วอนสื่อหยุดถามการเมือง: สัญญาณเล็กๆในรายการคุยข่าว?
posted on 08 Oct 2009 18:03 by spiral in Medias-Badness
โดย ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการประจำโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม
“88 % คือเห็นด้วย และ 12 % คือ ไม่เห็นด้วย” เป็นตัวเลขไม่เป็นทางการที่สำรวจความคิดเห็นผู้ชมรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ต่อคำถามว่า “นายกฯ วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมือง ท่านเห็นด้วยหรือไม่?”
ปรากฏความแปลกใจเล็กน้อยว่าผู้ชมส่วนมากเห็นด้วยกับนายกฯ
ความ แปลกใจนี้มิได้ขยายความต่อแต่อย่างใด อีกทั้งยังถูกทำให้ไม่มีความสำคัญทางสถิติ ซึ่งก็เป็นจริง เพราะตัวเลขดังกล่าวไม่อาจสะท้อนความรู้สึกของคนทั้งประเทศได้ เพราะเป็นตัวเลขของผู้ที่ชมรายการเล่าข่าวนี้เท่านั้น
แต่หากคิดว่า 36% คือตัวเลขส่วนแบ่งผู้ชม (share of audience) โดยประมาณ ที่สำรวจโดยบริษัทเรตติ้งยักษ์ใหญ่ในประเทศ ที่เลือกชมรายการนี้ในเวลาก่อนเที่ยงของวันเสาร์-อาทิตย์ ก็น่าคิดว่า นี่คือกลุ่มผู้ชมที่เลือกชมรายการข่าวเพราะชื่นชอบพิธีกร ชื่นชอบรายการข่าวที่เล่าสนุก และชื่นชอบข่าวโดยนิสัยแล้วละก็ ตัวเลขนี้ก็น่าสนใจ
โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ที่สรุปเอาหยาบๆ ได้ว่า ผู้ชมรายการนี้ “วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมือง” แบบที่นายกฯ ร้องขอ
ทำไม ตัวเลขจึงออกมาแตกต่างกันอย่างนี้ 88-12 มากถึง 76 % ในทางสถิติก็อาจเป็นเพราะถามในช่วงวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุด เป็นวันพักผ่อน และต้องการหยุดความคิดที่ต้องเสพข่าวสารหนักๆ
หากลองถามใหม่ในวันอื่นๆ ตัวเลขที่ได้ ก็อาจเปลี่ยนแปลงไป
หรือจริงๆ แล้วกลุ่มคนที่ตอบนั้นต้องการเห็นรายการนี้เล่าข่าวอื่นๆ ที่สบายๆ มากกว่า
ก็แล้วแต่จะคิดกันไป
มองสนุกแบบคนชอบทดลอง นี่อาจเป็นปัญหาในเชิงเทคนิคการทำวิจัย
อย่าง ไรก็ตาม ประเด็นที่อยากจะสื่อสารคือ หากสมมติว่ามีคน 88 % ซึ่งชื่นชอบรายการข่าวและคิดเหมือนกับนายก วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมืองจากนายกฯ จริงๆ แล้ว
อันนี้น่าคิดต่อไปว่า สื่อจะทำอย่างไร
สื่อจะถามอะไรจากนายกฯ ถ้าไม่ใช่เรื่องการเมือง
ก่อน อื่นต้องตีความหมายของคำว่า “การเมือง” ก่อนว่า ในความรู้สึกของประชาชนผู้วอนให้สื่อหยุดถามนั้นน่าจะหมายถึง “การเมืองเรื่องบุคคลที่มีศูนย์กลางของความขัดแย้ง” ใช่ไหม
ในช่วง นี้ก็น่าจะหมายถึงความขัดแย้งของการแต่งตั้งผบ.ตร. หรือกรณีความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วม หรือความขัดแย้งระหว่างท่านนายกฯ กับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือประเด็นการเมืองแบบ “ท่านคิดยังไง เรื่องฝั่งทางโน้น”
จะว่าไป นี่ก็เป็นวัฒนธรรมข่าวการเมืองของทุกๆ ประเทศที่มักเน้นเรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล นักการเมือง (personalization) เน้นเรื่องส่วนตัว และเร้าอารมณ์มันให้เหมือนละคร (dramatization) ที่มีพล็อต มีปัญหา มีความขัดแย้งและมีจุดจบ ซึ่งกว่าจะถึงจุดจบนั้นก็เล่นข่าวเอายาวนานเลยที่เดียว
จะว่าไปก็โทษ สื่อเสียทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะตัวนักการเมืองเองก็มีส่วนทำให้เรื่องราวมันต้องถูกขุดคุย สืบเสาะเอามาแฉเอามาเล่ากันเป็นฉากๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
เราจึงได้ดูข่าวการเมืองแบบละครน้ำเน่าทุกๆ วัน
แตก ต่างกันที่ละครน้ำเน่านั้น ตั้งใจเล่นจริงๆ ตามเรื่องแต่ง แต่ละครการเมืองนั้น เล่นหลอกๆ ตามเรื่องจริงหรือหลอกก็ไม่รู้ เพราะซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่ามากมาย ที่สำคัญอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ได้อยู่บนเรตติ้งเหมือนละครทีวี
ทีนี้ หากไม่ถามเรื่องการเมืองแบบความขัดแย้ง แล้วจะถามการเมืองแบบไหน?
ประเด็น นี้ สุทธิชัย หยุ่น เคยเขียนเอาไว้มากมายในคอลัมน์กาแฟดำ ว่า นักข่าวต้องหยุดตั้งคำถามแบบนักข่าวปิงปอง หรือคำถามเชิงความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคล แต่หันมาถามคำถามที่เข้าสู่สาระสำคัญของการเมืองที่มีพื้นฐานอยู่ที่ว่า ประชาชนจะได้ความเท็จ ความจริง และประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้กัน
สุทธิ ชัย แนะนำว่า “คนข่าวไม่ควรถามในสิ่งที่นักการเมืองอยากตอบ” เพราะจะมีนักการเมืองประเภทอยากพูดในสิ่งที่ตนเองอยากพูดและอยากให้ประชาชน รู้แค่นั้น เพราะตนเองรู้
แค่นั้นหรือไม่รู้อย่างอื่น และคนข่าวที่ถามคำถามที่นักการเมืองอยากตอบก็ไม่ควรเรียกตนเองว่าเป็นสื่อ เป็นได้เพียงแค่นักแสดงละครการเมืองเท่านั้น
สุทธิชัย ยังแนะนำด้วยว่า นักการเมืองเองก็ไม่ควรยอมให้สื่อตั้งคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การทำงานที่หมายถึงเนื้องานจริงๆ ของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่
มองในแง่ดี นายกฯ อภิสิทธิ์กำลังวอนสื่อหยุดตั้งคำถามเรื่องการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้อง
สื่อจับสัญญาณนี้ได้ไหม?
หรือสื่อจะมองว่าก็เป็นอีกวาทกรรมสวยหรูหนึ่งที่นักการเมืองมักใช้เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม
ข่าว การเมือง แบบความหมาย ความขัดแย้งของนักการเมือง จึงยังคงอยู่ เพราะคนข่าวเอง “เคยชินเอาว่า” นี่แหละคือแก่นสารของข่าวการเมือง “จนสร้างความรู้สึกให้สาธารณชนรู้สึกว่า การเมืองมันน้ำเน่าเหลือเกิน”
ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่า เนื้อหาสาระของการเมืองยังมีประเด็นอื่นๆ ที่สื่อสามารถรายงานได้ เรียกว่า “ข้อเท็จจริงทางนโยบาย/การกระทำทางการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชน” คือถามในสิ่งที่นักการเมือง “ทำ” (politics do/done) ไม่ใช่ถามในสิ่งที่นักการเมืองคิด/รู้สึก (politicians’ thinking/feeling)
คำถามที่สื่อถามนายกฯหรือนักการเมือง จะต้องเปลี่ยน (change! we need แบบสโลแกนหาเสียงของโอบามา) คือ
เปลี่ยนไปถามเรื่องนโยบาย/การทำงานที่มีปัญหาที่มาจากประชาชนด้านล่าง
เปลี่ยน เป็นคำถามที่ลงลึกไปที่ประเด็นทางการเมืองที่มีพื้นฐานมาจาก สิ่งที่ประชาชนต้องการรู้และเกี่ยวข้อง กระทบ เชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามากกว่า
เป็นคำถามที่มีศูนย์กลางของเรื่องราวอยู่ที่ประชาชนต้องการรู้ ไม่ใช่นักการเมืองอยากตอบไม่อยากตอบ
เป็นคำถามที่มาจากการสมมุติตนเองว่า ถ้าเราเป็นประชาชน อยากจะรู้อยากจะถามอะไรจากนักการเมือง
นักข่าวควรทำการบ้านให้มากขึ้นกว่านี้ในการตั้งคำถาม หากจะถามเอาเรื่องการเมือง
สื่อ อาจลองไปคนดูตัวอย่างคำถามในรายการนายกฯ ทุกๆ วันอาทิตย์ ดูก็ได้ ว่า คำถาม(ทั้งส่วนที่ได้ออกและไม่ได้ออก และตัดส่วนที่ชมหรือตำหนินายกฯ ออกไป) นั้นมีอะไรบ้าง
เพราะที่เห็นในฟรีทีวี (ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีทั้งนักข่าวโทรทัศน์ สังเกตจากไมโครโฟน) และมีนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ด้วยหรือไม่ (เพราะเห็นเครื่องอัดเสียงกับจดกระดาษโน้ตบ้าง แต่ไม่มาก) แต่คำถามก็มักจะวนเวียนอยู่ที่ความขัดแย้งทางการเมืองของนักการเมือง มากกว่าความขัดแย้งของผลประโยชน์สาธารณะที่มีนักการเมืองเกี่ยวข้อง
ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมือง ก็อาจตีความได้ว่า
1) สื่อมีปัญหา วนเวียน หมกมุ่น อยู่ที่ความขัดแย้งแบบการเมืองเรื่องส่วนตัว-บุคคล
2) นายกฯ มีปัญหา (และ นักการเมืองในประเทศไทยคนอื่นๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่นการโต้เถียงทางการเมืองทุกๆ วันเสาร์ อาทิตย์ของทีมโฆษกนั้น ก็แทบจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับประชาชนเลย) ที่ไม่สามารถย้ายความสนใจของสื่อไปที่เรื่องอื่นๆ ได้ เช่นที่ท่านเคยพูดว่า โลกไม่ได้หมุนรอบผบ.ตร. (แต่ก็มีสื่อบางคนบอกกว่า ผบ.ตร. หมุนรอบตัวนายกฯ ต่างหาก – ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่านี่เป็นความพยายามปั่นข่าวของสื่อ – spin news เองหรือมันควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ)
ไม่ว่าใครจะมีปัญหา แต่ที่แน่ยิ่งกว่าคือ สังคมย่อมมีปัญหาแน่ หากได้เสพข่าวสารการเมืองที่อ่อนแอเช่นนี้
ผู้ เขียนมองว่า ไม่ว่าปัญหาหมุนรอบตัวใคร และใครมีปัญหา แต่อยากจะสื่อสารถึงสื่อมวลชนว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สื่อจะปรับปรุงและยก ระดับการทำงานข่าวให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพราะที่เป็นอยู่นั้น อาจถือว่าเป็นมาตรฐานที่ไม่น่าจะดีนัก
ข่าวการเมืองก็คงจะมีส่วนที่ เรียกว่าแก่นและกระพี้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสื่อรายงานข่าวการเมืองแบบไหน เน้นแก่นหรือกระพี้ทางการเมือง 88% เป็นตัวเลขที่อาจตอกหน้าสื่อให้หน้าแตกเล็กๆ ว่าพอเสียทีเถอะ แน่ว่าสื่ออาจทำเป็นมองไม่เห็น แต่นั่นก็อาจเป็นสัญญาณเล็กๆ ที่สำคัญว่ากับแนวทางการรายงานข่าวการเมืองแบบเดิมๆ เพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไรกับสังคมเลย
สื่อไม่ควรสนใจเลยว่านักการ เมืองอยากตอบอะไร แต่สนใจว่าประชาชนอยากถามอยากรู้อะไรจะดีกว่า และสำหรับตัวนักการเมืองเองหากสื่อทำหน้าที่อย่างแข็งขันและสร้างสรรค์อย่าง แท้จริงแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาบอกว่าคำถามไหนอยากตอบ ไม่อยากตอบ คำถามไหนสร้างสรรค์ไม่สร้างสรรค์เหมือนที่ผ่านมา เพราะนั่นก็เป็นวิธีการแทรกแซงสื่อทางหนึ่งเหมือนกัน
ต่อไปน่าจะมีคำถามว่า “สือวอนนักการเมืองหยุดพูดเรื่องการเมือง(เรื่องไร้สาระ) ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่”
ที่มา มติชน
“88 % คือเห็นด้วย และ 12 % คือ ไม่เห็นด้วย” เป็นตัวเลขไม่เป็นทางการที่สำรวจความคิดเห็นผู้ชมรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ต่อคำถามว่า “นายกฯ วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมือง ท่านเห็นด้วยหรือไม่?”
ปรากฏความแปลกใจเล็กน้อยว่าผู้ชมส่วนมากเห็นด้วยกับนายกฯ
ความ แปลกใจนี้มิได้ขยายความต่อแต่อย่างใด อีกทั้งยังถูกทำให้ไม่มีความสำคัญทางสถิติ ซึ่งก็เป็นจริง เพราะตัวเลขดังกล่าวไม่อาจสะท้อนความรู้สึกของคนทั้งประเทศได้ เพราะเป็นตัวเลขของผู้ที่ชมรายการเล่าข่าวนี้เท่านั้น
แต่หากคิดว่า 36% คือตัวเลขส่วนแบ่งผู้ชม (share of audience) โดยประมาณ ที่สำรวจโดยบริษัทเรตติ้งยักษ์ใหญ่ในประเทศ ที่เลือกชมรายการนี้ในเวลาก่อนเที่ยงของวันเสาร์-อาทิตย์ ก็น่าคิดว่า นี่คือกลุ่มผู้ชมที่เลือกชมรายการข่าวเพราะชื่นชอบพิธีกร ชื่นชอบรายการข่าวที่เล่าสนุก และชื่นชอบข่าวโดยนิสัยแล้วละก็ ตัวเลขนี้ก็น่าสนใจ
โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ที่สรุปเอาหยาบๆ ได้ว่า ผู้ชมรายการนี้ “วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมือง” แบบที่นายกฯ ร้องขอ
ทำไม ตัวเลขจึงออกมาแตกต่างกันอย่างนี้ 88-12 มากถึง 76 % ในทางสถิติก็อาจเป็นเพราะถามในช่วงวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุด เป็นวันพักผ่อน และต้องการหยุดความคิดที่ต้องเสพข่าวสารหนักๆ
หากลองถามใหม่ในวันอื่นๆ ตัวเลขที่ได้ ก็อาจเปลี่ยนแปลงไป
หรือจริงๆ แล้วกลุ่มคนที่ตอบนั้นต้องการเห็นรายการนี้เล่าข่าวอื่นๆ ที่สบายๆ มากกว่า
ก็แล้วแต่จะคิดกันไป
มองสนุกแบบคนชอบทดลอง นี่อาจเป็นปัญหาในเชิงเทคนิคการทำวิจัย
อย่าง ไรก็ตาม ประเด็นที่อยากจะสื่อสารคือ หากสมมติว่ามีคน 88 % ซึ่งชื่นชอบรายการข่าวและคิดเหมือนกับนายก วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมืองจากนายกฯ จริงๆ แล้ว
อันนี้น่าคิดต่อไปว่า สื่อจะทำอย่างไร
สื่อจะถามอะไรจากนายกฯ ถ้าไม่ใช่เรื่องการเมือง
ก่อน อื่นต้องตีความหมายของคำว่า “การเมือง” ก่อนว่า ในความรู้สึกของประชาชนผู้วอนให้สื่อหยุดถามนั้นน่าจะหมายถึง “การเมืองเรื่องบุคคลที่มีศูนย์กลางของความขัดแย้ง” ใช่ไหม
ในช่วง นี้ก็น่าจะหมายถึงความขัดแย้งของการแต่งตั้งผบ.ตร. หรือกรณีความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วม หรือความขัดแย้งระหว่างท่านนายกฯ กับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือประเด็นการเมืองแบบ “ท่านคิดยังไง เรื่องฝั่งทางโน้น”
จะว่าไป นี่ก็เป็นวัฒนธรรมข่าวการเมืองของทุกๆ ประเทศที่มักเน้นเรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล นักการเมือง (personalization) เน้นเรื่องส่วนตัว และเร้าอารมณ์มันให้เหมือนละคร (dramatization) ที่มีพล็อต มีปัญหา มีความขัดแย้งและมีจุดจบ ซึ่งกว่าจะถึงจุดจบนั้นก็เล่นข่าวเอายาวนานเลยที่เดียว
จะว่าไปก็โทษ สื่อเสียทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะตัวนักการเมืองเองก็มีส่วนทำให้เรื่องราวมันต้องถูกขุดคุย สืบเสาะเอามาแฉเอามาเล่ากันเป็นฉากๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
เราจึงได้ดูข่าวการเมืองแบบละครน้ำเน่าทุกๆ วัน
แตก ต่างกันที่ละครน้ำเน่านั้น ตั้งใจเล่นจริงๆ ตามเรื่องแต่ง แต่ละครการเมืองนั้น เล่นหลอกๆ ตามเรื่องจริงหรือหลอกก็ไม่รู้ เพราะซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่ามากมาย ที่สำคัญอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ได้อยู่บนเรตติ้งเหมือนละครทีวี
ทีนี้ หากไม่ถามเรื่องการเมืองแบบความขัดแย้ง แล้วจะถามการเมืองแบบไหน?
ประเด็น นี้ สุทธิชัย หยุ่น เคยเขียนเอาไว้มากมายในคอลัมน์กาแฟดำ ว่า นักข่าวต้องหยุดตั้งคำถามแบบนักข่าวปิงปอง หรือคำถามเชิงความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคล แต่หันมาถามคำถามที่เข้าสู่สาระสำคัญของการเมืองที่มีพื้นฐานอยู่ที่ว่า ประชาชนจะได้ความเท็จ ความจริง และประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้กัน
สุทธิ ชัย แนะนำว่า “คนข่าวไม่ควรถามในสิ่งที่นักการเมืองอยากตอบ” เพราะจะมีนักการเมืองประเภทอยากพูดในสิ่งที่ตนเองอยากพูดและอยากให้ประชาชน รู้แค่นั้น เพราะตนเองรู้
แค่นั้นหรือไม่รู้อย่างอื่น และคนข่าวที่ถามคำถามที่นักการเมืองอยากตอบก็ไม่ควรเรียกตนเองว่าเป็นสื่อ เป็นได้เพียงแค่นักแสดงละครการเมืองเท่านั้น
สุทธิชัย ยังแนะนำด้วยว่า นักการเมืองเองก็ไม่ควรยอมให้สื่อตั้งคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การทำงานที่หมายถึงเนื้องานจริงๆ ของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่
มองในแง่ดี นายกฯ อภิสิทธิ์กำลังวอนสื่อหยุดตั้งคำถามเรื่องการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้อง
สื่อจับสัญญาณนี้ได้ไหม?
หรือสื่อจะมองว่าก็เป็นอีกวาทกรรมสวยหรูหนึ่งที่นักการเมืองมักใช้เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม
ข่าว การเมือง แบบความหมาย ความขัดแย้งของนักการเมือง จึงยังคงอยู่ เพราะคนข่าวเอง “เคยชินเอาว่า” นี่แหละคือแก่นสารของข่าวการเมือง “จนสร้างความรู้สึกให้สาธารณชนรู้สึกว่า การเมืองมันน้ำเน่าเหลือเกิน”
ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่า เนื้อหาสาระของการเมืองยังมีประเด็นอื่นๆ ที่สื่อสามารถรายงานได้ เรียกว่า “ข้อเท็จจริงทางนโยบาย/การกระทำทางการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชน” คือถามในสิ่งที่นักการเมือง “ทำ” (politics do/done) ไม่ใช่ถามในสิ่งที่นักการเมืองคิด/รู้สึก (politicians’ thinking/feeling)
คำถามที่สื่อถามนายกฯหรือนักการเมือง จะต้องเปลี่ยน (change! we need แบบสโลแกนหาเสียงของโอบามา) คือ
เปลี่ยนไปถามเรื่องนโยบาย/การทำงานที่มีปัญหาที่มาจากประชาชนด้านล่าง
เปลี่ยน เป็นคำถามที่ลงลึกไปที่ประเด็นทางการเมืองที่มีพื้นฐานมาจาก สิ่งที่ประชาชนต้องการรู้และเกี่ยวข้อง กระทบ เชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามากกว่า
เป็นคำถามที่มีศูนย์กลางของเรื่องราวอยู่ที่ประชาชนต้องการรู้ ไม่ใช่นักการเมืองอยากตอบไม่อยากตอบ
เป็นคำถามที่มาจากการสมมุติตนเองว่า ถ้าเราเป็นประชาชน อยากจะรู้อยากจะถามอะไรจากนักการเมือง
นักข่าวควรทำการบ้านให้มากขึ้นกว่านี้ในการตั้งคำถาม หากจะถามเอาเรื่องการเมือง
สื่อ อาจลองไปคนดูตัวอย่างคำถามในรายการนายกฯ ทุกๆ วันอาทิตย์ ดูก็ได้ ว่า คำถาม(ทั้งส่วนที่ได้ออกและไม่ได้ออก และตัดส่วนที่ชมหรือตำหนินายกฯ ออกไป) นั้นมีอะไรบ้าง
เพราะที่เห็นในฟรีทีวี (ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีทั้งนักข่าวโทรทัศน์ สังเกตจากไมโครโฟน) และมีนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ด้วยหรือไม่ (เพราะเห็นเครื่องอัดเสียงกับจดกระดาษโน้ตบ้าง แต่ไม่มาก) แต่คำถามก็มักจะวนเวียนอยู่ที่ความขัดแย้งทางการเมืองของนักการเมือง มากกว่าความขัดแย้งของผลประโยชน์สาธารณะที่มีนักการเมืองเกี่ยวข้อง
ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์วอนสื่อหยุดถามเรื่องการเมือง ก็อาจตีความได้ว่า
1) สื่อมีปัญหา วนเวียน หมกมุ่น อยู่ที่ความขัดแย้งแบบการเมืองเรื่องส่วนตัว-บุคคล
2) นายกฯ มีปัญหา (และ นักการเมืองในประเทศไทยคนอื่นๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่นการโต้เถียงทางการเมืองทุกๆ วันเสาร์ อาทิตย์ของทีมโฆษกนั้น ก็แทบจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับประชาชนเลย) ที่ไม่สามารถย้ายความสนใจของสื่อไปที่เรื่องอื่นๆ ได้ เช่นที่ท่านเคยพูดว่า โลกไม่ได้หมุนรอบผบ.ตร. (แต่ก็มีสื่อบางคนบอกกว่า ผบ.ตร. หมุนรอบตัวนายกฯ ต่างหาก – ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่านี่เป็นความพยายามปั่นข่าวของสื่อ – spin news เองหรือมันควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ)
ไม่ว่าใครจะมีปัญหา แต่ที่แน่ยิ่งกว่าคือ สังคมย่อมมีปัญหาแน่ หากได้เสพข่าวสารการเมืองที่อ่อนแอเช่นนี้
ผู้ เขียนมองว่า ไม่ว่าปัญหาหมุนรอบตัวใคร และใครมีปัญหา แต่อยากจะสื่อสารถึงสื่อมวลชนว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สื่อจะปรับปรุงและยก ระดับการทำงานข่าวให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพราะที่เป็นอยู่นั้น อาจถือว่าเป็นมาตรฐานที่ไม่น่าจะดีนัก
ข่าวการเมืองก็คงจะมีส่วนที่ เรียกว่าแก่นและกระพี้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสื่อรายงานข่าวการเมืองแบบไหน เน้นแก่นหรือกระพี้ทางการเมือง 88% เป็นตัวเลขที่อาจตอกหน้าสื่อให้หน้าแตกเล็กๆ ว่าพอเสียทีเถอะ แน่ว่าสื่ออาจทำเป็นมองไม่เห็น แต่นั่นก็อาจเป็นสัญญาณเล็กๆ ที่สำคัญว่ากับแนวทางการรายงานข่าวการเมืองแบบเดิมๆ เพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไรกับสังคมเลย
สื่อไม่ควรสนใจเลยว่านักการ เมืองอยากตอบอะไร แต่สนใจว่าประชาชนอยากถามอยากรู้อะไรจะดีกว่า และสำหรับตัวนักการเมืองเองหากสื่อทำหน้าที่อย่างแข็งขันและสร้างสรรค์อย่าง แท้จริงแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาบอกว่าคำถามไหนอยากตอบ ไม่อยากตอบ คำถามไหนสร้างสรรค์ไม่สร้างสรรค์เหมือนที่ผ่านมา เพราะนั่นก็เป็นวิธีการแทรกแซงสื่อทางหนึ่งเหมือนกัน
ต่อไปน่าจะมีคำถามว่า “สือวอนนักการเมืองหยุดพูดเรื่องการเมือง(เรื่องไร้สาระ) ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่”
ที่มา มติชน