มีโอกาสขึ้นเพราะ
1. ช่วงนี้มีการ "ต่ออายุ" ลิขสิทธิ์ และซื้อลิขสิทธิ์ใหม่ๆ เยอะมาก
ที่สำคัญคือ "ค่าลิขสิทธิ์" พุ่งขึ้นอย่างมาก จากเดิมปกละ 750 เหรียญยูเอส เป็น 1000-1200 เหรียญยูเอส ต่อปก
ที่ขึ้นเพราะมีการ "แย่ง" ซื้อกันจากสนพ. หน้าใหม่ๆ หลายราย
(เร็วๆ นี้ ค่ายดอกกุหลาบก็จะหันมาทำคอมมิกกับเขาด้วย)
2.ค่า
กระดาษยังไม่มีแนวโน้มจะขึ้นในปีนี้
เพราะส่วนใหญ่โรงพิมพ์จะปิดดีลกระดาษปีนี้ไปหมดแล้ว (เครดิต 3 เดือน
สิ้นปี พอดี) แต่ปีหน้า "ไม่รู้"
3.สรรพากร ต้อน"โรงพิมพ์" และสนพ. เข้าระบบมากขึ้นทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น
ธุรกิจขายหนังสือได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มครับ จริงครับ
แต่ไม่ใช่ได้รับการยกเว้น "ภาษี" ทั้งหมด
ถ้าปีๆ หนึ่งขายได้ "กำไร" ก็ต้องเสียภาษี "รายได้" 30 % ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ดี
การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่า จะไม่เสียภาษีนะครับ
มันคือการ "ไม่สามารถ" ผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคได้ทั้งหมด
ลองทำความเข้าใจเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่นะครับ
ธุรกิจ
ที่เสียภาษีในอัตรา 0 % ต่างหากที่ไม่ต้องแบกภาระภาษีเลย
ในกรณีธุรกิจขายหนังสือนี้ เมื่อไม่สามารถผลักภาระภาษีไปยังลูกค้าได้
สนพ.ก็ต้องแบกไปเต็มๆ ( ธุรกิจอื่นๆ ผลักไปให้คนบริโภคคนสุดท้ายได้
แต่เมื่อธุรกิจขายหนังสือ ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ธุรกิจอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องเสียภาษีนะจ๊ะ ยกตัวอย่าง ค่าพิมพ์ก็ต้อง+ vat 7
ค่ากระดาษก็ต้องบวก vat 7 ค่าเพลทก็ต้อง บวก vat 7 ทั้หงมดนี้สนพ.แบกไปเอง
ผลักไปให้ใครไม่ได้ )
ที่ว่าต้อนเข้าระบบภาษีให้มากขั้น หมายถึง
สรรพากร เริ่มเข้มงวดกับ โรงพิมพ์/ร้านเพลท
มากขึ้นให้ออกใบกำกับให้ถูกต้อง และครบถ้วน นั่นหมายถึง
ค่าพิมพ์/ค่าเพลทอาจต้องขยับขึ้น ที่ผ่านมา ก็มีการหลบๆ กันอยู่ตรงค่า vat
นี่แหละ เพราะ คนขายหนังสือมือสุดท้ายไปบวกเพิ่มที่สินค้าไม่ได้
ที่
ผ่านมามีความพยายามรวมตัวเพื่อให้เปลี่ยนอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จากไม่เสีย
vat มาเป็นเสียในอัตรา 0 % แต่ตอนนี้เรื่องนี้ยังเงียบอยู่
เวลาเสนอซื้อ เสนอเป็นหน่วยดอลล่าร์ คนซื้อก็ทอนเป็นหน่วยบาทเอาเอง คนขายก็ทอนเป็นเงินเยนเอาเอง เพื่อความง่ายในการคำนวณค่าเงิน
จากคุณ : 9898 เขียนเมื่อ : 12 ก.ย. 52 18:50:42 A:58.9.109.118 X: TicketID:034605
ยังไม่เคยเห็นการซื้อขายเป็นเงินดอลล์นะครับ
ปกติเห็นค่าลิขสิทธิ์ก็อิงเงินบาท
จาก
ราคาปก x ค่าลิขสิทธิ์ (เป็น % ของราคาปก) x จำนวนเล่มขั้นต่ำที่จะการันตียอดขาย
ค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัวแปร 3 ตัวนี้แหละครับ
โดยเฉพาะตัวหลังสุด
จากคุณ : Oakyman เขียนเมื่อ : 13 ก.ย. 52 15:27:40
ผมหมายถึงตอนจ่ายเงินให้ทางญี่ปุ่นครับ
ปกติก็อิงเงินบาทอย่างที่คุณบอกแหละถูกแล้ว
เช่น 45 บาท ก็ 7 % (ตัวเลขสมมุติ) * 45 * 10000 เล่ม (ตัวเลขสมมุติ)
= 31500 บาท ก็ทอนเป็นยูเอส ราวๆ 900 เหรียญยูเอส (คิดที่ 1 เหรียญ = 35 บาท) ผมก็จะเสนอราคาซื้อที่ตัวเลขนี้
การันตีขั้นต่ำ คือ 7 % เมื่อพิมพ์ 1-10000 เล่ม
ถ้า 10001-20001 ก็เป็น 8 %
ถ้า20001- 40000 ก็ 9%
มากกว่านั้นก็ 10 %
ดั้ง
นั้นครั้งแรก โอนไป 1000 ยูเอส ก็แสดงว่าพิมพ์ได้ถึง 10000+ 97 เล่ม
ถ้าพิมพ์ไม่ถึงก็ต้องแบกรับค่าลิขสิทธิ์เอง เพราะไปการันตีที่ 1
พันยูเอสแล้ว ถ้าพิมพ์เกินก็มาคิดราคาลิขสิทธิ์ใหม่
ดังนั้น ถ้าราคาลิขสิทธิ์แพง แสดงว่า
1.ราคาปกแพง
2.ค่าลิขสิทธิ์เสนอซื้อสูง (แต่ตอนนี้ไม่เห็นว่าใครให้เกิน 8 %)
3.ดันไปการันตียอดพิมพ์ยอดขายสูง (อันนี้บางทีทางโน้นกำกับมา)
จะ
ทอนเป็นค่าเยนก็ได้นะครับ ถ้าทางนั้นเขาเรียกร้อง แต่โดยปกติแล้ว
บริษัทเจ้าที่ผมดีลด้วย 2-3 ที่ เขาดีลด้วยยูเอสดอลล์ ผมเลยทอนเป็นยูเอส
(ที่ 35 บาท/ยูเอสดอลล์ และ 7 % ของปก) ตลอด เพราะ คิดง่าย (ฝั่งเรา)
ฝั่งเขา นั่นมันเรื่องของเขา
จากคุณ : 9898 เขียนเมื่อ : 13 ก.ย. 52 17:47:14 A:58.9.110.184 X: TicketID:034605
คงไม่มีใครนึกว่าจะมีหนังสือแบบนี้ออกมาได้
แต่นี่คือของจริงที่ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 11
มิ.ย.ที่ผ่านมาครับสำหรับหนังสือที่แปะหัวชื่อโต้งๆ เลยว่า "OTAKU
ENCYCLOPEDIA"ที่จะมาอธิบายคำศัพท์ทีเกี่ยวกับเหล่าโอตาคุและเรื่องทั่วไป
เกี่ยวกับการ์ตูนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นMoe, Akihabara, Eroge, Doujinshi,
Yaoi, Fujoshi to Oppai Porori, Ookii Otomodachi, Bishoujo, Yandere,
Nounai Kanojo, Shokushu-kei, Zettai Ryouiki รวมแล้วมากกว่า 600 คำ
นอก
จากนี้แล้วก็ยังมีการสัมภาษณ์คนดังในวงการการ์ตูนญี่ปุ่นอย่าง Nakagawa
Shoko หรือ Shoko-tan,Kouichi Ichikawa ตัวแทนผู้จัดงาน Comike,Yutaka
Yamamoto หรือยามะคัน และที่สำคัญก็คือมันถูกจัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ
เพราะว่าเป็นหนังสือที่ออกโดยทาง Kodansha International นั่นเอง
ส่วนเรื่องความถูกต้องของข้อมูลนั้นน่าจะหายห่วง เพราะว่าหนังสือเล่มนี้แต่ง
โดยมิสเตอร์ Patrick W. Galbraith เจ้าของเวปไซต์ Otaku2.com
ซึ่งเจ้าตัวนั้นกำลังศีกษาในระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยโอตาคุจากมหาวิทยาลัยโตเกียวอยู่
ปล.ถ้าหนังสือเล่มนี้เข้ามาเมืองไทย กรุณาอย่าใช้ว่าคำว่า สารานุกรมโอตาคุ เด็ดขาด เดี๋ยวจะมีคนออกมาต่อต้านกันนะจ๊ะ
รูปประกอบขอให้หาเซพในต้นขั้ว เนื่องจากBloggerขี้เกียจใช้HostของBloggangมาแปะโชว์รูป
โดย
ความเห็นส่วนตัวสำนักพิมพ์สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น
น่าจะซื้อลิขสิทธิ์แปลไทยมาขายพร้อมๆกับหนังสือนำเที่ยวไทยปนการ์ตูนอย่าง
โมเอะไทยแลนด์ นะเนี่ย ขณะนี้มีขายที่ร้านคิโนะคุนิยะทั้ง3สาขาแล้วที่เซ็นทรัลเวิลด์,สยามพารากอนและเอมโพเรียม ราคา600บาท
ที่มา en.akibablog.net
ข่าวฉบับแปลไทยโดยcartoon.co.th
edit @ 17 Jul 2009 14:52:11 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
ต้องขอแบ่งประเภทกันสักหน่อย
นักวาดจอมอู้งาน
โยชิฮิโระ โทงาชิ
นักวาดเจ้าของผลงานคนเก่งทะลุโลกกับHunterXHunterที่จัดได้ว่าเผางาน(ภาพวาด
การ์ตูน ไม่ใช่เนื้อหา)ส่ง และยังอู้งานเป็นประจำอีกต่างหาก
ฮางิวาระ คาสึชิ ผลงานอย่างBustardใช้เวลาตั้งเป็น20กว่าปี แต่กลับวาดออกมาได้แค่24เล่ม ติดทำเนียบอู้งานเป็นอันดับ1
นักวาดนิสัยโอตากุ
มิอุระ เคนทาโร่
เจ้าของผลงานดิบเถื่อนอย่างBerserkรายนี้
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีงานอดิเรกที่ไปกันคนละทางกับงานของตัวเอง
นั้นก็คือชอบเล่นเกมจีบสาวขนาดหนักเช่น Idolmaster เป็นต้น
ถึงขั้นเว้นวรรคการส่งผลงานให้สำนักพิมพ์ในหลายๆเดือน
นักวาดขี้หวงผลงาน
Clamp
กลุ่มนักวาดหญิง4คนกลุ่มนี้ ติดอันดับขี้หวงผลงานของตัวเองเป็นที่1
ซึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวก็มี
ตั้งเงื่อนไขในเรื่องกระดาษที่จะใช้พิมพ์หน้าเปิดการ์ตูนXXXHolicบ้าง
และล่าสุดหวงไม่ยอมขายลิขสิทธิ์งานภาพตัวเองในเรื่องCode
Geassนอกประเทศญี่ปุ่น
ป้าๆClampครับ
คุณดูถูกInternetและPhotoshopมากเกินไปแล้ว
ขายๆมาเถอะครับไม่งั้นของไพเรตได้เกลื่อนไปทั่วแน่ๆแล้วป้าๆทั้งหลายจะ
จัดการเอาเรื่องไหวเหรอครับ??
โฮโชคาวะ จิเอโกะ
เจ้าของผลงานการ์ตูนมาราธอนอย่างคำสาบฟาโร่ห์ซึ่งเป็นชื่อในแบบไพเรต
แต่เจ้าตัวกลับกระแดะไม่ยอมให้มีการแปลชื่อหัวเรื่องของตัวเองไปเป็นภาษา
อื่น เพราะต้องการคงรูปตัวอักษรเดิมของตัวเองไว้(อ้าว...
แล้วทำไมไม่ปล่อยให้มีชื่อหัวภาษาไทยโปรยเล็กๆติดไว้สักหน่อยให้พอเข้าใจก็
ได้อยู่นี่นา)
นอกเหนือจากนี้คำทักทายผู้อ่านที่เป็นภาษาญี่ปุ่นฉบับดั้ง
เดิมก็ยังไม่อนุญาตให้มีการแปลเป็นภาษาไทยให้พอเข้าใจ (โธ่...
นี่ป้าไม่คิดจะติดต่อปฏิสัมพันธ์กับนักอ่านต่างชาติเขาเลยหรือไง
ถามหน่อยเหอะป้าคิดยังไงกันแน่ถึงมาขายลิขสิทธิ์ฉบับภาษาต่างประเทศกันแบบ
ครึ่งๆกลางๆยังงี้
มันก็มีอีกวิธีที่เลี่ยงได้นั้นก็คือแยกหน้ากระดาษเป็นภาคผนวกต่างหากเพื่อ
แปลเป็นภาษาต่างประเทศให้ผู้อ่านต่างประเทศเขาเข้าใจแค่นี้เอง
ทำไมป้าถึงทำไม่ได้ละครับ ถามหน่อยเหอะ)
เอาละ
ถ้าป้าคิดจะขายลิขสิทธิ์แบบนี้ละก็
ผมว่าป้าขายลิขสิทธิ์ฉบับภาษาญี่ปุ่นแท้ๆไปเลยดีกว่า
อย่ามาดัดจริตขายลิขสิทธิ์ฉบับแปลเลยครับ ขอร้องละ
นักวาดลายเส้นสุดโมเอะแต่เนื้อหาไม่ติดตลาดจนน่าเสียดายลายเส้น
Tinkle
ผลงานเรื่องแรกอย่างจอมโจรลิลิสก็น่ารักน่าเก็บดีหรอกครับ
แต่เนื้อหานี่มันจะเน่าๆและไม่สมเหตุสมผลในหลายจุดไปมั่ง
แถมเหมือนถูกตัดจบอีกต่างหาก
ทาเคชิตะ เคนชิโร่
ไม่รู้ว่างานวาดอย่างHappy Worldติดตลาดหรือไม่
แต่เนื่องจากมันเป็นงานวาดที่ทำให้ผมต้องขอบอกว่าคุณไปเขียนการ์ตูนHเป็นงาน
หลักดีกว่าครับ
คุณวาดการ์ตูนทั้งทีไม่จำเป็นต้องโชว์เนื้อหนังมังสาให้มากก็ได้ครับ
ขอร้องละ
นักวาดขี้ฟ้อง
มัตสึโมโต้ เลย์จิ
เจ้าของผลงานการ์ตูนปรัชญาในตำนานอย่างGalaxy Express
วิตกจริตมากกับการที่มีคนมาขโมยไอเดียในผลงานของตัวเองไปใช้โดยไม่ได้รับ
อนุญาต
แพ้คดีเรื่องที่ไปฟ้องนักแต่งเพลงที่เอาส่วนของบทปรัชญาในการ์ตูนไปใช้ในคำ
ร้องของเพลง นอกจากนี้ยังวิตกมากถึงขนาดฟ้องจอร์จ ลูคัส
ที่สร้างมหากาพย์ภาพยนตร์สตาร์วอร์จากไอเดียอะไรสักอย่างในGalaxy
Expressนี่แหละ
นักวาดจอมหยิ่งไม่ง้อสำนักพิมพ์
ซาโต้ ซุยโฮ
วาดการ์ตูนส่งสำนักพิมพ์ดีๆ
แต่ไม่พอใจระบบการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนของสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นจนถึงกับแยกตัว
ออกมาวาดการ์ตูนขายเองไม่ง้อสำนักพิมพ์ หวังเจาะตลาดการ์ตูนออนไลน์
โดยเขาได้เขียนบทความระบายถึงเรื่องนี้สุดยาวอย่างที่อ่านกัน แต่ก็ถูกนักเขียนท่านอื่นเขียนชี้แจงระบบโต้กลับไปไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
นักวาดลายเส้นพิมพ์นิยม
แปลง่ายๆก็คือแม้จะวาดออกแบบตัวละครลงในอีกเรื่องหนึ่งไปแล้ว แต่ลักษณะโครงหน้าค่าตาตัวละครเหมือนกันแทบแยกไม่ออก
อาดาจิ มิตสึรุ
รายนี้วาดการ์ตูนแนววัยรุ่นวัยกีฬามากมายหลายเรื่อง
ตัวละครแต่ละตัวเหมือนๆกับมารับจ็อบเล่นงานแสดงละครการ์ตูนในโลกคู่ขนานยัง
ไงยังงั้น
แต่ถึงยังงั้นก็เหอะกลับติดทำเนียบนักวาดการ์ตูนที่มีทำยอดรายได้โดยรวมตลอด
ชีวิตการเป็นนักเขียนมากที่สุดติดอันดับต้นๆ
โคจิ เซโอะ ถึงจะวาดการ์ตูนมาแค่ไม่กี่เรื่องก็ส่อเค้าจะกลายเป็นตัวละครมารับจ็อบเล่นงานแสดงข้ามเรื่องไปมาอีกเช่นเคย เอ้อ...
นักวาดลายเส้นหน้า(เกือบ)ตาย
อาคาอิชิ มิจิโยะ
ถ้าลองได้อ่านชมการ์ตูนของผู้เขียนคนนี้เช่น โทยามะ เคียวกะ
นายกสาวหัวใจเพชร ,Amakusa1637 ฯลฯ
ก็คงได้เห็นแล้วว่าอารมณ์หน้าตาของตัวละครในแต่ละเรื่อง แต่ละช่วง
แทบจะไม่ค่อยมีความแตกต่างเท่าไหร่เลยพับผ่าสิ
นักวาดผู้บูชายัญตัวละคร
ชิโนฮาระ จิเอะ
ถ้าคุณได้ลองอ่านการ์ตูนของผู้เขียนคนนี้แล้ว
บอกได้เลยว่าเกือบทุกเรื่องหนีไม่พ้นสังเวยด้วยชีวิตและความตายของตัวละคร
เป็นว่าเล่น แม้ว่าจะไม่ใช่นักวาดในแนวผีๆสยองขวัญ
แกะรอยค่าต้นฉบับนักเขียนในญี่ปุ่น รายได้และรายรับเป็นอย่างไร
ต้องบอกว่า
เป็นข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการนะครับ แต่ว่าเป็นข้อมูลมาจาก Blog ของอ.ชูโฮ
ซาโตะ ผู้เขียนเรื่อง Say Hello to Black Jack
ซึ่งอนุมานได้เหมือนกันว่าเป็นนักเขียนที่ขายดีอีกคนหนึ่ง
เขาได้เปิดเผยเรื่องรายได้และรายจ่ายในอาชีพนักเขียนการ์ตูนออกมา
ซึ่งก็ปรากฏว่าแม้ว่าจะรายได้เยอะแต่ว่ารายจ่ายกลับเยอะยิ่งกว่า
ซึ่งรายละเอียดเป็นดังนี้ครับ
อ.ชูโฮได้เผิดเผยออกมาว่าในแต่ละปีนั้นเขา
จะเขียนการ์ตูนราวๆ 450 หน้า
ซึ่งด้วยค่าต้นฉบับนี้ทำให้เขาจะได้รับเงินราวๆ 16 ล้าน เยนต่อปี
จากการลงตีพิมพ์ในนิตยสาร แต่ว่าเขากลับต้องจ่ายเงินมากถึง 18 ล้านเยน
เพื่อเป็นค่าทีมงานผู้ช่วยอีก 6 คน
ถ้าดูจากจำนวนตัวเลขนี้แล้ว
ต้องบอกว่าแบบนี้ก็แสดงว่าขาดทุน แต่ไม่ใช่ครับ
อ.ชูโฮยังมีรายได้จากการได้ค่าลิขสิทธิ์จากการรวมเล่มอีก 10%
จากราคาขายของหนังสือนั่นก็คือหนังสือรวมเล่มราคา 580 เยน เขาจะได้ 58 เยน
ซึ่งผลงานเล่มล่าสุดของ Say Hello to Black Jack ที่เป็นเล่มที่ 5
นั้นขายได้ 98,579 เล่ม ก็จะทำให้เขาได้เงินอีกราวๆ 5.7 ล้านเยน นั่นเอง
ถ้าปีหนึ่งสามารถออกรวมเล่มได้ซัก 4 เล่ม
ก็จะทำให้เขามีรายได้รวมแล้วอีกราวๆ 22 ล้านเยน
หักลบกลบหนี้แล้วก็เหลือเงินอีกราวๆ 20 ล้านเยนต่อปีนั่นเอง
(อ.ชูโฮยังบอกด้วยว่าในกลุ่มนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงจะได้ค่าลิขสิทธิ์ตรงนี้
น้อยกว่าอยู่ที่ราวๆ 8-9% เท่านั้น)
อ.ชูโฮยังได้พูดถึงผลงานก่อน
หน้านี่อย่าง Umizaru (ที่ได้ทำเป็นหนังและละคร)
ว่าในการเขียนงานตอนนั้นเขาต้องขายทุนราวๆ เดือนละ 200,000 เยน
ก่อนที่เขาจะได้รับค่าลิขสิทธิ์
โดยแจกแจงเป็นรายได้รายจ่ายดังนี้
- ค่าต้นฉบับ 1 หน้าอยู่ที่ 10,000 เยนต่อหน้า
- เขียน 80 หน้าต่อเดือน (รายสัปดาห์ ครั้งละ 20 หน้า) ได้เงิน 800,000 เยน
- เสียภาษีต่อเดือน 80,000 เยน (10%)
- ค่าใช้จ่ายสำหรับทีมงาน 3 คน 470,000 เยน
- ค่าใช้อาหารสำหรับทีมงาน 100,000 เยน
- ค่าอุปกรณ์สำหรับงานเขียน 100,000 เยน
- ค่าเช่าสตูดิโอ 70,000 เยน
- ค่าน้ำมันและรายจ่ายอื่นๆ 50,000 เยน
- ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอื่นๆ รวมแล้วติดลบต่อเดือน 200,000 เยน
สำหรับ
ปัจจุบันนั้นอ.ชูโฮได้รับค่าต้นฉบับจาก Say Hello to Black Jack ราวๆ
หน้าละ 35,000 เยน (เป็นที่มาของรายได้ 16 ล้านเยน)
และได้รับเงินล่วงหน้ามาก่อนราว 150,000 เยนต่อการเขียนงานต่อตอน
และสำหรับผู้ช่วยของเขานั้นเมื่อรวมรายได้แล้วจะได้เงินแค่ราวๆ 3
ล้านเยนต่อไป ซึ่งต้องบอกว่าเป็นรายได้ที่น้อยมาก
เมื่อเทียบกับพนักงานกินเงินเดือนทั่วไปในช่วงอายุ 20 ต้นๆ เช่นนี้
ที่มา Anime News Network
เสริม
ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ว่าในปี 2003 อ.ทาคาฮาชิ รูมิโกะ
ถูกบันทึกว่าเป็นนักเขียนที่ต้องจ่ายเงินค่าภาษีสูงถึง 171 ล้านเยน
ซึ่งทำให้มีการประมาณว่าเธอน่าจะมีรายได้ตลอดทั้งปีนั้นราวๆ 450
ล้านเยนต่อไป ลองคิดเอาละกันว่าอ.ทาคาฮาชิ
จะมีรายได้จากการเขียนต้นฉบับต่อหน้าในการเขียนการ์ตูนรายสัปดาห์เท่าไหร่
เอ่ย??
ที่มา : Cartoon.co.th
ที่ท่านจะได้อ่านดังต่อไปนี้คือการชี้แจงรายละเอียดในเรื่องค่าใช้จ่ายราย รับรายได้ทั้งหมดของอ.ซาโต้ ชูโฮ
ผู้เขียนเรื่อง Blackjack ni Yoroshiku ซึ่งได้เคยออกมาเปิดเผยรายละเอียดคร่าวๆ ไปเมื่อก่อนหน้านี้
แต่ว่านี่คือชุดเวอร์ชั่นสุดละเอียดที่คุณอ่านแล้วอาจจะรู้สึกได้ว่าไม่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนเลยก็เป็นได้
มาเริ่มกันเถอะ
"เริ่มลงตีพิมพ์รายสัปดาห์"
ผลงานเรื่องแรกของอ.ชูโฮ ที่เริ่มลงตีพิมพ์รายสัปดาห์ก็คือ Umizaru ซึ่งตอนนั้น
เขาได้รับค่าต้นฉบับจำนวน 10,000 เยนต่อหน้า โดยเขามีกำหนดการเขียนก็คือ 20 หน้าต่อสัปดาห์
ทำให้เขาจะได้รับเงิน 800,000 เยนต่อเดือนหากเขียนตอนละสัปดาห์
โดยแจกแจงเป็นรายได้รายจ่ายดังนี้
- ค่าต้นฉบับ 1 หน้าอยู่ที่ 10,000 เยนต่อหน้า
- เขียน 80 หน้าต่อเดือน (รายสัปดาห์ ครั้งละ 20 หน้า) ได้เงิน 800,000 เยน
- เสียภาษีต่อเดือน 80,000 เยน (10%)
- ค่าใช้จ่ายสำหรับทีมงาน 3 คน 470,000 เยน
- ค่าใช้อาหารสำหรับทีมงาน 100,000 เยน
- ค่าอุปกรณ์สำหรับงานเขียน 100,000 เยน
- ค่าเช่าส...ิโอ 70,000 เยน
- ค่าน้ำมันและรายจ่ายอื่นๆ 50,000 เยน
- ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอื่นๆ รวมแล้วติดลบต่อเดือน 200,000 เยน
ในสัปดาห์หนึ่งเขาจำเป็นต้องทำงานถึง 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะใช้ส...ิโอเป็นบ้านที่พักอาศัยด้วย
โดยก่อนที่จะเริ่มเขียนการ์ตูนลงตีพิมพ์นั้นเขามีเงินเก็บอยู่ราวๆ 2,000,000 เยน
แต่ว่ากว่าฉบับรวมเล่ม เล่มแรกออกวางจำหน่ายเงินเก็บของเขาก็เหลือเพียงแค่ 70,000 เยนเท่านั้น
แน่นอนว่ามันเป็นไปได้เหมือนกันที่เขาจะขอยืมเงินจากฝ่ายกองบรรณาธิการ
แต่ว่าเขาไม่อยากจะทำอย่างนั้น เพราะไม่งั้นมันจะกลายเป็นว่าเขาต้องเขียนการ์ตูนเพื่อใช้หนี้กองบรรณาธิการ ไปซะอย่างงั้น
ซึ่งทางกองบรรณาธิการมักจะบอกกับเขาหลายครั้งว่า ตอนที่ฉบับรวมเล่มออกวางขาย
ปัญหาเรื่องเงินของเขาจะหมดไป และเขาจะได้เงินคืน แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีการทำเป็นสัญญาอะไรออกมาว่าทางสนพ.จะรวมเล่มการ์ตูนออกมา
มีในหลายๆ ครั้งที่การ์ตูนฮิตหลายๆ เรื่องถูกสั่งให้ตัดจบหลังจากมีการเปลี่ยนหัวหน้าบก.
ที่ต้องการเปลี่ยนทิศทางของนิตยสาร และก็มีหลายๆ เคสที่การ์ตูนที่นักเขียนเขียนแล้วได้รับปฎิเสธ
ให้ตีพิมพ์ลงในนิตยสารทั้งที่เขียนเสร็จแล้ว ซึ่งในกรณีนี้ทางสนพ.ก็จะจ่ายให้กับเฉพาะหน้าที่เขียนเสร็จแล้วเท่านั้น
ซึ่งในกรณีนี้ อ.ซาโต้ ชูโฮ เป็นคนเดียวเท่านั้นที่ทำสัญญากับทางสนพ.โชกาคุคัง ซึ่งเป็นการระบุเลยว่า
เขาจะได้รับค่าต้นฉบับเท่าไหร่ และการ์ตูนของเขานั้นจะตีพิมพ์ยาวเท่าไหร่ ซึ่งอ.ซาโต้ยังบอกด้วยว่า
เขาอาจจะเป็นนักเขียนการ์ตูนคนแรกเลยก็ได้ที่ได้ทำ สัญญา และแจกแจงทุกอย่างอย่างชัดเจนขนาดนี้
ย้อนกลับมาพูดถึงการ์ตูนอย่าง Umizaru หลังจากลงตีพิมพ์มาได้ 6 เดือนและพบปัญหาเรื่องการเงิน
อ.ซาโต้ได้รวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อที่จะเจรจาขอขึ้นค่าต้นฉบับ ที่ต้องบอกว่าต้องใช้ความกล้าอย่างมาก
ที่จะขอขึ้นค่าต้นฉบับก็เพราะว่า ทุกอย่างจะจบลงอย่างแน่นอนถ้ากองบก.ตอบกลับมาว่า
"เราไม่ต้องการงานของ อ.อีกแล้ว" (หมายถึงตัดจบ) ซึ่งสุดท้ายแล้วคำร้องขอขึ้นค่าต้นฉบับนี้ก็เป็นหมัน
และกองบก.ก็ไม่ได้สั่งให้ตัดจบหรือว่าทำอะไรทั้งสิ้น
แต่ว่าด้วยสถานการณ์อันแสนดุเดือดในปัจจุบันนั้นแตกต่างกับ 10 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
สภาพตลาดไม่ได้ดีเหมือนสมัยก่อน หลายๆ สำนักพิมพ์กดค่าต้นฉบับ
สำหรับนักเขียนการ์ตูนหน้าใหม่ลงเหลือเพียง 1,000 เยนต่อหน้าก็ยังมี
ใน
ขณะที่ยอดขายแมกกาซีนก็เข้าขั้นสุดวิกฤต
เพราะว่าหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์นั้นจะขาดทุนถึง 20
ล้านเยนต่อฉบับที่ออกจำหน่ายในแต่ละสัปดาห์
และการที่นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์นั้นต้องวางจำหน่ายประมาณ 50 ฉบับต่อปี ทำให้ในแต่ละปีทางสนพ.
ต้องขาดทุนถึง 1 พันล้านเยนต่อไป ซึ่งรายได้ที่จะได้คืนมาก็มีแต่การขายฉบับรวมเล่มเท่านั้น
แน่นอนว่าในนิตยสารบางเล่มสามารถเอาตัวรอดอยู่ได้ด้วยกำไรจากการขายแมกกาซีน
แต่ว่ามากกว่าร้อยละ 90% ของนิตยสารการ์ตูนที่ออกวางจำหน่ายนั้นล้วนแล้วแต่ขาดทุนทั้งนั้น
ด้วยเหตุผลเช่นนี้ อ.ซาโต้ จึงมองว่ารูปแบบธุรกิจแบบนี้นั้นใช้ไม่ได้เสียแล้ว
และเขาก็เตรียมพร้อมเอาไว้แล้วยามที่รูปแบบของนิตยสารที่ต้องตีพิมพ์นี้หมดลง
"ยามเมื่อหลายปีที่ผ่านมา"
ค่าต้นฉบับของ Shin Blackjack ni Yoroshiku อยู่ที่หน้าละ 35,000 เยน
ค่าต้นฉบับของ Tokkou no shima อยู่ที่หน้าละ 25,000 เยน
สำหรับการ์ตูน 4 ช่องจบนั้น จะได้รับเงิน 10,000 - 20,000 เยน ต่อชุด (บางคนก็จะได้เงินน้อยกว่านั้น)
จำนวนหน้าที่จะได้ลงในแมกกาซีนก็น้อย และต้องใส่ไอเดียลงให้จบใน 4 ช่อง ซึ่งเมื่อเทียบกับการ์ตูนเป็นเรื่องๆ
ที่ใช้ไอเดียเดียวแต่สามารถเขียนลากได้ยาวถึง 3-4 ตอนก็ค่อนข้างจะเสียเปรียบ แต่ว่ากลับไปได้เปรียบตรงที่
การ์ตูน 4 ช่องจบนั้นสามารถเขียนด้วยตัวคนเดียวได้ ในขณะที่การ์ตูนแบบยาวนั้นต้องใช้ผู้ช่วยในการเขียน
ซึ่งแน่นอนว่าจะต้อง เสี่ยงกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
ยังมีในกรณีที่มีคนแต่งเรื่องทำงานคู่กับนักเขียนการ์ตูน คนแต่งเรื่องก็จะได้รับเงินค่าแต่งเรื่องเท่ากับที่จ่ายให้กับ
นักเขียน แต่ว่าถ้านักเขียนที่ทั้งแต่งเรื่องและเขียนรูปเอง กลับไม่ได้รับค่าเรื่องเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อ.ชูโฮ เคยถาม
ว่าเป็นไปได้ไหมว่าเขาจะแบ่งตัวออก 2 คน โดยให้ "ซาโต้" เป็นคนแต่งเรื่อง และคนเขียนรูปเป็น "ชูโฮ" จะทำ
ให้ได้รับค่าต้นฉบับเป็นสองเท่า ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ กลับกันถ้ามองในมุมของกองบก.แล้ว ก็จะบอกว่าเงิน
ที่จ่ายให้กับคนแต่งเรื่องนั้นถือเป็นโบนัสจากทางสนพ. จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้อยากจะจ่ายเงินนั้นเลยด้วยซ้ำ
ในเรื่องของค่าลิขสิทธิ์ของผู้แต่ง 10% จากการ์ตูนรวมเล่มที่ออกวางจำหน่าย ตัวเลขนี้จะไม่เปลี่ยนเมื่อเทียบกับ
จำนวนยอดขาย ดังนั้นถ้ามองในมุมนี้แล้วสนพ.ก็จะได้รับเงินมากขึ้นต่อเล่มถ้าหนังสือเล่ม นั้นๆ ขายดี
ซึ่ง อ.ซาโต้ พยายามที่จะขอค่าลิขสิทธิ์มากขึ้นเมื่อหนังสือของเขาขายดี แต่ว่ากลับถูกปฏิเสธ (ก็แหงซิ)
โดยทาง สนพ.ให้เหตุผลว่าตัวนักเขียนคนจะพอใจกับอัตราค่าลิขสิทธิ์ 10% เพราะว่าตัวนักเขียนไม่ต้องมากังวลกับสต๊อกหนังสือที่เหลืออยู่
การคิดคำนวนค่าลิขสิทธิ์ 10% จากจำนวนที่หนังสือขายเป็นเรื่องการคิดง่ายๆ เช่นหนังสือ 500 เยน
ผู้แต่งจะได้รับ 50 เยนต่อเล่ม และค่าลิขสิทธิ์ที่ได้ไม่ได้มาจากการนับตรงที่หนังสือจำหน่ายไปได้เท่าไหร่
แต่ว่านับจากหนังสือที่พิมพ์ขึ้นมาจริงๆ ในกรณีของการพิมพ์ซ้ำนั้นจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีก
แต่ว่าค่อนข้างจะซับซ้อนเหมือนกัน
แต่ว่าไม่ว่าหนังสือจะขายไปได้เท่าไหร่ ผู้แต่งก็จะได้รับเงินเพียงแค่ 50 เยนต่อเล่ม
ในทางกลับกันสนพ.ก็จะได้กำไรมากขึ้นหากขายหนังสือได้มาก
เพราะว่าค่าการผลิตต่อเล่มหรือว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะลดลง เมื่อพวกเขาผลิตในจำนวนมากขึ้น
ปัจจุบันอ.ชูโฮเขียนการ์ตูนราวๆ 450 หน้าต่อไป สามารถทำเงินได้ราวๆ 16 ล้านเยนต่อปี
ซึ่งในการเขียน Shin Blackjack ni Yoroshiku นั้นเขาต้องใช้เงินประมาณ 150,000 เยนต่อตอน
ทำให้เขามีค่าใช้จ่าย 18 ล้านเยนต่อปีจากการจ้างผู้ช่วยทั้งหมด 6 คน เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วปรากฏว่า
แทบ
จะไม่เหลืออะไร และยิ่งเมื่อรวมกับค่าวัตถุดิบในการวาดรูป,การหาข้อมูล
และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้วก็เรียกได้ว่าเงินไม่พอใช้เลยทีเดียว
อ.ชูโฮ ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทุกอย่างมันเป็นเพราะว่าเขาวาดช้าเกินไป หรือว่าใช้ผู้ช่วยมากเกินไปหรือเปล่า
แต่ก็รู้สึกด้วยตัวเองว่าจำนวนเงิน 18 ล้านเยนนี้คือค่าใช้จ่ายต่ำสุดเท่าที่เขาจะจ่ายผู้ช่วยและจะทำให้เขาสามารถ
ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติได้ สำหรับผู้ช่วยของเขาทีมีรายได้แค่ 3 ล้านเยนต่อปีนั้น
ต้องบอกว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกันที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัท
ในกรณีของผู้ช่วยนี้อ.ซาโต้บอกว่ามีหลายครั้งที่นักเขียนจ่ายเงินผู้ช่วยต่ำ กว่าความเป็นจริง
และยังบังคับให้ผู้ช่วยทำงานเกินเวลา ตัวเขาเองก็เคยมีประสบการณ์ในการเป็นผู้ช่วยนักเขียนการ์ตูนมาก่อน
โดยค่าจ้างที่ถูกที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมาก็คือประมาณ 120 เยนต่อชั่วโมง
สำหรับในการเขียนการ์ตูนอย่าง Umizaru นั้นเขามีผู้ช่วยเพียงแค่ 3 คน และก็ไม่สามาถจ่ายโบนัสได้
และสิ่งที่ทำให้เขาสามารถเขียนการ์ตูนลงรายสัปดาห์ได้อย่างต่อเนื่องมีเพียง แค่วิธีการแลกเลือด
ทิ้งชีวิตส่วนตัวของตัวเองทิ้งไป ซึ่งเป็นเวลากว่า 2 ปีครึ่งที่เขาไม่ได้พัก
และใช้ชีวิตอยู่กับการเขียนการ์ตูนอย่างเดียว เพราะว่าฉากหลังกว่าครึ่งในการ์ตูนนั้นเขาต้องเป็นคนเขียนเองทั้งหมด
สำหรับการ์ตูนเรื่อง Blackjack ni yoroshiku และ Shin Blackjack ni yoroshiku นั้นสามารถขายรวมกันได้
มากกว่า 10 ล้านเล่ม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังได้ 50 เยนต่อเล่ม แม้ว่าผลรวมจะดูเป็นจำนวนมหาศาล
แต่ว่ากว่าครึ่งก็ต้องเสียไปกับภาษี และก็ต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในส...ิโอซึ่งมีรูปแบบการทำงานไม่ต่างกับบริษัท
สำหรับส...ิโอของ อ.ชูโฮะ นั้น ทีมงาน (ที่ไม่ใช่ผู้ช่วย) นั้นจะได้รับการจ่ายเงิน 100%
แม้ว่าการ์ตูนจะหยุดเขียนทั้งปี และการหยุดเขียนนี้ก็เป็นความรับผิดชอบของตัว อ.ชูโฮ เองไม่ใช่ความผิดของตัว ผู้ช่วย
ในฐานะเจ้าของส...ิโอ เขาจ่ายเงินตัวเขาเองอยู่ที่ "700,000 เยน" ต่อเดือน
ซึ่ง อ.ชูโฮ บอกว่าคิดเป็นเงินเดือนประมาณ 2 ใน 3 ของบก.จากสนพใหญ่ๆ
สำหรับค่าการพิมพ์หนังสือ 1 เล่ม
อ.ซาโต้แกะรอยจนได้ราคาว่าอยู่ที่ประมาณเล่มละ 150 เยนหลังจากรวมค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายให้กับนักเขียนแล้ว
โดยหนังสือหนึ่งเล่มขายอยู่ที่ 515 เยน
มีจำนวนพิมพ์อยู่ที่ 50,291 เล่ม
รายได้จากการขายอยู่ที่ 17,352,910 เยน
ค่ากระดาษ 1,725,210 เยน
ค่าเพลท 12,800 เยน
ค่าตัวเรียงพิมพ์ 1,100 เยน
ค่าจัดรูป 28,700 เยน
ค่าพิมพ์ 853,705 เยน
ค่าเข้าเล่ม 1,081,256 เยน
ค่าดำเนินการและวัตถุดิบอื่นๆ 201,629 เยน
ค่าธรรมเนียม 8,000 เยน
ค่าลิขสิทธิ์ 2,584,837 เยน
ค่าแรงงาน 989,682
รวมทั้งสิ้น 7,486,919 เยน
เฉลี่ยแล้ว 150.30 เยนต่อเล่ม
ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้จะเปลี่ยนไปตามจำนวนการพิมพ์ อย่างที่คำนวนนี้เป็น 50,000 เยน
แต่ว่าถ้าหากพิมพ์เป็น 100,000 เล่มแล้ว ทั้งค่าเพลท,ค่าตัวเรียงพิมพ์,ค่าจัดรูป และค่าธรรมเนียมนั้น
จะยังคงเท่าเดิม ส่วนค่าแรงงานนั้นก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก
ดังนั้นหากคำนวนค่าการพิมพ์จำนวน 100,000 เล่ม
ตามปัจจัยดังกล่าวแล้วค่าการผลิตก็จะเหลือ 12,490,016 เยน หรือว่า 125 เยนต่อเล่มเท่านั้น
สรุปก็คือพิมพ์ 50,000 เล่ม ค่าใช้จ่ายต่อเล่มอยู่ที่ 150 เยน
ถ้าพิมพ์ 100,000 เล่ม ค่าใช้จ่ายต่อเล่มอยู่ที่ 125 เยน
กำไรที่สนพ.จะได้จากหนังสือแต่ละเล่มนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนการพิมพ์ในรอบแรก
แต่ว่ากำไรพิเศษนอกเหลือจากนั้นจะตรงเข้าหาสนพ.ทั้งหมด แต่นักเขียนก็จะยังคงได้ตามมาตรฐานเดิมแต่ละเล่ม
แน่นอนว่าการที่ Blackjack ni yoroshiku ขายได้ 1 ล้านเล่มต่อเล่ม
ทางสนพ.จะได้กำไรมากกว่าปกติถึง 50 ล้านเยนจากความแตกต่างในค่าการผลิต
เมื่อเทียบกับการพิมพ์จำนวน 50,000 เล่ม ซึ่งจากการออกวางจำหน่ายมาแล้ว 13 เล่ม
ทางสนพ.จะได้กำไรไปแล้ว 600 ล้านเยน แต่ อ.ชูโฮก็ไม่ได้รับเงินอะไรจากตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย
(ซึ่งผมก็ว่าเป็นเรื่องปกติของสนพ.นะ ถ้ามองในมุมมองของสนพ.)
แม้ว่าอ.ซาโต้จะขอขึ้นค่าลิขสิทธิ์แต่ค่าลิขสิทธิ์ก็ยังคงเป็น 10% จนถึงทุกวันนี้ไม่มีทางเปลี่ยนได้
อ.ซาโต้เคยลองพยายามหาทางที่จะพิมพ์หนังสือด้วยตัวเอง แต่ว่าเขาพบว่าถ้าเขาพิมพ์หนังสือแค่ 1000 เล่ม
ต้องใช้เงินมากถึง 1200 เยนต่อเล่ม ถ้าเขาพิมพ์ 100,000 เล่ม ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถขายหนังสือได้ถึง
100,000 เล่ม เพราะว่าร้านหนังสือคงไม่ยอมวางหนังสือของเขาทั้งหมดแน่ๆ นอกจากนี้เขาก็ไม่มีความสามารถ
ทางด้านการทำธุรกิจ รวมถึงไม่มีเงินจ้างคนมาทำให้แทนด้วย และแน่นอนว่าเขาไม่มีเงินที่จะไปลงโฆษณาที่ไหนด้วย
และต่อให้มีร้านหนังสือที่อยากจะขายหนังสือของเขา เขาก็มีปัญหาเรื่องการจัดจำหน่าย
เพราะว่าเขาคงไม่สามารถขับรถบรรทุกออกไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อวางหนังสือให้ทั่วได้
เมื่อคิดว่าไม่สามารถทำได้อย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว
มันก็หมายความว่าเขาจำเป็นจะต้องฟังทุกอย่างที่สนพ.บอกมาอย่างนั้นหรือ
จะดีกว่าไหมว่าถ้าจะเลิกเขียนการ์ตูนมันไปซะเลย?
ความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนและสนพ.นั้น
นักเขียนก็เหมือนกับผู้รับเหมา ไม่มีทางที่จะเท่าเทียมกันเด็ดขาด
Arden Endrain + "สำนักข่าว Questnews"
ที่มา สำนักข่าว Questnews
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผู้เขียน Say Hello to Blackjack ตั้งเป้าเขียนการ์ตูนออนไลน์ต่อ
หลัง
จากเป็นผู้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องค่าต้นฉบับของตัวเองและเรื่องค่าลิขสิทธิ์
ล่าสุดอ.ซาโต้ ชูโฮ ผู้เขียนเรื่อง Say Hello to Blackjack
นั้นก็ออกมาประกาศว่าเขาจะเปิดให้อ่านการ์ตูนเรื่อง Say Hello to
Blackjack ที่เขียนลงประจำอยู่ในหนังสือ Big Comic Spirits
ผ่านทางเวปไซต์ของเขาเอง
โดยจะมีการเก็บเงินเล็กน้อยเพื่อจะได้เข้ามาอ่านได้
สำหรับที่มาของ
ความคิดนี้นั้นมาจากการที่ทางอาจารย์ชูโฮรู้ว่าทางสนพ.นั้นมีสิทธิ์เพียงแค่
การนำการ์ตูนที่เขาเขียนขึ้นไปลงตีพิมพ์ในนิตยสารเท่านั้น
แต่ว่าสิทธิ์ในส่วนของต้นฉบับการ์ตูนนั้นยังคงอยู่กับผู้เขียน
ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิทำอะไรก็ได้ รวมถึงในทางเทคนิคแล้ว
ผู้เขียนนั้นมีสิทธิที่จะทำอะไรกับต้นฉบับของตัวเองก็ได้
หลังจากต้นฉบับนั้นได้ตีพิมพ์ไปแล้ว
การเปิดให้อ่านแบบออนไลน์นี้เป็นการ
ทดลองการทำธุรกิจแบบใหม่ๆ ที่ผู้เขียนไม่จำเป็นจะต้องพึ่งสนพ.อีกต่อไป
และอ.ชูโฮเองก็อยากรู้ด้วยว่าจะเป็นไปได้ไหมที่นักเขียนนั้นจะเขียนการ์ตูน
โดยที่สามารถคงคุณภาพและความเร็วเอาไว้ได้หากไม่มีสนพ.คอยช่วยหนุนหลังแล้ว
ซึ่ง
การที่เขาเริ่มทำธุรกิจแนวนี้ก็เพราะเขาเชื่อว่าผลงานเรื่อง Say Hello to
Blackjack นี้คงจะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาแล้วที่จะเขียนให้กับนิตยสาร
และส่วนหนึ่งก็คือว่าทางนิตยสารคงไม่เรียกร้องให้อ.ชูโฮเขียนผลงานชิ้นใหม่
อีกต่อไปแล้ว
หากแนวคิดและหลักการของอ.ชูโฮเป็นจริง
และสามารถทำธุรกิจนี้ได้
งานนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าอาจจะมีนักเขียนยึดหลักการอย่างนี้และทำเองเพิ่ม
มากขึ้นก็ได้นะ
ที่มา : Yahoo Japan
edit @ 22 Apr 2009 15:16:10 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
ผมตามเช่าอ่านสาวน้อยจากนรกมาจนถึงตอนนี้
ผมได้เห็นถึงจิตวิทยาที่แตกต่างของตัวละครที่ตั้งใจจะล้างแค้นศัตรูคู่อาฆาต
ของตนให้ตกลงไปสู่ขุมนรกโดยผีสาวสวยชุดสีดำทมึนนามว่า เอนมะ(ยมฑูต) ไอ
หลาย
คนทำไปด้วยจำเป็นบ้าง แต่บางคนทำไปเพราะความผิดพลาดบางอย่าง
บางคนทำด้วยเหตุผลที่งี่เง่าๆบ้าง
และบางคนทำไปแล้วใช่ว่าตัวเองจะอยู่ดีมีสุขเหมือนคนทั่วไปแต่กลับต้องแบกรับ
ความทุกข์เช่น คำด่าทอสาปแช่ง ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา ฯลฯ
และไม่มีหลักประกันว่าจะเมื่อล้างแค้นพาคนที่ตนเกลียดลงสู่นรกแล้ว
จะไม่มีความเกลียดชังใดๆเหลืออีกเพราะตามเงื่อนไขของบริการประตูสู่นรก
แล้วสามารถลากเอาวิญญาณที่ตนเกลียดลงสู่นรกได้แค่คนต่อคนเท่านั้น
เข้าทำนองหนีเสือปะจระเข้
แต่สำหรับผมซึ่งเรียนรู้ปรัชญาคำสอนแบบฉบับชาว
พุทธมาจนถึงตอนนี้
ต้องยอมรับว่าหากความเชื่อมั่นหรือความอดทนที่มีต่อกฏแห่งกรรมธรรมชาติมัน
เลือนหายลงไปเมื่อไหร่
เมื่อนั้นความโกรธแค้นชิงชังก็จะเข้าครอบงำจิตและทำในสิ่งที่ขัดต่อกฏแห่ง
กรรมธรรมชาติเข้าให้จนได้
เพราะไม่อาจทนรอได้ว่าเมื่อไหร่กรรมชั่วนั้นจะสนองตอบต่อคนที่ตนแค้นซะที
ทั้งทีความเป็นจริงแล้ว พุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข มันยังคงใช้ได้เสมอมา
ถ้า
เราพยายามคิดซะว่า กรรมที่เรากำลังเผชิญอยู่นี่มีเหตุมาจากชาติปางก่อน
ก็ยังพอทำใจได้เพียงแต่เราไม่สามารถที่จะไประลึกชาตินี่นะว่าเราทำกรรมอะไร
แย่ๆเอาไว้
เรามีแต่สร้างกรรมดีในปัจจุบันให้มากที่สุดเพื่อเป็นหลักประกันในอนาคต
และต้องพยายามไม่สร้างกรรมชั่วแม้เพียงครั้งเดียว
เพราะกรรมดีกับกรรมชั่วมันลบล้างกันเองไม่ได้
มันแยกกันส่งผลวิบากแยกต่างหากของมันไป
และต้องไม่คิดสั้นหนีกรรมชั่วกัน
ง่ายๆโดยการฆ่าตัวตายอย่างนี้ไม่พ้นเจอกรรมชั่วอยู่ดีซึ่งผลที่ตามมาหลังจาก
นั้นก็คือการเป็นผีตายโหงเร่ร่อนบนโลกโดยไม่ได้ผุดได้เกิดจนกว่าเวลาจะครบ
ตามอายุขัยของตนถึงจะไปอีกภพหนึ่ง
อีกทั้งร่างกายนั้นตามหลักธรรมถือเป็นของธรรมชาติมิใช่ของๆเรา
การฆ่าตัวตายจึงเป็นการละเมิดต่อกฏเกณฑ์แห่งกรรมธรรมชาติเช่นกัน
เพราะ
แม้แต่ตัวกรรมกรกระทู้เอง
ยังยอมรับเลยว่ามีความแค้นต่อบุคคลที่ให้ประชาธิปไตยเราชะงักงันอยู่เรื่อย
มา
และพยายามศึกษากฏเกณฑ์ธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตยนี่รวมไปถึงข้อมูลข้อเท็จ
จริงของทุกๆฝ่าย แต่ว่าความแค้นมันก็ไม่ค่อยจะลดลงไปสักเท่าไหร่
เลยเหลือทางเดียวก็คือเว้นวรรคปล่อยวางการติดตามข้อมูลข่าวสารเสียบ้าง
และหันไปหาของบันเทิงมาเสพซะก็แค่นั้นเอง
แต่ว่าพ่อแม่ผมนี่สิ
สาวกศาสดาลิ้มตัวจริงเลยแหละ วันๆเปิดแต่AssHoleTVหรือไม่ก็เนชั่(ว)น
ส่วนผมถ้าไม่เปิดD-Stationก็ไปเปิดช่องStream
ABTV4เพื่อไปดูAnimeน่าสนใจที่สำนักลิขสิทธิ์ในไทยทำเป็นVCDหรือDVDขายไป
แล้วอย่างนี้
คนที่เสพสื่อได้รอบด้านต้องถือว่าเก่งกาจมากในการควบคุม
อารมณ์ไม่ให้กระเจิดกระเจิงไปซะก่อน
ราวกับคนที่ทานอาหารผิดสำแนงไปแล้วก็อาเจียนออกมานั้นแหละ
หรือแม้แต่ฟังเสียงของสื่อที่ออกมาขัดแย้งกับความคิดเห็นของตนแล้วอารมณ์มัน
ขึ้นจนต้ิองอุดหูเหมือนกับกำลังอยู่ท่ามกลางกองขี้แล้วต้องอุดจมูกนั้นแหละ
พ่อผมนี่ปากบอกว่าเสพสื่อรอบด้านแต่เอาเข้าจริงๆกระทั่งรายการความจริง
วันนี้ก็ยังไม่ค่อยยอมตามดูเท่าไหร่เลย แล้วจะให้ผมเชื่อได้ยังไงละนี่
เลย
ตัดปัญหาโดยการแยกกันชั่วคราวจนกว่าจะดูจบ
โดยผมก็นั่งเล่นเน็ตไร้สายในห้องนอนตัวเองไป
ปล่อยให้คนข้างเสพสื่อของตัวเองไป
ดูเหมือนพ่อแม่ผมจะไม่ห่วงลูกชายคนนี้ที่ถึงขนาดยอมอดข้าวเพราะไม่อยากนั่ง
ทนฟังสื่อสวะพวกนั้นเลยนะนี่
ถือว่าตัวเองเป็นเจ้าบ้านมีศักดิ์ฐานะดีกว่าจะทำอะไรก็ทำได้ทำไปโดยไม่คำนึง
ถึงสวัสดิภาพของผู้ร่วมอาศัยที่เป็นลูกชายแท้ๆด้วย
ก็ได้แต่เอาหลักธรรม
มาปลอบใจตัวเองเท่านั้นแหละครับตอนนี้
ก็บ้านมันมีแค่หลังเดียวถ้ามันย้ายได้ผมก็ย้ายไปก่อนแล้ว
แถมจนถึงตอนนี้ผมก็ยังหางานใหม่ๆทำไม่ได้อีกไม่รู้ว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจแย่
หรือว่าคุณสมบัติของผมมันไม่ผ่านกันแน่
เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ก็เลยแปลมาให้อ่านกันครับสำหรับ
ประวัติความเป็นมาของงานรวมพลคนการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Comic
Market หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ Comiket ซึ่งปัจจุบันจัดขึ้นปีละ 2
ครั้ง โดยช่วงแรกที่เรียกว่า Summer นั้นจะจัดขึ้นช่วงกลางเดือนส.ค.
และที่เรียกว่า Winter นั้นจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธ.ค. (ซึ่งหลังๆ
ก็จะชนกับช่วงปีใหม่ทุกที) แน่นอนว่าสถานที่จัดนั้นก็คือ Tokyo Big Sight
ที่โอไดบะนั่นเอง สำหรับงาน Comiket ครั้งที่ 72 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่
17-19 ส.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานว่ามีแฟนๆ ไปเข้าร่วมงานมากกว่า 170,000
คนในวันแรก ซึ่งมากกว่าที่จัดเมื่อปลายเดือนธ.ค.ปีที่แล้วถึง 40,000
คนเลยทีเดียว
พูดถึงคอมมิคเก็ตแล้ว ถ้าจะอธิบายง่ายๆ
ก็คือสถานที่ๆ
นักวาดโดจินที่ทั้งเป็นศิลปินเดี่ยวหรือว่ากลุ่มจะได้มารวมตัวกันเพื่อขาย
งานของตัวเอง แน่นอนว่าก็มีหลายกลุ่มที่ทำผลงานออกมาแล้วเข้าเนื้อ
แต่คอมมิคเก็ตยังคงเป็นสถานที่พวกเขาจะได้ทดลองทำ
และสร้างชื่อให้กับตัวเองอยู่ดีนั่นเอง
ในปัจจุบันมีนักเขียนชื่อดังหลายคนรวมถึงกลายกลุ่มที่สร้างชื่อมาจากงานคอม
มิคเก็ตจนได้มาอยู่แนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นอ.รูมิโกะ ทาคาฮาชิ หรือแม้แต่ 4
จตุinw CLAMP และแน่นอนว่าอย่าง Type-Moon และ 07th Expansion
ก็ได้ก้าวขึ้นมาอยู่แนวหน้าและได้รับความนิยมจนสามารถกลายเป็นมืออาชีพที่ทำ
รายได้เป็นกอบเป็นกำ
ประวัติศาสตร์ของคอมมิคเก็ตเริ่มต้นขึ้นในปี
1975 และก็กลายเป็นงานการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ด้วยจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละวันที่มากกว่า 100,000 คน
และรวมทุกวันแล้วไม่ต่ำกว่า 510,000 คน
อะไรทำให้งานนี้ได้รับความนิยมมากขนาดนี้กันนะ
ยุคเริ่มต้นแห่ง Comiket
ใน
ช่วงราวๆ ยุคปี 1970 แฟนๆ
ของภาพยนตร์และนิยายวิทยาศาสตร์ได้เริ่มเขียนโดจินชิขึ้น
แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องการสถานที่สำหรับการขายและซื้อผลงานของพวกเขากันเอง
งาน Comic Market หรือ Comiket เลยเกิดขึ้นตามความต้องการตรงนั้น
อันที่จริงแล้วคอมมิคก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสวยหรูอะไรมากนัก
งานถูกจัดขึ้นเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง Meiku
กลุ่มเซอร์เคิลโดจินที่เป็นผู้ริเริ่มจัดงานนี้ และ Japan Manga
Convention (JMC) ซึ่งได้ปฎิเสธที่จะรับพวกเขาเข้าร่วมงาน และคนอื่นๆ
ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ JMC
ดังนั้นคอมมิคเก็ตจึงถูกจัดขึ้นโดยโดยมีนโยบายอย่างกว้างๆ ว่า
"จะไม่ปฏิเสธใคร" พวกเขาตั้งมั่นที่จะเป็นงานของแฟน โดยแฟน เพื่อแฟน
ครั้งแรก
งาน
คอมมิคเก็ตครั้งแรก หรือว่า C1
นั้นจัดขึ้นที่ห้องประชุมของตึกหน่วยป้องกันอัคคีภัยแห่งญี่ปุ่นเมื่อวันที่
21 ธ.ค. ปี 1975 โดยทางเซอร์เคิล Meiku มีกลุ่มเซอร์เคิลเข้าร่วม 32 กลุ่ม
และมีผู้เข้าเยี่ยมชมถึง 700 คน แถมยังมีข่าวลือด้วยว่าในคืนก่อนวันจัดงาน
มีกลุ่มแฟนๆ นั้นได้ออกมาค้างคืนรอเข้างาน และจับกลุ่มกันร้องเพลงอนิเม
(ซึ่งในยุคนั้นมันมีอนิเมอะไรเยอะซะที่ไหนกันละ)
สำหรับเซอร์เคิลที่เข้าร่วมงานนั้นกว่าครึ่งก็เป็นสมาชิกของชมรมการ์ตูนจากม
.ปลายและม.ต้น และบางส่วนนั้นก็เป็นแฟนคลับของอ.โมโตะ ฮางิโอะ
(ซึ่งถือได้ว่าเป็นมารดาแห่งการ์ตูนผู้หญิงยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
YAOI) ซึ่งกว่า 90%
ของกลุ่มแฟนคลับนี้ก็เป็นนักเรียนหญิงที่ชื่นชอบในการ์ตูนผู้หญิงเหล่านั้น
หลัง
จากงาน C1 คอมมิคเก็ตก็จัดขึ้นอีก 3 ครั้งในอีกปีนั้น
ในช่วงระหว่างปิดภาคเรียน Meiku
ที่เป็นผู้เริ่มต้นในการจัดงานก็เลิกจากการเป็นผู้จัด
แต่พวกเขาก็ยังคงได้เกียรติและสิทธิชั่วนิรันดร์ในการได้พื้นที่ในงานจนถึง
ในปัจจุบัน
ในปี 1976 C2-C4
งานถูกจัดขึ้นที่ตึกของสมาพันธ์อุตสาหกรรมอิตาบาชิ
จำนวนของเซอร์เคิลที่เข้าร่วมยังคงมีไม่เกิน 100 กลุ่มในช่วงนั้น และงาน
C5 สถานที่จัดก็ถูกเปลี่ยนไปที่ตึกอุตสาหกรรมโอตะ
และงานก็ยังคงจัดที่นั่นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงงาน C13 ในปี 1979
จำนวนเซอร์เคิลก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งผู้เข้าร่วมงานนั้นต้องต่อคิวเป็นแถวยาวหน้าประตูทางเข้า
ซึ่งเมื่อนับจำนวนแล้วก็พวกว่ามีเซอร์เคิลมากถึงเกือบ 300
และจำนวนผู้เข้าชมกว่า 4,000 คน
ซึ่งแม้ว่าจำนวนเซอร์เคิลจากสมาชิกชมรมนั้นจะลดลง
แต่ว่าเซอร์เคิลจากกลุ่มอนิเมนั้นมีมากขึ้น
แน่นอนว่าคงต้องยกความดีความชอบให้กับอนิเมอย่างเรือรบอวกาศยามาโต้
และกันดั้มที่ฉายในยุคนั้น
ซึ่งกลุ่มแฟนเหล่านี้เนี่ยแหละที่เป็นบรรพบุรุษที่ทำให้เกิดโอตาคุใน
ปัจจุบัน และความมุ่งมั่นของพวกเขาที่ทำให้งานคอมมิคเก็ตยังคงพัฒนาต่อไป
ในช่วงเวลานี้ที่ Meiku ไม่ได้เป็นผู้จัดงานแล้ว
คอมมิคเก็ตก็กลายเป็นองค์กรอิสระไป
ตั้งแต่ปี 1980-1981
คอมมิคเก็ตย้ายไปจัดกันที่คาวาซากิชิมินพลาซ่า ยอดคนเข้างานเพิ่มเป็น 7000
คนและมีเซอร์เคิลถึง 350-400 กลุ่ม แน่นอนว่าคนแน่นเอี้ยด จนใน C18
งานก็ย้ายไปจัดที่โยโกฮาม่าซันโบะโฮล คนเข้าชมงานพุ่งทะลุ 10,000 คน
ซึ่งในงานนี้กลุ่มเซอร์เคิลที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับ "Urusei Yatsura"
หรือลามูทรามวัยต่างดาวนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก
ซึ่งก่อนหน้านี้เซอร์เคิลที่เข้าร่วมงานมักจะเป็นผู้หญิง
แต่ว่าด้วยความนิยมของเรื่องนี้ก็ทำให้มีผู้ชายเพิ่มมากขึ้น
ในงาน
C19 เกิดความขัดแย้งในกลุ่มผู้จัดงาน
โดยกลุ่มที่ต่อต้านสมาชิกกลุ่มหลักซึ่งเรียกตัวเองว่า Revolutionaries
นั้นได้เข้าจองคาวาซากิชิมินพลาซ่าตัดหน้า
บางคนบอกว่าต้นเหตุของความขัดแย้งมาจากการที่พวกต่อต้านนี้ได้ยืนกรานที่จะ
ให้มีการจำกัดผู้เข้างาน
บางกระแสก็บอกว่าพวกนี้พยายามที่จะฮุบงานคอมมิคเก็ตเป็นของตัวเองเพื่อหา
ประโยชน์เข้าตัว
หรือบางพวกก็บอกว่าพวกต่อต้านนี้ต้องการจะเชิญนักพากย์มาเป็นเกสท์
แต่ทว่าความพยายามของพวกเขาก็ถูกกลุ่มผู้จัดหลักปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากมีการย้ายงานไปที่ World International Trade Show Hall
ที่ฮารุมิแทน ทำให้กลุ่มต่อต้านนี้ต้องเปลี่ยนชื่องานเป็น "New Comiket"
และภายหลังก็เปลี่ยนชื่อเป็น "Comic Squire" แทน
เวลาผ่านไปอีก 6
ปีคอมมิคเก็ตก็ยังคงยืนหยัดจัดที่ฮารุมิมาตลอด
จำนวนผู้เข้าร่วมงานก็เพิ่มมากขึ้น โดยในงาน C30 มีคนเข้างานมากถึง 35,000
คน กับ 3,900 เซอร์เคิล และในช่วงปี 1985
นี่เองที่กัปตันสึบาสะนั้นดังเป็นพลุแตกในหมู่พวกผู้หญิง การ์ตูนหมวดพวก
yaoi จึงได้ถึอกำเนิดขึ้นมาในยุคนี้ และ Yaoi
นี่เองที่กลายเป็นแรงขับดันให้กลุ่มผู้ร่วมงานผู้หญิงนั้นมามากขึ้นแบบไม่
น่าเชื่อ
โดยมีการบันทึกเอาไว้ว่าหัวหน้ากลุ่มของเซอร์เคิลที่ชื่นชอบกัปตันสึบาสะ
นั้นมีเพียงแค่ 6 คน ส่วนอีก 1,083 คนนั้นเป็นผู้หญิง
และสิ่งที่น่าจดจำ
อีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่คุณซึกุโอะ อิวาตะ
ที่เข้ามาเป็นกลุ่มผู้จัดงานคอมมิคเก็ตในปี 1983
นั้นเริ่มมีการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้การจัดการข้อมูลเพื่อรองรับกับงาน
ที่ขยายตัวมากขึ้น
และเขาก็ยังมีส่วนร่วมในการงานแผนจัดงานอีกหลายครั้งจนกระทั่งเขาลาออก
และเสียชีวิตเมื่อปี 2004 ที่ผ่านมา
ในปี 1988 งาน C33
จำเป็นต้องย้ายไปจัดที่ Tokyo Logistic Center (TLC)
เพราะว่าฮารุมินั้นมีการจัดงานอื่นอยู่ การจัดงานเลยต้องมีเพิ่มขึ้นเป็น 2
วันเนื่องจากว่าพื้นที่จัดงานนั้นแคบและเล็กกว่าที่เดิม
ซึ่งในงานนี้มีเข้าร่วมถึง 40,000-60,000 คน และมีเซอร์เคิลเข้าร่วมมากว่า
4,400 กลุ่ม
งานนี้ยังเป็นงานแรกที่เริ่มมีใช้ระบบจัดหมวดหมู่ของเซอร์เคิลต่างๆ
เข้ามาใช้แล้วด้วย แต่แน่นอนว่าแม้งานจะมี 2
วันแต่ว่าสถานที่จัดงานก็ยังไม่สามารถรองรับจำนวนคนมหาศาลนี้ได้ จนในงาน
C34 ปี 1988 จึงต้องย้ายกลับไปจัดกันที่ฮารุมิอีกครั้ง
ซึ่งในครั้งนี้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการจัดการนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ทำให้มีเซอร์เคิลกว่า 9,200 กลุ่มซึ่งมากกว่างานที่แล้วถึงกว่า 2
เท่าเข้าร่วมงานนี้ ส่วนงาน C35
นั้นหลังจากที่กลุ่มผู้จัดพยายามหาสถานที่ใหม่แต่ก็ไม่สามารถทำได้
ทำงานงานต้องเลื่อนมาจัดในเดือนมี.ค.ปี 1989 และในงาน C36 ช่วงฤดูร้อนปี
1989 ยอดคนเข้างานก็ทะลุล้านคน พร้อมกับเซอร์เคิลที่มีมากถึง 10,000 กลุ่ม
แต่
ทว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนงานคอมมิคเก็ต ก็เกิดคดีฆาตกรรมเด็กสาวถึง 4
คนโดยนายมิยาซากิ ที่เป็นโอตาคุ
และยังเป็นสมาชิกในกลุ่มเซอร์เคิลที่เข้าร่วมงานคอมมิคเก็ตในครั้งนั้น
ทำให้สื่อมวลชนทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์พากันประโคมข่าวประณามงานคอมมิคเก็ต
ที่ส่วนทำให้เกิดคนอย่างมิยาซากิขึ้น
ถึงขนาดนี้รายการทอลค์โชว์เข้าไปทำรายการและตะโกนใส่ผู้ที่เข้าร่วมงานว่า
เขาเห็นคนอย่างมิยาซากินับล้านคนอยู่ที่นี่ เลยทีเดียว
ด้วยจำนวนคน
เข้างานที่มหาศาลมากมายเกินรับได้ของฮารุมิ ทำให้งาน C37
ต้องย้ายกันไปจัดกันที่มาคุฮาริ เมซเซ่ในจิบะ
ซึ่งเป็นหนึ่งในฮอลจัดงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
และก็มีบันทึกด้วยว่าในงาน C39
ช่วงฤดูหนาวปีถัดมานั้นมีผู้เข้าร่วมชมงานมากถึง 2.5 ล้านคน
ด้วยความสำเร็จนี้งานคอมมิคเก็ตก็ควรที่จะอยู่ที่มาคุฮาริเมซเซ่ต่อไปหากไม่
เกิดเหตุการณ์ว่าทางมาคุฮาริเมซเซ่นั้นเกิดปฏิเสธไมให้มีการจัดงานที่นี่
ขึ้นมา เนื่องจากพบว่าในงานนั้นมีโดจินชิที่เป็นการ์ตูนโป๊มากมาย
เหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกจัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของการจัด
งานคอมมิคเก็ต
และเชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานครั้งนั้นก็ยังคงเกลียดมาคุฮาริเมซเซ่จน
ถึงทุกวันนี้
ซึ่งการปฏิเสธการจัดงานครั้งนี้ส่งผลกระทบมากมายตั้งแต่โรงแรมบริเวณรอบๆ
มาคุฮาริและจิบะนั้นถูกยกเลิกการจองเพียบ
ทำให้สูญเสียรายได้มากกว่าร้อยล้านเยน
ไฟจากโรงแรมและร้านค้าที่เคยส่องแสงระยิบระยับในช่วงกลางคืนเหมือนปีที่แล้ว
ต้องมืดลงอย่างช่วยไม่ได้
ร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อที่ตุนอาหารและเครื่องดื่มเอาไว้รองรับเหล่าคน
การ์ตูนโดยอาศัยข้อมูลจากงานที่จัดครั้งที่แล้วก็ต้องพบกับปัญหาสต็อกบวมแบบ
เจ็บปวด ยอดขายของร้านอาหารรอบๆ มาคุฮารินั้นตกลงมาต่ำกว่า 10%
เมื่อเทียบกับที่ทำได้ในงานครั้งที่แล้ว
แต่ถึงกระนั้นคอมมิคเก็ตก็
ยังคงดำเนินต่อไป โดยงาน C40
นั้นก็ย้ายกลับไปจัดกันที่ฮารุมิจนกระทั่งถึงงาน C49 ใน C40
นี้เองระบบที่ใช้ในการตรวจสอบภาพโดจินชิที่โป๊เปลือยอย่างเข้มงวดก็เริ่ม
ขึ้นในงานนี้
โดจินชิทุกเรื่องที่ขายในงานนั้นต้องได้รับการตรวจสอบก่อนที่จะออกวางขาย
และในงาน C42 ช่วงฤดูร้อนปี 1995 มีแฟนๆ
กว่าร้อยคนที่เป็นลมแดดระหว่างที่รอต่อแถวเข้างานจนต้องหามส่งเต้นท์พยาบาล
จนใครก็ขนาดนามคอมมิคเก็ตครั้งนั้นว่า Genocide Comiket และในงาน C48
ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษของการจัดงานคอมมิคเก็ต
งานก็ถูกขยายขึ้นเป็น 3 วันเต็ม
ในช่วงเวลานี้นี่เองที่การ์ตูนอย่างกลุ่มอัศวินสาวแห่งดารา "เซเลอร์มูน"
ได้รับความนิยมอย่างสูง พร้อมกับการ์ตูนในตำนานอย่างอีวานเกเลี่ยน
และเซนต์เซย์ย่ารวมถึงซามูไรทรูปเปอร์
มีโดจินชิมากมายถูกสร้างมาจากเรื่องเหล่านี้และแน่นอนว่าส่วนมากก็เป็น
Yaoi ทั้งนั้น
แม้ว่าบริษัทอนิเมชั่นทั้งหลายนั้นไม่ยอมรับว่าเทรนด์เรื่องแนวนี้นั้นมาแรง
แต่ก็มีหลายๆ
บริษัทที่เปลี่ยนแนวความคิดดังกล่าวและออกผลงานที่ออกมาเจาะกลุ่มแนวนี้โดย
เฉพาะก็มีเหมือนกัน สำหรับ C49 ที่จัดในปี 1995
นั้นถือได้ว่าเป็นงานครั้งสุดท้ายที่จัดขึ้นที่ฮารุมิเพราะว่า World Trade
Fair Hall นั้นปิดตัวลง ซึ่งทำให้ช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 1996
มีการจัดงานทิ้งท้าย "Sayonara Harumi Comiket Special"
ขึ้นมาเพื่ออำลาที่แห่งนี้ด้วย
นับตั้งแต่งาน C50 ในปี 1996
เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันคอมมิคเก็ตก็ย้ายมาจัดกันที่โตเกียวบิ๊กไซท์ที่อาริ
อาเกะ บนเกาะโอไดบะที่ถูกถมทะเลสร้างขึ้นมา รูปแบบงานก็ยังคงมี 3
วันเช่นเดิม ในงาน C52 ในปี 1997 จำนวนเซอร์เคิลก็พุ่งทะลุ 30,000 กลุ่ม
งาน C71 และ C73
ถือได้ว่าเป็นงานที่แปลกงานหนึ่งเพราะว่าจัดกันช่วงปลายปีแบบว่าจบงานก็ขึ้น
ปีใหม่เลยทีเดียว
พูดถึงแนวงานในช่วงนี้แล้วด้วยกระแสความแรงของอีวาน
เกเลี่ยนรวมถึงเซเลอร์มูน
และเกมแนวไฟท์ติ้งทำให้โดจินชิเปลี่ยนจากแนววิทยาศาสตร์ไปเป็นแนวโมเอะเต็ม
ตัว และก็ทำให้คนภายนอกมองภาพตลาดโดจินชิส่วนใหญ่นั้นเป็นแนว Hentai
ไปเสียหมด
ในช่วงปี 2000 กลุ่มโดจินเกมอย่าง Tsukihime,Higurashi
no Naku Koroni และ Toho Project ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก
จนถึงขึ้นเกิดโดจินชิล้อโดจินชิอีกที
เมื่อโดจินชิกลายเป็นงานออริจินั่ลขึ้นมาก็เลยทำให้ TYPE-MOON
ที่เป็นผู้สร้าง Tsukihime
นั้นผันตัวเองกลายเป็นคนสร้างเกมอย่างจริงจังแทนที่จะเป็นแค่เซอร์เคิล
ธรรมดา กลุ่มเซอร์เคิลที่เกี่ยวกับเพลงอย่าง Sound Horizon และ Rakka
Katagiri นั้นก็กลายเป็นมืออาชีพ
ปัจจุบันคอมมิคเก็ตกลายเป็นประตู
สู่หนทางแห่งมืออาชีพสำหรับหลายๆ เซอร์เคิล ในช่วงตั้งแต่ปี 2000
เป็นต้นมามีผู้เข้าร่วมงานมากว่า 5 ล้านคน
และจำนวนของรูปแบบหมวดหมู่สินค้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนในปัจจุบันเรียกได้ว่าถ้าเรื่องไหนฮิตๆ จะต้องมีอยู่ที่งานนี้แน่นอน
จุด
น่าสนใจอย่างหนึ่งที่น่าจับตาก็คือในงาน C51
มีบางส่วนของพื้นที่จัดงานนั้นถูกจัดเป็นพื้นที่ให้กับบริษัทเจ้าของ
ลิขสิทธิ์ทั้งหลาย ทำให้มีแฟนๆ
บางส่วนวิจารณ์ตรงนี้ว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงของคอมมิคเก็ตที่เปิดโอกาสให้
กลุ่มมือสมัครเล่น
แต่ว่าส่วนนี้กลับเป็นการช่วยให้กลุ่มบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหลายยอมรับ
ในงานที่แฟนๆ สร้างสรรค์ขึ้นในงานคอมมิคเก็ต จนทำให้มีแฟนๆ
บางส่วนมาที่งานคอมมิคเก็ตเพื่อที่จะมายังบูธของบริษัทต่างๆ นี้
แถมบริษัทต่างๆ นี้ก็ยังใช้งานคอมมิคเก็ตเพื่อเป็นที่โปรโมทด้วย
แต่ว่าก็ยังมีบางบริษัทที่ได้รับการปฏิเสธไม่ให้มาเข้าร่วมงานนี้ก็มีเช่น
กัน
ด้วยความนิยมของคอมมิคเก็ตที่สูงมากขึ้นทุกๆ ปี
กลุ่มนักวาดมืออาชีพ
และบริษัทเกมมากมายซึ่งส่วนมากเป็นพวกเกมโป๊ทั้งหลายก็เริ่มเข้ามามีส่วน
ร่วมในงานนี้มากขึ้น
จนทำให้เกิดเป็นพื้นที่พิเศษซึ่งจะกันเอาไว้ให้พวกมืออาชีพทั้งหลาย
และแม้ว่างานคอมมิคเก็ตนี้จะเป็นงานของโดจินจากทั้งการ์ตูน,อนิเมและเกม
แต่ว่ากลุ่มคนที่ออกแบบแฟชั่นสไตล์ก็อธธิคโลลิต้าและวงดนตรีต่างๆ
ก็พากันมางานนี้เพื่อขายงานของตัวเองเช่นกัน
จบแล้วคร้าบ
ที่มา http://www.comipress.com/article/2008/08/03/3636
Arden Endrain "สำนักข่าว Questnews"
ร่างต้นฉบับ (แก้ไข 6 มิ.ย. 2551)
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ประมวลข้อตกลง กฏกติกามารยาทการ Spoil การ์ตูนญี่ปุ่น พันทิปโต๊ะเฉลิมไทย
*หมวด 0 ที่มาและข้อบังคับเพื่อความเป็นระเบียบในการอยู่ร่วมกัน*
1.
ที่มาของกฏกติกามารยาทนี้ เป็นข้อตกลงร่วมกันของสมาชิกห้องการ์ตูน
เพื่อความปลอดภัยและความสงบสุขของบอร์ด แม้จะเรียกว่า กฏ กติกามารยาท
แต่ที่จริงคือการขอความร่วมมือให้ทุกคนปฏิบัติตามเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วน
รวมและการอยู่ร่วมกันอย่างไม่ขัดแย้งกันของชาว Spoil ทุกฝ่าย
2. กรุณานำกฏกติกามารยาทนี้ เขียน หรือทำ Link ตาม (2.4) ไว้ที่หัวกระทู้ที่มีการ Spoil เนื้อหาการ์ตูนมังงะทุกครั้ง
(2.1) เพื่อความเป็นระเบียบ กรุณาคัดลอกกฏนี้ลงในหัวกระทู้ Spoil (ความคิดเห็นที่ 0)
(2.2) จากข้อ (2.1) กรุณาเริ่มลงภาพ Spoil ภาพแรกใน ถัดจากหัวกระทู้ (ความคิดเห็นที่ 1)
(2.3) สามารถคัดลอก source ของกฏที่มีการทำตัวเน้นหนาสำหรับโพสต์ ได้จาก Link นี้
http://cartoonpantip.exteen.com/20080531/source-spoil
(2.4) หากเห็นว่าข้อตกลงนี้ยาวเกินไป สามารถเปลี่ยนเป็นทำ Link ไปยังที่นี่แทนได้
http://cartoonpantip.exteen.com/20080530/spoil-rules-pantip
ถือว่าเป็นการยอมรับข้อตกลงนี้แล้วเช่นกัน
(2.5) กฏกติกามารยาทในที่นี้ไม่เกี่ยวกับการตั้งคำถาม หรือกระทู้พูดคุยเรื่องเฉพาะที่อาจมีการ Spoil เนื้อหาในเรื่องนั้นๆ
(2.6) ในที่นี้เน้นกับการ์ตูนมังงะ อาจไม่เกี่ยวกับการ Spoil การ์ตูน คอมมิคหรือ อะนิเมะ
3.
กฏการ Spoil ในส่วนของ การ Spoil การ์ตูนลิขสิทธิ์
เกิดจากข้อตกลงประนีประนอมระหว่างสมาชิกบอร์ดและฝ่ายเจ้าของลิขสิทธิ์
การอ่านSpoil เป็นเพียงการให้ดูตัวอย่าง, เกรินนำและเชิญชวนให้ผู้ติดตาม
Spoil สนับสนุนซื้อการ์ตูนฉบับลิขสิทธิ์ในประเทศไทยด้วย
4. สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ในการ Spoil อย่างเท่าเทียมกันตามกฏ กติกามารยาทนี้
5. กฏกติกามารยาทนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม จากความเห็นของสมาชิก
(5.1)
สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์คัดค้านข้อที่เห็นว่าไม่เหมาะสมต่อส่วนรวมได้
โดยสามารถตั้งกระทู้คัดค้าน หรือออกความเห็นสำหรับความเปลี่ยนแปลงได้
(5.2) หากเกิดปัญหาถกเถียงที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ให้ใช้วิธีสอบถามความเห็นส่วนรวมหรือการขอโหวตจากสมาชิก (กรุณาดูเพิ่ม ข้อ 6. )
6.
เพื่อนสมาชิกสามารถออกความเห็นในการลบกระทู้, ความเห็น, รูปภาพ
ที่คิดว่าไม่เหมาะสมได้ โดยหากเจ้าของกระทู้,ความเห็น, รูปภาพ
มีความเห็นขัดแย้ง สามารถคัดค้านหรือสอบถามจากสมาชิกส่วนรวม
หรือติดต่อขอความเห็นได้จากAdmin ผู้ดูแลบอร์ดพันทิปโดยตรง
และให้ถือผลสรุปนั้นๆไม่ว่าจะเป็น
ความเห็นส่วนรวม/ผลโหวต/ความเห็นAdminของพันทิป เป็นอันสิ้นสุด
7.
กฏกติกามารยาทและระเบียบในการอยู่ร่วมกันนี้ ไม่มี Admin หรือ Moderator
ในการรักษากฏ
แต่ถือเป็นกฏกติกามารยาทและระเบียบในการอยู่รวมกันเพื่อความสงบสุข
เป็นการขอความร่วมมือให้สมาชิกร่วมกันรักษาและปฏิบัติตามเพื่อการอยู่ร่วม
กันทุกฝ่าย
8.
หลังการออกความเห็นเพื่อเปลี่ยนแปลงกฏและได้ข้อสรุปแล้วทุกครั้ง
สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ในการแก้ประมวลกฏกติกามารยาทและระเบียบในการอยู่รวมกัน
ในข้อที่มีปัญหานั้นๆ
อย่างเท่าเทียมกันทุกคนและสามารถแจ้ง/เสนอให้สมาชิกอื่นๆได้รับทราบและนำไป
ปฏิบัติได้ โดยไม่ต้องรอให้ใครคนใดคนหนึ่งมาจัดการ, ปรับปรุง
หรือเป็นตัวแทนผู้ประกาศเป็นพิเศษ
9. การฝ่าฝืนกฏ
กติกามารยาททั้งหมดนี้ ยกเว้นหมวด 2 ไม่ถือเป็นความผิดของบอร์ด
แต่ถือเป็นความเห็นแก่ตัวของผู้กระทำการฝ่าฝืนเองโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น
10.....(เพิ่มเติมได้ภายหลัง โดยให้เลื่อนข้อความนี้ลงไปเป็นข้อถัดไป)
* หมวด 1 คำอธิบายศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวกับการ Spoil ใน ห้องการ์ตูน*
0. (คำอธิบาย) หมวดนี้มีไว้สำหรับอธิบายคำศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวกับการ Spoil เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
1. Spoil หมายถึง การนำเนื้อหาล่วงหน้า หรือเนื้อหาการ์ตูนที่ออกก่อนในต่างประเทศมาแสดงหรือแจกจ่ายก่อนที่จะมีการเผยแพร่ในประเทศไทย
2. Raw หรือ Raws หมายถึงภาพสแกนที่มาจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นโดยตรง
3. Scanlation หรือ Scans หมายถึงภาพสแกนที่มีการแปลคำพูดแทนที่ลงไปในการ์ตูนเป็นภาษาอื่นโดยผู้แปลไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในภาษานั้นๆ
4. LQ ย่อมาจาก Low Quality หมายถึง ภาพแอบถ่ายด้วยกล้อง Digitalหรือภาพสแกนอย่างหยาบ คุณภาพต่ำจากการ์ตูนต้นฉบับ
5. MQ ย่อมาจาก Medium Quality หมายถึง ภาพสแกนในระดับดี แต่ไม่มีการตกแต่งภาพที่ดีหรือขนาดของภาพไม่ละเอียดพอ
6. HQ ย่อมาจาก High Quality หมายถึง ภาพแสกนอย่างดี พื้นหลังขาว ลายเส้นและตัวหนังสือเห็นชัดตามมาตรฐานการสแกนภาพการ์ตูน
7. Link หมายถึง URL, Web Address ตัวอย่างเช่น http://www.pantip.com
8.
Delay ของบอร์ด หมายถึง Delay
ในการตั้งกระทู้พันทิปที่กระทู้ที่ตั้งจะไม่แสดงในรายการList
กระทู้ทันทีและอาจทำให้เกิดการตั้งกระทู้ซ้ำซ้อนได้
9. Sample Spoil หมายถึง การนำภาพ LQ หรือภาพแอบถ่ายด้วยกล้อง Digital มาลงก่อน HQ จะออก
10. Text, Text Script หมายถึงคำพูดที่อยู่ในการ์ตูนซึ่งอาจมีคนรวบรวมออกมาหรือแปลไว้ให้สามารถอ่านได้โดยไม่มีรูป
11. LC หมายถึง License ในที่นี้หมายถึงการ์ตูนที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย
12. Non-LC หมายถึง การ์ตูนที่ไม่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย
13.....(เพิ่มเติมได้ภายหลัง โดยให้เลื่อนข้อความนี้ลงไปเป็นข้อถัดไป)
*หมวด 2 ข้อที่เกี่ยวกับกฏพันทิป และกฏหมายลิขสิทธิ์โดยตรง*
0.
(คำอธิบาย) กฏในหมวดนี้ เป็นกฏข้อห้าม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการผิดกฏ
ของบอร์ดพันทิปโดยตรง และเกี่ยวข้องกับกฏหมายการละเมิดลิขสิทธิ์
เพื่อนสมาชิกควรปฏิบัติตามและระมัดระวังการกระทำที่ผิดกฏ
(0.1)
ตามกฏหมาย การ์ตูนที่มี LC ในประเทศไทย สามารถ Spoil
ได้ในจำนวนหน้าที่จำกัด ในลักษณะของการแนะนำ, ตัวอย่าง
ซึ่งสามารถเลือกมาโพสต์ได้ 5-6หน้ารวมหน้าเปิด
(0.2)
สนพ.เจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ตกลงยินยอมให้มีการ Spoil
ในห้องการ์ตูนเว็บไซต์พันทิปได้ตามคำอธิบายข้อ 0.1
ทั้งนี้หากกระทู้ใดได้รับการทักท้วงจากตัวแทนของสนพ.
ขอให้สมาชิกแก้ไขและปฏิบัติตาม
1. กรุณาปฏิบัติตามกฏของบอร์ดพันทิปอย่างเคร่งครัด จาก http://www.pantip.com/cafe/rules.html
2.
ห้าม Spoil ภาพการ์ตูนมังงะ ที่เป็นภาษาอื่นนอกจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น
(เช่นฉบับแปลภาษาอังกฤษ, จีน, ฝรั่งเศส) เนื่องจากผิดกฏหมายลิขสิทธิ์
3. จากข้อ 0. การ์ตูนที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ห้ามลงครบจำนวนหน้า เนื่องจากผิดกฏหมายลิขสิทธิ์
(สำหรับ
การ์ตูนรายสัปดาห์ เลือกมาได้ประมาณ 5-6หน้า รวมหน้าเปิดตอน หรือ
ประมาณไม่เกิน 30%สำหรับรายเดือน, รายปักษ์
หรือการ์ตูนที่มีจำนวนหน้ามากกว่าปกติในรายสัปดาห์)
และโปรดรักษาจำนวนโควต้าของหน้าที่ลงอย่างมีประโยชน์
4.
การดัดแปลงแก้ไขอื่นๆเช่น
การตัดช่องต่างๆในแต่ละหน้ามาแปะรวมในหน้าเดียวถือเป็นการแก้ไขต้นฉบับ
และละเมิดลิขสิทธิ์ชัดเจน ไม่ควรกระทำ
5. จากข้อ 2.
ถ้าเป็นการ์ตูนที่ยังไม่มีลิขสิทธิ์ในไทยสามารถลงครบจำนวนหน้าเต็ม
และสามารถลงหน้า HQ ซ้ำกับหน้า LQ ที่อาจลงก่อนได้ แต่ห้ามขัดกับมารยาทข้อ
1.
6. ไม่ลง Link ที่นำไปสู่หน้าเว็บ หรือมีเนื้อหาในหน้าอื่นของเว็บนั้นที่มีการ Spoil อย่างผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ในประเทศไทย
7.
หากเกิดปัญหาที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ในแง่กฏของบอร์ดหรือปัญหาทางลิขสิทธิ์
ให้ติดต่อสอบถามจาก Adminผู้ดูแลของบอร์ดพันทิปเท่านั้น
8.....(เพิ่มเติมได้ภายหลัง โดยให้เลื่อนข้อความนี้ลงไปเป็นข้อถัดไป)
*หมวด 3 มารยาท และกติกาในการ Spoil เพื่อการอยู่ร่วมกัน*
0.
มารยาทเหล่านี้เป็นข้อพึงระลึก พึงปฏบัติ เพื่อรักษาความเป็นระแบบ
และความพอใจแก่ทุกฝ่ายรวมทั้งลดสิ่งที่จะก่อให้เกิดปัญหาหรือเกิดความรำคาญ
แก่สมาชิกโดยรวม
หมวด 3.1 เกี่ยวกับการ Spoil การ์ตูนที่มี LC
1.
งดการ Sample Spoil การ์ตูนที่มี LC ด้วยภาพถ่ายด้วยกล้อง Digital หรือภาพ
LQ เนื่องจากกฏข้อตกลงทางลิขสิทธิ์ทำให้โควต้าจำนวนหน้าในการโพสต์มีจำกัด
2.
การโพสต์ Spoil การ์ตูนแบบ LC ควรจะเลือกหน้าให้ดีก่อนนำมาโพสต์เช่น
หน้าที่มีเนื้อหา หรือดูน่าสนใจ
เนื่องจากกฏข้อตกลงทางลิขสิทธิ์ทำให้โควต้าจำนวนหน้าในการโพสต์มีจำกัด
ไม่ควรลงหน้าที่ไม่มีความหมาย หรือขอแค่ได้ลงโดยไม่สนใจถึงเนื้อหา
ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจ/รำคาญแก่สมาชิกอื่นและอาจถูกลบได้
(2.1)
เจ้าของกระทู้, ความเห็น หรือรูปภาพ ที่ถูกลบสามารถคัดค้านได้ตามหมวด 0
ข้อ 5. และ 6.
โดยข้อสรุปที่ได้ไม่ว่าจะความเห็นของส่วนรวม/ผลโหวต/ความเห็นAdmin
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามขอให้ถือเป็นที่สิ้นสุด
3. จากข้อ 2.
กรุณาอย่าใช้การลบหน้าอื่นเพื่อสปอยหน้าใหม่อย่างพร่ำเพรื่อ
จนเกินจำนวนโควต้าอย่างไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้ถูก
สนพ.เจ้าของลิขสิทธิ์เพ็งเล็งและเกิดปัญหากับเพื่อนสมาชิกในบอร์ดได้
4.
การ์ตูนมังงะของโชเน็นจัมพ์รายสัปดาห์ (เช่น Naruto, One Piece, Bleach
เป็นต้น) ไม่ควรทำก่อนวันศุกร์/เสาร์
เนื่องจากอาจเกิดปัญหากับทางต้นสังกัดญี่ปุ่นดังที่เคยเกิดมาแล้ว
(อ่านหมวด 4 หมายเหตุข้อ 1. เพิ่มเติม)
โดยเฉพาะการ์ตูนเรื่องที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทยเป็นสำคัญ
5.
ขอความร่วมมือ กรุณาประกาศในกระทู้ว่า การ์ตูน LC เรื่องที่ลงนั้นๆเป็นของ
สนพ.ใดในประเทศไทยโดยการระบุชื่อ สนพ. เจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศไทย
เป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษในกระทู้นั้นๆ
เพื่อสนับสนุนการซื้อการ์ตูนฉบับลิขสิทธิ์ของไทย และสนับสนุน
รายสัปดาห์ของ สนพ.นั้นๆ ด้วย
6. หากภาพสปอยใดมีภาพที่ล่อแหลม กรุณาทำเซ็นเซอร์/ลบ/เบลอ บนรูปนั้นด้วย
7.....(เพิ่มเติมได้ภายหลัง โดยให้เลื่อนข้อความนี้ลงไปเป็นข้อถัดไป)
หมวด 3.2 เกี่ยวกับการ Spoil การ์ตูนที่เป็น Non-LC
1.
การ์ตูน Non-LC สามารถ Spoil ได้อย่างอิสระรวมทั้งการ Sample Spoil
ตราบที่ยังไม่มีสนพ.ใดซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาในประเทศไทย
และไม่มีการทักท้วงหรือห้ามปรามจากต้นสังกดญี่ปุ่น
2. ไม่ควรตั้งกระทู้ซ้ำซาก/ซ้ำซ้อน (กรุณาดู มารยาทหมวด 3.3 ข้อ 1., 2. และ 3. เพิ่มเติม)
3. สามารถลงภาพ HQ ที่ซ้ำกับหน้าที่อาจจะมีการโพสต์มาก่อนได้ โดยไม่ต้องลบภาพเดิม
4. สามารถลงเต็มจำนวนหน้า ต่อตอนได้ เนื่องจากไม่มีลิขสิทธิ์
5.....(เพิ่มเติมได้ภายหลัง โดยให้เลื่อนข้อความนี้ลงไปเป็นข้อถัดไป)
หมวด 3.3 มารยาทอื่นๆโดยรวม
1. ไม่ตั้งกระทู้ Spoil หรือ Sample Spoil รูปภาพซ้ำซาก/ซ้ำซ้อนกับคนอื่น
2. จากข้อ 1. ถ้าการซ้ำซ้อนเกิดจาก delay ของบอร์ด ให้เหลือกระทู้ที่ตั้งก่อน(ดูจากเวลาโพสต์)ไว้เป็นหลัก
3. การตั้งกระทู้ Spoil ในเรื่องที่เคยมีการ Spoil ตอนก่อนหน้านั้น ให้ใช้วิธีการ {แตกประเด็น} จากกระทู้เดิม
(3.1)
สามารถแตกประเด็นได้โดนการกดปุ่ม
"ต้องการแตกประเด็นจากกระทู้เดิมคลิกที่นี่"
ที่อยู่ข้างล่างของช่องแสดงความคิดเห็นในกระทู้เดิม
4. วิธีการเขียนหัวข้อกระทู้ในการ กรุณาเขียนตามรูปแบบมาตรฐาน เพื่อให้สมาชิกอื่นสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย
4.1
วิธีการเขียนหัวกระทู้ตามมาตรฐาน "[Spoil][ลิขสิทธิ์] ชื่อเรื่อง เลขตอน
ชื่อตอน" โดยชื่อตอนอาจมีหรือไม่มีแล้วแต่ความเหมาะสม (เช่น
ชื่อตอนอาจมีการสปอยหัวกระทู้, ยังไม่ทราบชื่อตอน เป็นต้น)
4.2 จากข้อ 4.1 ตัวอย่างหัวกระทู้การ์ตูนลิขสิทธิ์ "[Sopil][LC] Naruto 999 ซาสึเกะมาแล้ว" เป็นต้น
4.3 จากข้อ 4.1 ตัวอย่างหัวกระทู้การ์ตูนไม่มีลิขสิทธิ์ "[Sopil][Non-LC] Tu Love Ru 999 ตอนนี้ดีอีกแล้ว" เป็นต้น
4.4 ตัวอย่างการ Spoil แบบอื่น "[Spoil][LC] Text Naruto 999", "[Sample Spoil][Non-LC] Psyren 999" เป็นต้น
4.5 การเขียนหัวกระทู้นี้สามารถยืดหยุ่นได้แล้วแต่ความเหมาะสม แต่อย่าลืมใส่คำว่า [Spoil] ที่หัวกระทู้เป็นสำคัญ
5. ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็น Spoil ปลอมหรือไม่ ควรไปตรวจสอบให้ดีก่อนจะนำมาลง
6.....(เพิ่มเติมได้ภายหลัง โดยให้เลื่อนข้อความนี้ลงไปเป็นข้อถัดไป)
*หมวด 4 คำอธิบายเพิ่มเติม (หมายเหตุ)*
0.
หมวดนี้เกี่ยวกับคำอธิบายเฉพาะกิจ, คำอธิบายเพิ่มเติม
หรือหมายเหตุสำหรับข้อสงสัยจากกฏกติกามารยาทและระเบียบในการอยู่ร่วมกันข้าง
ต้น
1. ในอดีตเมื่อไม่นานเคยเหตุการณ์ต้นสังกัด สนพ.ชูเอฉะ จับผู้ปล่อย
Spoil จากโชเน็นรายสัปดาห์หลายราย เนื่องจากปล่อย Spoil เร็วเกินเหตุ
ถึงขั้น Spoil ออกก่อนที่รายสัปดาห์จะวางแผงเป็นวันๆ
ผลสรุปจากเหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วง จึงเกิดข้อตกลงในการ Spoil
ที่จะทำกันหลังวันศุกร์/เสาร์เป็นต้นไป
โดยเฉพาะการ์ตูนจากโชเน็นรายสัปดาห์ของสนพ.ชูเอฉะที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย
เป็นต้นมา
(ในที่นี้ การปล่อย Raws
จากญี่ปุ่นก็มีการสัญญากันเองในหมู่ชาวต่างชาติผู้ปล่อย HQ
รวมทั้งกับสนพ.ในญี่ปุ่นว่าจะชะลอการปล่อย ไปช่วงท้ายสัปดาห์แทน)
2.
กระทู้ซ้ำซาก/ซ้ำซ้อน หรือกระทู้ flood
ได้แก่การตั้งกระทู้ของสมาชิกหลายคนในเวลาไล่เลี่ยกันในเรื่องเดียวกัน
เช่นครั้งหนึ่งเคยมีการ Sample Spoil
รวมทั้งกระทู้ถามความเห็นจากผู้ที่อ่าน Spoil
ต่างประเทศมาแล้วนับสิบกระทู้ต่อกัน หรือกระทู้ School Rumble
ที่เคยมีการตั้งกระทู้ Spoil
หน้าเดียวกันติดๆกันหลายกระทู้จากสมาชิกหลายคน
ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจ
หรือความรำคาญแก่สมาชิกอื่นๆในห้องการ์ตูนได้
3. Scanlation
ในภาษาอื่น(ดู หมวด1 ศัพท์เฉพาะข้อ 3.) ถือเป็นสื่อละเมิดลิขสิทธิ์ชัดเจน
รวมถึงผู้ปล่อย Scans จากserver ต่างประเทศไม่ได้คำนึงหรือปฏิบัติตามสัญญา
ไม่ได้รับการยอมรับให้นำมาใช้ในการ Spoil ภาพการ์ตูนมังงะในพันทิป
ทั้งการ์ตูนที่มี LC และ Non-LC
ตามข้อตกลงร่วมกันของสมาชิกรวมทั้งการอนุญาตจาก
สนพ.เจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศไทย
4.....(เพิ่มเติมได้ภายหลัง โดยให้เลื่อนข้อความนี้ลงไปเป็นข้อถัดไป)
------------------------------------------------------------------------------------------------
จากคุณ : มิกิโอะ อิตโต้ ค่าหัว1ล้านเบรี - [ 2 มิ.ย. 51 17:30:55 ] ผุ้รวบรวม
edit @ 24 Feb 2009 02:01:45 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร