นับย้อนอดีตไปกว่า20ปี ผู้เขียนยังจำได้ว่าสำนักพิมพ์ซีเอ็ดได้เคยบุกเบิกซื้อลิขสิทธิ์นำเข้าการ์ตูนMangaตีแผ่สาระสำหรับเยาวชนจากสำนักพิมพ์Gakken ในช่วงที่ตลาดการ์ตูนMangaบันเทิงกระแสหลักฉบับไพเรตเจริญรุ่งเรืองในช่วงปี2530กว่าๆ ช่วงนั้นผู้เขียนยังเป็นเด็กประถมที่ไม่เคยสนใจใฝ่การศึกษาอย่างจริงจังสักเท่าไหร่นัก พอได้อ่านการ์ตูนที่แม่ของผู้เขียนได้ซื้อยกชุดทั้งกล่องแล้วนั้นเลยทำให้ผู้เขียนมีแรงบันดาลใจที่จะทุ่มเทชีวิตให้กับการเรียนขึ้นมาบ้าง แต่หลังจากนั้นไม่นานการ์ตูนMangaตีแผ่สาระก็เริ่มหายไปจากท้องตลาด และเข้าสู่ยุคMangaลิขสิทธิ์อย่างเต็มรูปแบบ ก็แทบจะไม่มีการ์ตูนสาระสำหรับเยาวชนวางขายในท้องตลาดไปยาวนานหลายปี

 

จนกระทั่งเมื่อสำนักพิมพ์E.Q.Plusได้ถือกำเนิดและตีพิมพ์การ์ตูนสาระสำหรับเยาวชนวาดโดยฝีมือคนไทยอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในประวัติศาสตร์สิ่งพิมพ์ และได้รับนิยมจากครู,โรงเรียน,ผู้ปกครองและบุตรหลานอยู่พอสมควร (ถ้ามันขายดีอย่างล้นหลามจริงๆละก็ คิดว่าทางE.Q.Plusก็น่าจะเอามาพิมพ์ขายหากินใหม่อีกครั้งไปได้ยาวนานหลายปี ไม่ใช่พอขายหมดชุดแล้วก็เลิกไม่พิมพ์ขายต่อซะยังงั้น คาดว่าน่าจะเพราะผู้บริหารบริษัทกลัวจะขาดทุนขึ้นมาเนื่องจากคนในสำนักพิมพ์ตอนนั้นเคยผ่านประสบการณ์อันเจ็บปวดจากการที่ไปร่วมทุนกับQuick PC Networkเจ้าของธุรกิจสื่อนิตยสารคอมพิวเตอร์IT เพื่อทำธุรกิจนิตยสารข่าวและสาระปลุกกระแสวงการการ์ตูนในตำนานอย่างComic Questแล้วก็ต้องเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้และไม่สามารถจัดการบัญชีรายรับรายจ่ายให้ลงตัวได้เลย) โดยตัวอย่างหนังสือที่ออกขายไปก็เช่น การ์ตูนสาระชุดประวัติศาสตร์ชาติไทย,ชีวะประวัติบุคคลสำคัญในยุคศักดินาไทย,บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โลก,เจาะตำนานรอบโลก ฯลฯ นั้นจึงทำให้สำนักพิมพ์กระแสหลักรายสำคัญอย่างซีเอ็ดต้องหันมาสนใจหนังสือแนวนี้อีกครั้ง รวมไปถึงสำนักพิมพ์กระแสหลักที่เพิ่งตั้งเมื่อช่วงปี2540กว่าๆแต่กลับเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในชื่อ นานมีบุ๊คส์ ก็หันมาจับตลาดแนวนี้ตามไปด้วยหลังจากที่ในช่วงแรกๆสำนักนี้ได้เคยบุกเบิกซื้อลิขสิทธิ์นำเข้าการ์ตูนสาระเยาวชนจากฝั่งอเมริกาและยุโรปมาขายในไทยไปหลายเล่ม นับตั้งแต่ช่วงปี2550กว่าๆเป็นต้นมา

เมื่อ2สำนักพิมพ์ใหญ่เริ่มขยับตัว นั้นจึงทำให้E.Q.Plusต้องปรับตัวเองเพื่อรับมือแข่งขันกับการ์ตูนสาระเยาวชนนำเข้าจากเกาหลีอย่างขนานใหญ่ ทำให้ต้องเปลี่ยนแนวหนังสือสาระของตัวเองกลายมาเป็นการ์ตูนซีรีย์บันเทิงเรื่องยาวแนวสาระอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ และเลิกจัดทำการ์ตูนชุดเก่าๆที่เคยขายไปจนหมดสิ้นเนื่องจากกลัวว่าจะไม่สามารถสู้ยอดขายการ์ตูนจากเกาหลีจนต้องประสบกับภาวะขาดทุนได้ นอกเหนือจากE.Q.Plusแล้วก็มี

- สำนักพิมพ์ทีวีบูรพาซึ่งได้หันมาจับธุรกิจการ์ตูนสาระด้วย โดยการนำเอาบทจากรายการสารคดียอดนิยมอย่าง กบนอกกะลา มาวาดนำเสนอเป็นการ์ตูนลายเส้นของคนไทยขายไปหลายเล่มด้วยกัน

- สำนักพิมพ์SkyBookที่ทำธุรกิจคู่มือเตรืยมสอบระดับประถมมัธยมและคู่มือกีฬาก็ได้บุกเบิกการ์ตูนลายเส้นคนไทยวาดจากนิยายพื้นบ้าน,วรรณคดีไทยโบราณ,ราชนิพนธ์,วรรณกรรมจีนโบราณและชีวะประวัติศักดินาไทย โดยผลงานชิ้นสำคัญของค่ายนี้ก็คือซีรีย์การ์ตูนเรื่องยาวชุดผจญภัยตามรอยพระพุทธเจ้า(พระเจ้า500ชาติ)ที่วาดโดยแต่งเพิ่มเติมอิงจากเนื้อหานิทานชาดกจากพระไตรปิฎก กำหนดจำนวนเล่มไว้ทั้งหมด100เล่ม(เล่มละ5ชาติ)ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงจัดทำอยู่

- สำนักพิมพ์Bookwaveเป็นอีกค่ายที่นำเข้าลิขสิทธิ์การ์ตูนสาระจำนวนมากจากเกาหลีแข่งกันมาติดๆกับนานมีบุ๊คส์เช่นกัน รวมไปถึงการ์ตูนเกาหลีวาดจากวรรณกรรมในตำนานของโลกจากฝั่งยุโรปและอเมริกาหลายเรื่อง

- สำนักพิมพ์Read Comics สำนักพิมพ์หน้าใหม่ในเครือของIDC Premierเจ้าของธุรกิจสิ่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ITที่เพิ่งจะเปิดมาเพื่อหวังบุกเบิกตลาดการ์ตูนสาระสำหรับเยาวชนด้วยเช่นกัน โดยใช้แนวทางเดียวกับE.Q.Plusในตอนนี้นั้นก็คือ การ์ตูนซีรีย์เรื่องยาวตีแผ่สาระนั้นเอง

 

โดยการ์ตูนสาระสำหรับเยาวชนที่สำนักพิมพ์ใหญ่อย่างซีเอ็ดและนานมีบุ๊คส์ได้ตัดสินซื้อลิขสิทธิ์เพื่อเอามาตีตลาดปลุกกระแสการอ่านให้กับเยาวชนและผู้ปกครอง ก็คือการ์ตูนนำเข้าจากเกาหลีและจีนที่ยังคงแพร่หลายอยู่ในตลาดหนังสือมาจนถึงตอนนี้ แต่โดยส่วนใหญ่การ์ตูนแนวนี้ที่นำเข้ามามักจะเป็นของเกาหลีซะส่วนใหญ่มีของจีนเพียงแค่ไม่กี่เล่มเท่านั้น

แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตอยู่มากเลยว่าทำไมทั้งซีเอ็ดและนานมีบุ๊คส์จึงแทบจะไม่นำการ์ตูนMangaแนวนี้จากญี่ปุ่นมาขายในประเทศไทยเลยแม้แต่เรื่องเดียว? ทั้งๆที่ญี่ปุ่นคือชาติที่น่าจะมีต้นทุนและประสบการณ์ในการจัดทำและตีพิมพ์การ์ตูนMangaแนวนี้มากกว่า และคุณภาพเนื้อหาก็น่าจะออกมาดีกว่าชาติอื่นอย่างเกาหลีและจีนด้วยซ้ำไป

คำตอบของเรื่องนี้ก็คือ เพราะวัฒนธรรมหนังสือของญี่ปุ่นที่มีการเปิดอ่านซึ่งแตกต่างจากโลกสากลนั้นเอง ปกติวัฒนธรรมการเขียนตัวหนังสือของชนชาติต่างๆโดยทั่วไปมักจะเขียนเรียงบรรทัดจากด้านบนในแนวนอนโดยเริ่มจากซ้ายไปขวาพอจบบรรทัดแล้วถึงค่อยขึ้นบรรทัดใหม่ทางด้านซ้ายไล่ลงมาข้างล่าง หนังสือที่ตีพิมพ์ออกมาจึงต้องพลิกหน้าเปิดจากขวาไปซ้ายแบบที่เราคุ้นเคยกันดี(ยกเว้นภาษาอาหรับที่เริ่มเขียนเรียงบรรทัดจากขวามาซ้ายไล่จากบรรทัดบนมาล่าง) แต่การเขียนตัวหนังสือของญี่ปุ่นนั้นได้รับสืบทอดมาแต่โบราณจากจีนและเกาหลีที่เขียนตัวหนังสือลงในม้วนผ้าไหมที่คลี่ม้วนออกมาจากทางด้านซ้ายแล้วใช้มือขวาถือพู่กันเขียนลงไปโดยเรียงเป็นแถวจากบนลงล่าง จากนั้นจึงขึ้นแถวใหม่ที่ด้านซ้ายไปเรื่อยๆ พอเริ่มมีการทำกระดาษฟางเกิดขึ้นหนังสือที่เย็บเป็นเล่มออกมาก็ต้องพลิกหน้าเปิดจากซ้ายไปขวาแตกต่างจากหนังสือของโลกสากลไปเลย ตัวอย่างก็คือMangaลิขสิทธิ์แปลไทยที่ตีพิมพ์อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเดิมทีสำนักพิมพ์Mangaลิขสิทธิ์แปลไทยเคยกลับด้านต้นฉบับเพื่อให้Mangaตีพิมพ์ออกมานั้นเปิดอ่านเหมือนกับโลกสากลที่เราคุ้นเคยกัน จนกระทั่งเข้าสู่ปี2548-49 สำนักพิมพ์เจ้าของลิขสิทธิ์Mangaในญี่ปุ่นได้เริ่มบังคับให้สำนักพิมพ์ในไทยต้องตีพิมพ์Mangaตามต้นฉบับของตนอย่างถาวร นั้นจึงทำให้Mangaฉบับเปิดอ่านแบบไทยค่อยๆหายไปจากตลาดหนังสือทีละน้อยไปกับการจบชุดของMangaเรื่องที่ซื้อไปก่อนหน้านั้น

อ๊ะ เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้เราเพิ่งจะพูดไปนี่นะว่าวัฒนธรรมหนังสือของญี่ปุ่นนั้นได้รับสืบทอดมาจากจีนและเกาหลีนี่นา ถ้าเช่นนั้นวัฒนธรรมหนังสือของจีนและเกาหลีก็ต้องแตกต่างจากโลกสากลตามไปด้วยสิ คุณเข้าใจถูกแล้วละ เพียงแต่ว่าวัฒนธรรมหนังสือในยุคปัจจุบันของจีนและเกาหลีนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิงมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่2ไปแล้ว โดยกรณีของจีนนั้นได้มีนโยบายปฏิวัติวัฒนธรรมของตัวเองให้เข้ากับสากลนิยมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชาติ รวมไปถึงปฏิวัติวัฒนธรรมการเขียนและตีพิมพ์หนังสือของตนให้เข้ากับโลกสากลตามไปด้วย โดยการริเริ่มของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยุคหลังได้รับชัยชนะจากการสุ้รบด้วยกำลังและอุดมการเหนือพรรคก๊กมินตั๋งและขับไล่พรรคก๊กมินตั๋งให้ไปตั้งฐานที่มั่น ณ เกาะไต้หวัน ตราบถึงปัจจุบัน(นี่จึงเป็นเหตุผลให้วัฒนธรรมหนังสือของชาวไต้หวันนั้นยังคงรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมของตนได้เหมือนกับของญี่ปุ่น โดยสำนักพิมพ์เนชั่นเอ็ดดูเทนเมนต์ก็เพิ่งจะซื้อลิขสิทธิ์นำเข้าการ์ตูนสาระจากไต้หวันมาตีพิมพ์ขายในไทยไป และหนังสือที่พิมพ์ออกมาก็เปิดอ่านเหมือนของMangaลิขสิทธิ์ที่ขายในไทยนั้นเอง)

ส่วนกรณีของเกาหลีนั้นเราคงต้องไปสอบถามนักประวัติศาสตร์เกาหลีกันไปว่า ทางเกาหลีนั้นมีแรงบันดาลใจอะไรกันแน่ที่ทำให้ชาติของตนต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมหนังสือตามก้นจีนไปด้วย ทั้งๆที่วัฒนธรรมหนังสือมาแต่โบราณของตนก็ได้รับมาจากจีนเช่นกัน เนื่องจากผู้เขียนไม่มีข้อมูลเบื้องลึกเกี่ยวกับเรื่องนี้จากทางฝั่งเกาหลีเลย

 

ทั้งสำนักพิมพ์ซีเอ็ดและนานมีบุ๊คส์ต้องการที่จะตีพิมพ์การ์ตูนสาระสำหรับเยาวชนที่เปิดอ่านตามแบบสากลมากกว่าเปิดอ่านแบบญี่ปุ่นและไต้หวัน จึงแทบจะไม่มีแผนการที่จะซื้อลิขสิทธิ์Mangaสาระสำหรับเยาวชนมาตีพิมพ์ในไทยเลย เว้นเสียแต่ว่าทางเจ้าของลิขสิทธิ์จะยังคงยอมผ่อนปรนให้มีการกลับด้านพร้อมกับตกแต่งแก้ไขความผิดเพี้ยนของต้นฉบับเหมือนเมื่อครั้งอดีตนั้นละ

น่าเสียดายที่เราคงจะไม่ได้เห็นMangaสาระคุณภาพชั้นเยี่ยมจากญี่ปุ่นแปลเป็นภาษาไทยมาขายให้มากกว่านี้เป็นแน่ ตราบใดที่ฝ่ายเจ้าของลิขสิทธิ์เองนั้นแหละยังไม่คิดที่จะปรับเปลี่ยนต้นฉบับของตนเพื่อเอามาใช้ขายในโลกสากลโดยเฉพาะเท่านั้น

Comment

Comment:

Tweet