นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา เป็นระบบการ ปกครองประชาธิปไตยเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๗
ปรากฎว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นหาได้คืนอำนาจ ให้มหาชนอย่างแท้จริง
เพราะ ผู้ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นเป็น กลุ่มชนชั้นศักดินา ของประเทศที่กุมอำนาจในการปกครองประเทศมาเป็นระยะเวลาช้านาน
หาใช่เกิดจากความต้องการ ของประชาชนอย่างแท้จริงไม่
การ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงเท่ากับเป็นการโอนถ่ายอำนาจในการ ปกครองจากสถาบันพระมหากษัตรย์มาสู่กลุ่มชนชั้นศักดินา โดยผู้เขียนจะเรียกว่าการปกครองระบบ นี้ว่าระบบศักดินานธิปไตย หลังจากนั้นการเมืองไทยก็ได้ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ทั้งการปฏิวัติ รัฐประหาร การสืบทอดอำนาจก็จะกระทำภายในกลุ่มเดียวกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการทหาร ที่มักจะตั้งบุคคลที่ตนเองสามารถควบคุมได้
ให้ดำรงค์ตำ แหน่งหน่วยที่มีความ สำคัญทางยุทธศาสตร์ หน่วยที่กุมกำลังทางทหารไว้
สำหรับพรรคหารเมืองก็มุ่งที่จะหาผลประโยชน์ให้กับตนเองมากที่สุด
เมื่อ ระบบการปกครองในขณะนั้นประชาชนไม่มีความสำคัญ ไม่มีอำนาจที่จะกำหนดแนวทางของประเทศ พรรคการเมืองจึงต้องเขาหาผู้ที่มีบารมีที่สามารถกำหนดแนวทาง กำหนดนโยบายซึ่งก็คือทหาร
ซึ่งจะเห็นได้ว่าในอดีตจะมีนายทหารเข้ามาดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นระยะเวลายาวนาน
โดย มีพรรค การเมือง ให้การสนับสนุนเป็นฐานให้ระบบเผด็จการทหารที่ไม่ได้มาจาการเลือกตั้งของ ประชาชน ที่ต่อมาถูกขนานนาม ว่าระบบประชาธิปไตยครึ่งใบ
แต่ผู้เขียนขอยืนยันที่จะใช้คำว่าระบบศักดินาธิปไตย
เพราะอำนาจของประชาชน ไม่มีความหมาย อำนาจอธิปไตยกลับตกอยู่ในมือของบุคคลเพียงกลุ่มเดียว และสืบทอดอำนาจกันภายในกลุ่ม นั่นเอง
นอก จากการครอบงำทางด้านการเมืองการปกครองแล้ว ระบบศักดินาธิปไตยยังครอบงำ ระบบเศรษฐกิจ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่สนับสนุนกลุ่มอำนาจ ซึ่งมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนมากจะอาศัยความได้เปรียบจากการผูกขาดระบบสัมปะทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจการเงินและธนาคาร ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับผลประโยชน์จากการกำหนด นโยบายจากระบบศักดินาธิปไตยทั้งสิ้น
ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ประเทศถูกบริหารงานด้วยระบบศักดินา ธิปไตย
ประเทศ ชาติก็ต้องพบแต่ความถดถอยทาง เศรษฐกิจ เช่นในช่วงเวลาปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๑ ประเทศต้องลดค่าเงินบาทถึง ๒ ครั้ง ประเทศต้องขอความช่วย เหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
( IMF. ) ประสบปัญหาเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นอย่างไร้การควบคุม
ปัญหาความแต่กต่างระหว่างชนชั้นซึ่งขยายตัวห่างกันมากขึ้น
อันเนื่องมาจากระบบศักดินาธปไตยรากฐาน อำนาจมาจากกลุ่มผลประโยชน์ที่สามารถตอบสนองกันได้
โดบไม่ต้องพึ่งประชาชน จึงไม่เห็นความสำคัญของ ประชาชน
และที่สำคัญคือระบบศักดินาจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อ
ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่มี โอกาสที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
เพราะถ้าประชาชนสามารถที่จะ พัฒนาคุณภาพชีวิตของให้มีสถานะที่ใกล้เคียงกับ
กลุ่มบุคคลที่อยุ่ในระบบศักดินาธิปไตยแล้ว
จะทำให้ประชาชน ตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของตนเอง
และจะเรียกร้องอำนาจอธิปไตยไปจากระบบศักดินาธิปไตยนั้นเอง
ดังนั้น เพื่อให้ระบบศักดินาธิปไตยดำรงค์อยู่ได้
จึงจำเป็นที่จะต้องกดหัวประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเอาไว้ทั้งใน ด้านเศรษฐกิจและสังคม
ซึ่งจากการที่มีแนวคิดเยี่ยงนี้ จึงได้สร้างความแตกต่าง ให้กับประชาชน เป็นอย่างมาก
คือบุคคลเหล่าที่อยู่ในระบบศักดินธิปไตยมีโอกาสที่จะสร้างความร่ำรวยและความมั่นคั่ง ให้กับกลุ่มของตนเอง
แต่ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถที่จะมีโอกาสพัฒนา คุณภาพชีวิตของตนเองได้

และยังส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างร้ายแรง ทำให้ประเทศต้องล้าหลัง ก่อให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ
ตามมาอย่างมากมาย
เช่นปัญหาความเจริญกระจุกตัวอยู่ในเฉพาะกรุงเทพมหานคร ทำให้แรงงานจากชนบทหลั่งไหล
เข้า สู่กรุงเทพ ฯ เพราะประสบกับความยากจน เมื่อมีแรงงานหลั่งไหลเ ข้ามาอยู่ในกรุงเทพ เป็นจำนวนมาก ก็ให้เกิดปัญหา ในกรุงเทพ ทั้งปัญหาแหล่งชุมชุนแออัด ยาเสพติด การค้าประเวณี ปัญหาอาชญกรรม ปัญหาการเจริญเติบโตที่ไร้ทิศทาง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการจราจรติดขัด จนเป็นปัญหาที่สะสมมาจนถึงทุกวันนี้


นอกจากที่จะครอบงำในด้านของ เศรษฐกิจของประเทศแล้ว ระบบศักดินาธิปไตยยังต้องการ ที่ครอบงำการบริหารประเทศอีกด้วยซึ่งวิธีการที่ใช้คือการส่งบุุคคลในกลุ่ม ของ ตนเองเข้าไปแทรกซึม ในการศึกษาและวิจัยของประเทศ ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจยถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ง่าย ต่อการครอบงำประเทศไทย เพราะนักเรียนและนักศึกษานั้นง่ายต่อการโน้มน้าวจิตใจเนื่องจากอ่อน ประสบการณ์



แต่เมื่อสังคมได้พัฒนามากขึ้นการที่จะใช้กำลัง ทหารเข้ายึดครองอำนาจนั้นไม่สามารถที่จะ กระทำได้อีกต่อไป เพราะประชาชนเข้าใจถึงระบบการปกครองระบบประชาธิปไตยมากขึ้น ระบบ ศักดินาธิปไตยจึงได้อาศัย ช่องทางใหม่ในการสืบทอดอำนาจของตนเองด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ โดย เอื้อให้ระบบศักดินาธิปไตยสามารถที่จะแทรกแซงการบริหาราชการแผ่นดินได้ โดยผ่านทางองค์กร ตามรัฐธรรมนูญที่จัดตั้งขึ้น ซึ่งจะสังเกตุว่าผู้ที่มาดำรงค์ตำแหน่งหล่านี้ จะต้องเป็นข้าราชการระดับ สูงมาก่อน และกระบวนการสรรหานั้นก็มิได้มาจากประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรง แต่กลับกำหนดให้ข้าราชการประจำ ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้ามามีบทบาทในกระบวนการสรรหา เช่นกำหนด ให้อธิการบดีเป็น คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ซึ่งส่วนมากแล้วบุคคลเหล่านี้ก็ได้ตำแหน่ง มาจากความช่วยเหลือของระบบศักดินาประชาธิปไตยแทบทั้งสิ้น และอำนาจขององค์กรเหล่านี้ กลับมีอำนาจที่สามารถจะถอดถอนตัวแทนของประชาชนได้ นอกจากนี้การกำหนดคุณสมบัติของ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.และสว. ว่าต้องมีการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญาตรี ซึ่งขัดต่อระบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเอื้อให้กับชนชั้นศักดินาที่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าประชาชน ทั้วไป ทำให้ประชาชน จำนวนมากต้องถูกจำกัด สิทธิในการลงสมัคร รับเลือกตั้ง
แต่ ภายหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ได้มีพรรคการเมือง พรรคหนึ่ง ถือกำเนิดขึ้นมา คือ พรรคไทยรักไทย ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจที่ประสบความ สำเร็จสูงสุดผู้หนึ่ง ในระยะเวลาอันรวดเร็วเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมไทย อย่างมากมาย เพราะเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ส่วนใหญ่ โดยมีการกำหนดนโยบายต่างมากมาย ซึ่งนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการกระจาย โอกาสและอำนาจใน การตัดสินใจ ในการกำหนดชะตาชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งชนชั้นศักดินาอีกต่อไป และสามารถที่จะพัฒนา ประเทศให้พบกับความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน
ซึ่ง ส่งผลกระทบกับ ชนชั้นศักดินาเป็นอย่างมาก เพราะกลุ่มชนชั้นศักดินาต้อง สูญเสียอำนาจ ในการครอบงำประเทศที่มีมาช้านาน ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จงใจที่จะร่างมาเพื่อสืบทอดอำนาจของ กลุ่มชนชั้นศักดินาธิปไตย แต่กลับถูกกลุ่มอำนาจใหม่เข้ามาช่วงชิงการบริหารประเทศไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งเป็นเพราะ ระบบศักดินาธิปไตยนั้น มุ่งแต่จะกอบโกยผลประโยชน์เข้าสู่กลุ่มของตนเอง โดยไม่คำนึง ถึงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อพรรคไทยรักไทยสามารถตอบสนองความ ต้องการของประชาช ส่วนใหญ่ของประเทศได้ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงให้การสนับสนุน พรรคไทยรักไทยให้เข้าบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดหนทางของระบบ ศักดินาธิปไตยมิให้เข้ามาปกครองประเทศอีกต่อไป ทำให้ระบบศักดินาธิปไตยต้องใช้ทุกวิถีทางที่จะโค่น ล้มรัฐบาลภายใต้ การนำของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้ได้ เพื่อที่จะกลับมาปกครองประเทศอีกครั้ง
ในระยะเวลากว่า ๑ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงต้องพบกับความชงักงัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เพราะความพยามยามที่จะโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จนส่งผล กระทบในวงกว้างสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพียงเพราะระบบศักดินาธิปไตย ต้องการที่จะกลับมามีอำนาจเหนือประชาชนชาวไทยอีกครั้ง แต่ระบบศักดินาธิปไตย กลับต้องพบกับ การต่อต้านจากประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างเข้มแข็ง จากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ถึงรากแก้ว เพราะประชาชนชาวไทยตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพ สิทธิในการที่จะกำหนดชะตาชีวิตของ ตนเอง สิทธิที่จะกำหนดแนวทางการบริหารประเทศผ่านทางตัวแทนคือรัฐบาล ระบบศักดินาจึงไม่อาจ ที่จะเอาชนะอย่างง่ายดายเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา และผู้เขียนอยากจะบอกแก่ผู้มากบารมีที่บงการ ระบบศักดินาธิปไตยอยู่เบื้องหลัง ว่าเธอไม่มีวันที่จะชนะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ เพราะนี่ คือการพัฒนาการของระบบการเมืองไทย ที่จะพัฒนาสู่ระบบการปกครองประชาธิปไตยอันมีองค์พระ มหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม่ใช่ระบบศักดินาธิปไตย อย่าที่เธอเคยชินอีกต่อไป และผู้เขียนอยากที่จะบอกกับระบบศักดินธิปไตยว่าในประวัติศาสตร์โลก ไม่เคยมีอำนาจไหนจะมาชนะอำนาจของประชาชนได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นขอให้หยุดการกระทำ เสียก่อนที่จะไม่มีโอกาสหยุด เพราะประชาชนจะไม่มีวันยอมให้ระบบศักดินาธิปไตยเข้ามาครอบงำ ชีวิตและประเทศชาติของเราอีกต่อไป เพราะประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง สมดัง พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๗ ดังนี้

ในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗
ในการสละราชสมบัติในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗๗ มีความตอนหนึ่งว่า
ข้าพเจ้า มีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่ว ไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ
เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร

และในวันนี้ ก็ได้พิศูจน์แล้วว่า
อำนาจของระบบศักดินธิปไตยไม่สามารถที่จะขัดขวางความต้องการ ของประชาราษฎรได้อีกต่อไป
จากคุณ : ฉกรรณ์- [ 16 ก.ค. 49 17:26:29 ]
มี อยู่หนึ่งคนที่ผมรู้จัก เป็นลูกหลานตระกูลเก่าแก่พอมีชื่อเสียงได้รับมรดกที่ดินตึกแถวจากบรรพบุรุษ ปล่อยให้คนอื่นเช่าทำมาหากินจนบางคนร่ำรวยออกไปหาซื้อที่ซื้อตึกเป็นของตัว เอง แกก็ชอบกระแนะกระแหนกับคนรู้จักว่าคนพวกนี้ร่ำรวยมีเงินมีทองในวันนี้ได้ก็ เพราะแกถ้าแกไม่ให้เช่าที่ทำมาค้าขายเมื่ออดีตคนพวกนี้ก็ไม่มีทางที่จะลืมตา อ้าปากได้ ( แต่แกลืมคิดไปว่าเขามาเช่าเขาก็จ่ายค่าตอบแทนให้ไม่ได้มาอยู่ฟรีแกซะอีกถ้า ไม่มีคนมาเช่าก็ขาดรายได้เพราะไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรเลยนอกจากรอเก็บค่เช่า รายเดือนและดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้รวมทั้งดอกเบี้ยแบงค์) มีอยู่วันหนึ่งไปทานข้าวกับเพื่อนที่ตึกซีพีเจอแกเข้าแกก็เข้ามาทักพูดคุย กันไปกันมาโต๊ะข้างๆกำลังพูดคุยเรื่องการซื้อบ้านในโครงการชานเมืองแกก็ ปรามาสว่านี่ล่ะคนต่างจังหวัดอุตส่าห์ส่งเสียร่ำเรียนจนจบเป็นหนี้เป็นสิน เป็นได้ก็แค่ลูกจ้างเขาจะซื้อหาบ้านก็ต้องไปกู้เขาอีกเป็นหนี้ตั้งแต่ตอน เรียนจนทำงาน ผมกับเพื่อนได้ฟังแล้วสะอึกทานข้าวต่อไม่ไหวเลยวันนั้น ( ผมกับเพื่อนเองบรรพบุรุษก็เป็นคนต่างจังหวัดไม่ได้ไฮโซแบบแกบ้านที่อยู่ ปัจจุบันก็ยังผ่อนแบงค์แต่ก็ไม่เป็น NPLไฮโซ )อ้อมื้อนี้ผมกับเพื่อนหาร 2 แต่กิน 3 นะครับ
ผมกับเพื่อนกลับมาคุยกันต่อว่าต้องทำใจกับคนพวกนี้ว่ะ ถ้ามันไม่มีมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมาก็ไม่รู้ว่าตัวตนจริงๆเขาเก่งแค่ไหน เพราะเราไม่เคยเห็นเขาประกอบธุรกิจอะไรเลยนอกจากเก็บค่าเช่ากิน รู้มาว่าคนใช้ที่บ้านแกลาออกอยู่บ่อยๆเพราะแกจ้างแค่ 3,000 บาทรวมอยู่กินคนใช้อยู่ได้ไม่นานก็ขอลาออกไปทำงานโรงงานหมดต้องเดือดร้อนผู้ จัดการแบงค์ที่แกฝากเงินอยู่กับคนที่เช่าตึกแกทำร้านอาหารให้หาคนงานให้อยู่ เรื่อย นี่ล่ะผู้ดีเก่าแก่เมืองไทย

จากคุณ : ขุนศึกดาบหัก- [ 16 ก.ค. 49 19:00:54 ]
กระผม จะขอเล่าชีวิตตนเองในวัยเด็กเมื่อ20กว่าปีก่อน ที่เติบโตมาใต้ยุค “ป๋าระมีธิปไตย” ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาผมจะเห็นคุณย่าและคุณน้าต้องมาเปิดร้านโชห่วยที่เป็น รายได้ครอบครัว ช่วงประถมต้นผมจะช่วยคุณย่าเป็นบางวันที่ผมตื่นเช้ามาช่วยคุณย่าเปิดร้านแต่ คุณย่าก็จะไล่ไปทานโจ๊กแล้วให้รีบๆไปโรงเรียน ชีวิตก็ดูดีพอสมควรในสังคมคนไทยเชื้อสายจีนแห่งหนึ่งที่ไม่ยากจน โรงเรียนที่เรียนก็เป็นโรงเรียนเอกชนเก่าๆไม่เล็กเกินไป แต่ก็ไม่ได้อยู่ในชุมชนคนมีเงินแต่ในความสงบนี้ก็มีความน่ากลัวซ่อนอยู่ ทุกช่วงเปิดเทอมผมจะต้องซ้อมหนีเพลิงไหม้ สำหรับเด็กก็คิดเป็นเรื่องสนุกแถมไม่ต้องเรียนตั้งหลายชั่วโมง แต่วันหนึ่งก็มาถึงวันที่เห็นเพลิงไหม้ใกล้ๆโรงเรียน เราก็หนีลงมาตามที่สอน ได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่าเป็นการเผาไล่ที่ ตอนนั้นผมยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจว่าผลจากไฟไหม้สร้างความสูญเสียให้กับ ผู้ที่เสียหายทั้งร่างกาย จิตใจจากการสูญเสียทรัพย์สินและบุคคลอันเป็นที่รักอย่างไร ซึ่งเพลิงไหม้ในหลายครั้งที่ชีวิตที่ไม่ได้เกิดจากการวางเพลิงไล่ที่จริงๆ แต่เกิดจากความหนาแน่นของชุมชนที่อยู่กันอย่างแออัดอัตคัดขัดสนเป็นสาเหตุ ก็เป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากผู้บริหารประเทศได้อำนาจมาอิทธิพลและไม่เหลียว แลประชาชนจริงๆตามที่ใช้เงินจ้างสื่อต่างโฆษณาตนเองหลอกลวงว่าประเทศเป็น ประชาธิปไตยมีประชาชนมีอำนาจปกครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ในความจริงรัฐธรรมนูญกลับถูกฉีกทิ้งเล่นเหมือนกระดาษเช่นก้น เมื่อกลุ่มผู้สืบทอดอำนาจเก่าใกล้จะเสียอำนาจไปหลังจากการกอบโกยผลประโยชน์ ครั้งใหญ่หลายครั้งจนพ่ายแพ้การเลือกตั้งและได้นายกรัฐมนตรีจากระบอบ ประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ในยุคของนายกชาติชาย เพียงแค่ 2 ปีจากการเลือกตั้งประเทศกลับพบกับความเจริญอย่างอัศจรรย์ที่ประเทศพัฒนาได้ มากกว่า12ปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ความสุขของชนชั้นรากหญ้าที่จะมีโอกาสได้ใช้ระบบการตลาดและการค้าเสรี สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับชีวิต ในบรรยากาศที่เป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ถูกบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างการคอรัปชั่นเป็นเหตุใน การทำลายรัฐธรรมนูญทิ้ง โดยถ้าสังเกตให้ดีผู้มีตำแหน่งในคณะ รสช. ก็เป็นผู้ใกล้ชิดและสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับกลุ่มอำนาจเก่าผู้มี “ป๋าระมี”อันเป็นผู้ซึ่งสามารถรวบอำนาจจากทั้งกลุ่มนักปฏิวัติ และกลุ่มนักก่อจลาจลมาสวามิภักดิ์ต่อตนเองได้ (เพราะกลุ่มของเขาสามารถบันดาลผลประโยชน์ให้กลุ่มบุคคลเหล่านั้นได้อย่าง เพียงพอบนความยากจนของประชาชนส่วนใหญ่และความย่อยยับทางเศรษฐกิจของประเทศ)
และเป็นที่น่าสังเกตว่าคณะ รสช. เป็นกลุ่มทหารยศใหญ่โตแต่กลับมี ทหารยศชั้นไม่เท่าไรมากุมตำแหน่งที่สำคัญมากใน รสช. ซึ่งก็เคยเห็นถึงตำแหน่ง “เลียขา” ของผู้มีป๋าระมีมาก่อน ซึ่งแสดงถึงสายสัมพันธ์ของผู้มีป๋าระมีกับคณะ รสช. ที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือทำลายรัฐธรรมนูญที่กลุ่มตนเองเป็นผู้ร่วมร่าง ขึ้นมา ต่อมาผู้มีอำนาจในรสช.ที่หลงกล ก็หวังใช้การก้าวสู่อำนาจในตำแหน่ง “นกยา” ตามรอยกลุ่มอำนาจเก่าที่เคยทำเมื่อ 10 กว่าปีก่อนชนิดก้าวต่อก้าว แต่กลับถูก “เลียขา” ของผู้มีป๋าระมีอีกกลุ่มหนึ่งใช้กลไลการจลาจลโจมตีว่า “นกยาต้องมาจากสส ไม่ควรมาจากคนกลาง.”อ้างประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือสร้างความสูญเสียให้กับ ประชาชนและประเทศชาติอย่างบอบช้ำเป็นที่สุด หลังการจลาจลก็ได้ “นกยาคนใหม่” ที่เป็นคนกลาง แต่กลับเป็นที่พอใจของสื่อมวลชนต่างสรรเสริญว่าเป็นเทพ พรรครัฐบวมก็เป็นพรรคเทพ(ผมคิดว่าเป็นเทพรับประทาน หรือเทพคอรัปชั่นมากกว่า) และผู้ตกเป็นจำเลยของสังคมก็กลายเป็นพรรคมาร(คอหอย) โดยไม่ต้องบอกก็รู้ว่า “นกยา”คนใหม่มาจากหนึ่งในลูกรักของผู้มี “ป๋าระมี” มีการเอ้อประโยชน์ให้กลับกลุ่ม “ลูกป๋า” ในประโยชน์ด้านต่างๆ อย่างมหาศาลทั้งทางธุรกิจถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย รวมถึงการค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติดทั้งในและนอกประเทศ

ซึ่งกลุ่มองค์การนี้ได้ถูกก่อตั้ง ในช่วงปลายของสงครามลัทธิการปกครอง(ซึ่งเริ่มมีการค้ายาเสพติดในองค์กรเหล่า นี้หลังเหตุการณ์จลาจลในปี พ.ศ.2516 แรกเริ่มทำเพื่อหาเงินจ้าง “ทหารรับจ้างในประเทศลาว”- “เรียกตามสรรพนามที่เอกอัคราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทยในยุคหนึ่งได้กล่าวถึงทหารฝ่ายโลกเสรีที่ต่อสู้ร่วมกับรัฐบาล ลาวในยุคสงครามลัทธิการปกครองในยุคนั้น” อีกทั้งองค์กรเหล่านี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานข่าวกรองจากประเทศแม่ ข่าย ที่ใช้ชื่อย่อว่า CIA - ต่อมาสงครามในลาวได้จบลงแต่กลุ่มองค์กรนี้ไม่ยอมสลายตัวไป กลับเจริญเติบโตและสร้างประโยชน์ให้กับผู้มี ป๋าระมี ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในเวลาต่อมา )

หลังจากการเลือกตั้งที่พลเอกชาติชายได้เป็นนายก
การ ปราบปรามยาเสพติดสามารทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ประจักษ์ต่อทั้งโลก จากคำบอกเล่าของรุ่นพี่ที่ต้องออกราชการเข้าป่าตั้งฐานไปตีฝิ่น(วิธีการ ทำลายฝิ่นโดยใช้กิ่งไม้ยาวๆหวดตีต้นฝิ่น)ที่เชียงราย ซึ่งทำลายกันเป็นพันๆไร่ ต้องตีกันเป็นสัปดาห์กว่าจะหมดในแต่ละพื้นที่ และทำพร้อมกันทั่วทั้งภาคเหนือ ทำให้องค์กรนี้ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศสหภาพพม่า และสร้างขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน แต่การปราบปรามยาเสพติดที่ได้ผลกลับกลายเป็นชนวนซ่อนเร้นที่ก่อให้เกิดรัฐ ประหารต่อพลเอกชาติชายขึ้นอีกเสียเอง

ฉะนั้นผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ กลุ่มผู้มี “ป๋าระมี” จึงมีส่วนสูญเสียผลประโยชน์จากการค้ายาเสพติด จึงพยายามล้มล้างรัฐบาลและล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหมือนกับที่เคยทำมาเมื่อ 14 ปีก่อน

ในยุคหลัง รสช. (ยุคที่ลูกป๋าเป็น “นกยา” อีกครั้ง) ยาเสพติดกลับมาระบาดทั่วบ้านทั่วเมืองอีกครั้ง ผมต้องเห็นเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันช่วงมัธยมต้นด้วยกันมาที่เรียนต่อมัธยม ปลายไม่ได้เพราะครอบครัวไม่มีฐานะพอ ต้องกลายเป็นขี้ยาข้างถนน ซึ่งวันที่ผมพบเพื่อนที่ใกล้ตลาดหลังโรงเรียนวันหนึ่ง เพื่อนก็ชวนผมเสพ เฮโรอีนด้วยแต่ผมปฏิเสธไป เพื่อนก็ยังยิ้มให้ผมด้วยความรักเพื่อนเหมือนเดิมแต่ในใจผมมันเศร้าเหลือ เกิน

คุณอาจมองว่า “ไอ้เด็กคนนั้นมันไม่รักดีเอง แต่คุณไม่มองหรือครับว่าใครเป็นคนผลิตยา ขนส่งยา และสร้างเครือข่ายการค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ ไปสู่เยาวชนที่ไม่มีทักษะทางสังคมอย่างเพียงพอทั้งประเทศ ถึงเพื่อนผมคนนั้นมันไม่รักดี อย่างมากเขาก็ทำได้แค่ดมกาวถ้าเฮโรอีนไม่หาซื้อง่ายกันขนาดซื้อได้หลังตลาด หรอกครับ”

ต่อมาช่วงที่ บรรหารเป็นนายก ทุกอย่างดูดีขึ้นอีกครั้ง เฮโรอีนถูกปราบลงจนเบาบาง แต่หลังจากรัฐบาลบรรหารสิ้นสุดลง รัฐบาลก็หลงกลเครือข่ายยาเสพติดเดิมกับสินค้าใหม่ ร่วมกันโปรโมตยาบ้าอย่างได้ผลกับสื่อแนะนำเยาวชนให้ระวังยาเสพติดตามสถาน ศึกษา และทุกอย่างกลับเลวร้ายลงอีกหลังยุครัฐบาลของ พลเอกชวลิต ยาบ้าระบาดถึงทุกโรงเรียนจนเป็นแฟชั่นที่ต้องเสพ เป็นเรื่องโก้เก๋ไปเสียอีก

ต่อมาในยุคทักษินเป็นนายก ยาเสพติดถูกปราบปรามอย่างรุนแรงอีกครั้งแต่ไม่สามารถทำได้อย่างได้ผลมากเท่า กับสมัยนายกชาติชาย การสูญเสียรายได้ก็เป็นชนวนความไม่พอใจให้กับบรรดาผู้มี “ป๋าระมี” และ “ บารมี”นอกรัฐธรรมนูญอย่างมาก การฆ่าตัดตอนที่เกิดขึ้นก็เป็นคำสั่งสังหารจากขบวนการค้ายาเสพติดเอง ที่ต้องการกำจัดพยานสามารถจะให้การในชั้นสอบสวนจนสามารถสืบสาวเครือข่ายการ ค้ายาเสพติดถึง ผู้มีบารมีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนต่างหาก ไม่ได้เป็นการสั่งฆ่าไม่ละเว้นจากนายกทักษินที่มีแค่อำนาจนายก ตามรัฐธรรมนูญในการสั่งการปราบปรามยาเสพติด (ยังไม่นับอำนาจทางธุรกิจนะครับ ขอแยกส่วนไว้ก่อน)
ขอย้อนกลับไปยุค “นกยา” พ่อใหญ่สภาโจ๊กอีกครั้ง ในช่วงปี 2539 นกยาท่านนี้ก็หวังจะมีกะตังอย่างรวดเร็ว ก็จึงคิดสั้น เอ้ย คิดง่ายๆว่าจะเจริญรอยตามผู้มี “ป๋าระมี”อีกครั้งโดยใช้มุก “ซื้อเครื่องบินโร๊บ พร้อมลดค่าเงินบาด”อีกครั้ง แต่กลับถูกนักทุจริต เอ้ยๆ นักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ ที่ได้รับ ออร์เด้อ จาก ป๋าระมี ปั่นหัว จนเศรษกิจย่อยยับทั้งประเทศ(โกงเงินแบ๊งครั้งใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี กะทิ หรือ โกตั๊บร่วมวงอยู่ด้วย) แล้วก็เทขายเงินบาทในตลาดโลก จนเครื่องบินก็ไม่ได้ บริษัทนายหน้าซื้อเครื่องบินได้เงินไปฟรีๆ แถมคณะรัฐบาลโจ๊กของพ่อใหญ่ต้องลาออกทั้งคณะ จนเกิด “เผด็จการณ์รัฐสภาสมบูรณ์แบบ” คือสภาที่มีแต่รัฐบาล ไม่มีฝ่ายค้าน ซึ่งจงรักภักดีต่อ “ป๋าระมี”เสียนี่กระไร ซึ่งในช่วงนี้รัฐบาลรณรงค์ให้คนไทยไม่ใช้เงินทุกวิถี เพื่อสร้างสภาวะเงินฝืด ให้เงินเน่าอยู่ในแบงค์แล้ว IMF ก็มากู้เงินคนไทยซื้อธุรกิจคนไทยในราคาที่คนไทยทั้งประเทศขาดทุนย่อยยับ แล้วก็โกยเงินกำไรกลับฐานที่มั่นทางการเงินของตนเองมหาศาล(ซึ่งมีทั้งในไทย ม่องโกเหลีย และ สหเละอเมริโกง) เหลือเศษเงินเล็กน้อยไว้ให้ลูกรักของป๋า ได้แบ่งประเคนให้ป๋า อย่างได้น้ำได้เนื้อบ้าง)

ในยุคไล่เลี่ยกัน ก็เป็นยุค ร่าง รธน. ฉบับปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับเลือก ส่วนใหญ่เป็นคนมีชื่อเสีย เอ้ย ชื่อเสียง ในยุค ป๋าระมีมาก่อน บางคนเป็นคนดีแต่ดังผิดยุคเช่นยุค พ่อใหญ่หรือยุคน้าเติ้งเลยได้คะแนนน้อยหน่อย ซึ่งบางคนก็ไม่มีความรู้ทางกฎหมายมาก่อน ผู้มี “ป๋าระมี” และลูกรักก็สร้างกฎหมายที่กีดกัน พรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่ ไม่ให้มีโอกาสได้เติบโตทางการเมืองอย่างง่ายๆ

แต่พรรคที่ ลูกป๋า ขยี้ทิ้งไปแล้ว เพราะหาที่ดิน สปก 401 และสินทรัพย์อีกมากมายมาตุนไว้คุ้มเงินที่ลงไปแล้ว กลับรวมตัวกันเป็นพรรคหน้าเหลี่ยมเอ้ย ไทยลักไทย เฮ้ยไม่ใช่ พรรคไทยรักไทยครับ(เขียนมุกตลกแล้ว หัวเราะเพื่อสุขภาพนะครับ) ก็สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่น่าเชื่อจนได้สส.มากที่สุด แต่ดันมีนโยบายบายปราบ คอรัปชั่นจนไปยึดที่ดินคืนมาให้คนจนทำกินจากอกของลูกๆป๋า เข้าให้ จนทำให้ลูกป๋าหมันไส้ ด่านายกจนชนิด แค่นายกมีลมหายใจก็ผิดแล้ว เราเลยมีเครื่องบินที่แอร์ระเบิดแล้วอันตรายที่สุดในโลก(น่าอายชาวโลกเขาไหม ครับ) จนนายกต้องเร่งผลิตชุดคุ้มกัน ชุดใหม่จากที่ทำงาน “น้องเขย”โดยเร็วที่สุดเพื่อมาป้องกันไม่ให้ไทยต้องมีนายกที่ตายโดย อุบัติเหตุที่หาสาเหตุไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย

ส่วนเรื่องโกตั๊บผมขอข้ามไปเพราะตอนนี้ทุกคนคงประจักษ์กับความเลวร้ายของกะทิจากกระทู้แนะนำหมดแล้ว

กลับ มาเรื่องประสบการณ์ชีวิตจริงนิดนะครับ ตอนนี้ผมก็เป็นข้าราชการเทียบขั้นได้ระดับ ซี4 มีเงินเดือน หนึ่งหมื่นสองพันบาทเศษ นายกหน้าเหลี่ยมคนนี้แหละที่รับรู้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเงินของข้า ราชการกับเอกชนก็ขึ้นเงินเดือนให้โดยสามารถคุมราคาสินค้าไม่ให้ฟูฟ่องขึ้นมา ได้ ไม่เหมือน “น้าผมทรงกระบังแอร์โฮสเตทคล้องงูเห่า”ที่พูดเล่นแต่ไม่ทำจริงจนแต่ปล่อย ราคาสินค้าล่องลอยไปสุดลูกหูลูกตา

แต่น้าเหลี่ยมหาทางเพิ่มเงินให้ สำเร็จ จนน้องๆจบใหม่บางคนคาดไม่ถึง(ผมก็คาดไม่ถึงครับ น้องบรรจุใหม่ ซี 1 มีเงินเดือนรวมเงินเพิ่มพิเศษเกือบหมื่นบาท) ตอนนี้จะตอบเรื่องนายพัน นายพลหน่อยนะครับ เรื่องการมีรถขับมันไม่เกี่ยวกับนายพันนายพลอะไรหรอกครับ มันเกี่ยวกับหน้าและตังครับ 6-7 ปีก่อนที่เพื่อนๆเริ่มจบมาทำงาน บางคนอยู่หน่วยเทคนิคในเมืองไม่มีลูกน้องมากมาย ก็แค่กู้เงินสหกรณ์ ซื้อมอเตอร์ไซค์ก็ไปทำงานได้ แต่บางคนเป็นผู้หมวด มีลูกน้องเป็นร้อย ด้วยทั้งหน้า(หน้าตาทางสังคม)และหน้าที่จำเป็นต้องมีรถไว้ทั้งติดต่องานและ เดินทางแถมต้องช่วยลูกน้องอีกเลยต้องกู้สหกรณ์ก้อนใหญ่ จนบางเดือนต้องกินข้าวด้วยเงินแฟนทั้งเดือนเลยครับ ฉะนั้นการเพิ่มเงินค่าตอบแทนต่อข้าราชการและเงินค่าวิชาชีพเป็นการแก้ปัญหา สมองไหลที่ “ถูกต้องน้ะคร้าบบบบบ” แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เพราะน้องหลายคนก็กำลังจะไปอยู่การบินไทยบ้าง การท่าอากาศบ้าง เพราะรายได้ยังต่างกับประมาณ 6-10เท่าอยู่ครับ ทุกวันนี้ผมทำงานไปเรียนไปพร้อมทำงานไปติดหนี้ทุนการศึกษาที่เป็นหนี้รัฐบาล มากขึ้นทุกวัน(ตอนนี้เป็นล้านแล้วครับ) แต่เพื่อนที่ลาออกไป 2-3 คนเมื่อ 4 -5 ปีก่อนได้พบกันตอนนี้ใช้หนี้เกือบหมดแล้วแถมผ่อนบ้านผ่อนรถอีก 2-3 ปีก็ไม่มีหนี้เหลือแล้ว(จริงๆนะครับ ไม่ได้โม้) รายได้เพื่อนที่ลาออกไปก็เดือนละ แปดหมื่นถึงแสนสองหมื่นบาท มันต่างกัน 4-6 เท่าเลยนะครับ(รายได้ผมรวมค่าเวรโอทีจากรัฐทั้งเดือนก็แค่ เกือบสองหมื่นบาท จะกู้ซื้อบ้านยังเกือบไม่ได้เลยนะครับ)
เรื่องเปรียบ เทียบกระบวนการ คอรัปชั่นระหว่างปัจจุบันกับอดีตมันก็เป็นหลักการเอ้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง เหมือนกันคล้ายๆกับที่ คุณ monkeygig ว่า แต่มันต่างกันในทางปฏิบัตอย่างสิ้นเชิงเลยครับ(ขอบคุณความรู้จาก พี่หนุมหย่ายด้วยครับ)

ในอดีต บรรดาผู้มีป๋าระมี จะดูดบารมีเข้าตัวโดยการคอรับชั่นเชิงปฏิบัติ เช่น สนามบรินที่สร้างไม่มีวันเสร็จโดยค่าสำรวจและค่าถมที่ลงไปเท่าไรก็ไม่พอ , ทางรถไฝสายไต้ที่น้าเติ้งใช้เงิน สามพันล้านบาทก็สร้างรางใหม่ได้อีกหนึ่งเส้นได้ แต่บรรดาพรรคเทพทั้งหลายในบัญชาของน้ากระบัง ยกเลิกสัญญาเสีย และทุ่มเงินหกพันล้านบาท ทำได้แค่เปลี่ยนไม้หมอน ที่เด็ดที่สุดก็เป็นอนุสาวรีย์หนี้สาธารณะที่ตั้งอยู่ใกล้กับถนนวิภาวดีรัง สิต ให้คนกรุงเทพได้ดูกันทุกวัน ไม่ทราบคุณ ข้าของราชกานได้เห็นอนุสาวรีย์นี้บ้างไหมครับ

ในทางกลับกัน น้าเหลี่ยมหาเงินเข้ากระเป๋าโดยมีข้อกฎหมายรองรับทุกครั้ง จะทำพลาดแบบจังๆก็ครั้งเดียวก็ที่ลูกชายถูกปรับไป 5 ล้านกว่าบาท(เห็นไหมว่าน้าเหลี่ยมก็ถูกกฎหมายบังคับได้ถ้าทำผิด แม้จะใช้ชื่อลูกชายรับแทนก็ตาม)จะว่าทุจริตเชิงนโยบายก็ไม่ใช่เสียตรงๆ เพราะน้าเหลี่ยมไม่ได้มาประกาศนโยบายสนับสนุนการคอรัปชั่นนี่นา และดันไปประกาศปราบการคอรับชั่นเสียนี่ เลยไปโดนกล่องดวงใจของลูกๆผู้มี “ป๋าระมี”กันเป็นแถบ(ที่เหลือมีคนตอบมาในกระทู้เยอะแล้วไม่ขอกล่าวซ้ำนะ ครับ)

เรื่องผลประโยชน์ที่ผู้มี “ป๋าระมี” เรียนรับจากนักธุรกิจที่น่ากล่าวถึงอีกท่านหนึ่งก็คือธุรกิจ น้ำเมา ของเสี่ยเจริน (จนเป็นที่มาของ โฆษนาเลิกเหล้า “จน.....เครียด ๆ”ของรัฐบาล)ที่ช่วงแรกๆน้าเรินใช้ร่มเงา “ป๋าระมี” ดูดร้านเหล้าเข้าห้างตราซ้างของตัวเอง โดยมีผลประโยชน์ตอบแทนเป็น “บารมี” หลักร้อยล้านเป็นสิ่งตอบแทนช่วงแรกๆ ก็อู้ฟู่ดีอยู่ แต่พอน้าเหลี่ยมมาบอกน้าเรินว่า ตอนนี้เจ้หน่อยรายงานว่าคนไทยตายเพราะธุรกิจลื้อเยอะมากแล้ว แถมทำโครงการประชามหานิยม 30 บาท ของเหลี่ยมกระเป๋าฉีกหมดอีกต่างหาก ลื้อไปขายน้ำชาเขียว น้ำลำไยขายเหอะ น้าเรินก็โอเค แต่ขอหาตังในตลาดหุ้นด้วยดีไหม น้าเหลี่ยมก็ ok นะคะเป็นน้องแคทรียา อิงลิชเลย แหละ แต่ “ป๋าระมี” ส่งอดีต “เลียขา” ฉายา 5 ขันธ์(ไม่ใช่ขันธ์ 5 นะครับ) มาโวยวายผ่านสื่อว่าเหล้าเป็นบาป แต่แอบกระซิบทวงสัญญารักเก่าคล้ายว่าสามารถทำได้ถ้ามีบารมีส่งถึง “ป๋าระมี” งานนี้น้าเรินหน้าซีดเพราะทุนหายกำไรหดจากทั้งเศรษฐกิจทรุด และจากนโยบายน้ำสุขภาพของลุง พีนิส จนน้าเรินหาทางออกไม่ได้ เลยฝากห้างตราซ้างไปขายแถวรูปปั้นสิงหปลา(สิงกับปลา ไม่ใช่ห้างตราซิงห์ของคู่แข่งนะครับ) น้าเหลี่ยมพลอยหมดปัญญาหาห้างใหม่เข้าตลาดหุ้นต่อทุนเลย
เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องจริงที่เศร้าที่สุดที่อยากจะเล่าให้ฟัง เมื่อ 10 ปีก่อน ครั้งผมยังเป็นวัยรุ่นผมสอบเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาได้ ผมกลับบ้านไปหาคุณยายที่ต่างจังหวัด ผมพูดว่า “ผมเป็น....(นักเรียนสถาบันหนึ่ง ว่าที่ข้าราชการในอนาคต) ผมจะปกป้องประชาชน ผมจะปกป้องชุมชน ผมจะปกป้องประเทศชาติ” แต่คุณยายกับคุณน้ากลับปรามเอาว่า(เพื่อความสละสลวยในภาษาเขียนขอถอดความเอา นะครับ) อย่าทำอย่างนั้นเลย เพราะในอดีตบ้านเมืองนี้เมืองนี้มันเป็นของผู้มีบารมี ผู้มีอิทธิพล รู้ไหมว่าคนบ้านเรา คนไหนไปทำมาหากินในต่างถิ่น หลายที่ที่มีผู้อิทธิพลเขามีอำนาจ ถ้าหากทำกินแล้วยากจนก็แล้วไป ถ้าหากร่ำรวยก็จะถูกบอกให้ขายกิจการให้ในราคาถูกอย่างไม่เหลือค่าหรือเลิก กิจการไปเสีย คนไหนที่ไม่ทำตามก็จะถูกยิงตายหมด ญาติไปแจ้งตำรวจก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย บางคดีเป็น 10 ปีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย คนตายก็ตายเปล่าไปเสียเท่านั้นเอง ที่บ้านเราใครค้าขายร่ำรวยก็ต้องจ่ายเงินให้นายตำ... ท่านนั้น นายทห... ท่านนี้ ท่านข้าราชก....คนนั้นคนนี้ ไม่เช่นนั้นก็ทำมาค้าขายไม่ได้ บางคนร่ำรวยจากธุรกิจก่อสร้างก็ต้องสร้างบ้านเรือนให้ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ในราคาที่ขาดทุน แถมบางคนไม่จ่ายเงินแม้แต่สลึงเดียว แถมขู่จะเอาชีวิตกลับมาอีก รู้ไหมว่าผู้มีอำนาจเหล่านี้อยากฉุดคร่าอนาจารผู้หญิงคนใด ก็ได้ แจ้งตำรวจไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เมื่อเร็วนี้(เมื่อ10 ปีก่อน) ก็มีการฉุดผู้หญิงมาจากที่อื่นจากมาทำร้ายในซอยชุมชนของเรา แต่ชุมชนเราทำไฟฟ้าไว้รอบลานชุมชน และเปิดไฟไว้ทั้งคืน ผู้มีอิทธิพลคนนั้นจึงทิ้งผู้หญิงคนนั้นไว้ในลานชุมชนเพราะความสว่าง แล้วขับรถออกไป ชาวบ้านรอจนรถของผู้มีบารมีคนนั้นผ่านไปนานแล้วจึงมีคนกล้าออกจากบ้านไปช่วย หญิงคนนั้น ที่ทุกคนไม่กล้าออกไปช่วย เพราะคนที่เคยออกไปช่วยผู้หญิงเหล่านั้นในอดีตถูกยิงไปหลายคนแล้ว ตำรวจก็จับคนร้ายไม่ได้เหมือนเดิม เราจึงเปิดไฟฟ้าไว้ทั้งคืนเป็นการป้องกันตนเอง

ฟังแล้วเศร้าไหม ครับชีวิตคนรากหญ้าในสังคมไทย นี่ขนาดบ้านคุณยายผมอยู่ห่างจากกรุงเทพฯแค่ 60 กิโล จังหวัดเดียวกับคุณวันลี (สาวน้อยยอดกตัญญูเมื่อ 20 กว่าปีก่อน)ยังระกำขนาดนี้ คนที่อยู่ห่างไกลกว่าผมจะเป็นเช่นไร

จากคุณ : schwinnsree- [ 22 ก.ค. 49 14:03:05 ]

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet