ว่าด้วยการปกครองแบบ “ชราธิปไตย”: Gerontocracy
posted on 27 Feb 2009 16:13 by spiral in Feudal-Badness
30 ต.ค. 2008 - 05:05:52 น.
คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ
โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บทนำ
ใน ทางรัฐศาสตร์มีศัพท์การเมืองการปกครองคำหนึ่งว่า “Gerontocracy” ซึ่งผมขอแปลว่า การปกครองโดยผู้สูงวัย หรือ “ชราธิปไตย” ผมเห็นว่าการเมืองไทยระยะนี้มีผู้สูงวัยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากเกิน ไป ซึ่งแนวคิดหรือความเห็นทางการเมืองที่แสดงออกมานั้นดูเป็นนามธรรม อุดมคติ ฟังแล้วดูดีแต่ปฏิบัติอย่างไรไม่รู้ หลายเรื่องเป็นเรื่องย้อนยุค ข้อเขียนนี้จะกล่าวถึงความหมายของคำว่า ชราธิปไตย และจะขอกล่าวถึงบทบาทของผู้สูงวัยหลายท่านที่มีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์การ เมืองไทยที่ผ่านมา
1.ความหมายของคำว่า “Gerontocracy”
ใน พจนานุกรมของ American Heritage New Dictionary of Cultural Literacy, Third Edition ได้ให้ความหมายของคำว่า gerontocracy ว่าหมายถึง สังคมที่ปกครองโดยผู้อาวุโส (A society ruled by elders) ในขณะที่เล่มอื่นๆ ให้ความหมายว่าเป็นระบอบการปกครองโดยคนแก่ (a political system governed by old men) ในต่างประเทศอย่างประเทศอิตาลีนั้นก็มักมีธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรมที่ ผู้สูงวัยยังมีอิทธิพลหรือบทบาททางการเมืองอยู่ ประเทศในเอเชียที่ยังให้ความสำคัญกับความอาวุโสนั้นที่เห็นได้ชัดคือ ญี่ปุ่น แม้ว่าระยะหลังนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่มากเหมือนก่อนจะมีบทบาททาง การเมืองมากขึ้นก็ตาม
2.Gerontocracy กับการเมืองไทย
ด้วยวัฒนธรรม ประเพณีแบบไทยๆ ที่ให้ความเคารพนับถือผู้หลักผู้ใหญ่ในด้านต่างๆ ทำให้สังคมไทยให้ความสำคัญแก่ผู้ใหญ่ เนื่องจากสังคมไทยเห็นว่าผู้ใหญ่นั้นย่อมมีความรู้ มีวุฒิภาวะและประสบการณ์มามาก ดังจะเห็นได้จากประเพณีไทยๆ ที่หากมีการแต่งงานขอลูกสาวมักจะให้ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นผู้ติดต่อพูดคุยกันเอง การให้ความสำคัญของผู้ใหญ่นั้นไม่ยกเว้นเรื่องทางการเมืองด้วย ตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับผู้ใหญ่นั้นเห็นได้จากมีการเรียกตำแหน่ง “ราษฎรอาวุโส” (ซึ่งไม่ทราบว่าใครเป็นผู้อุปโลกน์) ดังจะเห็นได้จากบ่อยครั้งที่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง มักมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อันเป็นที่เคารพหรือยอมรับจากประชาชนได้แสดงความคิด เห็น ติชม เสนอแนะทางออกหรือวิธีการต่างๆ ซึ่งในอดีตก็ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า วิกฤตการณ์คราวนี้มีผู้ใหญ่หลายท่านได้แสดงความเห็นทางการเมืองหลายเรื่อง หลายคราว แต่กระเเสสังคมกลับไม่ตอบรับ ยิ่งไปกว่านั้นก็ถูกแรงต้านจากทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ต่อต้านอำมาตยาธิปไตย ที่ผ่านมาผู้ใหญ่เหล่านี้ได้เสนอความคิดเห็นทางการเมืองต่างๆ นานา มากมายพอจับใจความสำคัญได้ดังนี้ (ผมคงรวบรวมได้ไม่สมบูรณ์พอ)
1.พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ พูดย้ำเรื่องคุณธรรม การเป็นคนดี (ทั้งๆ ที่ตนเองก็ถูกกล่าวหาหลายเรื่อง เช่น เรื่องการมีบทบาทกับโผทหาร รวมทั้งเรื่องการเมืองต่างๆ ทั้งที่ตนเองไม่มีตำแหน่งหน้าที่หรืออำนาจทางการเมืองแล้ว)
2.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ที่เสนอให้คนไทยมีศีลห้า
3.นายอานันท์ ปันยารชุน ที่เห็นว่า “การเลือกตั้งมิใช่เป็นสิ่งจำเป็นของระบอบประชาธิปไตย”
4. นพ.ประเวศ วะสี กล่าวเรื่อง “อารยะประชาธิปไตย” ที่ดูเป็นนามธรรมเลื่อนลอย ฟุ้งอยู่ในอากาศ (แต่หลายคนคิดว่าเป็นความคิดลึกซึ้ง) รวมถึงทัศนคติการเมืองภาคประชาชนที่ท่านเคยกล่าวว่า “เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือที่ให้การศึกษาทาง การเมืองอย่างกว้างขวาง อย่างไม่เคยมีมาก่อน คณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่เคยสามารถให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนได้ถึงขนาดนี้ จริงอยู่พันธมิตรฯ อาจจะมีผิดบ้างถูกบ้าง แต่ภาพใหญ่คือการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง”1 รวมถึงการสนับสนุนการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์กรณีมาตรา 7
5.อ.เสน่ห์ จามริก ที่เคยกล่าวว่า “รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือก และอย่ามองว่ามันถอยหลัง”
6. อ.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่วนเวียนอยู่กับการให้ความสำคัญของชนชั้นนำ (Elite) หรือพวกอภิสิทธิ์ชน (Aristocrat) ทั้งหลาย และเสนอว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง
7.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่มักเสนอเรื่องความดี คุณธรรม รู้รักสามัคคี หรืออะไรที่ฟังดูเชยๆ
8.ปราโมทย์ นาครทรรพ ที่กล่าวหลังจากมีการทำรัฐประหาร 19 กันยายนว่า “เราจะต้องประกาศให้โลกเข้าใจดังต่อไปนี้ว่า 2
1. การปฏิรูปคราวนี้มิใช่การยึดอำนาจ แต่เป็นการใช้กำลังตามความจำเป็น เพื่อป้องกันการใช้กำลังของระบอบทักษิณที่เริ่มขึ้นก่อนโดยการประกาศภาวะฉุก เฉิน เพื่อจะเคลื่อนกำลังตำรวจ ทหาร และกองกำลังท้องถิ่นสนับสนุนรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม
2.การปฏิวัติต้อง แปลว่า coup เพราะไม่มีคำอื่น ฝรั่งจึงเข้าใจไขว้เขวว่าเป็นการปฏิวัติเหมือนในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา หรือประเทศโลกที่ 3 อื่นๆ แต่ของเราไม่เหมือนใคร การปฏิวัติครั้งนี้ไม่เสียเลือดแม้แต่หยดเดียว เป็นเพียงการแสดงพลังให้อีกฝ่ายยอมเสียดีๆ ซึ่งก็ได้ผล ควรจะเรียกว่า coup de grace หรือปฏิบัติการสายฟ้าแลบเพื่อพิชิตแม้วมากกว่า เป็นการแสดงความบันเทิงแก่ชาวบ้าน เด็กๆ และนักท่องเที่ยวด้วยซ้ำ ไม่เชื่อก็ดูจากทีวี การปฏิบัติการสายฟ้าแลบซึ่งมิได้กระทบกระเทือนวิถีชีวิต ความเชื่อ และครรลองอื่นใดแบบประชาธิปไตยเลย…”
และเคยกล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ ว่า “การชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นสิ่งที่สวยงาม นานาประเทศกล่าวชื่นชม” อะไรทำนองนี้
สาระสำคัญของแนวคิดผู้สูงวัยที่เอ่ยมาข้างต้น อาจสรุปได้ดังนี้
(1) ไม่เชื่อในระบบเลือกตั้ง โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่คนเหล่านี้เห็นว่าไม่มีความรู้ดีพอที่จะเลือกผู้ แทนเข้าไปทำงาน จึงต้องมีกลุ่มบุคคลหนึ่งทำหน้าที่ตรงนี้แทน
(2) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงหลักความเสมอภาคของคนต่อกฎหมาย
(3) นำเรื่องศีลธรรมจรรยา หลักธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการเมืองไทย โดยเฉพาะความพยายามต้องการเห็นนักการเมืองเป็นคนดี มีศีลธรรม มีคุณธรรม (ข้อเสนอนี้มักจะมีการใช้ถ้อยคำหรือหลักการให้ฟังแล้วดูดี แต่เป็นนามธรรมมากไปจนขาดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ว่าจะทำอย่างไรจึงจะไปสู่เป้าหมายที่ทำให้นักการเมืองเป็นคนดีมีคุณธรรมได้)
(4) มีแนวคิดยึดติดกับ “ตัวบุคคล” มากกว่า “การสร้างระบบหรือองค์กร”
(5) คิดว่าประเทศไทยมีลักษณะพิเศษแปลกกว่าประเทศอื่นๆ เป็นประเทศที่มีความสุขสงบแล้ว จึงไม่ต้องเลียนแบบหรือเดินตามประเทศอื่นๆ (ดังสะท้อนให้เห็นจากในทางการเมืองได้ปฏิเสธแนวคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตก หรือในทางเศรษฐกิจได้ปฏิเสธทุนนิยมหรือโลกาภิวัตน์ โดยโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นว่า ประเทศไทยไม่เหมือนใครในโลก ไทยจึงควรมีระบอบการปกครองเป็นของตนเอง โดยปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยๆ โดยลืมบอกกับประชาชนไทยว่า ระบอบที่ตนเองเสนอนั้นมีผลทำให้ระบบชนชั้นอำมาตย์ดำรงอยู่ต่อไป)
(6) ส่งเสริม หรือเห็นว่าพระราชอำนาจของสถาบันว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเมืองไทย และ
(7) ลึกๆ ผู้สูงวัยเหล่านี้โหยหารัฐประหาร หากการเมืองยุ่งยากจริงๆ ก็พร้อมที่จะเห็นด้วยกับการทำ “รัฐประหาร” เพื่อเป็นทางออก3
บทส่งท้าย
บ่อย ครั้งที่ผมฟังทรรศนะหรือแนวคิดทางการเมืองของผู้สูงวัยข้างต้นแล้ว รู้สึกเหมือนว่า ผู้สูงวัยเหล่านี้กำลังชวนเชิญให้คนไทยกลับไป “นั่งเกวียน และใช้เครื่องพิมพ์ดีด” โดยหารู้ไม่ว่า ปัจจุบันมนุษย์กำลังใช้รถไฮบริดจ์ และใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไร้สายเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั่วโลกกันแล้ว ที่น่าเศร้าก็คือ ผู้สูงวัยเหล่านี้ยังวนเวียนเวียนวนกับการเสนอแนวคิดและการให้ความเห็นกำหนด ทิศทางการเมืองอยู่เนืองๆ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใหญ่เหล่านี้ไม่รู้หรือว่าประชาชาชนที่ต่อต้านอำมาตยาธิปไตยเขารู้ทัน ความคิดความอ่านของพวกท่านหมดแล้ว เขารู้ว่าพวกท่านเป็น “ตัวแทน” ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ผู้ใหญ่เหล่านี้ไม่เคยตำหนิการชุมนุมที่ผิดกฎหมายอย่างการยึดทำเนียบรัฐบาล การปิดสนามบิน การปิดท่าเรือคลองเตย การปิดล้อมรัฐสภา รวมทั้งข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เลยเถิดไปจากระบอบประชาธิปไตยแล้ว จึงไม่แปลกใจที่ข้อเสนอหรือความคิดเห็นต่างๆ ของพวกท่านถูกปฏิเสธ (กึ่งหัวเราะเยาะ) หรือถูกมองข้ามจากกลุ่มต่อต้านอำมาตยาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง
1 ประเวศ วะสี, การปฏิวัติประชาธิปไตยโดยคนไทยทั้งมวล, หนังสือพิมพ์คมชักลึก วันที่ 21 กรกฎาคม 2551
2 โปรดดู ปราโมทย์ นาครทรรพ, ระวังปฏิรูปหลงทาง
3 เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ อันเฟรล (ANFREL) เคยออกแถลงการณ์ทักท้วงหมอประเวศ ขอให้ยุติการชี้นำให้ทหารยึดอำนาจหรือรัฐประหาร หรือ อ.อมร เคยกล่าวว่า “ผมคิดว่าก่อนที่จะทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ผู้ที่ทำการรัฐประหารควรจะต้องกำหนด “ภารกิจ” ของตนเองเสียก่อน” 3หรือ อ.เสน่ห์ เคยกล่าวว่า “รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือกและอย่ามองว่ามันถอยหลัง”
จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์
http://www.prachatouch.com/content.php?id=12019
คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ
โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บทนำ
ใน ทางรัฐศาสตร์มีศัพท์การเมืองการปกครองคำหนึ่งว่า “Gerontocracy” ซึ่งผมขอแปลว่า การปกครองโดยผู้สูงวัย หรือ “ชราธิปไตย” ผมเห็นว่าการเมืองไทยระยะนี้มีผู้สูงวัยเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากเกิน ไป ซึ่งแนวคิดหรือความเห็นทางการเมืองที่แสดงออกมานั้นดูเป็นนามธรรม อุดมคติ ฟังแล้วดูดีแต่ปฏิบัติอย่างไรไม่รู้ หลายเรื่องเป็นเรื่องย้อนยุค ข้อเขียนนี้จะกล่าวถึงความหมายของคำว่า ชราธิปไตย และจะขอกล่าวถึงบทบาทของผู้สูงวัยหลายท่านที่มีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์การ เมืองไทยที่ผ่านมา
1.ความหมายของคำว่า “Gerontocracy”
ใน พจนานุกรมของ American Heritage New Dictionary of Cultural Literacy, Third Edition ได้ให้ความหมายของคำว่า gerontocracy ว่าหมายถึง สังคมที่ปกครองโดยผู้อาวุโส (A society ruled by elders) ในขณะที่เล่มอื่นๆ ให้ความหมายว่าเป็นระบอบการปกครองโดยคนแก่ (a political system governed by old men) ในต่างประเทศอย่างประเทศอิตาลีนั้นก็มักมีธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรมที่ ผู้สูงวัยยังมีอิทธิพลหรือบทบาททางการเมืองอยู่ ประเทศในเอเชียที่ยังให้ความสำคัญกับความอาวุโสนั้นที่เห็นได้ชัดคือ ญี่ปุ่น แม้ว่าระยะหลังนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่มากเหมือนก่อนจะมีบทบาททาง การเมืองมากขึ้นก็ตาม
2.Gerontocracy กับการเมืองไทย
ด้วยวัฒนธรรม ประเพณีแบบไทยๆ ที่ให้ความเคารพนับถือผู้หลักผู้ใหญ่ในด้านต่างๆ ทำให้สังคมไทยให้ความสำคัญแก่ผู้ใหญ่ เนื่องจากสังคมไทยเห็นว่าผู้ใหญ่นั้นย่อมมีความรู้ มีวุฒิภาวะและประสบการณ์มามาก ดังจะเห็นได้จากประเพณีไทยๆ ที่หากมีการแต่งงานขอลูกสาวมักจะให้ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นผู้ติดต่อพูดคุยกันเอง การให้ความสำคัญของผู้ใหญ่นั้นไม่ยกเว้นเรื่องทางการเมืองด้วย ตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับผู้ใหญ่นั้นเห็นได้จากมีการเรียกตำแหน่ง “ราษฎรอาวุโส” (ซึ่งไม่ทราบว่าใครเป็นผู้อุปโลกน์) ดังจะเห็นได้จากบ่อยครั้งที่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง มักมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อันเป็นที่เคารพหรือยอมรับจากประชาชนได้แสดงความคิด เห็น ติชม เสนอแนะทางออกหรือวิธีการต่างๆ ซึ่งในอดีตก็ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า วิกฤตการณ์คราวนี้มีผู้ใหญ่หลายท่านได้แสดงความเห็นทางการเมืองหลายเรื่อง หลายคราว แต่กระเเสสังคมกลับไม่ตอบรับ ยิ่งไปกว่านั้นก็ถูกแรงต้านจากทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ต่อต้านอำมาตยาธิปไตย ที่ผ่านมาผู้ใหญ่เหล่านี้ได้เสนอความคิดเห็นทางการเมืองต่างๆ นานา มากมายพอจับใจความสำคัญได้ดังนี้ (ผมคงรวบรวมได้ไม่สมบูรณ์พอ)
1.พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ พูดย้ำเรื่องคุณธรรม การเป็นคนดี (ทั้งๆ ที่ตนเองก็ถูกกล่าวหาหลายเรื่อง เช่น เรื่องการมีบทบาทกับโผทหาร รวมทั้งเรื่องการเมืองต่างๆ ทั้งที่ตนเองไม่มีตำแหน่งหน้าที่หรืออำนาจทางการเมืองแล้ว)
2.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ที่เสนอให้คนไทยมีศีลห้า
3.นายอานันท์ ปันยารชุน ที่เห็นว่า “การเลือกตั้งมิใช่เป็นสิ่งจำเป็นของระบอบประชาธิปไตย”
4. นพ.ประเวศ วะสี กล่าวเรื่อง “อารยะประชาธิปไตย” ที่ดูเป็นนามธรรมเลื่อนลอย ฟุ้งอยู่ในอากาศ (แต่หลายคนคิดว่าเป็นความคิดลึกซึ้ง) รวมถึงทัศนคติการเมืองภาคประชาชนที่ท่านเคยกล่าวว่า “เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือที่ให้การศึกษาทาง การเมืองอย่างกว้างขวาง อย่างไม่เคยมีมาก่อน คณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่เคยสามารถให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนได้ถึงขนาดนี้ จริงอยู่พันธมิตรฯ อาจจะมีผิดบ้างถูกบ้าง แต่ภาพใหญ่คือการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง”1 รวมถึงการสนับสนุนการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์กรณีมาตรา 7
5.อ.เสน่ห์ จามริก ที่เคยกล่าวว่า “รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือก และอย่ามองว่ามันถอยหลัง”
6. อ.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่วนเวียนอยู่กับการให้ความสำคัญของชนชั้นนำ (Elite) หรือพวกอภิสิทธิ์ชน (Aristocrat) ทั้งหลาย และเสนอว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง
7.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่มักเสนอเรื่องความดี คุณธรรม รู้รักสามัคคี หรืออะไรที่ฟังดูเชยๆ
8.ปราโมทย์ นาครทรรพ ที่กล่าวหลังจากมีการทำรัฐประหาร 19 กันยายนว่า “เราจะต้องประกาศให้โลกเข้าใจดังต่อไปนี้ว่า 2
1. การปฏิรูปคราวนี้มิใช่การยึดอำนาจ แต่เป็นการใช้กำลังตามความจำเป็น เพื่อป้องกันการใช้กำลังของระบอบทักษิณที่เริ่มขึ้นก่อนโดยการประกาศภาวะฉุก เฉิน เพื่อจะเคลื่อนกำลังตำรวจ ทหาร และกองกำลังท้องถิ่นสนับสนุนรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม
2.การปฏิวัติต้อง แปลว่า coup เพราะไม่มีคำอื่น ฝรั่งจึงเข้าใจไขว้เขวว่าเป็นการปฏิวัติเหมือนในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา หรือประเทศโลกที่ 3 อื่นๆ แต่ของเราไม่เหมือนใคร การปฏิวัติครั้งนี้ไม่เสียเลือดแม้แต่หยดเดียว เป็นเพียงการแสดงพลังให้อีกฝ่ายยอมเสียดีๆ ซึ่งก็ได้ผล ควรจะเรียกว่า coup de grace หรือปฏิบัติการสายฟ้าแลบเพื่อพิชิตแม้วมากกว่า เป็นการแสดงความบันเทิงแก่ชาวบ้าน เด็กๆ และนักท่องเที่ยวด้วยซ้ำ ไม่เชื่อก็ดูจากทีวี การปฏิบัติการสายฟ้าแลบซึ่งมิได้กระทบกระเทือนวิถีชีวิต ความเชื่อ และครรลองอื่นใดแบบประชาธิปไตยเลย…”
และเคยกล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ ว่า “การชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นสิ่งที่สวยงาม นานาประเทศกล่าวชื่นชม” อะไรทำนองนี้
สาระสำคัญของแนวคิดผู้สูงวัยที่เอ่ยมาข้างต้น อาจสรุปได้ดังนี้
(1) ไม่เชื่อในระบบเลือกตั้ง โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่คนเหล่านี้เห็นว่าไม่มีความรู้ดีพอที่จะเลือกผู้ แทนเข้าไปทำงาน จึงต้องมีกลุ่มบุคคลหนึ่งทำหน้าที่ตรงนี้แทน
(2) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงหลักความเสมอภาคของคนต่อกฎหมาย
(3) นำเรื่องศีลธรรมจรรยา หลักธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการเมืองไทย โดยเฉพาะความพยายามต้องการเห็นนักการเมืองเป็นคนดี มีศีลธรรม มีคุณธรรม (ข้อเสนอนี้มักจะมีการใช้ถ้อยคำหรือหลักการให้ฟังแล้วดูดี แต่เป็นนามธรรมมากไปจนขาดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ว่าจะทำอย่างไรจึงจะไปสู่เป้าหมายที่ทำให้นักการเมืองเป็นคนดีมีคุณธรรมได้)
(4) มีแนวคิดยึดติดกับ “ตัวบุคคล” มากกว่า “การสร้างระบบหรือองค์กร”
(5) คิดว่าประเทศไทยมีลักษณะพิเศษแปลกกว่าประเทศอื่นๆ เป็นประเทศที่มีความสุขสงบแล้ว จึงไม่ต้องเลียนแบบหรือเดินตามประเทศอื่นๆ (ดังสะท้อนให้เห็นจากในทางการเมืองได้ปฏิเสธแนวคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตก หรือในทางเศรษฐกิจได้ปฏิเสธทุนนิยมหรือโลกาภิวัตน์ โดยโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นว่า ประเทศไทยไม่เหมือนใครในโลก ไทยจึงควรมีระบอบการปกครองเป็นของตนเอง โดยปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยๆ โดยลืมบอกกับประชาชนไทยว่า ระบอบที่ตนเองเสนอนั้นมีผลทำให้ระบบชนชั้นอำมาตย์ดำรงอยู่ต่อไป)
(6) ส่งเสริม หรือเห็นว่าพระราชอำนาจของสถาบันว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเมืองไทย และ
(7) ลึกๆ ผู้สูงวัยเหล่านี้โหยหารัฐประหาร หากการเมืองยุ่งยากจริงๆ ก็พร้อมที่จะเห็นด้วยกับการทำ “รัฐประหาร” เพื่อเป็นทางออก3
บทส่งท้าย
บ่อย ครั้งที่ผมฟังทรรศนะหรือแนวคิดทางการเมืองของผู้สูงวัยข้างต้นแล้ว รู้สึกเหมือนว่า ผู้สูงวัยเหล่านี้กำลังชวนเชิญให้คนไทยกลับไป “นั่งเกวียน และใช้เครื่องพิมพ์ดีด” โดยหารู้ไม่ว่า ปัจจุบันมนุษย์กำลังใช้รถไฮบริดจ์ และใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไร้สายเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั่วโลกกันแล้ว ที่น่าเศร้าก็คือ ผู้สูงวัยเหล่านี้ยังวนเวียนเวียนวนกับการเสนอแนวคิดและการให้ความเห็นกำหนด ทิศทางการเมืองอยู่เนืองๆ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใหญ่เหล่านี้ไม่รู้หรือว่าประชาชาชนที่ต่อต้านอำมาตยาธิปไตยเขารู้ทัน ความคิดความอ่านของพวกท่านหมดแล้ว เขารู้ว่าพวกท่านเป็น “ตัวแทน” ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ผู้ใหญ่เหล่านี้ไม่เคยตำหนิการชุมนุมที่ผิดกฎหมายอย่างการยึดทำเนียบรัฐบาล การปิดสนามบิน การปิดท่าเรือคลองเตย การปิดล้อมรัฐสภา รวมทั้งข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เลยเถิดไปจากระบอบประชาธิปไตยแล้ว จึงไม่แปลกใจที่ข้อเสนอหรือความคิดเห็นต่างๆ ของพวกท่านถูกปฏิเสธ (กึ่งหัวเราะเยาะ) หรือถูกมองข้ามจากกลุ่มต่อต้านอำมาตยาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง
1 ประเวศ วะสี, การปฏิวัติประชาธิปไตยโดยคนไทยทั้งมวล, หนังสือพิมพ์คมชักลึก วันที่ 21 กรกฎาคม 2551
2 โปรดดู ปราโมทย์ นาครทรรพ, ระวังปฏิรูปหลงทาง
3 เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ อันเฟรล (ANFREL) เคยออกแถลงการณ์ทักท้วงหมอประเวศ ขอให้ยุติการชี้นำให้ทหารยึดอำนาจหรือรัฐประหาร หรือ อ.อมร เคยกล่าวว่า “ผมคิดว่าก่อนที่จะทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ผู้ที่ทำการรัฐประหารควรจะต้องกำหนด “ภารกิจ” ของตนเองเสียก่อน” 3หรือ อ.เสน่ห์ เคยกล่าวว่า “รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือกและอย่ามองว่ามันถอยหลัง”
จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์
http://www.prachatouch.com/content.php?id=12019