เศรษฐกิจพอเพียงการโกงกินและผลประโยชน์ที่ไม่เข้าใครออกใคร
posted on 19 Aug 2009 17:15 by spiral in Political-Fact
วันอังคาร 11 สิงหาคม 2009 — chapter 11
Sufficiency economy, corruption and conflicts of interest
August 8, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – chapter 11
เมื่อ
พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำในการใช้แผนการเข้าสู่อำนาจเมื่อเดือนธันวาคม
ที่แล้ว ได้ประกาศจุดยืนว่าจะปกป้องและเชิดชูสถาบันกษัตริย์
วัตถุประสงค์ทางการเมืองส่วนหนึ่งคือ
รัฐบาลประกาศการจัดงบประมาณหลายพันล้านบาทในโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยก
ระดับชุมชน
และบริหารโดยสำนักงานโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนที่่จัดตั้ง
ขี้นมาใหม่
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดของพระมหากษัตริย์
ได้รับการส่งเสริมในยามที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๐
ต่อมารัฐบาลทหารนำโดยองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ทำการผลักดันโครงการนี้ ที่แปลกคือ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United
Nations Development Programme: UNDP) ได้ร่วมให้การสนับสนุนด้วย
พรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งเสริมแนวคิดนี้เช่นเดียวกับรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์
เพื่อเหตุผลทางอุดมการณ์ โครงการนี้เกี่ยวข้องกับงบประมาณจำนวนมาก
และเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นหลักสำคัญของนโยบายด้านการพัฒนา
พูดได้ว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์โฆษณาความคิดเรื่องนี้น้อยกว่าสมัยรัฐบาล
พล.อ.สุรยุทธ์ซึ่งดูเหมือนจะเชื่อในความคิดเรื่องนี้
เมื่อไม่กี่
อาทิตย์ที่ผ่านมาสื่อได้
เริ่มวิจารณ์เรื่องการคอรัปชั่นของโครงการที่เกี่ยวข้องกับน้ำและไฟฟ้า
พลังงานแสงอาทิตย์ของสำนักงานโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน
พีพีทีจำได้ถึงรายการสารคดีจากช่องไทยพีบีเอสซึ่งนำเสนอรายการร้องเรียน
เกี่ยวกับเรื่องน้ำและ ไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์นี้
เรื่องราวได้เงียบหายไปสักพักหนึ่ง แต่ได้กลับมาใหม่
และคิดว่าคงสร้างปัญหาหนักให้กับรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อ
วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ (บางกอกโพสต์ ในหัวเรื่องว่า
“สำนักงานกองทุนพยายามช่วยนักการเมืองให้หลุดจากปัญหา”
ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการนี้ได้ให้สัมภาษณ์ปฎิเสธกรณีมีจดหมายจาก
“ชุมชนต่างๆ ร้องเรียนเกี่ยวกับการขาดการประสานงาน
และกล่าวหาว่ามีการทุจริตในโครงการพัฒนาชุมชนนี้” นายสุมิท แช่มประสิทธิ์
ผู้อำนวยการสำนักงานชุมชนพอเพียงตระหนักถึงความไม่พอใจของชาวบ้านที่กำลัง
ขยายไปในวงกว้าง และพยายามให้มองเป็นเรื่องเล็ก:
“เราได้รับจดหมายร้องเรียนมาหลายร้อยฉบับ แต่มีแค่เพียง ๘๐
เรื่องที่สมเหตุสมผลให้มีการติดตามสืบสวนต่อไป…”
ทางโครงการได้มีการตรวจสอบภายในกันเองนำโดย “พล.อ.ชัชวาลย์ ณัฐนันท์
อดึตเจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในซึ่งปลดเกษียณแล้ว”
สำนัก
งานนี้บริหารงบประมาณที่มากพอควร ผู้อำนวยการแถลงว่า
“รัฐบาลจัดสรรเงินงบประมาณให้โครงการนี้ ๒,๑๐๐ ล้านบาท เงินจำนวนประมาณ
๘๕๐ ล้านบาทได้ถูกใช้ในชุมชนและหมู่บ้านประมาณ ๓๑,๐๐๐ แห่งในจำนวน ๘๐,๐๐๐
แห่ง ของโครงการเพื่อชุมชนไปแล้ว แต่ละชุมชนได้รับเงินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ –
๗๐๐,๐๐๐ บาท ขี้นอยุ่กับขนาดของหมู่บ้านหรือชุมชุม และโครงการ”
ผู้
อำนวยการรับทราบถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขี้น แต่ยกความผิดทั้งหมดให้กับ
“นักการเมืองท้องถิ่น” โดยกล่าวว่า
“ผมไม่ต้องการเห็นนักการเมืองเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการชุมชน
แม้ว่าจะเป็นแค่เพียงความฝัน
การเข้ามาก้าวก้ายในโครงการชุมชนนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าเป็น
เรื่องดีในอนาคตข้างหน้า
นักการเมืองที่ดีควรสนใจเกี่ยวกับความทุกข์ร้อนของประชาชนมากกว่าเรื่องตัว
เอง”
หลังจากนั้นไม่กี่วัน
ได้มีปฎิกิริยาจากฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
รองนายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ด “โครงการชุมชนพอเพียง” (สพช.)
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะปฎิเสธว่าไม่มีนักการเมืองระดับชาติเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่อง นี้
จากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หัวข้อว่า
“อภิสิทธิ์ เข้าตรวจสอบโครงการพอเพียงที่อื้อฉาว”) ซึ่งเขาได้
รับรายงานจากเรื่องที่ร้องเรียนว่า
“ชุมชนท้องถิ่นได้รับข้อมูลที่บิดเบือนจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับ
โครงการชุมชนพอเพียง และอาจจะ “ถูกหลอกให้มีการเซ็นสัญญา”
อึกครั้ง
ที่พีพีทีได้พบว่า อภิสิทธิ์มักอ้างเป็นประจำว่า ชาวบ้านถูก “หลอก”
ให้ทำการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นมุมมองของเขาอย่างชัดเจนว่า
ชาวบ้านทั่วไปนั้นไม่ฉลาดพอที่จะตัดสินใจให้กับตัวเองได้
อภิสิทธิ์
ยังได้ชี้นิ้วป้ายความผิดไปยัง “เจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพ”
และลงที่ทักษิณ ชินวัตร โดยแสดงความเห็นว่า
“การกล่าวหาเรื่องการบกพร่องต่อหน้าที่อาจจะเริ่มต้นมาจากช่วงเวลาดูแลของ
สำนักงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชนเอสเอ็มแอล..โครงการเอสเอ็ม
แอลตั้งขี้นมาในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” เขาได้กล่าวต่อว่า
“ได้มีการตั้งข้อหาอาชญากรรมกับเจ้าหน้าที่ที่สงสัยว่าได้มามีส่วนพัวพันใน
การทุจริต”
ดูเหมือนจะเป็นการขัดแย้งกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์
นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการของสภาฯเพื่อตรวจสอบการบริหาร
เงินได้กล่าวว่า “ชุมชนต่างๆ
ที่มองหาหน่วยงานเกี่ยวข้องที่รับผิดชอบกับเงินทุนของโครงการพอเพียง
ได้ถูกสั่งให้ซื้อเครื่องมือที่ราคาสูงมากกว่าราคาปกติ เช่นเครื่องกรองน้ำ
ในบางกรณี
งบจากสำนักงานได้โอนเข้าชุมชนต่างๆก่อนที่โครงการจะได้รับการอนุมัติเสียอีก
สมาชิกวุฒิสภากล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่บางคนได้เลือกโครงการให้ชุมชนนั้นเอง
แทนที่จะให้ชุมชนนั้นตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง”
หลังจากนั้นไม่กี่วัน
ผู้อำนวยการของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียง ได้เรียกประชุมสื่อ
“เพื่อปฎิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาได้อนุญาตให้ภาคเอกชนได้รับประโยชน์จาก
โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน” (จากฐานเนทเวิร์ค วันที่ ๗
สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หัวข้อข่าว:
“หัวหน้าสำนักงานโครงการเศรษฐกิจพอเพียงปฎิเสธเรื่องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ
บริษัทเอกชน”) นายสุมิทอ้างว่า “เขาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเอกชน
บีเอนบีอินเตอร์กรุ๊ป
ที่ทำการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน
เขากล่าวว่าเขาได้ลาออกอย่างเป็น ทางการแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
พ.ศ.๒๕๕๑ จากตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลเอนจิเนียริ่ง
(ไออีซี) ก่อนที่บริษัทนี้จะซื้อบริษัทบีเอนบีอินเตอร์กร๊ป”
เขากล่าวต่อว่า เขาจะไม่ลาออก
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีนายกอร์ปศักดิ์
สภาวสุ
“ยืนยันว่าหัวหน้าโครงการจะต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐานจริง
เพื่อยืนยันในความบริสุทธิ์”
จากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (วันที่ ๗
กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ หัวข้อว่า: “ปล้นชาวบ้านตาดำๆ”) แสดงความเสียใจว่า
“คุณค่าของความพอประมาณ
จากปรัชญาพอเพียงที่เป็นเลิศขององค์พระมหากษัตริย์ได้ถูกนำมาใช้เป็นวลี
อย่างฟุ่มเฟือยโดยปราศจากความหมาย
และการปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรมของรัฐบาลต่อๆมา
แนวคิดเรื่องพอเพียงนี้หมดความหมายอย่างสิ้นเชิง” และเสริมต่อว่า
“เนื่องจาก ความพอเพียงถูก มองว่าเป็นปรัชญาของกษัตริย์
คำเหล่านี้จึงปรากฎในแผนปฎิบัติและโครงการทุกๆอย่างที่รัฐบาลต้องการย้ำว่า
สิ่งที่ทำไปนั้นเป็นเรื่องที่มีความชอบด้วยกฎหมายเพื่อผลทางการเมือง
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เพื่อ สยบคำวิจารณ์”
บางกอกโพสต์ตำหนิ
นักการเมืองท้องถิ่นในเรื่องทุจริตโครงการพอเพียงนี้ โดยกล่าวว่า
“ชุมชนท้องถิ่นส่วนใหญ่แล้วตกอยู่ในการควบคุมของเจ้าพ่อท้องถิ่นซึ่งควบคู่
ไปกับกำนัน ผู้นำหมู่บ้าน และสมาชิกขององค์การบริหารตำบล
ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความรู้น้อยมากหรือแทบจะไม่ รู้เลยเกี่ยวกับแผนนี้
แม้ว่าพวกเขาจะรู้
แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าจะร่างข้อเสนออย่างไรเพื่อให้เข้ากับข้อกำหนด
ของระเบียบการที่ยุ่งยาก ดังนั้น
ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นและนักการเมืองหลายๆคนจะก้าวเข้ามาตัดสินใจให้กับ
ชุมชนทั้งหมด การขอรายชื่อจากชาวบ้านเพื่อนำเสนอโครงการไม่ใช่เรื่องยาก
ผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการต่างๆ
นำมาแบ่งปันกันในระหว่างบุคคลต่างๆที่อยู่ในเครือข่ายอิทธิพลนั้น”
ผู้
ที่หลบซ่อนตัวอยู่อย่างสบายในห้องทำ งานอย่างเช่นอภิสิทธิ์
ดูเหมือนจะคิดว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นโง่
จนไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขี้นในชุมชนของตัวเอง พวกเขาอยู่กับความสะดวก
จนลืมไปว่า ไม่ใช่เพราะชาวบ้านหรือที่เป็นผู้ออกมาร้องเรียนตั้งแต่แรก
พีพีทียิ่งแน่ใจมากขี้นเมื่อเห็นไทยพีบีเอสรายงานข่าวถึงจุดนี้อย่างชัดเจน
บท
บรรณาธิการของบางกอกโพสต์สรุปไว้ว่า: “โครงการชุมชนพอเพียงนี้
ไม่เกี่ยวกับความพอเพียง เป็นการรีบยื่นประชานิยม
เพียงเพื่อต่อต้านความนิยมในตัวทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับจากชาวชนบท
และเตรียมสะสมคะแนนนิยมจากการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า
ทั้งการใช้อำนาจในทางผิด การทุจริตที่เกิดขี้นทุกหัวระแหง
เป็นการปล้นกลางวันแสกๆ
ในเวลาที่ประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงวินาทีที่อยู่ในภาวะมืดแปดด้านทางการเงิน
แบบนี้
อาจเป็นเรื่องจริง แต่จากเดอะเนชั่น (วันที่ ๗ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๕๒ “ชะงักโครงการที่จะยังประโยชน์ต่อชาวบ้านบางคน”) แฉเรื่องราว
ที่ควรค่าต่อการอ่าน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีได้ยับยั้ง
“การอนุมัติโครงการใดๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานทางเลือกใหม่…..”
อ้างว่าผลประโยชน์ตกอยู่ที่ผู้ขายเพียงไม่กี่คน
นายกอร์ปศักดิ์ยอม
รับว่า “พบความผิดปกติบ้าง” และพูดอย่างนกแก้วนกขุนทองตามอภิสิทธิ์ว่า
“เจ้าหน้าที่ที่ทุจริตได้เปลี่ยนร่างเสนอของชาวบ้านเพื่อผลประโยชน์ของตัว
เอง บางโครงการที่มีพิรุธ มักจะโดนอิทธิพลจากนักการเมืองท้องถิ่น”
ที่
น่าสนใจยิ่งกว่านั้น การที่นายกอร์ปศักดิ์ปกป้องน้องชายของเขา
“รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เขาไว้ใจประพจน์น้องชายของเขา
ซึ่งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน
ซึ่งเป็นผู้อนุมัติงบประมาณให้โครงการชุมชนทั่วประเทศ”
นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า: “ผมจะไม่ให้ตำแหน่งนี้
ถ้าน้องผมเป็นคนไม่ซื่อสัตย์
เขาเป็นตัวแทนผมและผมเชื่อใจเขาให้เป็นหูเป็นตาให้ ถ้าน้องผมทุจริต
ผมก็ต้องออกเพราะน้องผมได้ทำงานให้ผม…”
นายกอร์ปศักดิ์อ้างว่า
“ความผิดปกติ” เกี่ยวข้องกับ “เจ้าหน้าที่ระดับล่างเพียงห้าคน” และ
“นายสุมิท ผู้อำนวยการหน่วยงาน….” หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า
เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ในระดับที่สูงกว่า
และระดับที่ต่ำกว่าน้องชายของเขา แต่ไม่ใช่ตัวน้องชายของเขา
นาย
กอร์ปศักดิ์เคยเข้าตรวจสอบการปฎิบัติงานของหน่วยงานซึ่งน้องชายของเขาดำรง
ตำแหน่งระดับสูงอยู่นั้นหรือ ยิ่งไปกว่านั้นอีกคือ ทำไมนาย
กอร์ปศักดิ์ได้แต่งตั้งน้องชายตัวเองทำงานกับหน่วยงานนี้
ยิ่งกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเสียอีก
แล้วทำไมอภิสิทธิ์ถึงได้ปกป้องการทุจริตและการเล่นพรรค
เล่นพวกกันได้ขนาดนี้
ที่มา liberalthai.wordpress.com
ปล.ยอมลาออกไปเรียบร้อย สำหรับกอร์ปศักดิ์