำนักงานเขตบึงกุ่ม
เขตปทุมวัน บริเวณทางเท้าสาธารณะข้างโรงแรมสยาม แอนด์สยาม ถนนพระราม 1
เขตประเวศ บริเวณหน้าสำนักงานเขตประเวศ
เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย บริเวณติดศูนย์เยาวชนวัดโสมนัส
เขตพญาไท บริเวณศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ถ.พหลโยธิน
เขตพระโขนง บริเวณลานจอดรถยนต์หน้าสำนักงานเขตพระโขนง
เขตพระนคร บริเวณตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
เขตภาษีเจริญ บริเวณด้านหน้าศูนย์รับล้างรถยนต์ ปากซอยเพชรเกษม 44
เขตมีนบุรี บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ
เขตยานนาวาบริเวณตรงข้ามธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่
เขตราชเทวี บริเวณทางเดินหน้าสำนักงานเขตราชเทวี
เขตราษฎร์บูรณะ บริเวณตลาดราษฎร์บูรณะ (เยื้องสำนักงานเขต)
เขตลาดกระบัง บริเวณด้านหน้าศาลาประชาคม ใกล้โรงพยาบาลลาดกระบัง
เขตลาดพร้าว บริเวณด้านข้างสำนักงานเขต
เขตวังทองหลาง บริเวณตลาดโชคชัย 4
เขตวัฒนาบริเวณด้านหน้าสำนักงานเขตวัฒนาใต้สะพาน ข้ามคลองแสนแสบ ซอยสุขุมวิท 55
เขตสวนหลวง บริเวณใต้อาคารสำนักงาน
เขตสวนหลวง เขตสะพานสูง บริเวณปากซอยโรงเรียน วังใหญ่พัฒนา หน้าสนามกอล์ฟยูนิโก้
เขตสัมพันธวงศ์ บริเวณหน้าสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์
เขตสาทร บริเวณซอยจันทน์ 16 ศูนย์การค้าวรรัตน์
เขตสายไหม บริเวณหน้าสำนักงานเขตสายไหม
เขตหนองแขม บริเวณหน้าสำนักงานเขตหนองแขม
เขตหนองจอก บริเวณตรงข้ามธนาคารกรุงเทพ
เขตหลักสี่ บริเวณหน้าแฟลตข้าราชการและลูกจ้างกทม.
และ เขตห้วยขวาง บริเวณซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 14

Noteจาก Blogger : เมื่อคนของพรรคกะจั๊วมีนโยบายดีๆก็ต้องออกมาชมเป็นธรรมดาครับ แม้ผมจะไม่เผาผีกับพรรคนี้ในเรื่องของระบบวัฒนธรรม การสืบทอดอำนาจในองค์กรของพรรคเลยก็ตามที ถ้ามันไม่ใช่นโยบายผักชีโรยหน้าละก็นะ
กลุ่มสตรีนิยมรวมพลังกันต่อต้าน เกมส์ลามกจากญี่ปุ่น!
Author: MεRmДGΣIn: NEWSDate: May 11, 2009

ด้วยเหตุผลที่ว่า เกมลามกจากญี่ปุ่นนั้น เป็นหตุให้เกิดปัญหาทางสังคมต่างๆมากมาย เช่นการข่มขื่นและการกระทำชำเราเด็ก จึงทำให้กลุ่มที่เรียกตนเองว่า กลุ่มสตรีนักสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิสตรีนานาชาติ(International feminist “human rights” group) ไม่ปลื้มซักเท่าไหร่

ซึ่่่่งเกมลามกจากญี่ปุ่นเป็นโปรโมทการกระทำรุนแรงต่อผู้หญิง, การมีเพศสัมพันธฺ์กับเด็ก และ Incest(ความสัมพันธ์ต้องห้าม) ซึ่งเกมเหล่านี้นับว่าเป็นอุตสาหกรรมชั้นดีของญี่ปุ่น(หมายถึงทำเงินได้มากอ่ะนะ)และทางรัฐบาลญี่ปุ่นก็ไม่คิดจะต่อต้านเลย ทำให้พวกหล่อนเกิดอาการจี๊ดขึ้นมา รวมตัวกันยื่นเรื่องให้รัฐบาลญี่ปุ่นแบนเกมเหล่านี้ให้หมด ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ ถ้า eroge (erotic-game) โดนแบนไป เหล่าโอตาคุและฮิคิโคโมริแห่งญี่ปุ่น คงหมดอาลัยตายอยากน่าดู

ไปอ่านได้กับ
บทความเกี่ยวกับเรื่องนี้

ที่มา sankakucomplex.com


หลังจากเป็นเรื่องเป็นราวกันมาพักนึงแล้ว สำหรับ H-game แนว”สาวเจ้าไม่ยินยอม” ล่าสุดจากสำนักข่าว TBS ของญี่ปุ่นได้รายงานว่า จะมีการประกาศแบนเกมส์ที่มีเนื้อหาดังกล่าวแน่นอนแล้ว ซึ่งเกมส์แนวขืนใจที่ว่านี้ก็นับเป็น 10-20% ของอุตสาหกรรมเกมส์ทั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2009 เป็นต้นไป และในการแบนเกมส์ครั้งนี้ก็เริ่มมีกลุ่ม สมาคมนักรีวิวเกมส์ของญี่ปุ่น ออกมาประกาศสนองนโยบาย ร่วมแบนเกมแนวนี้กันแล้ว

ซึ่งพวกเขาก็ให้ความเห็นว่าแต่เดิมทีนั้นก็ไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อมันมาถึงจุดนี้แล้วก็คงต้องถึงเวลาที่คนทั้งวงการเกมส์ควรร่วมมือกันแล้วล่ะ

และเหตุของเรื่องก็มาจาก สมาคมสิทธิสตรีที่เคยนำเสนอไปแล้ว ออกมาเรียกร้องในกรณีเกมส์ rapeley ที่มีออกไปจำหน่ายในต่างประเทศนั่นเอง

เป็นที่แน่นอนแล้ว เมื่อคุณ Hiroyuki Kanno ประธานบริษัท Abel ซึ่งเป็นบริษัทผลิต H-game แห่งหนึ่ง ในญี่ปุ่น ได้ประกาศใน blog ของบริษัทว่า “องค์กรศีลธรรมในเรื่องซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์” หรือ EOCS ได้ตัดสินใจในการประชุมด่วน ซึ่งมีข้อสรุปว่าจะแบน Rape-game เป็นที่แน่นอนคอนเฟิร์ม!!

ซึ่งการประชุมด่วนที่ว่าก้มีต้นเหตุมาจากข้อพิพาทระหว่างกลุ่มสิทธิสตรีที่เคยเสนอข่าวไปแล้ว กับบริษัท Illusion ผู้ผลิตเกมส์ Rapeley และในการประชุมก็มีตัวแทนจากบริษัทเกมส์กว่า 100 บริษัทผู้ผลิต H-game เข้าร่วมด้วย เช่น Visual Art, AIL, Studio e.go! เป็นต้น

นอกจากข่าวนี้ก็มีผลกระทบแรกๆ ออกมาแล้วเมื่อเกมส์ใหม่ของ Syrup Soft ประกาศเลื่อนวางจำหน่ายจากวันที่19 มิ.ย. ไปเป็นวันที่ 26 มิ.ย. และยังเปลี่ยนชื่อเกมส์จาก Machigurumi rinkan ~hakudaku mamire no shoujo tachi ที่แปลแบบมึนๆ ว่า หมู่บ้านนัก**ขืน ~สาวๆ ที่เต็มไปด้วย***เหลว**นม~ เป็น Machigurumi no wana ~hakudaku ni mamireta shitai~ แปลแบบมึนๆ อีกเช่นกันได้ว่า กับดักของหมู่บ้าน ~ร่างกายที่แปดเปื้อนของ****สีนม~

ที่มา :
Canned Dogs


เรื่องราวเกี่ยวกับการแบนเกม เริ่มแผ่ขยายไปแล้ว และครั้งนี้ เป็นเรื่องราวจากร้าน Degipare ซึ่งเป็นร้านออนไลน์ ที่มีขาย(ดาวโหลด) โดจิน และ eroge ได้ประกาศ ว่าจะไม่ขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ หรือ คำ(text) ก็ห้ามเข้าข่ายทั้งสิ้น (เบื้องหลังน่าจะเพราะ EOCS น่ะแล)

โดยหัวข้อที่ว่า สามารถดูได้ตามตารางด้านบนนี้เลย(คลิกเพื่อดูภาพใหญ่จากต้นฉบับที่akibatan.com)


ส่วนอันนี้ แปลเป็น Eng (ขออนุญาตไม่แปลเป็นไทยเน้อ เพราะค่อนข้างจะล่อแหลม)

Rape
Loli
Gang Rape
Assault
Brutality
“Reverse” Rape
Girl
Adultery
“Reverse” Assault
Compulsion
Gangbang
Student Council
Bestiality
Bondage
Coercion
Train Molestation
Enjo Kousai (Prostitution)
Incest
Torture
Binding
Pregnancy
Violation
Slaves
Pregnant Women
Confinement
Conception
อย่างที่บอกไปแล้ว การห้าม จะครอบคลุมถึงรูป, คำ, บรรจุภัณฑ์ รวมถึงชื่อบริษัทด้วย จะเป็นพวกคำแสดงหรือแม้แต่ตัวย่อที่สื่อถึงหัวข้อที่ว่ามา ก็แบนเช่นกัน ส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับ Y (ไม่ว่าจะ Yaoi, Yuri) ยังไม่มีการกล่าวถึง (ส่วนตัวแล้วคิดว่า เรื่องนี้ถ้าจะไปแบน ก็จะกลายเป็นกีดกันทางเพศเกินไป)

Source :
Canned Dogs, sankakucomplex

มาตามติดกันต่อกับข่าวเรื่องการแบนเกมส์แนว Rape ของ EOCS (ไม่ใช่แบนทางกฏหมาย) และจากข่าวล่าสุดก็ออกมาจากหลายทางด้วยกันว่าได้มี fax ลงวันที่ 4 มิถุนายน ถูกส่งไปให้บริษัทที่เป็นสมาชิกของ EOCS โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับกฏต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องแบนเกมส์ที่ว่า และนี่คือปฏิกิริยาของผู้ได้รับ fax ที่ว่า…

ประธานบริษัท Bluegale (จากไดอารี่ Bluegale’s Chairman)

แฟกซ์มาแล้ว…
ผมก็เลยโทรศัพท์ไป…
เป็นเครื่องตอบรับ…
เครื่องตอบรับ…..

โปรแกรมเมอร์ H-game นิรนาม (ある、古参のエロゲプログラマーの戯れ言)

EOCS อ่ะเหรอ… เรามีประชุมกันไปเมื่อวันที่2 และวันนี้วันที่ 3 เราได้รับ fax มาตอน 6 โมงเย็น
เนื้อหาเกี่ยวกับกฏต่างๆ ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 5 นี้……
ไอ้ที่พวกเรากำลังทำกันอยู่ เสร็จไป 90% แล้ว และขัดกับกฏใหม่โดยสิ้นเชิงซะด้วยสิ….”

พวกเราตกใจกันมาก รีบโทรไปที่ EOCS แต่ปลายสายบอกว่า “ตอนนี้ผู้มีอำนาจไม่อยู่..”
เหลือเวลาอีกแต่วันเดียว !!!

…..เอ้อ ล้อเล่นครับ

LUNE (Marigold blog)

อา….มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็คงไม่แย่ขนาดนั้นหรอกมั๊ง คนอื่นๆคงหนักกว่าเรา (บริษัทอื่นๆ)
หวังว่า Syrup soft คงจะโอเคอยู่นะ…

Baba ประธานบริษัท VisualArts (posted หลังการประชุมเมื่อวาน)

“ขอลาไปผูกคอตาย”

เนื้อหาใน fax นั้น ยังถือเป็นความลับอยู่ แต่ก็มีกระแส(รั่ว)ออกมาจากทาง 2ch ว่าประเด็นหลักๆนั้นค่อนข้างจะน่าหดหู่อยู่เหมือนกัน คร่าวๆ ก็ประมาณนี้
- ชื่อเกมส์นั้น ห้ามมีคำที่แปลหรือสื่อว่า training หรือ slave
- ห้ามมี H-cg แบบรุนแรงเกิน 20% ของ cg ทั้งหมดในเกมส์
- จะไม่อนุญาตอะไรก็ตามที่ส่อถึงเรื่องผิดกฏหมาย
- จะไม่อนุญาตอะไรก็ตามที่เข้าข่าย การ_ขืน, การกักขัง, การแอบสะกดรอย(stalk น่ะ), incest(เชื้อสายเดียวกัน) รวมถึงการสร้างภาพให้ชวนคิดเป็นแบบนั้น (เล่นแบบอ้อมๆก็ไม่ได้เลยนะเนี่ย)
- เกมที่ผ่านการตรวจแล้ว จะได้รับการยืนยันว่า “ปลอดภัย” (คล้ายๆประทับตราล่ะมั๊ง)
- ….กฏที่มากับ fax ไม่เห็นจะเหมือนกับที่ประชุมด่วนเมื่อวานเลย
- กฏใหม่นี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5

นี่เป็นความเห็นจาก Canned Dogs
“จากการที่มีกฏนี้ออกมา ปรากฏว่าที่ได้รับผลกระทบเป็นพวกแรก กลับเป็นร้านค้าต่างๆ
ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกแย่กันไป เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะได้จากการประชุมในครั้งที่แล้ว แถมยังไม่มีการโหวตอะไรเลย
อย่างไรก็ตาม rape-game ก็ยังถือเป็นส่วนน้อยในอุตสาหกรรมนี้ เรื่องก็คงไม่บานปลายไปกว่านี้”

Source :
Canned Dogs

เอื้อเฟื้อข่าวแปลภาษาไทย รวบรวมโดยbaew-kun แห่งakibatan.com
ปล.จุดประสงค์ของเราต้องการเพียงนำเสนอข่าวเท่านั้นไม่ได้สนับสนุนให้ไปหามาเล่นแต่อย่างใด