แม้ว่างานเขียนของสมาชิกWeblogหลายๆคน ก็ล้วนแต่เป็นประสบการณ์เป็นเศษเสี้ยวความฝันของคนๆนั้น
ภายใต้งานเขียนของผมนั้นก็แอบแฝงไว้ซึ่งความฝันเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของนิยายดองแต่งเล่นหรือแม้แต่บันทึกการเดินทางในโลกออนไลน์ ซึ่งอยากจะเอามาเผยแพร่ในรูปแบบหนังสือมาวางขายกันตามร้าน
แต่เมื่อผมคิดแล้วคิดอีกมาถึงตอนนี้ ผมไม่คิดจะเอาผลงานพวกนั้นมาเสนอสำนักพิมพ์หนังสือที่ไหนเพื่อเอามาทำเป็นหนังสือหรอกครับ โดยมีสาเหตุจากข้อจำกัดพวกนี้
1. การเรียบเรียงถ้อยคำเพื่อให้ผู้อ่านนั้นสามารถอ่านแล้วใช้ความคิดเข้าใจตามไปด้วยได้ ตรงนี้แหละตั้งแต่ผมเรียนภาษาไทยมาตั้งแต่เด็กจนถึงม.ปลาย ผมแทบจะไม่ได้คะแนนส่วนนี้ดีขึ้นมาเลย
เรื่องนี้คนที่จบมาทางด้านนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน ถือเป็นข้อได้เปรียบส่วนหนึ่ง สำหรับผมแล้วถึงจะอาศัยคู่มือนักเขียนของบงกช สิงหกุล มาอ่านเป็นแนวทางก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก ถ้าไม่ฝึกฝนงานเขียนตัวเองอย่างจริงจัง และศาสตร์ทางด้านนี้นั้นก็ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวอีกตามเคย
2. การจัดการเรื่องของเวลา ขนาดเวลาเล่นเน็ตผมยังต้องเบียดบังเวลาทำงานกับเวลาดูแลบุพการีที่บ้านผมก็ยังถูกว่าอยู่เป็นรายวันเลยเหมือนกัน นี่ยังดีแค่งานเขียนเป็นงานรองเพราะถ้าเป็นงานหลักละก็ผมไม่รอดแน่ๆละ
3. การหาข้อมูล อันนี้แม้ว่าผมจะชอบทำเป็นประจำนั้นก็คือการอ่านกระทู้สาระตามโต๊ะคุยต่างๆ แต่ข้อมูลที่จะเอามาใช้เขียนจนประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวแค่ค้นหาจากในgoogleเท่านั้น แต่ยังมีหนังสือ เอกสาร ซึ่งก็ต้องเข้าหอสมุดเพื่อค้นหาเพิ่มเติม
คำนวณแล้วผมว่ามันเสียเวลามากไม่คุ้มค่าอีกทั้งยังทำให้สภาพจิตใจเคร่งเครียดไม่เหมือนเน็ตซึ่งถึงแม้ว่าเราจะเครียดกับการหาข้อมูลในเน็ตก็ยังมีโปรแกรมเกมคอยช่วยบรรเทาให้หายไปได้บ้าง
4. การที่งานเขียนจะประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสายสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับบทความที่เขียนรวมถึงวงการนักเขียน ต้องมีการนัดพบบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อสัมภาษณ์ ทำให้ต้องใช้จิตวิทยาในการปรับตัว อ่านนิสัยใจคอของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมีความสลับซับซ้อนไม่มีสูตรสำเร็จอีกเช่นกัน
อันนี้ผมตายสนิทเพราะปกติผมชอบทำตัวสันโดษแยกตัวจากกลุ่มเพื่อน เพื่อความสบายส่วนตัวในการที่จะทำกิจธุระที่ตัวเองชอบอยู่เป็นประจำ แต่ไม่ถึงขนาดนิสัยเห็นแก่ตัวหรือว่าแล้งน้ำใจไม่ช่วยเหลือผู้อื่นตอบแทนนั้นหรอกนะ ไอ้แบบนั้นก็เกินไปละ
ในโลกออนไลน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ผมแทบไม่เคยChat MSNกับบุคคลที่ตัวผมเองก็อยากจะทำความรู้จักในโลกออนไลน์เลย นั้นก็เพราะมันจะไปผลาญเวลาการอ่านและตอบกระทู้ของผมที่มีอยู่น้อยนั้นเอง
5. ผมคิดอยู่เหมือนกันว่ามีคนที่เข้ามาWeblogแห่งนี้ อ่านBlogของผมในช่วงที่ผมไม่อยู่ออนไลน์ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ประมาณ30กว่ารายด้วยกัน(โดยที่ไม่ได้ติดตามจากหน้าแรกที่แสดงBlogล่าสุดรายวัน แต่ติดตามจากURL Weblogของผมโดยตรง) แต่ไม่ค่อยมีCommentในเนื้อหาBlogส่วนอื่นๆนอกเหนือจากหน้าคำทักทายสักเท่าไหร่
ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าหลายคนจะชอบหรือจะเกลียดจะชังผมกันแน่เมื่อได้อ่านBlogผมไปแล้ว หรือเขาไม่รู้ว่าCommentต่อเนื้อหาในBlogของผมยังไงนอกจากแค่มาลงชื่อว่าอ่านแล้วก็ไป
เป็นธรรมดาที่งานเขียนนั้นจะให้ถูกใจไปซะทุกคนเลยนั้นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ผมอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนงานเขียนตามความเหมาะสมของผู้อ่านแต่ละคน แต่ไม่ใช่ตามผู้อ่านไปซะทั้งหมด จนเสียความเป็นตัวของเราเองไป
6. งานเขียนมิใช่สูตรสำเร็จที่ตายตัว ต้องมีหัวคิดที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆด้วยตัวเองอยู่ตลอดโดยไม่ต้องไปหยิบยืมของใครมา การหยิบยืมส่วนของคนอื่นนั้นถ้าถูกใครสักคนจับได้ละก็จะส่งผลต่อชื่อเสียง ผลงาน และความน่าเชื่อถือของเราโดยรวมแทบจะทันที เพราะทั้งนักเขียนและนักอ่านต่างก็ต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบต่างๆ
แต่งานเขียนของผมโดยส่วนใหญ่นั้นมักจะมีการอ้างอิงงานเขียนของอีกคนหนึ่ง รวมถึงแรงบันดาลที่ได้จากการอ่านนิยาย การ์ตูน หนังสือและอีกมากมาย เนื่องจากผมมิใช่คนที่มีหัวคิดจินตนาการสร้างสรรค์เหมือนนักเขียนอาชีพท่านอื่นๆ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วเพราะศิลปะหรืองานประดิษฐ์ของผมนะได้คะแนนแย่มากๆเลย
ยังไงซะการได้มีพื้นที่และโอกาสเขียนสาระเรื่องราวจารึกไว้ในโลกออนไลน์เป็นช่องทางให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาอ่านนี่ ถือว่าเป็นความสุขในชีวิตแล้วครับ
ตราบเท่าที่เรายังมีฝัน มีรัก อนาคต และความหวัง ที่สูงส่งและเต็มร้อย เราก็สามารถอยู่ต่อ เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้ต่อไป
edit @ 17 Feb 2009 03:34:58 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร