สุรพศ ทวีศักดิ์

 

 

"คนดีก็มีที่ยืนเยอะ คนไม่ดีก็ยังมีที่ยืนอยู่ หน้าที่ของเราก็คือสร้างคนดี

เบียดคนไม่ดีให้ไม่มีที่ยืน ในชาติบ้านเมืองของเรา"

 

 

นี่คือ “วรรคทอง” ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวให้โอวาทในพิธีมอบทุน "มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์” เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า “..สาเหตุที่กระผมต้องนำเรื่องนี้มาพูด เนื่องจากต้องการให้ผู้ที่เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนของชาติ ได้ตระหนักและหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างคนดี หากเราที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองช่วยกันพยายามสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ บังเกิดความเข้าใจคุณธรรมจริยธรรมอย่างถ่องแท้ ชาติบ้านเมืองของเราจะไม่มีคนโกง...” (คม ชัด ลึก 16 ก.ย.55)

 

 

แม้จะเป็นไปได้ว่าผู้พูดมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง (ไม่มีวาระทางการเมืองแอบแฝง?) แต่ในทางข้อเท็จจริงและเหตุผล เราก็ควรตั้งคำถามกับ “วาทกรรมสร้างคนดี-ขจัดคนเลว” อย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้วมันเป็นวาทกรรมที่สร้างปัญหา หรือแก้ปัญหาของระบบสังคมการเมืองตามที่เป็นอยู่กันแน่

 

 

ประการแรก พลเอกเปรมถูกยกย่องว่าเป็น “เสาหลักทางจริยธรรม” ของชาติ แต่ “จริยธรรมของชาติ” ตามนิยามของเขาเป็นจริยธรรมตาม “อุดมการณ์ราชาชาตินิยม” ที่ถือว่า “ความดี/การเป็นคนดี หมายถึงการซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ชาติตามนิยามนี้ คือภาวะนามธรรมบางอย่างที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ (ดังที่พลเอกเปรมมักพูดเสมอๆ ว่า “ชาติบ้านเมืองเป็นของศักดิ์สิทธิ์”) ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์นั้นอิงอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ที่อยู่เหนือการตรวจสอบ ไม่ใช่ชาติตามนิยามของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ถือว่า “ชาติคือประชาชน” ที่มาร่วมกันทำข้อตกลงแบ่งปันสิทธิประโยชน์ต่างๆ ภายใต้กติกาที่สร้างขึ้นบน “หลักความยุติธรรม” ที่ถือว่าทุกคนมีเสรีภาพและมีความเป็นคนเท่ากัน

 

 

ฉะนั้น “จริยธรรมของชาติ” ตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยมจึงเรียกร้อง “ความจงรักภักดี” ต่อชนชั้นปกครองที่อยู่เหนือการตรวจสอบ ซึ่งตรงกันข้ามกับจริยธรรมของชาติตาม “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ที่เรียกร้อง “การตรวจสอบ” บุคคลที่มีบทบาทสาธารณะทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ตามหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค จริยธรรมแห่งสังคมประชาธิปไตยจึงหมายถึงการมีจิตสำนึกและความกล้าหาญในการปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ซึ่งเป็นจริยธรรมที่ “เสาหลักทางจริยธรรม” ของประเทศนี้ไม่เคยพูดถึงเลย

 

 

ประการที่สอง  ฉะนั้นเมื่อพลเอกเปรมพูดถึง “ความซื่อสัตย์ ไม่โกง”  เขาจึงเน้นไปที่ความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ใช่ซื่อสัตย์ต่อ “อำนาจของประชาชน” และ “คนโกง” ก็มักจะหมายเฉพาะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เครือข่ายอำมาตย์ที่เป็นคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมที่ยึดอุดมการณ์ราชาชาตินิยม

 

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่มีการตั้งคำถามว่า พลเอกเปรมและบรรดาเครือข่ายอำมาตย์ที่เป็นคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานดังกล่าวซื่อสัตย์ต่อประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อรัฐธรรมนูญห้ามทหารเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ผู้นำกองทัพกลับให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนอย่างเป็นปกติ เมื่อรัฐธรรมนูญห้ามองคมนตรีเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ประธานองคมนตรีกลับสนับสนุนให้องคมนตรีมาเป็นนายกฯ ของคณะรัฐประหาร 19 กันยา 49 (สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุด) และกล่าวสนับสนุนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นนายกฯ ของรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหาร (ประเทศไทยโชคดีที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ) เหล่านี้เป็นต้น ล้วนแสดงให้เห็น ปัญหา “ความไม่ซื่อสัตย์” ต่อ “รัฐธรรมนูญ” และ “ประชาธิปไตย”

 

 

จริงอยู่ การที่นักการเมืองโกงงบประมาณแผ่นดินหรือโกงอะไรต่างๆ นั้น ก็เป็นการกระทำที่ผิดหลักจริยธรรมทางการเมือง ผิดหลักการประชาธิปไตย และผิดกฎหมาย แต่การกระทำผิดกฎหมายดังกล่าวนี้ก็เหมือนกับการทำผิดกฎหมายในกรณีอื่นๆ เช่น ทำผิดกฎจราจร ปล้นทรัพย์ ฆ่าคน ฯลฯ ซึ่งด้องแก้ไขด้วยการเอาผิดทางกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย

 

 

ไม่ใช่เรื่องที่บรรดาคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานอุดมการณ์ราชาชาตินิยมจะถืออภิสิทธิ์เข้ามาทำรัฐประหารเพื่อปราบคนโกง เพราะ 1) ประชาชนไม่ได้มีฉันทามติให้ทำเช่นนั้น 2) รัฐประหารเป็นการปล้นอำนาจประชาชน เป็นความไม่ซื่อสัตย์ คดโกงฉ้อฉลอำนาจ สิทธิ เสรีภาพของประชาชน เท่ากับอกตัญญูต่อชาติคือ “ประชาชน” และ 3) ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าบรรดาคนดีมีคุณธรรมที่รวมหัวกันทำรัฐประหารจะไม่โกง เพราะตรวจสอบไม่ได้

 

ประการสุดท้าย เมื่อมาตรฐานจริยธรรมแห่งชาติตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยมขัดแย้งกับมาตรฐานจริยธรรมประชาธิปไตยใน “ระดับรากฐาน” จึงทำให้บรรดาคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานดังกล่าวอ้างคุณธรรมความดีละเมิดหลักการประชาธิปไตย เช่น รัฐธรรมนูญห้ามยุ่งการเมือง ก็แสดงความเห็นทางการเมือง สนับสนุนฝ่ายการเมืองอย่างเปิดเผย (และไม่เปิดเผย?) กระทั่งทำรัฐประหารในนามของการอ้าง “คุณธรรมความดี” เพื่อชาติบ้านเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้ “ที่ยืน” ของ “บรรดาคนดี” อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยเสมอ เช่น

 

 

- ที่ยืนในตำแหน่งนายกฯ แห่งคณะรัฐประหาร 19 กันยา และบนเขายายเที่ยง (ตามวาทะว่า “สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุด”)

- ที่ยืนในตำแหน่งนายกฯ อำมาตย์อุ้ม และบนกองศพประชาชน (ตามวาทะว่า “ประเทศไทยโชคดีที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ”)

ฯลฯ

 

 

แน่นอนว่า ความเสียหายของชาติบ้านเมืองส่วนหนึ่งเกิดจากนักการเมืองโกงงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นจะต้องถูกตรวจสอบ และถูกดำเนินการตามกฎหมายด้วยกระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

 

 

แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ แล้วบรรดาคนดีมีคุณธรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อรัฐธรรมนูญ ปล้นอำนาจของประชาชน ทำรัฐประหารล้มล้างประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่าล่ะ จะต้องรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างไร? สังคมควรยอมรับการอ้างความเป็นคนดีมีคุณธรรมเพื่ออยู่เหนือ/ละเมิดรัฐธรรมนูญ และฉีกรัฐธรรม ล้มประชาธิปไตยซ้ำซากเช่นนี้ ตลอดไปหรือ?

 

 

ที่มา : http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42783

Comment

Comment:

Tweet

ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนค่ะ เมื่อวานลืมตัวไปมองความสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นทวิลักษณ์ (Duality) แบบdiscourseที่constructionจากconservativeกับdiscourseที่constructionจากliberalจนติดในกับดักคู่ตรงข้าม ตรงนี้ต้องยอมรับผิดจริงๆค่ะ ในความผิดพลาดของlogicตัวเอง

 ทีนี้ pointก็คือว่า เนี่ย การtackleกับกรอบคิดจริยธรรม ถึงที่สุดแล้ว มันก็คล้ายกับกรณีการใช้กรอบคิดที่เป็นผลิตผลจากรัฐชาติสมัยใหม่อย่างความหลากหลาย (Pluralrity) tackleกับกรอบคิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Unification) ที่ประกอบสร้างตัวเองขึ้นหลังการรื้อฟื้นอำนาจของฝ่ายRoyalistนับแต่พ.ศ.2490 เป็นต้นมา ที่น่าเสียดายคือไม่มีใครเอาใคร


แต่มันไม่ใช่ความผิดของใครและ/หรือความผิดที่ตัวคนนะคะ เพียงแต่ว่า กรอบคิดUnificationเนี่ย โอเคย์ คุณูปการของมันในอดีตส่วนหนึ่งทำให้ประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้ใช่ไหมคะ เพียงแต่ว่า พอใครไปพลิกกลับด้านมันแล้วนำมาเล่นในสาธารณะปุ๊บ ทีนี้ชิบหายเลยค่ะ อย่างที่รู้กันใช่ไหมคะวาทกรรมความไม่สามัคคีกัน/คนไทยไม่รักกัน/ความแตกแยก

 การพลิกกลับ (overturn) เนี่ย ไม่รู้ว่ามีใครtackleกับมันอย่างจริงจังหรือยังนะคะ แต่ถ้าปล่อยต่อไปแล้วสอนประวัติศาสตร์/เขียนบทละคร/ทำหนัง
ที่มีthemeความสามัคคีแล้วไม่บอกให้ราษฎรรู้ว่าเออ ถ้าคุณสมาทานชุดความคิดเรื่องสามัคคีแล้วนำไปใช้อย่างขาดสติขึ้นมา ประเทศoverturnเลย
นะเว้ย คือเราไม่ได้บอกกล่าวกันก่อนอย่างนี้ไงคะ

#4 By Bubble Bleed on 2012-11-03 19:03

ถ้าคุณBubble Bleedจะอ้างตรรกะที่ว่าไม่ให้ค่าบทความของอ.สุรพศด้วยเรื่องชกคนละมุมละก็ ผมว่ามันฟังไม่ขึ้นนะ
ถึงจะเป็นการชกคนละมุม แต่ผมกลับมองนี่คือประเด็นที่หลายคนมักไม่เคยคิดถึงมาก่อนด้วยซ้ำ และมันเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองอย่างถอนตัวไม่ขึ้นด้วย และการวิพากษ์เพื่อหวังผลตื่นรู้ก็คือทางออกอีกทางหนึ่งที่เราสมควรจะทำ นอกเสียจากคุณจะมีข้อแก้ต่างที่ว่า คนในประเทศนี้ทุกคนล้วนแต่ฉลาดคิดเองเป็นได้เท่านั้นแหละซึ่งมันไม่จริงเลย เพราะไม่เช่นนั้นวาทะกรรมสลิ่มมันคงไม่ฮิตกันเช่นนี้หรอกครับ
โดยส่วนตัวไม่ให้น้ำหนักงานของอ. สุรพศนะคะ ซึ่งสื่อกระแสหลักอย่างมติเชิญ (ล่อตีนให้มารุมยำ) จะเอามาลงค่อนข้างบ่อย

 ท่าทีtackleกับปัญหาจริยธรรมเชิงคุณค่า จริงๆมันโอเคย์นะคะ แต่ด้วยความเคารพค่ะ การชกคนละมุมมันไม่แก้ปัญหา ประเทศต้องการทางออกมากกว่าการวิพากษ์เพียงหวังผลตื่นรู้ (awareness)

 ต่อให้เบื้องลึกคนไทยจะแบ่งฝ่ายและไม่ชอบขี้
หน้ากันแค่ไหน แต่ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีใครอยากเห็นประเทศพังและเดินหน้าต่อไม่ได้
 เพราะงั้นก่อนจะถึงจุดนั้น สื่อด้วยกันเองควรจะตั้งโต๊ะถ่ายทอดสดและโยนลูกปัญหาจริยธรรมให้สาธารณะได้โหม่งargumentนี้กันจะๆเสียที ถึงข้อดีที่น่ารับฟัง ตลอดจนมีข้อพร่องตรงไหนควรปรับแก้ หรือมีความสมเหตุสมผลเพียงใด เรา(ประชาชน) อยากเห็น
กลับกัน
argumentเรื่องรัฐไทยใหม่โดยเครือผู้จัดกวนควรจะทำเช่นเดียวกัน ถึงข้อดีข้อพร่อง สมเหตุสมผลเพียงใด
 แน่นอนแต่หากเป็นอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้ ไปชกกันคนละมุม forceพลังกันคนละฝ่าย พอได้ที่ต่อไปก็เนืองเลือดกันอีกสิคะ

#2 By Bubble Bleed on 2012-11-02 17:00

นั่นสิครับ คนดีที่ตรวจสอบไม่ได้
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคนดีจริง

#1 By Nest on 2012-11-02 15:37