ระลึก12ปีรัฐธรรมนูญ2540 ระลึก220ปีอภิวัฒน์ฝรั่งเศส
posted on 14 Jul 2009 19:29 by spiral in Political-Fact
โดย อริน
ที่มา หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ไม่ถูก “สำเร็จโทษ”
โดยกลุ่มผู้เผด็จอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549
รัฐธรรมนูญที่สมัยหนึ่งผู้คนในบ้านเมืองล้วนยอมรับเป็นเสียงเดียวกันอย่าง
(น่าจะ) เป็นเอกภาพ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประวัติการเมืองไทย
ก็จะมีอายุครบ 1 รอบนักษัตรในปีนี้
และประจวบกับครบรอบ 220 ปี “การอภิวัฒน์ใหญ่ฝรั่งเศส” หรือ “การปฏิวัติฝรั่งเศส (1789-1889)” อันเป็นหนึ่งในประเทศรุ่งอรุณแห่งระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่
ที่เปิดฉากขึ้นพร้อมกับ “คำประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมือง (La déclaration des droits de l'homme et du citoyen)” และการร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นการรับอิทธิพลมาจากปรัชญารู้แจ้ง (Enlightened)
บนรากฐานปรัชญามนุษยนิยม (Humanism) นั่นคือ
ยุคที่มนุษย์ตระหนักในพลังอำนาจและความเสมอภาคกันของมนุษย์ด้วยกันเอง
แทนที่ปรัชญาเทวนิยม (Theism) ซึ่งครอบงำสำนึกมนุษย์ให้ยอมจำนนอยู่ในกรอบของ “สิ่งเหนือธรรมชาติ” มาช้านาน
และ
ได้แบบอย่างจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ คำประกาศนี้
มีเนื้อหาหลักแสดงถึงหลักการพื้นฐานของการปฏิวัติ ภายใต้คำขวัญที่ว่า
“เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ”
และต่อมาประกาศเป็นคำขวัญประจำชาติซึ่งก็ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส
ปีพ.ศ. 2489 และ 2501
การอภิวัฒน์ใหญ่ระเบิดขึ้นมาเนื่องจากสังคมไม่
สามารถรักษาสมดุลใน “สาเหตุที่ฝังรากลึก (Les causes profondes)”
อันได้แก่ สภาพทางสังคม การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย
และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
สภาพทางสังคมทั่วไปก่อนยุคสาธารณรัฐครั้งแรกในฝรั่งเศสนั้น แบ่งเป็น 3 ฐานันดร คือ (1) ขุนนาง หรืออำมาตย์ ในปัจจุบันน่าจะรวมขุนศึกเข้าไปด้วย (2) นักบวช ควรรวมนักวิชาการเข้าไปด้วยอีกเช่นกัน และ (3) ฐานันดรที่สาม (tiers état) เป็นส่วนที่เหลือของประเทศ เช่น ชนชั้นกลางและชาวนา ซึ่งหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดมีกำลังการผลิตใหม่ล่าสุดขึ้นมาเรียกว่า “คนงาน” หรือผู้ใช้แรงงาน ก็คงต้องอนุโลมไว้ในฐานันดรที่สามนี้เช่นกัน
ใน
ส่วนสภาพทางสังคม ปมเงื่อนที่นำไปสู่การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพคือ
ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างฝ่ายหนึ่งประกอบด้วยสองฐานันดรแรกที่มีลักษณะ
เป็น “อภิชน” กับอีกฝ่ายหนึ่งคือฐานันดรที่สาม หรือ “ชนชั้นรากหญ้า”
ที่ไม่เคยมีโอกาสตัดสินเลือกอนาคตของคน หรือแม้แต่สิทธิมีเสียงใดๆ
มีแต่หน้าที่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่แล้วแต่กลุ่มอภิชนจะยัดเยียดให้
สำหรับ
ระบบการบริหารประเทศ มีลักษณะล้าหลัง ไม่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น
การเก็บภาษีอย่างไม่เป็นระบบไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม
ระบบกฎหมายยุ่งเหยิงหลายมาตรฐาน
การยกเว้นภาษีชนิดเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอภิชนที่มีฐานะร่ำรวย
ทำให้ฐานันดรที่สามที่มีฐานะยากจนอยู่แล้วต้องรับภาระภาษีของสังคมทั้งสังคม
การรีดภาษีเอากับประชาชนทำให้มีความเป็นอยู่แร้นแค้นยิ่งขึ้น
ส่วนกลุ่มอภิชนกลับใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย
ส่วนเงื่อนไขการ
เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
ความฟุ่มเฟือยและการใช้ชีวิตอย่างไร้สาระของอภิชนบางส่วน
นำไปสู่ความเสื่อมศีลธรรมยิ่งขึ้นทุกที นักเขียนเช่นวอลแตร์ (Voltaire) และรุสโซ (Jean
Jaques Rousseau) ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของปัญญาชนในยุคนั้น
ได้จุดประกายเกี่ยวกับความเสมอภาคและเสรีภาพ
ก่อให้เกิดการไม่เห็นด้วยกับระบบการปกครองขึ้นอย่างเงียบๆ
และมองหาหนทางในอนาคตที่เป็นของตนเองในหมู่ผู้เสียเปรียบในสังคม
ซึ่งอยู่ในสถานะต่ำต้อยน้อยหน้าเสมอมา
แล้วห้วงเวลาสุกงอมของ
การอภิวัฒน์ก็มาถึง
เมื่อภาวะบีบคั้นจากเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักที่รุมเร้าฝรั่งเศส
ทำให้กลุ่มอภิชนในส่วนที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
ระหว่างกลุ่มที่มีแนวทางผ่อนคลายวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งประชาชนรากหญ้าเป็นผู้รับ
ผลโดยตรง
กับกลุ่มผลประโยชน์เก่าที่ยอมให้มีการจัดระเบียบใหม่ทั้งทางเศรษฐกิจและการ
เมือง
ตามมาด้วยภาวะอนาธิปไตยเป็นเวลา 1 ปี
จนในที่สุดทำให้ประชาชนออกมาก่อจลาจลเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2332
และถัดมาอีก 2
วันก็ยึดคุกบาสตีย์ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของรัฏฐาธิปัตย์ลงได้ในวันที่ 14
กรกฎาคม
สมาชิกส่วนใหญ่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่จัดตั้งขึ้นหลังประกาศ “คำประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมือง”
นิยมระบอบประชาธิปไตยโดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญมากกว่าระบอบ
สาธารณรัฐ
จึงมีภารกิจสำคัญอันดับแรกของสภาคือการดำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้
ฝรั่งเศสก้าวเข้าสู่ ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัว (The
Reign of Terror หรือ The Terror หรือ La Terreur) ซึ่งกินเวลา 10 เดือน
จาก 5 กันยายน 2336 ถึง 28 กรกฎาคม 2337
กว่าที่การนองเลือดและกิโยตินจะสิ้นสุดลง
มีการสถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรัฐ บนพื้นฐาน 1 คน 1 เสียง
แต่แล้ว นโปเลียน โบนาปาร์ต
ก็แต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ และรุกรานประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป
เมื่อนโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐอีกครั้ง
เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สอง
การเมืองการปกครองของฝรั่งเศสพลิกผันต่อเนื่องมาอีกหลายปีกระทั่งระบอบราชา
ธิปไตยสิ้นสุดลงอย่างถาวรในปี พ.ศ.2413 ในรัชสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3
ซึ่งทรงเป็นพระภาติยะ (หลานลุง) ของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 (นโปเลียน
โบนาปาร์ต)
การเกิดขึ้นของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศแม่แบบ
ทั้ง 3 คือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษนั้น เมื่อพิจารณาลึกลงไป
จะเห็นปมเงื่อนสำคัญอยู่ที่
ความเหิมลำพองของกลุ่มอำมาตย์และนักบวชหรือนักวิชาการ (ตามยุคสมัย)
นัยหนึ่งเป็น “อภิชน” ในสังคมจารีตแบบ “ศักดินาสวามิภักดิ์” ของตะวันตก กลุ่ม “อำมาตย์-อภิชน”
เหล่านี้เองที่เป็นตัว “เน่าใน” ของระบบ
ที่ยิ่งดิ้นดันทุรังฝืนมติของประชามหาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมาก
เท่าใด ระบอบการปกครองนั้นๆ ก็ยิ่งเข้าใกล้วาระเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้นเท่านั้น
อยู่
ที่ว่าการเปลี่ยนผ่านนั้น เป็นไปโดยผ่านกระบวนการ “สัญญาประชาคม”
อย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป
หรือต้องออกแรงหักโค่นกันให้พับพ่ายกันไปข้างหนึ่ง...