สุรพศ ทวีศักดิ์

 

ระยะหลังมานี้ใครอ้างหลักพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตย คนก็มักจะออกอาการเซ็ง แต่การอภิปรายปัญหาและความเป็นเหตุผลของทฤษฎี ‘อเนกนิกรสโมสรสมมติ’ ของฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล ที่อ้างหลักการที่ถูกต้องของพุทธศาสนาตามนัยอัคคัญญสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม 11) มาโต้แย้งทฤษฎีอเนกนิกรสโมสรสมมติในการเสวนาหัวข้อ ’การรัฐประหารกับระบอบรัฐธรรมนูญ’ ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมานั้น ดูเป็นที่ ‘ประทับใจ’ ของผู้ฟังไม่น้อย

 

 

คงไม่ใช่เพียงเพราะฐาปนันท์เป็นนักวิชาการในกลุ่มนิติราษฎร์ซึ่งเป็นนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าในปัจจุบันเท่านั้น ที่สำคัญคือความ ‘แหลมคม’ ของข้อโต้แย้งตรงๆ ว่า ที่ชนชั้นปกครองมักอ้างกันว่าแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย อำนาจของประชาชนเป็นแนวคิดของตะวันตก ไม่เหมาะกับสังคมไทยนั้นมันใช่หรือไม่? แล้วเขาก็แสดงให้เห็นว่าเมื่อมาดูจากความคิดของเราเอง เช่นความคิดแบบพุทธในอัคคัญญสูตร พระตถาคตยืนยันว่า ‘อำนาจเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของชนชั้นปกครอง มาตั้งสองพันกว่าปีแล้ว’ แต่ชนชั้นปกครองตั้งแต่ยุค ร.4 เป็นต้นมานำความคิดในอัคคัญญสูตรมาตีความอย่างมี ‘วาระ’ ของตัวเองในนามทฤษฎีอเนกนิกรสโมสรสมมติ ฝ่ายกษัตริย์นิยมเช่นพระองค์เจ้าธานีนิวัตได้รื้อฟื้นขึ้นมาโปรฯเจ้าอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 2490 จนทำให้เราลืมสิ่งที่พระตถาคตบอกไว้ในอัคคัญญสูตรไป ผมยินดีมากที่นักวิชาการฝ่ายก้าวหน้านำเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ‘อย่างตรงไปตรงมา’ ตามเนื้อผ้าจริงๆ ไม่ใช่เพื่อโปรฯพุทธศาสนา จึงอยากชวนคิดต่อและขยายความบางประเด็นอย่างนี้ครับ

 

1.จะทำอย่างไรกับพุทธมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่โปรโมทอุดมการณ์ราชาชาตินิยมมาอย่างยาวนานจนเกิดสภาพอย่างที่เกษียร เตชะพีระ บอกว่า ‘เรามีโครงสร้างประชาธิปไตย แต่ประชาชนยังมีความคิดในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์’ (ที่จริงเราอาจโต้แย้งได้ว่าโครงสร้างก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เช่น รัฐธรรมนูญหมวดสถาบันกษัตริย์และ ม.112) ถ้าเราคิดว่านี่เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย เราจะโต้ตอบอย่างไร

 

ผมคิดว่าเราอาจทำได้สองทาง คือ ทางแรกปฏิเสธ เลิกพูดถึงพุทธศาสนาในทางการเมือง ไม่อ้างความคิดใดๆ ของพุทธในทางการเมืองอีกเลย เพราะจะเป็นการไปให้เครดิตแก่ความคิดของพุทธศาสนาเหนือความคิดของศาสนาอื่นๆ ซึ่งขัดกับหลักขันติธรรมในสังคมพหุนิยมทางศาสนา แต่แล้วไง เราโยนทิ้ง ไม่พูดถึง หรือปฏิเสธการอ้างความคิดพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตย ทว่าในความเป็นจริงพุทธศาสนาก็ยังถูกใช้สนับสนุนอุดมการณ์ราชาชาตินิยมอยู่ทุกวัน ทางที่สองกลับไปหาหลักการที่ถูกต้องของพุทธศาสนาเพื่อนำมาหักล้างการบิดเบือน และตีความหลักการพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตย ให้พุทธศาสนางอกงามไปอย่างสนับสนุนความงอกงามของประชาธิปไตย คำอภิปรายของฐาปนันท์ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวทางนี้

 

2.เรากำลังคิดแบบ fundamentalism และอ้าง absolute truth ทางพุทธศาสนาอยู่หรือไม่? ผมสนใจข้อเท็จจริงว่ามีการบิดเบือน หรือตีความหลักการพุทธศาสนาเพื่อสนับสนุนสถานะ อำนาจ ผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง (เช่น ทฤษฎีอเนกนิกรสโมสรสมมติ) อยู่จริง และ/หรือมีการตีความ บิดเบือนหลักการพุทธศาสนาสนับสนุนอำนาจบารมีของพระสงฆ์ที่อ้างคุณวิเศษทำการตลาดจากศรัทธาของประชาชนเป็นต้นอยู่จริง วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ก็คือไปสำรวจดูว่าหลักการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร แล้วนำมาโต้แย้งหักล้างการบิดเบือนนั้นๆ ฉะนั้น กรณีเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเมื่อเราเห็นการบิดเบือนหลักกฎหมาย หลักการประชาธิปไตย แล้วพยายามอ้างอิงหลักกฎหมาย หลักการประชาธิปไตยที่ถูกต้องมาโต้แย้งหักล้างการบิดเบือนนั้นๆ อย่างที่นิติราษฎร์พยายามทำมาตลอด (แล้วทำไมต้องรอให้นิติราษฎร์มาทำงานแทนนักวิชาการพุทธศาสนาอีกล่ะ?)

 

จุดประสงค์ของการกลับไปหาหลักการที่ถูกต้อง ก็เพื่อนำมาหักล้างการบิดเบือนพุทธศาสนาสนับสนุนชนชั้นผู้มีอำนาจ ไม่ว่าอำนาจทางการเมือง อำนาจทางศาสนา อำนาจศีลธรรม หรืออำนาจบารมีที่อ้างอิงศรัทธาใน ‘คุณวิเศษ’ ใดๆ ที่อยู่เหนือการตรวจสอบ ไม่ใช่เพื่ออ้างหลักการที่ถูกต้องนั้นรองรับการใช้อำนาจรัฐเบียดขับพุทธชายขอบต่างๆ ให้ตายไป หรือไม่ใช่อ้างหลักการพุทธอย่างคับแคบว่าเป็น absolute truth เหนือกว่า ดีกว่าความจริงอื่นๆ ทว่าเพียงนำหลักการพุทธมาแลกเปลี่ยนกับความจริงอื่นๆ ใน ‘ระนาบเดียวกัน’ เท่านั้น

 

3.Enlightenment ไม่ใช่การเดินหน้าโดยไม่ย้อนมองข้างหลัง ยุคสว่างทางปัญญา หรือบางทีเรียกว่า ‘ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ’ (Renaissance) ในยุโรปช่วงรอยต่อระหว่างสมัยเก่า (Dark Age) กับสมัยใหม่ (Modern Age) นั้น คือการต่อสู้เพื่อหลุดพ้นไปจากการครอบงำให้อยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบเผด็จการ และระบบความคิดความเชื่อเดียว ด้วยการฟื้นฟูภูมิปัญญาเดิม เช่น ฟื้นฟูปรัชญากรีก ความรู้ยุคโรมันให้คืนชีพขึ้นมาสู่เวทีแห่งการปะทะสังสรรค์ พร้อมๆ กับการต่อสู