คำสั่งสอนเพิ่มเติมจากพวกคลั่งเจ้า
posted on 11 Sep 2009 17:14 by spiral in Feudal-Badness
วันศุกร์ 11 กันยายน 2009 — chapter 11
More royalist political advice
September 9, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
อับเดทครั้งที่ ๑: เดอะเนชั่นลงการสัมภาษณ์ ๒ ตอนของ ศ.สตีเฟน บี ยัง ผู้ให้คำปรึกษาพวกคลั่งเจ้า ภาคแรกของตามบทความข้างล่างนี้ เริ่มต้นด้วย “การแตกแยกในชาติสร้างความสับสนให้กับเพื่อนเก่าของประเทศไทย” (วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๒) เป็นเรื่องดีที่ทั้งนิวแมนดาลา และ บางกอกบัณฑิตได้ลงบทสัมภาษณ์นี้ และทั้งได้เน้นให้มองเห็นได้ชัดอีกด้วย ประหยัดเวลาของพีพีทีที่จะตั้งหลายๆคำถามของ “เพื่อนเก่า” ของศักดินาในประเทศไทย การขาดความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์ไทย และการขาดความสามารถที่จะเข้าใจสภาพการเมืองไทย ในขณะที่มานั่งสั่งสอนคนอื่นซึ่งเข้าใจประเทศไทย
มันเป็นความคิดอันเป็นสันดานประจำตัวของบรรดาพวกคลั่งเจ้าที่คอยหาแต่นักวิชาการต่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนราชวงศ์และศักดินาไทยเพื่อที่จะยกระดับตัวเอง ตัวอย่างเช่น องคมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ถูกแต่งตั้ง แล้วถูกปลด ได้ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐบาล คมช. หลังจากการทำรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๕๔๙ เมื่อพวกคลั่งเจ้าระดับสูงโหมโฆษณาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นอุดมการณ์ และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จนถูกโดนวิเคราะห์อย่างละเอียด จนต้องขอร้องให้นักวิชาการที่จงรักภักดี ออกมาจัดทำสัมมนาระดับชาติในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พวกเขาได้ยกขโยงนำผู้บรรยายชาวต่างประเทศที่มีชื่อเสียงดังๆ แต่ขาดความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้แต่จะอุทิศตนให้กับเศรษฐกิจพอเพียงนี้ (อ่านได้จาก ที่นี่ และ ที่นี่)
การเข็นเอา ศ.สตีเฟน ยังออกมาก็เป็นการกระทำย้ำรอยเดิม แม้ว่าเขาจะไม่มีชื่อเสียง แต่ประวัติส่วนตัวโดยสังเขปจากองค์กรธรรมาภิบาลบรรษัท (Caux Round Table) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิชาการ และชี้ให้เห็นถึงความคิดอย่างอนุรักษ์นิยมและรีพับริกัน (เช่น ในปี พ.ศ.๒๕๓๕ เขาได้ก่อตั้งศูนย์การทดลองของอเมริกา (Center of the American Experiment) ซึ่งสนับสนุนความคิดในด้านอนุรักษ์นิยมและตลาดเสรี อันเป็นงานระดับมันสมองในรัฐมินนิโซต้า เขายังได้รับใช้กลุ่มขวาจัด เช่นคณะกรรมการสากลเพื่ออิสรภาพของชาวเวียตนาม)
องค์กรธรรมาภิบาลบรรษัท ซึ่งเขาเป็นผู้อำนวยการระดับสูง เป็นองค์กรซึ่งเริ่มตั้งขี้นมาจากผู้นำด้านธุรกิจบางคนที่ต้องการสนับสนุนให้มีการค้าเสรี และยังได้สนับสนุน “จริยธรรมของระบบทุนนิยม” และความรับผิดชอบในสังคมของบริษัท เป็นกลุ่มเรียกร้องที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก แต่มีเส้นสายในในประเทศไทยโดยผ่านทางนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งสองสมัย และผู้คลั่งเจ้าที่ซื่อสัตย์ นายอานันท์ใช้เวลาหลายปีในการถ่ายทอดโครงการณ์ต่างๆของราชวงศ์ให้ชาวต่างประเทศได้รับรู้ ตัวนำขององค์กรธรรมาภิบาลบรรษัทในประเทศไทยจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก นายกษิต ภิรมย์
ศ.สตีเฟน ยัง เหมาะกับความต้องการทางอุดมการณ์ของพวกคลั่งเจ้าเป็นที่สุด แม้ว่าเขาแทบจะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย
อัพเดทครั้งที่ ๒ และ ๓: ใครก็ตามที่ต้องการอ่านเรื่องตลกในรายงานเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ สามารถติดตามอ่านได้ ที่นี่ พีพีทีอดรนทนไม่ได้ที่จะต้องแสดงความเห็น เนื่องจากรายงานนี้สุดจะแย่ และแบไต๋ได้โจ่งแจ้งเสียเหลือเกิน
ศ.สตีเฟน ยัง เป็นสมาชิกพรรครีพับริกันของอเมริกา (อ่านการรณรงค์แข่งขันประธานาธิบดีปี พ.ศ.๒๕๕๑ ได้จากบล็อกของเขา) ขาดมารยาทในการแสดงความเห็นว่า การเมืองไม่ควร “ถูกซื้อ หรือถูกคุมเบื้องหลังฉาก ด้วยบุคคลที่มีเงินทุนหนา ใจแคบ มีนิสัยไม่เก็บอารมณ์…” ลองดูพวกรีพับริกันไม่กี่วันสุดท้ายซิ น่าเวทนาเหลือเกิน ดูที่เงินไหลเข้าในการรณรงค์ทางการเมืองในอเมริกาซิ จากแหล่งข่าวบางแหล่งว่ามีการใช้เงินเป็นจำนวนถึง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ในการรณรงค์แข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่แล้ว
เขากล่าวว่าเพื่อนร่วมชั้นในมหาลัยคือ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้กอบกู้เศรษฐกิจของชาติภายหลังจากวิกฤติฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐…” จริงหรือ ใครจำเรื่อง “กอบกู้” นี้ได้บ้าง เขาหมายถึงนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์
ศ.สตีเฟน นำวลีเก่าที่ใช้กันในปลายยุคปี ค.ศ. ๑๙๔๐ กลับมาใช้ใหม่เพื่ออธิบายประเทศไทยว่าเป็น “ระบบสังคมที่มีโครงสร้างไม่มั่นคง” ตามบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารปี พ.ศ. ๒๔๙๓ วลีเดิมเป็นคำเฉพาะเพื่อสร้างมโนภาพความเป็นไทย โดยการวางราชวงศ์ให้เป็นศูนย์กลางของสังคมไทย; อันเป็นงานของพวกคลั่งเจ้า
เมื่อ ศ.สตีเฟน ยัง เขียนเรื่องการเมืองในปัจจุบัน ช่างไม่เข้าท่าเอาเสียเลย หาว่าเสื้อแดงทุกคนรับเงิน และเสื้อเหลืองประท้วงอย่างสงบโดยเสมอมา – ที่แน่ๆคือ สตีเฟนได้รับข้อมูลมาจากนายกษิต ส่วนที่นายกษิตเว้นที่จะเล่าก็คือ ความเห็นตอนยึดสนามบินว่าสนุกสนานมีคุณภาพอย่างไร
และสุดท้าย ความขัดแย้งขณะนี้ เป็นความขัดแย้งของศักดินาเอง – ลืมเรื่องพวกที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางสังคมเสียทั้งหมด – ปล่อยให้ทักษิณเป็นบุคคลที่น่าสยดสยอง หิวโหยแต่เงิน ตรงข้ามกับราชวงศ์ที่พร้อมไปด้วยจริยวัตร ซึ่งนิยม “จริยธรรมดั้งเดิม” และแสดงตัวคล้ายสุภาพบุรุษ แน่นอน ด้านนี้ของศักดินาก็คือหิวโหยแต่เงิน (คิดถึงทรัพย์สินที่ราชวงศ์มีเป็นพันๆล้านบาท และยังคงเก็บเกี่ยวได้ทุกวัน) และฉ้อราษฎร์ด้วยเช่นกัน แต่อย่าได้ปล่อยให้รายละเอียดปลีกย่อยแบบนี้ปรากฎในประวัติของบุคคลที่แสนประเสริฐ
ประชาธิปไตยจะถูกโค่นลงได้ (เขาอ้างถึงอริสโตเติล อ่านกี่ครั้งก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี) เพราะการฉ้อราษฏร์ แต่ คนดีๆที่อยู่รายล้อมพรรคประชาธิปัตย์และราชวังย่อมไม่มีทางที่จะเป็นพวกเห็นแก่ผลประโยชน์แห่งตน แน่นอน พีพีทีตีความเอาเอง แต่ที่แน่ๆ นี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่เหลือจะทน
อัพเดทครั้งที่ ๔: ขณะนี้เดอะเนชั่นได้ลงบทสัมภาษณ์กับศ.สตีเฟน ยัง ทั้งสองตอน พีพีทีพูดได้คำเดียวว่ามีแต่เลวลง มีทั้งเหยียดเชื้อชาติ และสรรหาแต่เรื่องเหลวไหลอย่างคนขี้โอ่เกี่ยวกับ “คนตัวเล็กๆ” ในประเทศไทยว่าคิดอะไร และเชื่ออะไร ตัวอย่างเช่น: ทักษิณไม่ได้รับความนิยมอย่างแท้จริง เพราะ “ในประเทศไทย คนตัวเล็กๆ มักจะแหงนมองหาคนสำคัญ เพราะพวกเขามีความรู้สึกของระบบอุปถัมภ์อยู่” งั้น นี่ก็เป็นการอุปถัมภ์ของถุงเงินอย่างทักษิณซึ่งมีเชื้อจีน (และกษัตริย์ก็มีเชื้อจีนเช่นกัน แต่น่าเกรงขามสำหรับคนไทยมากกว่าทักษิณ คงจากการประทับในสวิสเซอร์แลนด์หลายปี) ซึ่งลุ่มหลงใน “ความคิดเรื่องสวรรค์ของทางจีนที่ว่า “ข้าเป็นบุคคลวิเศษ” เขากล่าวต่อว่า: “ถ้าทักษิณยังคงอยู่ในอำนาจ คุณจะจบลงด้วยความคิดรวบยอดอย่างเผด็จการจีนเช่นนี้” ในอเมริกา การเหยียดเชื้อชาติถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและเป็นเรื่องใหญ่ แล้ว ศ.สตีเฟน ยัง มาพูดอะไรอยู่ที่นี่
ถุงเงินอย่างทักษิณไม่ได้มีคนจงรักภักดีอย่างแท้จริง: “ทุกคนทำงานให้ทักษิณ ซึ่งไม่ใช่หมายถึงค่าลิขสิทธิ์ของอเมริกา (Loyalty) เป็นแต่เพียงกล่าวว่า ถ้าคุณมีอำนาจ และมีเงินมาก และ คุณให้เงินผม ผมก็จะรับเงินนั้น” พีพีทีตระหนักว่านี่เป็นบางส่วนของอุดมการณ์ขยะที่เสื้อเหลืองมีความเชื่อ แต่เดอะเนชั่นอ้างว่าชายผู้นี้รู้ในเรื่องที่เขาพูด คำสัมภาษณ์มีแต่เลวลง และ เลวลง การเลือกตั้งหรือ เขากล่าวว่า “ไม่ได้เป็นการพิสูจน์อะไร คอมมูนิสต์ก็มีการเลือกตั้ง สตาลินก็มีการเลือกตั้ง ฮิตเล่อร์ก็มีการเลือกตั้ง” ถ้าอ่านผ่านๆที่วิกิพีเดียจะพบว่า ศ.สตีเฟน ยัง ไม่ประสาในเรื่องนี้
ใครสมควรที่จะถูกประณามในการทำรัฐประหารปี ๒๕๕๒ แน่ละ ต้องเป็นทักษิณ: “ไม่ใช่เพราะกองทัพ ไม่ใช่เพราะอภิสิทธิ์ ไม่ใช่เพราะประธานองคมนตรีพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ แต่เป็นเพียงคนคนหนึ่ง และพรรคพวกของเขาเอง”
และป๋าเปรมเป็นวีรบุรุษ: “ในช่วงระยะ ค.ศ. ๑๙๘๐ การอุทิศตนของพล.อ. เปรมสร้างความเจริญให้กับชาติ ผมคิดว่า พล.อ. เปรม สมควรได้รับความชื่นชมและความเคารพ ขณะนี้ท่านอายุมากแล้ว แต่ท่านได้ขับเคลื่อนประเทศไทยในสมัยที่ยังมีความเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ท่านเข้ามาบริหารประเทศจากแบบเก่าที่นิยมใช้ความรุนแรง เผด็จการกองทัพ และพาประเทศไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญ”
ศ.สตีเฟน ยัง โยนหินถามทางทั่วไปหมด
บทความก่อนหน้านี้: เดอะบางกอกโพสต์ (วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒: “ประเทศไทยยังคงดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตย“) ลงคำสั่งสอนเพิ่มเติมของพวกคลั่งเจ้าต่อการเมืองไทย สำหรับคำสั่งสอนก่อนหน้านี้ หาอ่านได้จากที่นี่
การสัมมนาเมื่อเร็วๆนี้ได้อภิปรายกันถึงรายงานนี้ โดยเริ่มต้นอย่างน่าฟังว่า “ในระหว่างที่สังคมและการเมืองเกิดความวุ่นวายไม่มีหนทางใดที่จะดำเนินต่อไปได้ นอกจากจะกลับมามองตัวเองอย่างไม่มีอคติในหัวข้อที่อ่อนไหวแต่มีความสำคัญ อย่างเช่น บทบาทของราชวงศ์ ของกองทัพ และการเคลื่อนไหวของประชาชน/ทางการเมือง” พีพีที เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และต้องการเห็นมากไปกว่านี้ อย่างไรก็ดี นายไมเคิล เนลสัน ได้กล่าวภายหลังในรายงานว่า การอภิปรายควรต้องขยายออกไปในวงกว้าง ไม่ใช่มีแต่ในวงพวกนักวิชาการและพวกศักดินานี้เท่านั้น
เมื่อไม่นานมานี้ พีพีทีได้วิจารณ์นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ และเราขอยกย่องต่อความเห็นที่เยี่ยมยอดและเฉียบคมอย่างนี้: “แทนที่จะมัวโหมกระพือโฆษณาชวนเชื่อ โดยปราศจากคำตอบที่จะนำไปใช้ปฎิบัติได้ ในเรื่องนามธรรมต่างๆ เช่น จริยธรรม ความสามัคคี และการปรองดองซึ่งกันและกัน ชนชั้นกลางควรจะหันมาเผชิญกับการแบ่งแยกทางการเมืองว่า เป็นความจริงของชีวิต และหยุดกล่าวหาชาวชนบทและชาวรากหญ้าว่าไร้การศึกษาเสียที พวกเขาควรหยุดตำหนินักการเมืองว่าเป็นเพียงตัวการเดียวเท่านั้นในการเมืองน้ำเน่า เช่นกัน “นายชาญวิทย์เชื่อว่า ความเห็นต่างที่ทำให้เกิดความแตกแยกกันอย่างหนักนี้ ไม่สามารถสมานรอยร้าวได้ด้วยการเอาแต่พร่ำสั่งสอน”
หลังจากนี้ จะเข้าสู่บทความของพวกคลั่งเจ้า
ศ.สตีเฟน บี ยัง ผู้อำนวยการระดับสูงของโลก ขององค์กรธรรมาภิบาลบรรษัท (Caux Round Table) กล่าวว่า “ประชาธิปไตยจะได้ผลดี ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กำหนดด้วยกฎหมาย และระบบศาลที่มีความยุติธรรม” จากประวัติโดยย่อของ ศ.สตีเฟนในนิวแมนดาลา เราได้ทำการตรวจสอบและพบว่ารายละเอียดยังไม่ถูกต้อง
ศ.สตีเฟน ยัง เชื่อว่า “นิติศาสตร์ของไทยมีมาตราฐานในการใช้ตัดสินการกระทำของผู้นำและผู้ปกครอง” มีการลากเอาความคิดเก่าๆเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างไทยๆ โดยเขากล่าวว่า “ประชาธิปไตยอย่างไทยๆ” มีมาตราฐานคล้ายคลึงกับ “บารมีของผู้นำที่ดี ซึ่งคงไว้ด้วยความซื่อสัตย์ และความห่วงใยต่อประชาชนเต็มหัวใจ และ ทศพิธราชธรรม จริยวัตร ๑๐ ประการอันเป็นหลักธรรมของผู้นำ เช่นเดียวกับ หลักของเศรษฐกิจอย่างพอเพียงซึ่งเน้นการยึดทางสายกลาง การมองการไกล การมีเหตุมีผล เรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง และมีศรัทธา” นี่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยอย่างไทยๆ”
ศ.สตีเฟน ยัง ไม่ได้มองว่า “ประเทศไทยในขณะนี้ ได้แตกแยกกันอย่างหนักระหว่างศักดินาและรากหญ้า” เขากล่าวว่า “มีเพียงความเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะลงคะแนนเสียง ดูที่อีสานซิ ในต้นยุคปี ค.ศ.๑๙๗๐ เป็นอย่างไร และตอนนี้เป็นอย่างไร ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องผ่านอุปสรรคมาอย่างไร ขณะนี้มีแต่ความเจริญ และคล้ายกับกรุงเทพแล้ว” ศ.สตีเฟน ดูเหมือนไปอยู่คนละอีสาน อะไรนะ อีสานน่ะหรือที่คล้ายกรุงเทพ ขอบคุณนะที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ความเห็นเรื่องการลงคะแนนเสียงนี่ถือว่าเป็นอมตะจริงๆ ใช่ คุณลงคะแนนเสียงได้ แต่ถ้าบางคน – อย่างพวกศักดินา – ไม่ชอบล่ะ ก็คว่ำกระดานลงเสียหลายครั้ง คุณลงคะแนนเสียงได้ แต่ไม่ได้ทำให้มันแตกต่างอะไรขี้นมา
ศ.สตีเฟน ยังยืนยันความคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ความบังอาจ” (ต่อใครล่ะ) ของ “อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่ถูกปล้นอำนาจ สำหรับประเทศไทยแล้วถือว่าเป็นเรื่องฉกรรจ์เนื่องจากทักษิณไม่ได้ “คิดอย่างคนไทย” หลักฐานจากเรื่องนี้ เป็นแบบนี้: “ผู้นำไทยคนอื่นๆที่ประสบปัญหาการเมืองในประเทศ – ปรีดี พนมยงศ์ แปลก พิบูลย์สงคราม และ ถนอม กิตติขจร – ต่างไม่มีใครต่อสู้กลับ หรือพยายามที่จะกู้อำนาจของตัวเองกลับคืนมาหลังจากออกไปใช้ชีวิตนอกประเทศ แต่ทักษิณเป็นบุคคลผู้ไม่ยอมอ่อนข้อให้”
ตรงนี้อาจจะไม่ใช่่ประวัติศาสตร์ที่ดีนัก จอมพล ป พิบูลย์สงครามหลังจากลี้ภัยแล้วไม่ได้หวนกลับมาเล่นการเมืองอีก แตกต่างจากปรีดี และ ถนอม ศ.สตีเฟน ยังทำเป็นลืมว่า ปรีดีนั้นกลับสู่ประเทศไทยหลังการลี้ภัยครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๗๕ และเขาได้หลบหนีเมื่อครั้งเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๔๙๐ และกลับมาอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ในระหว่างที่มีความวุ่นวายครั้งใหญ่ และบินหลบหนีไปอีกครั้งในปีเดียวกัน ปรีดีใช้เวลาบั้นปลายที่เหลือในขณะลี้ภัย ทำการต่อสู้ผลักดันให้มีความเป็นประชาธิปไตยและความก้าวหน้าของประเทศไทย แน่นอน ถนอมกลับสู่ประเทศไทยด้วยสภาพพระเพิ่งบวชของวัดบวรนิเวศน์อันเป็นวัดหลวง การกลับมาของถนอมในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงของนักศึกษาซึ่งนำไปสู่การใช้กำลังรุนแรงของฝ่ายขวาจัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทั้งตำรวจและกองทัพจำนวนนับร้อยทำการสังหารหมู่ในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เกิดการทำรัฐประหารนำกองทัพกลับมา ได้บุคคลของกษัตริย์ ซึ่งขวาสุดขอบที่น่ากลัวอย่างนายธานินทร์ กรัยวิเชียรเป็นนายกรัฐมนตรี ธานินทร์ยังคงดำรงตำแหน่งองคมนตรีในปัจจุบันนี้ และเป็นที่น่าสนใจที่ว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นบุคคลที่พยายามกู้ชื่อเสียงให้กับถนอม ในปี พ.ศ.๒๕๔๒
ผู้เห็นร่วมกับ ศ.สตีเฟน ยัง อย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่พ้น ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นนักวิชการด้านกฎหมายคลั่งเจ้า ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้ซึ่งเคยกล่าวว่า “แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๕๕๐ จะย้ำเรื่องให้การศึกษาแก่พลเมืองและจริยธรรมทางการเมือง แต่ก็ยังไม่เพียงพอเพราะท่าทีของสังคมไทยยังคงขี้นอยู่กับระบบอาวุโส การให้ความเคารพผู้ใหญ่ยังคงเป็นเรื่องจำเป็น” แต่จากการสังเกตุ: “คุณจะเห็นได้จากผลการสำรวจความเห็นว่า ประชาชนในตัวเมืองและในกรุงเทพให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง ในขณะทีประชาชนในชนบทให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งมากกว่าเศรษฐกิจที่ดี ทำไมหรือ ก็เพราะชนชั้นกลางได้เข้าถึงแหล่งข้อมูล ในขณะที่ชาวชนบทต้องขี้นอยู่กับผู้แทนราษฎรของเขา เพื่อให้ได้มาซึ่ง การชลประทาน โครงสร้างระบบพื้นฐาน การศึกษา และงาน…..”
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นพวกคลั่งเจ้าเสรีนิยม เขาต้องการดึงมวลชนชาวชนบทที่ยากจนออกจากทักษิณโดยใช้ “ยุติธรรมถ้วนหน้า” และ “การปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษี” เป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งอาจจะมีออกมาเรื่อยๆถ้าขืนการเมืองยังคงมีความขัดแย้งกันอย่างนี้ แต่อุดมการณ์ที่ ดร.บวรศักดิ์ส่งเสริมนี้ จะดำเนินได้อย่างไร ถ้าขาดราชวงศ์ไปเสีย สำหรับราชวงศ์แล้วไม่มีคำว่าเท่าเทียมกัน และไม่มีคำว่าภาษีสำหรับทรัพย์สินอันมหาศาลของพวกเขา เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า “เสรีนิยม” อย่าง ดร.บวรศักดิ์ จะทนต่อแรงต้านทานจากบรรดาพวกอนุรักษ์นิยมผู้ซึ่งครอบครองราชวัง และอยู่เบื้องหลังการเมืองได้แค่ไหน
ที่มาภาษาไทย liberalthai.wordpress.com