นิธิ เอียวศรีวงศ์
"คนไทยไม่ทิ้งกัน" นี่คงเป็นคำขวัญที่สร้างความประทับใจมากสุดในน้ำท่วมคราวนี้ จึงมีผู้เอาไปแต่งเป็นเพลงหรือแทรกอยู่ในเนื้อเพลงปลุกปลอบใจ ที่มีการแต่งกันหลายเพลงในช่วงนี้
ผมนึกถามตัวเองว่า แล้วใครเป็น "คนไทย" วะ ที่ชัดเจนแน่นอนอย่างหนึ่งคือ แรงงานพม่าไม่ใช่แน่ เพราะเขาถูกทิ้งให้เผชิญภัยพิบัติอย่างน่าเวทนาจำนวนมาก รายได้ก็ขาด อาหารก็ไม่มีใครเอาไปแจก พูดขอความช่วยเหลือกับใครก็ไม่มีใครรู้เรื่อง
ทั้งนี้ เพราะเขาไม่ได้ถือสัญชาติไทย จึงไม่ใช่ "คนไทย" เท่านั้นหรือ แต่ก็ได้ยินเขาพูดกันอยู่บ่อยๆ ว่า คนเหล่านี้คือแรงงานที่ขาดไม่ได้ในเศรษฐกิจไทย (เพราะแรงงานที่ถือสัญชาติไทยมีไม่พอ) เขาคือคนที่มาช่วยพยุงให้อุตสาหกรรมของ "คนไทย" ดำเนินต่อไปได้ไม่ใช่หรือ
แต่ในทางตรงกันข้าม ในบรรดา "คนไทย" ที่ไม่ถูกทิ้งนั้น มีคนเชื้อสายจีนอยู่มาก เพราะอะไร? เพราะเขาถือสัญชาติไทยตามกฎหมาย เขาจึงเป็น "คนไทย" กระนั้นหรือ
อีกกลุ่มใหญ่เบ้อเริ่มคือคนเชื้อสายมลายูในภาคใต้ เขาเป็น "คนไทย" ด้วยหรือไม่ หรือเป็นเท่ากับ "คนไทย" ทั่วไปหรือไม่ เมื่อตอนที่เกิดกรณีตากใบซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วมร้อย ความเห็นในสื่อสังคมจำนวนมาก แสดงความสะใจอย่างเปิดเผย แถมอีกหลายคนยังเสนอว่า เมื่อเขาไม่พอใจประเทศไทย เขาก็ควรออกไปจากประเทศนี้
ทำนองเดียวกับที่ดาราทีวีคนหนึ่ง ซึ่งกล่าวสุนทร(?)พจน์ในคราวรับรางวัลอะไรสักอย่าง แล้วบอกว่า ใครที่ไม่ชอบ "พ่อ" ก็ควรออกไปจาก "บ้านของพ่อ"
แล้วยังพวกเสื้อแดงอีก เขาเป็น "คนไทย" เหมือนและเท่ากับคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ หรือไม่ ความตายและความบาดเจ็บของเขาจึงได้รับการจดจำน้อยกว่าซากตึก
คนไทยเป็นเจ้าของประเทศนี้ไม่เท่ากันหรอกครับ และมันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มปลุกความรัก "ชาติ" กันมาในสมัย ร.6 แล้ว ดังนั้น การเรียกร้องความเสมอภาคของเสื้อแดงจึงสั่นสะเทือนไปถึงรากฐานความเป็น "ชาติ" ของไทยทีเดียว
อะไรคือ "ชาติ" ในพระราชมติของ ร.6 ท่านทรงเขียนไว้ชัดเจนว่า ชาติหมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกัน มีวัฒนธรรมเช่นภาษาอันเดียวกัน ผ่านประสบการณ์ในอดีตมาร่วมกัน และมีระบบค่านิยมที่เหมือนกัน (นับถืออะไรคล้ายๆ กัน)
ผมเขียนให้เข้าใจง่ายๆ ในภาษาปัจจุบัน เพื่อสะดวกในการวิเคราะห์ว่า ชาติเกิดจากปัจจัย 4 ประการคือ ภูมิศาสตร์, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ และค่านิยม คือจากปัจจัยภายนอกไล่ไปจนถึงส่วนที่ลึกสุดในสำนึกของคน (และขอให้สังเกตด้วยว่า ความเป็นเจ้าของ "ชาติ" โดยเท่าเทียมกันนั้น ไม่มีอยู่ในนิยามนี้ อย่างน้อยก็ไม่มีอยู่อย่างชัดเจน)
แต่ทั้ง 4 ปัจจัยนี้หาได้ตรงกับประเทศไทยในความเป็นจริงไม่ ทั้งในสมัยของพระองค์หรือสมัยปัจจุบัน
ในทางภูมิศาสตร์ คนที่มาอยู่ร่วมกันในราชอาณาจักรสยาม-ไทย ไม่ได้สมัครใจมาอยู่ภายใต้ร่มธงเดียวกัน ก็ทั้งตัวพระราชอาณาจักรดังกล่าวก็เพิ่งเกิดขึ้น (หลังจากแก่งแย่งดินแดนกับฝรั่งจนในที่สุดฝรั่งก็ขีดเส้นเขตแดนให้เรารับไป) แม้แต่ธงก็เพิ่งคิดขึ้นไม่นาน
ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของคนอีสานสมัยนั้นคือเวียงจัน ไม่ใช่กรุงเทพฯ ไม่นานก่อนหน้า ร.6 เจ้านายเมืองเชียงใหม่ยังแอบติดต่อกับพระเจ้าแผ่นดินพม่า และในส่วนต่างๆ ของประเทศ มีกลุ่มคนที่ปัจจุบันเรียกว่า "ชนส่วนน้อย" อาศัยอยู่กระจัดกระจายเต็มไปหมด เช่น ประชาชนบนที่สูง ต่างพากันอพยพลงมาตั้งทำกิน โดยไม่ได้สนใจว่าเป็นราชอาณาจักรของใคร คนเชื้อสายเขมรในบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษสมัยนั้นยังพูดไทยไม่ได้ ภาษาชองยังใช้กันในชีวิตประจำวันของประชาชนในจังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงชาวมลายูในภาคใต้ และชาวกะเหรี่ยงซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามป่าเขาในภาคเหนือและภาคกลาง
อันที่จริง ปัจจัยทางภูมิศาสตร์เป็นปัจจัยที่อ่อนสุดในความเป็น "ชาติ" ของทุกชาติในโลกนี้ เพราะเขตแดนของรัฐสมัยใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากสำนึกร่วมกันของพลเมือง แต่เกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศเกือบทั้งนั้น
เมื่อปัจจัยทางภูมิศาสตร์ไม่อาจให้หลักเกณฑ์อะไรแก่ความเป็น "ชาติ" ได้ ปัจจัยทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ก็พังไปด้วย ส่วนใหญ่ของข้าราษฎรใน ร.6 พูดภาษากรุงเทพฯ ไม่เป็น และมักจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย จะอ้างว่าแม้กระนั้นพวกเขาก็ใช้ภาษาในตระกูลไท-กะไดด้วยกัน ก็จะยิ่งยุ่ง เพราะต้องรวมประชาชนที่อยู่นอกเขตภูมิศาสตร์ของราชอาณาจักรอีกมาก ไล่ไปถึงยูนนาน, กวางสี, ตังเกี๋ย, ลาว, พม่า, อินเดีย และบางส่วนในรัฐมลายูนอกสหพันธรัฐ
(แม้กระนั้น ความคลุมเครือเรื่องภาษากับ "ชาติ" เช่นนี้ ยังทำให้นักเขียนรุ่นหลังหลายคน ขนลุกเกรียวๆ เมื่อได้มีโอกาสพูดกับคนไท-ไตในเมืองจีน, พม่า, และอินเดีย ขนของนักเขียนรุ่นหลังที่อาจลุกได้ง่ายๆ นี้ จะช่วยอธิบายความสับสนในเรื่อง "ชาติ" ของไทยได้ด้วย)
เรื่องประสบการณ์ร่วมในอดีตหรือประวัติศาสตร์ไม่ต้องพูดถึง ประชาชนในประเทศไทยมีวีรบุรุษคนละคนกันมานานจนเมื่อการศึกษามวลชนแพร่หลายในสมัยหลังแล้ว และประวัติศาสตร์ไทยก็กลายเป็นยี่เกทั้งในจอหนังและตำราแล้ว
เพราะหาหลักเกณฑ์อะไรไม่ได้ จึงต้องมาเน้นกันที่ส่วนลึกในจิตใจคือค่านิยม เกณฑ์ง่ายๆ ของ ร.6 ก็คือ "คนไทย" ต้องนับถือองค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้นำของตน "คนไทย" คือคนที่นับถือพระมหากษัตริย์ "ชาติ" ไทยคือ "บ้านพ่อ"
ในทัศนะแบบนี้ "คนไทย" จึงไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติหรือสัญชาติ แต่เกี่ยวกับความภักดีต่างหาก ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงเคยมีนโยบายต่อต้านจีนได้ โดยมีคนเชื้อสายจีนจำนวนมากได้อภิสิทธิ์ต่างๆ ทั้งทางการค้าและการเมือง เพราะคนจีนที่ถูกต่อต้านนั้น ไม่ได้หมายถึง "เจ๊ก" แต่หมายถึงคนที่ถูกสงสัยในความภักดี (ต่อพระมหากษัตริย์หรือต่อผู้นำประเทศ)
สํานึกชาตินิยมเช่นนี้ นับตั้งแต่เริ่มถือกำเนิดในสมัย ร.6 มาจนถึงปัจจุบัน ไม่อาจเรียกว่า "ชาตินิยม" ได้จริง แต่ควรเรียกว่า "ชาติพันธุ์นิยม" (ethnonationalism) ต่างหาก
"ชาติพันธุ์" ไม่ได้หมายถึงคุณลักษณะในเม็ดเลือดนะครับ แต่หมายถึงการถือวัฒนธรรม (ในความหมายกว้าง นับตั้งแต่ภาษา, ความเชื่อ, ค่านิยม, หรือแม้แต่บุคลิกภาพ) อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอัตลักษณ์ของตน คนต่างเผ่าพันธุ์กันหันมาอยู่ในชาติพันธุ์เดียวกัน จึงเกิดขึ้นเป็นประจำตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์
รัฐบาลไทยนับตั้งแต่ ร.6 เป็นต้นมา ใช้นโยบายที่เป็นทั้งไม้นวมและไม้แข็ง เพื่อให้ประชาชนทั้งหมดยึดถือชาติพันธุ์ "คนไทย" ร่วมกันให้ได้
และในวัฒนธรรมทางการเมือง คุณสมบัติซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ของชาติพันธุ์ "คนไทย" ก็คือ สองมาตรฐานไงครับ พูดอีกอย่างหนึ่งคือการไม่ยอมรับความเสมอภาค การรู้จักที่ต่ำที่สูง (เช่น การนับถือพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำของ ร.6) การกระจายสิทธิต่างๆ ที่ต้องลดหลั่นกันลงไปตามแต่ช่วงชั้นทางสังคม
คุณจะเป็นเจ๊กเป็นจีน เป็นแขกเป็นมอญ เป็นฝรั่งมังค่า เป็นม้งเป็นเย้าอะไรก็ตาม คุณคือ "คนไทย" หากยอมรับว่าความไม่เสมอภาคคือหลักการที่เราจะอยู่ร่วมกันโดยสงบ
น่าสังเกตนะครับว่า พฤติกรรมที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า "เป็นคนไทยหรือเปล่า" นั้น มักเป็นพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับความเหลื่อมล้ำต่างๆ เสมอ
หลักการพื้นฐานของ "ชาตินิยม" นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงจาก "ชาติพันธุ์นิยม" เพราะ "ชาตินิยม" คือความเสมอภาคของพลเมืองทุกคน ไม่ว่าเขาจะอยู่ในเผ่าพันธุ์ใด ถือศาสนาใด พูดภาษาใดก็ตาม เขาย่อมเป็นเจ้าของ "ชาติ" เท่าเทียมกับคนอื่นทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยนะครับ แม้แต่ในรัฐเผด็จการ พลเมืองก็อาจเสมอภาคกันได้ ผู้เผด็จการได้อำนาจมาตามกระบวนการของกฎหมาย ฆ่าคนหรือขังคนตามกระบวนการของกฎหมาย ฉะนั้น ผู้เผด็จการก็อยู่ใต้กฎหมายเหมือนกัน (เช่น ฮิตเลอร์และสตาลิน เป็นต้น)
หากทว่า กฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายนั้นๆ อาจไม่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เสมอภาคแน่ครับ
ชีวิตและสวัสดิภาพของคนเสื้อแดงมีความสำคัญน้อย เพราะเขาแสดงตัวว่าเขาไม่ใช่ "คนไทย" ก็ไม่ยอมรับความเหลื่อมล้ำ (ทางการเมือง) นี่ครับ ชีวิตของชาวมลายูมุสลิมยิ่งด้อยความสำคัญลงไปใหญ่ เพราะเขาแข็งข้อ ไม่ใช่แข็งข้อต่อรัฐนะครับ แต่แข็งข้อต่อความเหลื่อมล้ำอยุติธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานของ "ชาติพันธุ์นิยม" ไทยเลยทีเดียว ซ้ำวิถีชีวิตของเขายัง "แข็งข้อ" ต่อชาติพันธุ์ไทยตลอดมาเสียด้วย
อุดมการณ์ของสลิ่มและเสื้อเหลือง (รวมผู้สนับสนุนเบื้องหลังด้วย) คืออุดมการณ์ของ "ชาติพันธุ์นิยม" อย่างชัดแจ้ง ส.ส. ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป, อำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันของสถาบันทางการเมืองต่างๆ เช่น กองทัพเป็นรัฐอิสระ ซึ่งควรเข้ามาทำรัฐประหารเสียก่อนจะสายเกินไป เพราะกองทัพไม่ใช่หน่วยงานหนึ่งเหมือนกรมชลประทานนะครับ ฯลฯ
ตราบเท่าที่ยังเป็น "คนไทย" ในความหมายของ "ชาติพันธุ์นิยม" เราก็จะไม่ทิ้งกัน
แต่ "ชาติพันธุ์นิยม" กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากคนเสื้อแดง ในอีกมุมมองหนึ่ง ความขัดแย้งที่เราเผชิญอยู่เวลานี้คือการปะทะกันอย่างหนักเป็นครั้งแรกในประเทศนี้ ระหว่างพลังสองฝ่ายคือ "ชาตินิยม" กับ "ชาติพันธุ์นิยม"
ในด้านอุดมการณ์ ผมเข้าใจว่าฝ่าย "ชาตินิยม" ยังไม่ได้พัฒนาขึ้นมาให้ชัดเจน มากไปกว่าความเสมอภาค ซึ่งอาจนำไปสู่เผด็จการอีกชนิดหนึ่งก็ได้ (จึงพร้อมจะรับ คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวง)
ในทางตรงกันข้าม ฝ่าย "ชาติพันธุ์นิยม" สามารถใช้อุดมการณ์ที่ได้พัฒนาสั่งสมกันมาตั้งแต่ ร.6 ซึ่งมีความชัดเจนและครอบคลุมไปทั้งชีวิตคน ซ้ำเป็นอุดมการณ์ของ "ชาติ" ไทยที่เป็นฐานการศึกษาทุกชนิด (รวมสื่อด้วย) มานาน และด้วยเหตุดังนั้น จึงสามารถดึงดูดการสนับสนุนจากคนมีการศึกษาซึ่งกระจุกตัวในเขตเมืองได้มาก รวมทั้งที่ทำงานอยู่ในสื่อต่างๆ ด้วย
ที่มา : มติชนออนไลน์
สุรพศ ทวีศักดิ์
ระยะหลังมานี้มีการพูดถึง “สลิ่ม” ในแง่มุมต่างๆ มาก ผมคิดว่าแง่มุมหนึ่งที่ทำให้เรามองเห็น “ความเป็นสลิ่ม” ได้ชัดขึ้น คือ “มาตรฐานทางจริยธรรมแบบสลิ่ม” หมายถึงมาตรฐานหรือเกณฑ์ (criterion) ในการตัดสินถูกผิดแบบสลิ่ม ซึ่งผมขอสรุปจากปรากฏการณ์จริงให้เห็นบางส่วน ดังนี้
1. มาตรฐานเสียงส่วนใหญ่ สลิ่มถือว่า ม.112 ไม่ควรแก้ไข ไม่ควรให้มีเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ โดยอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่รักสถาบันกษัตริย์ การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันย่อมกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
แต่ในเรื่องการเลือกตั้ง สลิ่มย้ำเสมอว่ามันคือประชาธิปไตยสี่วินาที ไม่ใช่ว่าแค่เลือกตั้งแล้วจะถือว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะเสียงส่วนใหญ่กับความถูกต้องเป็นคนละเรื่องกัน ประชาธิปไตยที่ตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ตามวิธีการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ระบบที่ดีอีกต่อไป มันเป็นการเมืองเก่าที่แก้ปัญหาไม่ได้ จำเป็นต้องเพิ่มระบบการสรรหาโดยคนส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่า เพราะเสียงส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่าเป็นเสียงที่มีคุณภาพมากกว่า และหากจะให้ดีควรเป็นประชาธิปไตยภายใต้ธรรมาธิปไตย(?) และควรเพิ่มพระราชอำนาจ
ฉะนั้น แม้รัฐบาลที่ผ่านมาและปัจจุบันจะมาจากเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ด้อยคุณภาพ เพราะอาจถูกซื้อหรือถูกหลอกก็ได้ ความอยู่รอดของรัฐบาลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงสนับสนุน แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐานความพึงพอใจของเสียงส่วนน้อยที่มีคุณภาพกว่าหรือไม่ หากไม่ เสียงส่วนน้อยย่อมมีสิทธิ์ล้มรัฐบาลนั้นได้ และล้มโดยวิธีใดก็ได้ แม้แต่ “วิธีรัฐประหาร”
หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว “ความรู้สึก” ของประชาชนส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องด้วยกฎหมายที่เข้มงวดอย่างยิ่ง เช่น ม.112 แม้ว่ากฎหมายนี้จะละเมิดเสรีภาพในการตรวจสอบบุคคลสาธารณะของประชาชนก็ตาม แต่ “รัฐบาล” ที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกต้องถูกกำหนดความอยู่รอด-ไม่รอดโดยเสียงส่วนน้อย (ที่มีคุณภาพกว่า?)
2. มาตรฐานความยุติธรรมโดยภาพรวมของสังคม สลิ่มไม่แคร์ว่าจะต้องออกมาเรียกร้องอย่างจริงจังให้ผู้ฆ่าและผู้สั่งฆ่านักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 และเมษา-พฤษภา 53 ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ “ทักษิณ” ที่เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินต้องกลับมาติดคุกให้ได้ และยอมรับได้กับการที่ชายชราคนหนึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์โดยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ
หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว ใครจะฆ่านักศึกษา ประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยไปกี่ร้อยศพก็ไม่สำคัญเท่า หรือไม่ควรถูกประณามสาปแช่ง หรือควรถูกนำมาลงโทษให้สาสมเท่า “ใครด่าพ่อด่าแม่กรู”
3. มาตรฐานหลักนิติรัฐ สลิ่มไม่แม้แต่จะตั้งคำถามว่า รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือไม่ รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยเป็นการล้มหลักนิติรัฐหรือไม่ ฝ่ายทำรัฐประหารนิรโทษกรรมแก่ตนเองมีหลักนิติรัฐรองรับหรือไม่ แต่สลิ่มยืนกระต่ายขาเดียวว่า รัฐบาลเพื่อไทย (ที่มาจากการเลือกตั้ง)จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมทักษิณ (ที่ถูกทำรัฐประหาร) ย่อมเป็นการทำลายหลักนิติรัฐของบ้านเมือง ถึงอย่างไรก็ยอมรับไม่ได้ ต้องสู้อย่างถึงที่สุด
หมายความว่า หลักนิติรัฐของสลิ่มมีได้ในรัฐบาลที่ได้อำนาจรัฐมาด้วยวิธีรัฐประหาร และการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาลเช่นนั้นก็มีความชอบธรรม แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีความชอบธรรมที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร เพราะไม่มีหลักนิติรัฐอ้างอิงให้ทำเช่นนั้นได้
4. มาตรฐานการรักษากฎหมาย สลิ่มย้ำเสมอว่ากฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ บ้านเมืองต้องปกครองด้วยกฎหมาย ต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และสลิ่มเห็นว่าเป็นความชอบธรรมแล้วที่รัฐบาลรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์แม้ต้องฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมร้อยศพ และชอบธรรมแล้วที่จำคุกชายชราอายุ 61 ปี โทษฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐด้วยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ 4 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี แต่สลิ่มไม่เคยแคร์ หรือไม่ออกมาต่อต้านอย่างจริงจังเลยในกรณีฉีกรัฐธรรมนูญ
หมายความว่า ในบ้านเมืองที่ยืนยันหลักนิติรัฐ นิติธรรมแบบสลิ่ม การรักษา พรก.ฉุกเฉิน (ที่ละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ) ที่แลกด้วยชีวิตประชาชนจำนวนมาก และการรักษา ม.112 (ที่ขัดแย้งกับหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย) ที่แลกด้วย "ความเป็นคน" ของประชาชน สำคัญกว่าการรักษา “รัฐธรรมนูญ” จากการทำรัฐประหาร
5. มาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง สลิ่มมีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะผ่านสื่อ เวทีเสวนา การเมืองบนท้องถนน และนิสัยประจำตัวของพวกเขาคือมักจะอ้างจริยธรรม อ้างคนดี ความดี ใน concept “ธรรมะชนะอธรรม” อยู่เสมอ หรืออ้างธรรม อ้างความเสียสละ อ้างความดีนานาประการนำหน้าในการต่อสู้ทางการเมือง ในทางตรงข้ามก็ประณามอีกฝ่ายว่าไร้จริยธรรม เป็นคนเลว เป็นคนขายชาติ เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ และความมั่นคงของประเทศ
แต่จริยธรรมของพวกเขาคืออะไร ธรรมะที่พวกเขาอ้างถึงคืออะไร แม้แต่พวกเขาเองก็ยังดูจะสับสนอยู่ ยกตัวอย่างสลิ่มตัวพ่ออย่างจำลอง ศรีเมือง ให้สัมภาษณ์รายการตอบโจทย์ทีวีไทย เมื่อเร็วๆนี้ สรุปใจความสำคัญได้ว่า “ตัวเอง”เป็นคนที่ไม่ต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ ตำแหน่งทางการเมือง ไม่ยึดติดเรื่องโลกธรรม ที่ยอมลำบากนานัปการมานอนมากินกลางถนนหลายๆ ครั้งในการก่อม็อบแบบ “มืออาชีพ” ที่ผ่านมานั้น เพราะต้องการทำความดีใช้หนี้แผ่นดิน เนื่องจาก “ตัวเอง” เรียนโรงเรียนหลวงมาตลอด เจริญก้าวหน้ามาเพราะบุญคุณของแผ่นดิน จึงต้องการต่อสู้เพื่อให้การเมืองดีขึ้นตามความคิดของ “ตัวเอง” คือ การเมืองเก่าแบบเลือกตั้งอย่างเดียวถึงทางตัน ต้องมีระบบอื่นที่นอกเหนือจากการเลือกตั้งด้วย
จะเห็นว่ามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองของสลิ่ม คือการยึด “ตัวเองเป็นศูนย์กลาง” คือยึดว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นคนได้ประโยชน์จากแผ่นดินมาก่อนจึงต้องใช้หนี้แผ่นดินด้วยการต่อสู้ทางการเมืองตามแนวทางของตัวเองคือ ต้องสร้างการเมืองใหม่ที่ไม่ให้ความสำคัญกับระบบการเลือกตั้งอย่างยอมรับความเสมอภาคของสิทธิทางการเมืองคือ “1 คน เท่ากับ 1 เสียง”
ดูเผินๆ เหมือนสลิ่มเคร่งศาสนา มีจริยธรรมสูงส่ง เสียสละ ปล่อยวาง ไม่มีตัวกู ของกู ไม่ต้องการลาภยศชื่อเสียงใดๆ ต้องการทำเพื่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น แต่ถ้าดูให้ชัดๆ ในทุกขั้นตอนของสลิ่มมันมี “ตัวกูเป็นศูนย์กลาง” ตลอด คือมี “ตัวกูที่เป็นคนดี” (ตามนิยามของพวกกู) มาทำ “หน้าที่ของตัวกู” คือตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน (ของใคร? ไม่รู้ว่าประชาชนอยู่ไหน?) ด้วยการทำการเมืองตาม “แนวคิดของตัวกู” (เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องให้เดินตามครรลองประชาธิปไตยตัวกูไม่สน)
(จะว่าไปแล้ว นักต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่อ้างศาสนา อ้างธรรมะ หรืออ้างว่าตนเองเป็นคนดี เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น เขาต่อสู้โดยไม่มีตัวกูด้วยซ้ำ เพราะตัวตนของเขาถูกละลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางสังคม เขาจึงไม่เคยยกความเป็นคนดี ยกความมีศีลธรรมสูงส่งของตนเองข่มคนอื่น ฝ่ายอื่น แล้วตั้งหน้าประณามว่าคนอื่นเลวทราม ไร้จริยธรรม ทว่าเขาต่อสู้ด้วยความคิด เหตุผล หลักการ อุดมการณ์เพื่อปวงชนอย่างชัดเจน)
6. มาตรฐานการยืนยันประชาธิปไตย สลิ่มระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำ นักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อมวลชน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่รับเป็น คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) เป็นสมาชิก สนช. (สมาชิกสภานิติบัญํติแห่งชาติ) และเป็นสมาชิก สสร.(สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ในรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ไม่ใช่ว่า “มีความอยาก” ในตำแหน่ง แต่เห็นว่ายังไงรัฐประหารก็เกิดแล้วแม้ไม่อยากให้เกิด ฉะนั้น ควรถือโอกาสเข้าไปพลิกวิกฤตด้วยการช่วยกันคิดช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น ส่วนผลงานของพวกเขาเป็นอย่างไรก็คงไม่ต้องบรรยาย ที่แน่ๆ คือทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และกระบวนการตุลาการภิวัตน์ ล้วนแต่ทำให้ระบบอำมาตย์เข้มแข็ง และทำให้สถาบันการเมืองอ่อนแอ
หากจะพูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่มีมวลชนสลิ่มเรียกร้องและสนับสนุนรัฐประหารทั้งในที่ลับและที่แจ้ง อำมาตย์ก็ไม่มีทางกล้าทำรัฐประหาร และหากไม่มีนักวิชาการแถวหน้า สื่อมวลชนสลิ่มร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ก็คงไม่มีทางที่อำมาตย์ และพรรคการเมืองสมุนอำมาตย์จะย่ามใจกล้าสั่งให้ใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุมจนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในปีที่ผ่านมา
แต่มันเป็นเรื่อง “ตลกร้าย” อย่างยิ่งที่สลิ่มพวกนี้กระตือรือร้นที่จะทำทุกอย่างที่ว่ามาด้วยข้ออ้างว่าจะแก้ปัญหาวิกฤต พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ขึ้น แต่พวกเขากลับดาหน้าออกมาปฏิเสธข้อเสนอของ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่ให้รัฐบาลออกกฎหมายล้างผลพวกของรัฐประหาร หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกให้เอาผิดกับรัฐประหารได้เมื่อบ้านเมืองกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย
จึงหมายความว่า การยืนยันประชาธิปไตยของบรรดานักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อสลิ่มเหล่านี้ คือการยินดีเข้าร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายทำรัฐประหาร แต่ปฏิเสธ คัดค้านข้อเสนอของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร
7. มาตรฐานการตรวจสอบอำนาจสาธารณะ สลิ่มเรียกร้องให้วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่สนับสนุนให้วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ กระนั้นพวกเขายังชอบนำนักการเมืองไปเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์เสมอ เพื่อขับเน้นภาพความดีของสถาบันและภาพความเลวร้ายของนักการเมือง หมายความว่าพวกเขามีทัศนะต่อความดีและความชั่วดังกล่าวนี้ในลักษณะโรแมนติกอย่างยิ่ง ประมาณว่าเพียงเอ่ยคำว่า “บ้านของพ่อ” ก็ซาบซึ้งน้ำตาไหลได้ง่ายๆ ทว่าเพียงแต่เอ่ยถึง “นักการเมือง” ก็สะดุ้ง ขยะแขยงความเลวได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยชื่อ “ทักษิณ” ก็แทบจะหาน้ำบ้วนปากแทบไม่ทัน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของมาตรฐานตัดสินถูก-ผิดแบบสลิ่ม ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง มีการศึกษา และฐานะการงานดี และมีอิทธิพลชี้นำสังคม
ที่มา : ประชาไท
นิรมล ยุวนบุณย์
Thai Social Movement Watch
รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนช่วยเหลือฟื้นฟูชาวนาชาวไร่ในภาคเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้องกับสภาพปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทัดเทียมกับความช่วยเหลือที่จะให้แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม
อุทกภัยครั้งนี้รุนแรงและส่งผลกระทบกว้างขวางยิ่งนัก แม้แต่นิคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ นักลงทุน บรรษัทข้ามชาติ ซึ่งแทบไม่เคยได้รับความเดือดร้อนใดๆ ต่างก็ประสบความเสียหายอย่างหนักกันถ้วนหน้า มิต้องพูดถึงบ้านเรือนเรือกสวนไร่นา พื้นที่การเกษตรของชาวนาชาวสวนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะในเขตจังหวัดรอบกรุงเทพมหานครที่ต้องจมเสียหายอยู่ในน้ำมานานก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์เนื่องจากมวลน้ำจากทางเหนือและการระบายน้ำออกที่เป็นไปได้ช้าอันเกิดจากการพยายามที่จะป้องกันน้ำเข้ากรุงเทพมหานคร
หากติดตามข่าวเกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้้ได้รับผลกระทบ จะพบว่ารัฐมนตรีและหน่วยงานรัฐด้านการพาณิชย์และอุตสาหกรรมต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเตรียมการช่วยเหลือฟื้นฟูแก่ภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สมควรกระทำแล้ว เนื่องจากมีผู้ใช้แรงงานจำนวนมหาศาลในอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่กำลังประสบความเดือดร้อน อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่าเรื่องราวของชาวนาชาวไร่ที่เรือกสวนไร่นาได้รับความเสียหายจากอุทกภัยดูจะกลายเป็นสิ่งที่คุ้นชินเสียจนกระทั่งว่ายังไม่เห็นมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการเกษตรได้พยายามมีบทบาทเชิงรุกเพื่อเตรียมการฟื้นฟูชีวิตเกษตรกรหลังน้ำลดแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เกษตรกรรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เสียขวัญและกำลังใจ หากแต่ยังส่งผลเสียต่อภาพพจน์รัฐบาล ทำให้ง่ายต่อการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามว่ารัฐบาลนี้มุ่งแต่จะอุ้มนายทุนหรือผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม แต่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของเกษตรกร
ในที่นี่จะได้นำเสนอตัวอย่างเรื่องราวของชาวนาในทุ่งแห่งหนึ่งในเขต อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะความผันผวนและความเสี่ยงต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากอุทกภัย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงภัยจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยจากระบบการจัดการน้ำที่ไม่เหมาะสมด้วย ขณะที่ภาวะน้ำท่วมรุนแรงในปีนี้ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของชาวนาเหล่านี้ย่ำแย่มากขึ้น ทุ่งแห่งนี้มีสภาพเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ พื้นที่ในแอ่งมีลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ราบเรียบ ทุกปลายปีน้ำเหนือจะไหลหลากเข้าทุ่งในระดับความสูงราว 1 – 2 เมตร ชาวนาที่นี่มีทั้งที่ทำนาปีหรือการปลูกข้าวฟางลอยและที่ทำนาปรังปีละ 2 หน
การปลูกข้าวฟางลอยถือเป็นระบบการทำนาที่มีมาแต่เดิมและมีความสอดคล้องกับสภาพนิเวศน์ เพราะพันธุ์ข้าวที่ใช้สามารถยืดตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อหนีน้ำที่ไหลล้นตลิ่งเข้าทุ่ง การปลูกข้าวฟางลอยใช้เงินทุนและการจัดการไม่มากนักเมื่อเทียบกับการทำนาปรัง อย่างไรก็ดี หลายปีที่ผ่านมาการปลูกข้าวฟางลอยประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล การลดลงของผลผลิตเนื่องจากการควบคุมน้ำด้วยระบบชลประทานที่ทำให้ตะกอนดินและสารอาหารจากแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ไหลเข้าสู่นาดังเดิม ตลอดจนความขัดแย้งกับผู้ทำปรังเนื่องจากมีความต้องการปล่อยน้ำเข้านาและระบายน้ำออกนาที่ไม่ตรงกัน
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน น้ำในทุ่งนาเพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถนนเทศบาลที่อยู่ขนานกับลำคลองในหมู่บ้านเริ่มมีน้ำเอ่อนอง ชาวนาฟางลอยหวั่นวิตกว่าแม้ข้าวจะยืดต้นพ้นน้ำที่ปล่อยเข้าท่วมนาประมาณวันละ 3 เซนติเมตรได้ แต่น้ำล้นตลิ่งเข้านาที่มีมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนซึ่งข้าวกำลังตั้งท้องทำให้ต้นข้าวยืดตัวยาว ไม่แตกกอ และมีผลให้ผลผลิตข้าวลดลง หากข้าวถูกซ้ำเติมอีกด้วยกองทัพเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พวกเขาก็อาจไม่มีข้าวขายให้กับโครงการจำนำข้าวในช่วงกลางเดือนมกราคมปีหน้านี้ก็เป็นได้ นอกจากนั้น เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว แต่หากระดับน้ำยังไม่ลดลง ก็อาจทำให้ต้องเกี่ยวข้าวในสภาพทุลักทุเล ต้นข้าวอาจจะล้มลงในทุ่งนาที่น้ำมีน้ำท่วมขังเฉอะแฉะ เมล็ดข้าวเปียกเปื้อนเสียหายและเปิดโอกาสให้โรงสีกดราคาข้าวได้อีก
สำหรับชาวบ้านที่ทำนาปรังปีละ 2 หน พวกเขาไม่ได้ทำนาฟางลอย เนื่องจากระยะเวลาการทำนาปีกินเวลานานราว 6 – 7 เดือน ทำให้นาปรังเริ่มได้ช้าและเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกน้ำท่วมหรืออาจต้องเกี่ยวข้าวเขียวหนีน้ำในช่วงเดือนกันยายนได้ เดิมชาวนาปรังที่นี่มั่นใจว่าที่นาของตนไม่อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย เพราะอยู่ในคันกั้นน้ำ อย่างไรก็ดี การที่ปีนี้ฝนตกชุกมาตั้งแต่ต้นปีและมีปริมาณน้ำที่ไหลหลากอย่างมากมาจากภาคเหนือ ประกอบกับผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำนอกบริเวณคันกั้นน้ำเข้าทุ่งนาประสบปัญหาน้ำท่วมมากว่า 2 สัปดาห์ พวกเขาจึงได้ปิดถนนประท้วงเพื่อให้กรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำเข้าทุ่งนาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ชาวนาปรังสามารถคาดเดาได้ว่าน้ำต้องท่วมนาก่อนได้เก็บเกี่ยวแน่นอน ดังนั้น ปลายเดือนสิงหาคม – ต้นกันยายนที่ผ่านมาชาวนาหลายคนจึงจำเป็นต้องรีบเร่งเกี่ยวข้าวนาปรังหนที่สองเพื่อหนีน้ำ
ชาวนาปรังรายหนึ่งเล่าว่าตนต้องรีบเกี่ยวข้าวไวกว่ากำหนด ซึ่งในคืนก่อนเกี่ยวมีฝนตกหนักเกือบ 2 ชั่วโมง ทำให้ข้าวที่เกี่ยวในเช้าวันรุ่งขึ้นมีความชื้นสูง และขายได้ตันละ 7,500 บาทเท่านั้น ขณะที่ราคาข้าวเหลืองครบกำหนดเกี่ยวที่ลานรับซื้อในขณะนั้นอยู่ที่ 9,300 – 9,500 บาท ขณะที่อีกรายเล่าว่าตนต้องเกี่ยวก่อนกำหนดราว 10 วัน ขณะนั้นข้าวกำลังเป็นน้ำนม และต้องเกี่ยวในสภาพที่มีน้ำขังในนาเฉอะแฉะ หารถเกี่ยวได้ยากเพราะคิวแน่น โดยขายได้เพียงตันละ 6,700 บาท สำหรับรายนี้มีต้นทุนการปลูกข้าวอยู่ที่ 3,337.50 บาทต่อไร่ (ไม่รวมค่าน้ำมันสูบน้ำเข้าออก) ฤดูนี้พื้นที่ 1 ไร่ของเขา ผลิตข้าวได้ 56.25 ถัง ดังนั้นข้าว 1 ตันต้องใช้ที่นา 1.7 ไร่ คิดเป็นต้นทุนการผลิตต่อตันเท่ากับ 5,673.75 บาท ข้าวที่เขาผลิตได้มีปริมาณ 4.5 ตัน ดังนั้นเขาจึงมีกำไรจากการทำนาปรังรอบนี้จำนวน 8 ไร่ รวมระยะเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 4,618 บาท หรือได้กำไรแค่เพียงไร่ละ 577 บาทเท่านั้น
น่าสนใจว่า แม้โครงการจำนำข้าวครั้งที่ 1 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะได้เริ่มต้นแล้วในวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา แต่ชาวบ้านที่นี่จำต้องเก็บเกี่ยวและขายข้าว (เขียว) จากการทำนาปรังหนที่ 2 ให้โรงสีตั้งแต่เดือนกันยายนแล้ว นั่นเท่ากับว่าฤดูปลูกข้าวนาปี 2554/55 นี้ ในทุ่งแห่งนี้จะมีเฉพาะข้าวจากนาฟางลอยที่จะเกี่ยวได้ในเดือนมกราคมปีหน้าเท่านั้นที่จะเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว แต่ทั้งนี้ต้องรอดูผลก่อนว่าท่ามกลางอุทกภัยหนักในปีนี้ ข้าวฟางลอยของทุ่งแห่งนี้จะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตหรือไม่ อนึ่ง การทำนาปรังหนที่สองในปีนี้อยู่ระหว่างรอยต่อโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์กับโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ยอมจ่ายค่าชดเชยให้ชาวนาในการขายข้าวตันละ 1,437 บาท ไม่เกิน 30 ตันต่อครอบครัว อย่างไรก็ดี มาตรการการช่วยเหลือชาวนาปรังหนสองปี 2554 นี้ได้กำหนดเงื่อนไขในระดับปฏิบัติการไว้ว่าค่าชดเชยที่จะจ่ายให้นั้นใช้ฐานการคำนวณอัตราผลผลิตต่อไร่ไว้ที่ 55.3 ถังต่อไร่ จากเดิมที่กำหนดไว้ 63 ถังต่อไร่ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาได้รับค่าชดเชยน้อยลงมากจากปีที่แล้ว โดยจะได้รับเพียงประมาณ 350 บาทต่อไร่เท่านั้น
การเป็นชาวนาในชีวิตจริงไม่ได้งดงามและโรแมนติคดังที่ปรากฏในเรียลลิตี้โชว์ตามทีวีสาธารณะอย่างแน่นอน ท่ามกลางวิกฤติอุทกภัยครั้งร้ายแรงในปีนี้ ชาวนาซึ่งตามปกติก็ต้องเจอกับความเสี่ยงต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ทั้งจากน้ำท่วมทั่วไป เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ความไม่มั่นคงในการเช่าที่นา ฯลฯ ก็ยิ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น การพยายามปรับตัวของพวกเขาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิต การต่อรองขอลดราคาจ้างเกี่ยวข้าว การต่อรองกับเจ้าของที่นา ฯลฯ อาจจะไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับการรับมือกับภัยพิบัติที่ยากต่อการคาดการณ์ ท่ามกลางภาวะวิกฤติเช่นนี้การสนับสนุนจากรัฐบาลมีความสำคัญอย่างยิ่งรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนช่วยเหลือฟื้นฟูชาวนาชาวไร่ในภาคเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้องกับสภาพปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทัดเทียมกับความช่วยเหลือที่จะให้แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยจะต้องตระหนักว่าภาคเกษตรและชาวนาชาวไร่มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม และความมั่นคงของทั้งสองภาคส่วนต่างมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและขึ้นต่อกันอย่างแยกไม่ออก
หมายเหตุ
*บทความตีพิมพ์ในคอลัมน์ คิดอย่างคน หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ฉบับวันที่ 11-17 พฤศจิกายน 2554
**หมายเหตุ เป็นบทความที่เรียบเรียงจากร่างรายงานผลการวิจัยเรื่อง "ดำรงชีวิตท่ามกลางความเสี่ยง: การรับมือและการปรับตัวต่อภัยพิบัติของชาวนารายย่อยภาคกลาง กรณีศึกษาภัยน้ำท่วมและภัยจากเพลี้ยกระโดด" (Surviving against the Risks: The Adaptations and Coping Strategies of Small –Scale Farmers in Central Thailand toward Hazards, Case Studies on Flooding and Planthopper Invasion) โดย ชลิตา บัณฑุวงศ์, นิรมล ยุวนบุณย์, และ นันทา กันตรี สนับสนุนโดย สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบ เพื่อคุณภาพชีวิต เกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.)
ที่มา : ประชาไท
โดย นายวิจัย ใจภักดี
ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่กลุ่มทุนท้องถิ่นผู้ผูกขาดสินค้าทางการเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่มีต้นตระกูลเป็นชาวจีนอพยพได้ประสานผลประโยชน์เข้ากับชนชั้นขุนนาง และพัฒนากลายเป็นทุนผูกขาด แล้วสูบกินพี่น้องประชาชนไทย
โดยหลอกลวงว่าเป็นคนชาติเดียวกัน และใช้ความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ทำการผูกขาด และขัดขวางการขยายตัวของทุนสมัยใหม่ และทุนต่างชาติไม่ให้นำเสนอทางเลือกใหม่ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อประชาชน ด้วยการหลอกลวงว่า ทุนต่างชาติจะทำให้ไทยเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ และคนไทยควรจะใช้ชีวิตแบบพอเพียง
ในขณะที่พวกเขาตักตวงความสุขจากสารพัดเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเสพสุขในชีวิตประจำวัน และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทำให้พวกเขามีอายุยืนยาว แต่ชาวบ้านกลับมีชีวิตสั้น เพราะเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการแพทย์
กลุ่มทุนท้องถิ่นขนาดใหญ่ในปัจจุบันได้แสดงตนเป็นกลุ่มทุนผูกขาดและต่อต้านโลกาภิวัฒน์โดยสมบูรณ์แล้ว
พวกเขารู้ดีว่า กระแสโลกาภิวัฒน์กำลังบั่นทอนอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจในประเทศไทยของพวกเขา และสุดท้ายจะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจทางการเมือง
แต่นับวันการปิดประตูผูกขาดขูดรีดประชาชนภายในประเทศไทย ก็ได้สร้างภาวะวิกฤติการดำรงชีวิตของประชาชนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เกิดมหาวิกฤตอุทกภัยในขณะนี้ ก็ยิ่งเปิดโปงความเลวร้ายของกลุ่มทุนขุนนางท้องถิ่นว่า เนื้อแท้แล้วชาติเป็นเรื่องหลอกลวงแต่ผลกำไรเป็นเรื่องจริง
ตัวอย่างการฉวยโอกาสกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อขึ้นราคาเช่น ไข่ไก่ และบะหมี่สำเร็จรูป ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่จำเป็นเพราะสะดวกที่สุดในการบริโภคในภาวะฉุกเฉินของการเกิดอุทกภัยที่พอประทังชีวิตได้
และเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะแก้ปัญหาการขาดแคลน ด้วยการนำเข้าจากต่างประเทศ พวกเขาก็ประสานเสียงร้องคัดค้านอ้างกฎหมายว่าจะก่อให้เกิดการแพร่ขยายเชื้อโรคที่ติดมากับไข่
ส่วนกรณีเส้นบะหมี่สำเร็จรูปจากต่างประเทศก็อ้างว่าไม่ได้ผ่าน อย. อาจจะด้อยคุณภาพ เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค นำเข้าไม่ได้เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ลองมองย้อนหลังกลับไปไม่ถึงปีที่ผ่านมาที่ไทยต้องประสบกับภาวะไข่แพงในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในฐานะรัฐบาลหุ่นเชิดของขุนนางที่ตั้งขึ้นมาการจากอุ้มชูของทหาร แทนที่นายอภิสิทธิ์จะแก้ปัญหาโดยตรงด้วยการนำเข้าไข่ไก่ แต่นายอภิสิทธิ์กลับแก้ปัญหาด้วยการสั่งแม่ไก่นำเข้าเพื่อนำมาออกไข่
พวกกลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรกลับนิ่งเฉย ไม่มีการพูดถึงเชื้อโรคที่มากับไก่ ทั้งๆที่แม่ไก่น่าจะเป็นพาหะนำเชื้อโรคมากกว่าไข่
และว่ากันจริงๆแล้ว หน่วยงานที่ควบคุมคุณภาพอาหารเส้นบะหมี่สำเร็จรูปในญี่ปุ่น และไต้หวันที่จะนำเข้ามา ก็น่าจะมีคุณภาพสูงกว่าประเทศไทยเสียด้วย แต่กลุ่มทุนขุนนางท้องถิ่นก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
จึงเห็นชัดเจนว่า โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาเป็นกลุ่มทุนอิทธิพลผูกขาดตัวจริง ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลในฐานะเป็นกลุ่มทุนขุนนางที่ได้รับการคุ้มครองจากอำนาจนอกระบบ ที่เป็นอำนาจจริงของประเทศไทย
และที่เลวร้ายที่สุดก็คือเป็นกลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตร ที่ครอบงำการเจริญเติบโตของเกษตรกรไทยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
เราจะยิ่งเห็นชัดทั้งในภาวะปกติ และในภาวะการรัฐประหารยึดอำนาจของทหาร กลุ่มทุนผูกขาด โดยเฉพาะผูกขาดทางการเกษตรและผูกขาดสินค้าอุปโภคบริโภคเช่น ซีพี , สหพัฒนพิบูลย์ ,เบียร์สิงห์ และเบียร์ช้าง จะมีความใกล้ชิดกับอำมาตย์ใหญ่ และกองทัพไทยเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดแสดงออกอย่างเปิดเผยที่ลงขันสนับสนุนการล้มระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป
หากใครจะได้ติดตามการพัฒนาเปิดเสรีทางการค้าของกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นพลังแห่งโลกาภิวัฒน์ ก็จะเห็นชัดเจนว่า กลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรในประเทศไทยที่ผูกขาดการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา และผูกขาดเมล็ดพันธุ์ เป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองมากที่สุดกลุ่มหนึ่งอย่างแท้จริง
ดังจะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้ขอสงวนการเปิดเสรีทางการลงทุนใน 25 รายการ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการปิดกั้นการลงทุนด้านการเกษตร
ในวันนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การลงทุนจากต่างประเทศนั้น เป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างงาน และการรับรู้ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มากับการลงทุน ซึ่งจะก่อให้เกิดการแข่งขัน และนำไปสู่ทางเลือกใหม่ๆของผู้บริโภค และการต่อรองของแรงงานภาคการเกษตร
เพราะทุกวันนี้กลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรได้สร้างแรงงานทาสทางอุตสาหกรรมทางการเกษตรรูปแบบใหม่ขึ้น โดยพวกเขาออกแบบการจ้างงานที่หลอกลวงโดยนางจ้าง ไม่ต้องรับผิดชอบต่อค่าแรงงานขั้นต่ำทางกฎหมายและสวัสดิการของแรงงาน ด้วยวิธีการให้เกษตรกรเป็นผู้ผลิตรายย่อยอิสระซึ่ง
ฟังแล้วดูดี แต่เนื้อแท้กลายเป็นว่าพวกเขาในฐานะผู้เลี้ยงไก่ ปลา หมู ต้องซื้ออาหารและยาจากบริษัทผูกขาดทางการเกษตรในฐานะเป็นผู้ประกันราคา เช่น บริษัท ซีพี เป็นต้น
โดยคำนวณประโยชน์ที่จะได้ต่อตัวมีจำนวนเงินจำกัดไม่ต่างจากเงินเดือนอันเป็นค่าจ้างแรงงานเลย
ทุกวันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ปลา และหมู รวมตลอดทั้งเกษตรกรที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและถั่ว ไม่มีทางเลือกใหม่เล ยเนื่องจากกลุ่มทุนผูกขาดได้อาศัยอำนาจทางการเมืองของกลุ่มทหารปิดกั้นทุนต่างประเทศไม่ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่แสดงให้เห็นชัดก็คือ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน และรัฐบาลทั้งรัฐบาลที่แล้ว และปัจจุบันก็เห็นว่า ควรจะเปิดกว้าง แต่ก็ถูกกลุ่มทุนผูกขาดผลักดันให้ลูกสมุนออกมาคัดค้าน ปรากฏตามหลักฐานหนังสือคัดค้านของแกนนำอย่าง นายระพี สาคริก ที่มีคำนำหน้าชื่อว่าศาสตราจารย์ ซึ่งเป็นผู้ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มอำมาตย์ใหญ่ และที่ผ่านมาก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทหารให้ทำการยึดอำนาจล้มระบอบประชาธิปไตย
ด้วยความหวาดกลัวว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังจะนำประเทศชาติเข้าสู่การพัฒนาในแนวทางของโลกาภิวัฒน์ โดยนายระพี สาคริก ได้รวบรวมกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มผู้ผลิตรายย่อยที่เขาครอบงำความคิดไว้ให้ดำรงคุณภาพชีวิตแบบพอเพียงจำนวนหนึ่ง ทำหนังสือคัดค้านถึงนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาในฐานะหุ่นเชิด และถึงหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในฐานะรัฐบาลหุ่นเชิด ยับยั้งการเปิดเสรีทางการลงทุนทางด้านการเกษตรในประเทศไทย ตามหลักฐานหนังสือของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2552
เป็นหนังสือที่ มกย.ท043/2552 สุดท้ายคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กยศ.) ในสมัยนายอภิสิทธิ์ก็ต้องจำยอม เพื่ออำพรางภาพลักษณ์ของระบอบการเมืองไทย ไม่ให้เห็นชัดว่าประเทศไทยขัดขวางการลงทุนในกลุ่มอาเซียนจึงมีมติให้เปิดเสรีการลงทุนทางการเกษตรในส่วนของเมล็ดพันธุ์ ให้ทำได้เฉพาะเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่เท่านั้น
ส่วนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็ให้ทำได้เฉพาะปลาทูนา และกุ้งมังกรเท่านั้น ซึ่งไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรที่เลี้ยงปลาน้ำจืดของบริษัทเจี่ยไต๋ และซีพี ผู้ผูกขาดเมล็ดพันธุ์ และการเลี้ยงปลาทับทิมเลย (ปลาทับทิมทุกตัวจะเป็นหมันเกษตรกรขยายพันธุ์เองไม่ได้ต้องซื้อพันธุ์จากซีพีเท่านั้น)
ปรากฏหลักฐานรายงานการประชุม ของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ครั้งที่ 2/2553 วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2553 ที่มี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯเป็นประธาน
เป็นที่รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วว่า กลุ่มทุนผูกขาดทางการเกษตรเหล่านี้ขูดรีดผลประโยชน์ไปจากเกษตรกรคนยากจน แล้วจ่ายค่าต๋งเป็นเงินในรูปการบริจาคให้แก่กลุ่มทุนขุนนางอำมาตย์มายาวนาน
ล่าสุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ต้องเดินตามมติของ กยศ.นี้โดยนำข้อสรุปนี้ผ่านรัฐสภาเมื่อวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2554 และนำเข้าสู่การประชุมอาเซียนที่อินโดนีเซีย 17 พฤศจิกายน 2554
ขอให้พี่น้องคนไทยออกจากพันธนาการของการหลอกลวงที่ว่า การเปิดเสรีการลงทุนเป็นเรื่องทำลายประเทศชาติเสียที เราได้ผ่านความเป็นจริงมาแล้วคือ การผูกขาดทางการเงินธนาคารเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของระบบธนาคารในปี 2540 ที่ว่าหากเปิดให้ต่างชาติเปิดธนาคารในประเทศไทยแล้วไทยจะเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เป็นความจริง
เพราะวันนี้ต่างชาติก็เข้ามาลงทุนทางการเงินมากมายในประเทศไทย ทำให้ดอกเบี้ยธนาคารลดลงจากเมื่อครั้งกลุ่มทุนขุนนางที่ผูกขาดกิจการธนาคารยังดำรงอยู่ก่อนปี 2540 เป็นอย่างมาก
ทุกวันนี้มีหลายประเทศที่เปิดเสรีทางการลงทุนก็มีแต่ความเจริญ เช่นประเทศต่างๆในสหภาพยุโรป ในอาเซียนเช่น สิงคโปร์,ฮ่องกง เป็นต้น
การเปิดเสรีทางการลงทุน เป็นการเปิดโอกาสให้แก่แรงงานและผู้บริโภค เพราะจะเกิดการแข่งขันของทุน และขอให้เลิกเชื่อเสียทีเถิดว่า ประเทศชาติจะล่มจมจากการลงทุนของต่างประเทศ
เพราะปัจจัยที่ทำให้ประเทศชาติล่มจมที่เป็นตัวจริงเสียงจริงคือกลุ่มทุนขุนนางท้องถิ่นผู้ผูกขาดที่ขูดรีดประชาชน และพร้อมจะฆ่าประชาชนทันทีหากประชาชนรู้ทัน และคัดค้านอำนาจของพวกเขา
ประเทศไทยไม่มีวันล่มสลาย มีแต่พงศ์เผ่านายทุนขุนนางท้องถิ่นผูกขาดเท่านั้นที่จะล่มสลาย เพราะความอ่อนแอของตัวมันเองที่หากินจากการหลอกลวงมายาวนาน
ที่มา : Thai E-News
edit @ 9 Dec 2011 17:17:07 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
ผมรักในหลวง
ทุกๆวันผมตื่นแต่เช้ามืด กดรีโมตเปิดทีวีดู สถานีเปิดพร้อมกับเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วผมก็ได้ดูรายการโปรด เรื่องเล่าเช้านี้ทางช่อง3 รายการบอกว่า ในหลวงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
ผมรักสรยุทธ์ เพราะสรยุทธ์ก็รักในหลวงเหมือนผม
ผมลุกจากเตียงจะไปล้างหน้าแปรงฟันอันเป็นกิจวัตร เมื่อหยิบหลอดยาสีฟันขึ้นมา...
ผมขนลุกซู่และตันตื้นเมื่อหวนคิดถึงโฆษณาเมื่อคืน ..ยาสีฟันหลอดแฟบ เป็นสัญลักษณ์เตือนว่าผมต้องรู้จักพอเพียง
ผมน้ำตาไหล
แต่งตัวเสร็จผมขึ้นรถเบ๊นซ์500จะไปทำงาน ผมรู้สึกผิด...
ผมน่าจะหารถโตโยต้าโซลูน่า รุ่นตัวเลข๑๕๐๐มาขับ ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท... แต่บังเอิญผมเป็นท่านประธานบริษัทก็คงต้องใช้เบ๊นซ์500ไปก่อน ไว้ว่างๆค่อยโซลูน่า๑๕๐๐
สตาร์ทรถติด ผมเปิดวิทยุในรถฟัง ข่าวต้นชั่วโมงบอกถึงพระราชดำรัสของในหลวงต่อปวงชนชาวไทย ตามด้วยข่าวประจำพระราชสำนัก ตามด้วยข่าวพระราชกรณียกิจ และสารคดีเทิดพระเกียรติ เสียงของดาราโดม ปกรณ์ ลัม กระตุ้นให้ผมสำนึกบุญคุณในหลวงเป็นล้นพ้น
ทุกระยะเสาไฟฟ้าที่ผมขับผ่านมีพระบรมฉายาลักษณ์ที่พระเสโทไหลหยดลงปลายพระนาสิก ผมหวนนึกถึงข่าวเทิดพระเกียรติที่ดั้นด้นไปยังชนบทกันดาร
ผมรักในหลวง
จ่ายเงินผ่านทางด่วนศรีรัช และกาญจนาภิเษกก็ในหลวงทรงตั้งชื่อให้ผมไว้ใช้. . ป้ายบิลบอร์ดข้างทางด่วนเรียงรายให้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ตระหง่านเสียดฟ้า พระเสโทหลั่งไหล ทรงเหนื่อยยากเพื่อพสกนิกรของพระองค์ท่านอย่างจะหาใครในโลกเทียบได้ ขับเรื่อยไปข้ามสะพานพระราม8ก็ในหลวงมีพระราชดำริ
ระเรื่อยไปยังถนนพระบรมราชชนนี ผมนึกถึงฟอร์เวิร์ดเมล์เรื่องในหลวงทรงไปเสวยกับสมเด็จย่าเป็นประจำ ผมไม่เคยทำเช่นนั้น ผมมันช่างไม่ทำตามรอยพระยุคลบาทเลย หรือว่าผมไม่ใช่ลูกกตัญญู (อาม่าบอกว่า อย่าชวนแกไปกินข้าวที่ไหนเลย แกเสียดายตังค์ แต่เอาเถอะวันแม่ปีหน้าผมไม่พลาดแน่)
ถึงที่ทำงาน หน้าบริษัทมีรูปพระสาทิสลักษณ์ทรงประทับยืนสง่า ผมค้อมเคารพทุกวันก่อนผ่านขึ้นลิฟต์ไปในห้องทำงานผมนอกจากโต๊ะหมู่บูชา ก็มีพระฉายาลักษณ์ทั้งสองพระองค์และพระสาทิสลักษณ์ร่วมกับพระราชวงศ์ต่างประเทศที่เสด็จมางานฉลองราชย์60ปีในหลวงที่พระที่นั่งอนันต์ฯ
ผมรู้สึกเป็นบุญที่ได้เกิดใต้พระบรมโพธิสมภาร ในหลวงช่างเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ จนใครทั้งโลกต้องอิจฉาพสกนิกรชาวไทย
ผมเชิญลูกน้องมาประชุม
ก่อนอื่นผมบอกพวกเขาว่าให้พวกเราเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ผมนำข้อมือริสแบนด์สีเหลืองกับสีชมพูที่แบงก์ไทยพาณิชย์ให้อุดหนุนวานนี้แจกทุกคน ทุกคนต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ นี่เป็นสิ่งร้อยรัดให้เราคนไทยทุกคนเป็นหนึ่งเดียว
เรารักในหลวง
เสียทีแต่ว่าบริษัทเรามาเจอน้ำท่วมหยุดกิจการนานนับเดือน เพราะรัฐบาลบอกว่า"เอาอยู่" ทุเรศจริงๆไอ้อีพวกนักการเมืองโง่เง่าขี้โกง ขี้ข้าทาสน้ำเงินนักโทษหนีคดีแผ่นดินหน้าเหลี่ยม
เพื่อความพอเพียงเราจำเป็นต้องมีพนักงานที่เสียสละบ้าง
ผมคิดว่าพวกเขาอาจได้กลับบ้านนอกไปทำนาตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่... แค่คิดผมก็น้ำตาไหล พวกเขาจะได้อยู่อย่างพอเพียง
แต่ผมต้องทำงานต่อไป เพื่อแจ้งงบดุลไปยังตลาดหลักทรัพย์ ผมต้องทำงานเพื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทเรา แต่คงไม่เป็นไรพนักงานของเรารอบนี้25%จะได้ออกไปใช้ชีวิตพอเพียง พวกเขาจะได้สนองคุณแผ่นดิน
ผมสิต้องทนทุกข์กับทุนนิยมสามานย์ต่อไป
ผมใช้เวลาว่างหากำไรจากเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์บ้าง
หลักทรัพย์ไหนในหลวงทรงถือหุ้น ทั้งสัมมากร อัมรินทร์ ซิงเกอร์ ไมเนอร์ ไทยประกัน ไทยพาณิชย์ ซิเมนต์ไทยผมก็ซื้อลงทุนไว้
หุ้นที่ในหลวงถือไว้ดีหมดทุกตัว ปันผลก็งาม มีธรรมาภิบาล
ผมได้เงินกำไรมาก็เอาไปตีกอล์ฟ ไปทัวร์เมืองนอก เหลือไว้ให้เมียน้อยปอกลอกบ้าง
ช่างเถิดผมเป็นปุถุชน แต่ในหลวงท่านคงนำไปใช้ในโครงการพระราชดำริเพื่อพสกนิกรยากจนของพระองค์ท่าน
ค่ำนี้ผมมีนัดกับกิ๊กจะพาเธอไปดูหนัง จากนั้นก็คงจบลงที่เดิม
ผมขับรถผ่านเส้นทางเก่า ผมซาบซึ้งกับสะพานพระรามแปด ซุ้มพระสาทิสลักษณ์อันงดงามเรียงรายบนท้องถนนราชดำเนิน แสงไฟประดับระยับระยิบราวชะลอสวรรค์ลงมาดิน
หน้าโรงหนังก็มีพระสาทิสลักษณ์ทรงเป่าแซ็กโซโฟน ทรงเป็นอัครศิลปินงานศาสตร์งานศิลป์การดนตรี ซึ้งกมล
กิ๊กผมบอกว่าอากงที่มันจองหองเหิมเกริมบังอาจส่งSMSด่าในหลวง พระราชินีถูกศาลตัดสินจำคุกแล้ว20ปี
"สมน้ำหน้ามัน!"เธอว่า..แต่ผมไม่เห็นด้วย คนที่นรกส่งมาเกิดอย่างนี้ประหารถึงจะสาสมแล้วสับเป็นชิ้นๆ
ทำไมมันไม่รักในหลวง ผมไม่เข้าใจเลย..? มันยังมีความเป็นคนไทยอยู่อีกไหม? ไหนจะพวกชาติชั่วที่ชอบหมิ่นอีก ไอ้พวกนี้สมควรตายให้หมด และอย่าให้พวกมันได้ตายดี
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีพวกไปเห็นใจอากงถึงขั้นแก้ผ้าบัดสีบัดเถลิงประท้วง คนมันผิดก็ต้องชดใช้กรรม จะปล่อยให้กฎหมู่ หรือนมอยู่เหนือกฎหมายได้ยังไง?
ในโรงหนังผมลุกขึ้นตอนเพลงสรเสริญพระบารมี และยังอยากตรึงเวลานั้นไว้นานเท่านาน กิ๊กผมน้ำตารื้นเมื่อเห็นภาพยนตร์พระราชกรณียกิจประกอบเพลง
ใครนะช่างชั่วช้าไม่ยอมลุกขึ้นยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี หากผมเจอกับตัว ผมคงฆ่ามันกับมือ ไม่ปล่อยให้หลุดไปถึงคุก ไอ้พวกนี้ควรตายเท่านั้นถึงจะสาสม เพราะมันไม่รักในหลวง มันจะมีชีวิตชั่วๆอยู่ต่อไปทำไม ผมไม่เข้าใจเลย
หนังจบเราไปทานข้าวต่อกัน เพลงบรรเลงเบาๆลอยมา นั่นเป็นเพลงพระราชนิพนธ์หยาดฝนที่พสกนิกรต่างปลาบปลื้ม
จากนั้นเราก็ไปกันที่เดิมกัน ก็เกือบ6ทุ่ม วันนี้ผมจะทำให้เธอส่งเสียงหวีดออกมาดังๆ
กิจกรรมของเราเป็นไปด้วยความเร่าร้อนและฉ่ำชื่น หากไม่มีเสียงเพลงจากทีวีตอนปิดสถานีเพลงนั้นลอยมา ผมอาจถึงสวรรค์ไปพร้อมกันกับเธอแล้ว...ช่างขัดใจเสียจริง
ผมรักในหลวง
นี่เป็นเสียงจากใจอันท่วมท้นไปด้วยความตื้นตัน
ไม่เป็นไร เปลี่ยนช่องไปช่องใหม่..แต่เพลงนั้นก็ลอยมาอยู่ดี ทุกช่องมันปิดสนานีพร้อมกันหมด
เราทั้งคู่ลุกขึ้นด้วยร่างกายอันเปล่าเปลือย พร้อมกันร้องเพลงนั้นคลอไปกับเสียงที่ลอยออกมาจากจอทีวี นี่เป็นสิ่งที่เล็กน้อยเหลือเกิน แต่ก็สำคัญที่เราควรทำมิใช่หรือ..?
เพลงจบเราทิ้งตัวลงนอน
หล่อนสะกิดผมเบาๆ ผมตะแคงข้างให้ไม่ไยดี ไม่มีอะไรที่จะมีความสุขเท่ากับที่ผมได้ทำไป ผมยังจะต้องทำอะไรอีกทำไม....
เรารักในหลวง
แต่งโดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน ลงเผยแพร่ครั้งแรกในบอร์ดชุมชนคนเหมือนกัน
edit @ 5 Dec 2011 20:01:48 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
2 ธันวาคม 2554
- Gantz เล่ม 24
- คนเดือด เมืองดิบ เล่ม 6
- Cat’s Eye Big Book เล่ม 3
6 ธันวาคม 2554
- บาคุ ลับ ลวง หลอก เล่ม 10
7 ธันวาคม 2554
- โทริโกะ เล่ม 13
- ไซยูกิ Reload เล่ม 7
9 ธันวาคม 2554
- Soul Eater เล่ม 18
- Pandora Hearts เล่ม 14
12 ธันวาคม 2554
- ฮานามารุ อนุบาลเด็กดีนะจะบอกให้ เล่ม 9
- หน้ากากแก้ว เล่ม 46
- โค้ด กีอัส ภาคการปฏิวัติของลูลูช เล่ม 2
14 ธันวาคม 2554
- Vinland Saga เล่ม 9
- ซามูไรพเนจร Big Book เล่ม 3
- Gantz เล่ม 7 พิมพ์ใหม่
16 ธันวาคม 2554
- Bellzebub เล่ม 2
- Cloth Road เล่ม 10
19 ธันวาคม 2554
- Sidooh วิถีซามูไร เล่ม 13
- Executional มหาสงครามออนไลน์ถล่มจักรวาล เล่ม 19
21ธันวาคม 2554
- กินทามะ เล่ม 37
- Zetman เล่ม 3 พิมพ์ใหม่ กระดาษกรีนรี้ด
23 ธันวาคม 2554
- ผู้ผนึกมาร เล่ม 34
- Gundam 00F เล่ม 4
26 ธันวาคม 2554
- คนเดือด เมืองดิบ เล่ม 7
- ฮาเดส มัจุราช เล่ม 1
27 ธันวาคม 2554
- Mixim 11 ศึกพิทักษ์จักรราศี เล่ม 11
- Tough ใครว่าข้าไม่เก่ง ภาค 2 เล่ม 32
ที่มา : WeblogของZeon
edit @ 29 Nov 2011 17:16:27 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สุรพศ ทวีศักดิ์
กว่าทศวรรษมานี้เรามักได้ยินราษฎรอาวุโสอย่าง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นปัญญาชนแถวหน้าของชาติ พูดซ้ำๆ ในสองประเด็นสำคัญ คือ
1. ลำพังการใช้เหตุผลจะแก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้ เพราะเวลาเกิดความขัดแย้งต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองมีเหตุผล ฉะนั้น เมื่อสุดทางของเหตุผลจะต้องเดินต่อด้วยเมตตา ความรักความเมตตาที่คนเรามีต่อกันจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ได้
2. เราต้องมองปัญหาแบบ “องค์รวม” ไม่แยกส่วน การมองแยกส่วนทำให้เห็นความจริงไม่ครบถ้วน เกิดความเห็นแก่ตัว แบ่งเป็นเขาเป็นเรา จึงต้องแก้ด้วยการมองให้เห็นความจริงองค์รวมว่า “หนึ่งเดียวคือทั้งหมด ทั้งหมดคือหนึ่งเดียว” การมองเห็นเช่นนี้จะทำให้เกิดจิตใหญ่ หรือการปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ทั้งรักมนุษย์ด้วยกันเองและสรรพสิ่งในธรรมชาติ
ผมคิดว่า คำเทศนาของหมอประเวศแม้จะดูสวยงามชวนเคลิ้มฝัน แต่มันมีปัญหาระดับรากฐานสำคัญอยู่สองประการที่ควรตั้งคำถาม คือ
1. สังคมนี้เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมการใช้เหตุผลแล้วจริงๆ หรือ และโดยโครงสร้างของสังคมที่เป็นอยู่นี้ เราสามารถใช้เหตุผลอย่างถึงที่สุดในการถกเถียงประเด็นปัญหาพื้นฐานของระบบสังคมการเมือง เช่น อย่างที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าจะจัดวางตำแห่งแห่งที่ สถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบบสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยไทยอย่างไร จะแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหมิ่น ม.112 รัฐธรรมนูญมาตรา 8 เป็นต้นอย่างไร
เราสามารถใช้เหตุผลถกเถียงปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ในสภา บนเวทีสาธารณะต่างๆ โดยไม่ถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ อำนาจนอกระบบได้หรือไม่?
ผมเข้าใจว่าหมอประเวศรู้ดีว่าไม่ได้ ฉะนั้น ทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้ แล้วยังเสนอว่า “เมื่อสุดทางของเหตุผลจะต้องเดินต่อด้วยเมตตา” คำถามคือ สุดทางของเหตุผลหมายความว่าอะไร? หมายความว่าเราใช้เหตุผลกันอย่างเต็มที่ อย่างถึงที่สุดแล้วในบรรยากาศของเสรีภาพทางความคิด หรือหมายความแค่ว่า เมื่อถึงเรื่องของสถาบันกษัตริย์ที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ห้ามพูดถึงข้อเท็จจริงด้านลบ แม้จะมีเหตุผลก็ตาม เราก็ต้องหยุดใช้เหตุผล แล้วเดินต่อด้วยความรักความเมตตาต่อกันเช่นนั้นหรือ
หากเป็นความหมายอย่างหลัง ข้อเสนอของหมอประเวศก็เป็นเรื่องตลกร้ายแล้ว เพราะเท่ากับเขากำลังเสนอว่า “สุดทางของเหตุผลหมายถึงให้หยุดใช้เหตุผลในบางเรื่อง (เช่น เรื่องตรวจสอบสถาบันกษัตริย์) แล้วในเรื่องเช่นนี้ให้เราเดินต่อ หรืออยู่กันด้วยความรักความเมตตา”
2. ถ้าเช่นนั้น ความรักความเมตตาที่เกิดจากการมองเห็น “ความจริงองค์รวม” คืออะไร ในเมื่อสังคมนี้เป็นสังคมที่ถูกทำให้จำเป็นต้องแยกส่วน คือส่วนข้างล่างสถาบันกษัตริย์ลงมาให้ตรวจสอบด้วยเหตุผลได้เต็มที่ แต่ส่วนสถาบันกษัตริย์จะทำแบบเดียวกันไม่ได้ ฉะนั้น ข้อเสนอที่ไม่ให้มองแบบแยกส่วนก็เป็นข้อเสนอแบบ “นิยาย” และความรักมนุษยชาติและสรรพสิ่งอย่างเท่าเทียม หรือความรักยิ่งใหญ่จากจิตใหญ่ จิตสำนึกใหม่ก็เป็นแค่ “นิยายต่อเนื่อง” จากข้อเสนอที่เป็นนิยายตอนแรกนั้นเท่านั้นเอง
จริงอยู่ หมอประเวศอ้างอิงความรักตาม concept “เมตตาอัปปมัญญา” ตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนา คือความรักต่อสรรพสัตว์อย่างไม่จำกัดประมาณ เนื่องจากเป็นความรักที่เกิดจากการมองเห็นตามเป็นจริงว่า “สรรพสัตว์ต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย” แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ด้วยความเมตตาที่ไม่มีประมาณนั้นพุทธศาสนาสนับสนุนให้จำกัดการใช้ปัญญาหรือเหตุผล ทว่าโครงสร้างทางสังคมการเมืองบ้านเราที่เป็นอยู่คือโครงสร้างที่อ้างอิงความรักเพื่อ “จำกัด” (กระทั่ง “กำจัด”) การใช้เหตุผลตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ ความรักที่ยิ่งใหญ่ จิตใหญ่ การปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
สมมติว่า ต่อให้ทุกคนในประเทศมีจิตใหญ่ มีความรักล้นเหลือในมนุษยชาติและสรรพสิ่งจริง แต่จะทำให้สังคมนี้ยุติธรรมขึ้นอย่างไร เราก็เป็นได้เพียงมนุษย์จิตใหญ่ที่มีความรักยิ่งใหญ่แต่น่าสมเพช เพราะเรายังเป็นสัตว์สังคมที่อยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่ไม่ให้เรามีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก และ/หรือเสรีภาพที่จะประกาศเหตุผลของความไม่รักนั้นแก่สาธารณะได้
เป็นไปได้อย่างไรครับ สังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีจิตใหญ่แต่ไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รัก คนที่มีจิตใหญ่คือคนที่สามารถยอมรับการไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รักได้อย่างนั้นหรือ ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ข้อเสนอเรื่องมองให้เห็นองค์รวม จิตใหญ่ ความรักความเมตตาต่อมนุษยชาติและสรรพสิ่งภายใต้โครงสร้างสังคมที่ไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รักเช่นนี้ เป็นข้อเสนอที่ถ้าผู้เสนอไม่ได้กำลังหลอกตัวเอง เขาก็กำลังหลอกคนทั้งสังคมอยู่อย่างน่าตระหนก
เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว สังคมเราถูกจำกัดด้วยสถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่เป็นอยู่ไม่ให้เราสามารถเดินไปได้สุดทางของการใช้เหตุผลในเรื่องความเป็น-ไม่เป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาคในความเป็นคน ความมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ด้วยเงินภาษีมหาศาลของประชาชน และภายใต้การถูกจำกัดดังกล่าวประชาชนในประเทศนี้ไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก และเสรีภาพที่จะแสดงเหตุผลของความไม่รักนั้นๆ อย่างเป็นสาธารณะได้
ฉะนั้น การไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รักคือปัญหารากฐานที่สุดที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น เสรีภาพในการพูดความจริงด้านลบ การวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ การต่อสู้เพื่อให้สังคมบรรลุเป้าหมายที่ดีกว่า คือความเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจปกครองตนเองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นต้น
หากมองในแง่ของ “ความเป็นมนุษย์” ระบบสังคมการเมืองที่กำหนดให้ประชาชนไม่สามารถจะมีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก ย่อมเป็นระบบที่ทำลายความเป็นมนุษย์อย่างถึงราก เพราะเมื่อคุณไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก คุณก็ไม่ใช่คนแล้ว
จริงอยู่ คุณอาจจะมีความเป็นคนในความหมายหรือในแง่อื่นๆ แต่ในความหมายหรือในแง่ที่คุณต้องมีความสัมพันธ์ต่ออำนาจบางอย่างที่คุณไม่สามารถที่จะมีเสรีภาพที่จะไม่รักนั้น เท่ากับคุณกำลังถูกความสัมพันธ์เช่นนั้นทำลายความเป็นคนในตัวคุณ
ที่จริงแล้ว มันก็มีแต่ความสัมพันธ์แบบนายกับทาสเท่านั้นที่กำหนดให้ต้องยกย่องสรรเสริญความรักของนายที่มีต่อทาสว่าเป็นสิ่งดีงามสูงส่งไร้ที่ติ ขณะที่ทาสต้องซาบซึ้งสยบต่อความรักนั้นด้วยความจงรักภักดีชนิดที่ต้องยอมตายถวายชีวิต ไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก
สังคมที่สอนให้พึ่งพาความรักความเมตตาจากผู้มีบุญบารมี โดยประชาชนไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก คือสังคมที่กำลังปลูกฝังศีลธรรมแบบที่นิทเช่เรียกว่า “ศีลธรรมแบบทาส” เพราะเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนสยบยอมต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนืออำนาจในการปกครองตนเองของประชาชน ซึ่งในการปกครองตนเองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยประชาชนต้องมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจเลือกว่าตนเองต้องการระบบสังคมการเมืองเช่นใดจึงจะดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่สังคมสังคมที่ปลูกฝังศีลธรรมแบบทาสเช่นนี้เป็นสังคมที่จำกัดการใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาเป้าหมายทางสังคมการเมืองที่ดีกว่า ยุติธรรมกว่า มีเสรีภาพ และความเสมอภาคมากกว่า
เช่น การใช้เหตุผลของ “กลุ่มนิติราษฎร์” ในเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร การแก้ ม.112 เป็นต้น ที่ในที่สุดแล้วจะเป็นการป้องกันรัฐประหารอย่างถาวร หรือทำให้สังคมมีความเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้ามากกว่า แต่ภายใต้ระบบศีลธรรมแบบทาส เหตุผลเชิงก้าวหน้าดังกล่าวก็ทำงานไม่ได้ผลมากนัก บางทีเราก็ไม่ชัดเจนว่าทำไมการดำเนินการใดๆ ในทางกฎหมายและทางการเมืองที่ทำให้ทักษิณได้ประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจึงต้องถูกคัดค้านอย่างเข้นมข้น
การคัดค้านอย่างเข้มข้นที่กลัวว่าจะนำสังคมไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงนั้น เกิดจากเหตุผลอะไรกันแน่ เพราะรังเกียจ “การทุจริต” ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงของทักษิณ และต้องการปกป้องหลักนิติรัฐ นิติธรรม หรือค้านเพียงเพราะกลัวทักษิณจะกลับมามีอำนาจาทางการเมืองอีกกันแน่
หากเป็นสองอย่างแรก การนิรโทษกรรมหรือการดำเนินการอย่างอื่นในทางกฎหมายให้ทักษิณได้กลับมาต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติ (เมื่อมีการฟ้องร้องใหม่) น่าจะเป็นการแก้ปัญหาทุจริตได้ถูกต้องกว่า เป็นการปกป้องนิติรัฐนิติธรรมมากกว่า แต่ถ้าเป็นอย่างหลังสุดก็เป็นการค้านที่ไร้เหตุผลรองรับ มันเป็นแค่เกมการเมืองของพวกบ้าอำนาจที่ได้ประโยชน์บนโครงสร้างของระบบศีลธรรมแบบทาส หรือพวกที่ถูกกล่อมประสาทให้เคลิบเคลิ้มด้วย “อุดมการณ์โรแมนติก” ภายใต้ระบบศีลธรรมแบบทาส
ฉะนั้น ในสังคมที่ปลูกฝังศีลธรรมแบบทาสเช่นนี้ แม้ประชาชนทุกคนจะมองเห็นความจริงองค์รวม มีจิตใหญ่ มีจิตสำนึกใหม่ มีความรักยิ่งใหญ่ อย่างที่หมอประเวศเสนอ แต่เขาก็ยังอยู่ภายใต้ศีลธรรมแบบทาส ยังคงเป็นคนที่น่าสมเพช เพราะไม่สามารถจะมีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก ทำให้ไม่สามารถจะใช้เหตุผลอย่างอิสระเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายคือการสร้างระบบสังคมการเมืองที่ดีกว่า
แต่ทว่าเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ภายใต้ “ระบบศีลธรรมแบบทาส” เช่นที่เป็นอยู่นี้ ผู้คนส่วนใหญ่จะสามารถมีคุณสมบัติที่ดีเลิศอย่างที่หมอประเวศเสนอจริงๆ ต่อให้ใครเก่งกาจปราดเปรื่องเพียงใด มันก็เป็นมนุษย์ที่น่าสมเพชทั้งนั้นแหละครับ เมื่อคุณไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก!
ที่มา : ประชาไท
edit @ 27 Nov 2011 11:45:15 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
ชำนาญ จันทร์เรือง
ในช่วงชีวิตของเรามักจะได้พบ ได้เห็นหรือได้ยินการ “ดูถูก”กันและกันอยู่เสมอ เช่น ฝรั่งดูถูกคนไทยว่าล้าหลัง ด้อยพัฒนา ไม่มีระเบียบวินัย ฯลฯ พี่ไทยเราก็ดูถูกเพื่อนบ้าน พม่า เขมร ลาว ญวน ไปอีกต่อหนึ่งเป็นทอดๆ หรือไม่ก็คนกรุงเทพฯ ดูถูกคนต่างจังหวัดว่าบ้านนอก เชย ไม่ทันสมัย คนต่างจังหวัดในพื้นราบ ก็ดูถูกคนที่อยู่บนภูเขาไปอีกเป็นทอดๆ
ในทางการเมืองคนกรุงเทพฯ ก็ดูถูกคนต่างจังหวัดว่าไม่มีความสำนึกทางการเมือง ถูกจูงจมูก เอาเงินซื้อก็ได้เป็นผู้แทนแล้วฯ ฉะนั้น รัฐบาลที่คนต่างจังหวัดเลือกมาโดยเสียงส่วนใหญ่ก็ย่อมจะต้องถูกดูถูกและจะต้องทำทุกอย่างที่จะให้ล้มคว่ำคะมำหงายให้ได้เป็นธรรมดา ไม่เชื่อลองไปดูในโซเชียลเน็ตเวิร์คดูสิครับ ว่ากันเสียเละตุ้มเป๊ะ
ที่ร้ายกว่านั้นบางคนก็ดูถูกสตรีเพศที่เป็นคนเหนือว่าขี้เกียจ ทำเป็นแต่ขายของเก่าที่ติดมากับตัวตั้งแต่กำเนิดกินเท่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่านายคนนั้นเอามันสมองส่วนไหนคิดขึ้นมา หรือว่าเขาคิดว่าไม่ได้กำเนิดออกมาจากช่องคลอดของสตรีเพศ แต่เกิดออกมาทวารอื่นที่อยู่ไกล้กันนั้นของบุรุษเพศ จึงได้มีความคิดที่ดูถูกคนอื่นได้อย่างอัปลักษณ์เป็นที่สุด ทั้งๆที่ “ขายหวี ดีกว่าโกงแชร์”อย่างแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้ไปโกหกหลอกลวงใครจนหมดเนื้อหมดตัวเป็นคดีความหนีหัวซุกหัวซุนจนแทบไม่มีแผ่นดินอยู่ ที่แน่ๆ ตอนนี้ก็คือ นายคนนั้นเดินทางไปได้ไม่ครบทุกภาคของประเทศไทยอย่างแน่นอน
ผมมักจะถูกถามอยู่เสมอว่าจริงไหมที่คนต่างจังหวัดซื้อเสียงขายเสียงกันง่ายๆ และถูกหลอกอย่างโงหัวไม่ขึ้น ซึ่งผมก็ได้ตอบอยู่เป็นประจำว่าการซื้อเสียงขายเสียงนั้น อย่าว่าแต่ในต่างจังหวัดเลย แม้แต่ในกรุงเทพฯ เองก็มี หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาย่านบร็องซ์ก็ยังมีการแจกสตางค์กันเพื่อซื้อเสียงขายเสียงกันอยู่เลย แต่ประเด็นอยู่ที่จริงหรือที่คนไม่เคยทำคุณงามความดีอะไรเลย หิ้วเงินใส่ถุงทะเลมากว้านซื้อเสียงแล้วก็จะได้เป็นผู้แทน หรือคนที่ซื้อเสียงมากกว่าก็จะได้รับการเลือกตั้งเสมอไป ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็เป็นบทเรียนให้เจ้าบุญทุ่มทั้งหลายกระอักเลือดมาแล้ว
ว่ากันในแง่คุณภาพของผู้แทน จริงหรือที่คุณภาพของผู้แทนคนกรุงเทพมีคุณภาพสูงกว่าต่างจังหวัด ลองดูตัวอย่างผู้แทนที่มีเรื่องกันในสภา ไม่ว่าการกระโดดถีบกัน ชกต่อยกัน ล้วนแล้วแต่เป็น ส.ส.หรือ ส.ว.ของชาวกรุงเทพฯ ทั้งนั้น ที่น่าอับอายที่สุดก็คือถูกประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนเองต่อยจนปากฉีกแล้วยังไปแจ้งความเอาเรื่องประชาชนอีกนี้น่าจะเป็นบันทึกสถิติโลกว่ามีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น
คำกล่าวทางวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ที่เป็นยอมรับกันโดยทั่วไปว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนก็จะเป็นอย่างนั้น” ฉะนั้น ป่วยการที่คนกรุงเทพฯ จะไปดูถูกคนต่างจังหวัด เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในประเทศเดียวกัน ก็ย่อมมีชะตากรรมที่จะต้องเผชิญร่วมกัน เว้นเสียแต่ว่าคนกรุงเทพจะแยกตัวออกไปเป็นรัฐอิสระอีกรัฐหนึ่ง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับต่างจังหวัดอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้คนกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งคิดว่ากรุงเทพฯ ก็คือประเทศไทยอยู่แล้ว จึงกระทำสิ่งต่างๆ ข้ามหัวข้ามหางชาวต่างจังหวัดอยู่เสมอๆ
อันที่จริงแล้วผมยังสงสัยอยู่ว่าเหตุใดจึงเรียกคนจังหวัดอื่นที่มิใช่คนกรุงเทพฯ ว่าเป็น “คนต่างจังหวัด”แทนที่จะเรียกว่า “คนจังหวัดอื่น” หรือเรียกว่าคนจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ เพราะอันที่จริงคนกรุงเทพฯ ก็เป็นคนต่างจังหวัดของคนเชียงใหม่เหมือนกัน คนเชียงใหม่จึงควรเรียกคนกรุงเทพฯ ว่าเป็นคนต่างจังหวัดเช่นกันจึงจะถูกต้อง เพราะคนกรุงเทพฯ ก็ไม่ควรจะมีอภิสิทธิ์ใดเหนือคนจังหวัดอื่นเช่นกัน ซึ่งยังไม่นับเรื่องน้ำท่วมนะครับ ลองไปถามคนแถวอยุธยา ปทุมธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ว่าเขาคิดอย่างไรในการปกป้องกรุงเทพฯ จนเขาเสียหายอย่างยับเยินเหลือคณานับ
ผมยังสงสัยต่อไปอีกว่าคำว่า “คนกรุงเทพฯ” นั้นนิยามศัพท์ที่แท้จริงนั้นคือ อะไร เกิดในกรุงเทพฯ/ มีสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ /เสียภาษีให้ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ /บรรพบุรุษต้นตระกูลเป็นคนกรุงเทพดั้งเดิมบริสุทธิ์ไม่มีเจือปนคนที่อื่นเลย ฯลฯ ซึ่งก็ให้เป็นที่สงสัยอยู่
แต่ที่คนจังหวัดอื่นนิยาม “คนกรุงเทพฯ” ไว้ก็คือ เวลาเห็นรถคันใดในจังหวัดอื่นขับปาดหน้าปาดหลังเป็น “ลูกอีช่างปาด” แซงซ้ายแซงขวา ทิ่มรถออกขวางถนนเวลาออกจากซอยจนถูกชนอยู่เสมอๆ นั้นแหละคือคนกรุงเทพฯ
ในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ถ้าเห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใดที่ส่งเสียงดัง ไม่รู้จักเกรงใจผู้คนหรือสถานที่ กินทิ้งกินขว้าง อวดร่ำอวดรวย อวดรถออฟโรดที่นานๆ ได้ขับไปจังหวัดอื่นเสียที นั่นแหละคนกรุงเทพฯ
อีกเช่นกันเวลาไปตามสถานที่ต่างๆ เห็นผู้คนในชนบทที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อ้อยอิ่ง ขี่รถยนต์ที่ประยุกต์มาจากเครื่องสูบน้ำก็พากันหัวเราะอย่างขบขัน นั่นแหละคนกรุงเทพฯ
นอกจากนั้นเวลาไปซื้อข้าวของต่างๆ ในจังหวัดอื่น เมื่อเห็นราคาแล้ว แทนที่จะซื้อไว้ตามความจำเป็นหรือที่จะต้องเอาไปเป็นของฝาก ก็เหมาๆๆๆ หมด นั่นแหละคนกรุงเทพฯ
และก็เช่นกันนอกจากประเด็นที่ว่าใครคือคนกรุงเทพฯ แล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ค้างคาใจผมก็คือ “คนไทยหรือเปล่า” ซึ่งก็ยังอยากจะถามอีกเช่นเดียวกันว่าการคนดูถูกคนที่คิดไม่เหมือนตนเองนั้นว่า “คนไทยหรือเปล่า” นั้น ผมก็อยากจะถามกลับไปอีกเช่นกันว่าคนไทยแท้ๆ นั้นเดี๋ยวนี้หาได้ที่ไหน ถ้าไม่มีเชื้อสายจีนก็แขก ไม่แขกก็มอญ ไม่มอญก็ญวน ไม่ญวนก็ลาว เขมร ฝรั่ง มลายู ฯลฯ อย่างละนิด อย่างละหน่อย ลองสืบสาแหรกของแต่ละคนที่ออกมาถาม “คนไทยหรือเปล่า” นั้นดูราวกับว่ามีเลือดไทยแท้บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เสียกระนั้น เพราะขนาดพระเจ้าตากสินมหาราชยังมีเชื้อสายจีน ตระกูลดังๆ ของ ขุนนางไทยบางตระกูลก็มีเชื้อสายมาจากแขกเปอร์เซียเสียด้วยซ้ำ
คงเป็นการยากที่จะทำให้คนเลิกดูถูกซึ่งกันและกัน เพราะมันฝังไปในจิตสำนึกดั้งเดิม เมื่อประกอบเข้ากับการอบรมสั่งสอนกล่อมเกลาของบุพการีของตนจนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือ “วัฒนธรรม”ของกลุ่มชนของตนเองที่จะต้องเหนือคนอื่น คนทีทำอะไรไม่เหมือนเรา คิดไม่เหมือนเรานั้นด้อยกว่าเรา แต่ก็น่าแปลก ทีฝรั่งมังค่าใส่กางเกงขาสั้นเดินเข้าออกสถานที่สำคัญต่างๆกลับทำเฉย มองเห็นว่าฝรั่งนั้นทำตัวง่ายๆดี (ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นคนกรุงเทพฯทั้งหลายเดินทางไปยังจังหวัดอื่นด้วยกางเกงขาสั้นเช่นกัน) แต่พอลุงมี ลุงมา ตาสี ตาสา ซึ่งตนเองคิดว่าด้อยกว่าตนเอง ใส่ขาสั้นเหมือนกันกลับบอกว่าไม่สุภาพ ห้ามเข้าไปเสียอย่างนั้น
เอ๊ะ ว่าแต่ว่าท่านที่อ่านๆ บทความอยู่นี่เป็นคนที่ไหนกันและเป็นคนไทยหรือเปล่าครับ
-----------------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2554
ที่มา : ประชาไท
edit @ 19 Nov 2011 13:54:30 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
ประชา แม่จัน, pracha_meachun@yahoo.com
การเรียกร้องให้ฟ้องรัฐบริหารจัดการน้ำผิดพลาดของ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ โดยตั้งประเด็นฟ้องร้องรัฐไว้ 5 กรณี 1.กรณีความเสียหายทางปกครอง 2.กรณีประมาทเลินเล่อ 3.กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ 4.กรณีความเสียโอกาส อาทิ ทำให้ผู้มีรายได้แต่ต้องเสียโอกาสทางรายได้และ 5.กรณีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นี่เป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าจะครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากผลของน้ำท่วมทั้งหมดหรือไม่
เนื่องจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้นมีการปกป้องพื้นที่ไม่ให้น้ำท่วม หรือลดผลกระทบของน้ำท่วม เช่น ปกป้องพื้นที่กรุงเทพมหานคร การเร่งฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยาและปทุมธานี โดยลดการระบายน้ำฝั่งตะวันออกเจ้าพระยา เช่น ระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์เพียง 3.5 ล้าน ลบ.ม. ปิดประตูเขื่อนพระรามหก ขณะที่น้ำในอยุธยาตอนล่างลดลง จนใกล้จะฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมได้ แต่ระบายน้ำมาฝั่งตะวันตกเจ้าพระยามากขึ้น ทั้งจากแม่น้ำน้อยและอยุธยาตะวันตก ทำให้นนทบุรีฝั่งตะวันตกมีระดับน้ำสูง คาดว่าไม่น้อยกว่า 1 เดือนจึงจะมีโอกาสลดระดับลง ถึงแม้จะมีการลดการระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีนจากประตูระบายน้ำพลเทพและคลองมะขามเฒ่า จาก 60 ล้าน ลบ.ม. ลงหรือ 15 ล้าน ลบ.ม.ก็ตาม
ในส่วนกรุงเทพฯ มีการเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำ พนังกั้นน้ำ ของคลองระพีพัฒน์ตะวันตก คลองรังสิต รวมถึงการวางบิ๊กแบกด้านคลองรังสิต จนทำให้สามารถควบคุมน้ำไม่ให้ไหลเข้ากรุงเทพฯ เพิ่มเติม กรุงเทพมหานครสามารถระบายน้ำออกได้ จนทำให้ระดับในหลายพื้นลดลง
เราจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติมีการจำแนก ระหว่างทั้งการปกป้องกันน้ำท่วมบางพื้นที่ การเลือกพื้นที่ในการระบาย จึงมีความไม่เป็นธรรม ซึ่งข้อเรียกร้อง ณรงค์ ไม่ได้ครอบคลุมความไม่เป็นธรรมนี้ ขณะเดียวกันได้ละเลยต่อผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการป้องกันน้ำ
เราควรจะถือหลัก “ผู้ได้ประโยชน์จากการป้องกันท่วม ต้องจ่ายให้กับผู้เสียประโยชน์จากน้ำท่วม” เพราะการเรียกร้องภาครัฐเป็นผู้จ่าย แน่นอนการจ่ายย่อมมาจากภาษี ซึ่งมาจากผู้ได้ประโยชน์ ผู้เสียประโยชน์จากน้ำท่วม และผู้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียจากน้ำท่วม ดังนั้น ผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้จ่ายเต็มที่ แต่ผลักภาระให้ผู้อื่นด้วย สิ่งที่ควรจะดำเนินการคือ การเก็บภาษีปกป้องน้ำท่วม เพื่อนำมาใช้จ่ายในการรับมือน้ำท่วม ชดเชยผู้เสียหาย เพื่อไม่ได้ทำให้เกิดสภาพ “free rider”
การเรียกร้องให้เก็บภาษีป้องกันน้ำท่วมนั้นเคยเกิดขึ้น เมื่อ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ถูกคัดค้านจนเรื่องตกไป อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดว่าจะชดเชยให้กับผู้เสียหายอย่างไร เรื่องนี้นำมากลับพิจารณาใหม่
การจัดภาษีสำหรับ “ผู้ไม่ยอมเปียก” สามารถพิจารณาได้จากมูลค่าสินทรัพย์ ประโยชน์ใช้สอย ความเสี่ยงต่อน้ำท่วม และระดับการป้องกัน เช่น สยามพารากอน อาจจะจัดเก็บตารางเมตรละ 1,000 บาทต่อปี แต่แฟชัน ไอร์แลนด์ อาจจะจัดเก็บตารางเมตรละ 300 บาทต่อปี ส่วนอาคารสูงที่อยู่อาศัยก็จัดเก็บลดหลั่นลงไปจนบ้านอยู่อาศัยทั่วไป
ภาษีนี้สามารถใช้ในการชดเชยเมื่อเกิดน้ำท่วม ใช้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ผู้อยู่นอกพื้นที่ปรับปรุงให้สามารถลดกระทบจากน้ำท่วม ใช้เป็นค่าบ้านเช่าเมื่อเกิดน้ำท่วมและไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ เป็นต้น
การจัดเก็บภาษีนี้ ควรจะให้ความเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม มากกว่าข้อเสนอให้เรียกให้ฟ้องรัฐ เพราะค่าชดเชยที่ผู้เสียได้รับก็มาจากภาษีของตัวเองและผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
การเก็บภาษี “ผู้ไม่ยอมเปียก” ควรจะเป็นทางออกที่ดี เพราะการป้องกันน้ำท่วมยังคงต้องมีต่อไป มีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ รวมทั้ง มีความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีทั้งหมดด้วย
ที่มา : ประชาไท
นิคมอุตสาหกรรมและผู้ไม่เปียกควรเป็นผู้จ่ายภาษีน้ำท่วม
โดย RedSurat
17 พฤศจิกายน 2554
โรงงานเหล่านี้บริโภคน้ำมากกว่าชาวบ้านในยามน้ำน้อย แต่เวลาน้ำมามากกลับไม่ยอมรับน้ำเลย ปิดกั้นสารพัดวิธี
การยินยอมให้น้ำท่วมแผ่ไพศาล เพียงเพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรม ควรออกกฎหมายให้นิคมอุตสาหกรรม เหตุเกิดความเสียหายให้กับชาวบ้านที่ไม่ได้ก่อ เป็นผู้จ่ายภาษีน้ำท่วมแทนรัฐ
สาเหตุที่น้ำท่วมแผ่ไพศาลไปทั่วภาคกลางและ กทม. เพียงเพราะต้องการปกป้องนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของทุนต่างชาติ มาตั้งฐานผลิตที่ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย โดยมีนักการเมืองไม่น้อย ทั้งรัฐมนตรี ส.ส. ส.ท. ส.จ. ทั้งฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้าน ถือหุ้นอยู่ด้วย
ยินยอมปิด กัก กั้น ทางเดินน้ำธรรมชาติ ด้วยสารพัดถุงยาง ถุงกระสอบ หิน ดิน ทราย ไม่ให้น้ำลงที่ต่ำกว่า ที่ต้องการกลับบ้าน กลับลงทะเล โดยทางกลับบ้านของน้ำถูกปิดกั้น ถูกถมสร้างนิคมอุตสาหกรรมต่างๆมากมาย รวมทั้งสนามบิน หมู่บ้าน เคหะสถานที่ทับถมรางน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำหรือแก้มลิง
ไทยเป็นเพียงฐานผลิตของทุนต่างชาติ โดยมีทิ้งมลภาวะไว้มากมาย หลังน้ำลดครั้งนี้จะมีผู้ป่วยเรื้อรังมากมายในโรงพยาบาลต่างๆ
ทั้งรัฐบาล กทม. กรมชลฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ต่างโป้ปดมดเท็จข้อมูลที่แท้จริงของตนเอง
อย่าง ผอ.เขื่อนบางแห่งบอกว่า น้ำในเขื่อนมีมากเกินกว่า 100 % ของการเก็บ จำเป็นต้องปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อน แต่การปล่อยน้ำจะไม่กระทบพื้นที่ด้านล่าง ฟังดูแล้ว กังขาเป็นยิ่งนัก การบริหารจัดการน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ พยากรณ์คาดเคลื่อนก็เป็นต้นเหตุให้น้ำท่วมใหญ่แล
ในสามก๊ก และตำราพิชัยสงครามซุนวู การใช้น้ำขับไล่ศัตรู ขับไล่รัฐบาล เป็นศาสตร์อมตะที่น่าสนใจ
ส่วนใน กทม. ก็มีแต่ประตูระบายน้ำทุกคูคลอง ไม่รู้สร้างทำพระแสงอะไรมากมาย น้ำทุกพื้นทุกคลอง ต้องสูบเข้า ต้องสูบออก เทกันไปเทกันมา เวียนอยู่ปริมณฑลนานนับเดือน
การสร้างคลองขุด ที่มีระดับสองปลายน้ำต่างระดับ ฝืนธรรมชาติคนละลุ่มน้ำต่างระดับน้ำข้ามไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีสูบออก คลองขุดกลายเป็นตัวเชื่อมให้มวลน้ำแผ่กระจายกว้างขึ้น
ที่รังสิต ปทุมธานี และที่ อ. หาดใหญ่ สงขลา เป็นตัวอย่างได้ดี ยิ่งมีคลองขุดมาก น้ำยิ่งท่วมแผ่พื้นที่กว้างมากขึ้นในฤดูน้ำหลาก
น้ำ มันมีอณูเล็ก แต่ยิ่งใหญ่ เมื่อรวมตัวกัน มันมีน้ำหนัก มันมีมวลพลังมหาศาล ที่จะเล็ดลอด แทรกซึม ทะลวง ทั้งบนดิน ใต้ดิน คูเมือง ไปได้ทั่ว ควบคุมยากหากการจัดการพลังน้ำไม่ดี ตั้งแต่เขื่อนที่ปิดต้นน้ำจนถึงปากน้ำปลายทะเล
การลงทุนทำบิ๊กแบ็กกระสอบยักษ์หลายร้อยล้านบาท ยาวหลายสิบกิโลเมตร เมื่อดูภาพจากที่สูงจะเห็นว่า น้ำทั้งสองข้างมีความสูงเท่ากัน บางจุดต่างระดับกันเพียงเล็กน้อย ภาพมันฟ้อง แต่พวกได้งบนี้บอกว่า ได้ผล? มันผลาญงบกันได้ขนาดนี้ และยังฝืนธรรมชาติและชลอการกลับบ้านของน้ำ
ทั้งนายกฯและรัฐมนตรีมีแต่วาทะร้อนรน ตั้งงบประมาณสูงมหาศาลจะเร่งกอบกู้ และฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะของทุนต่างชาติอย่างกะเป็นไข่แดงเป็นสมบัติของครอบครัวตนเอง
ทั้งๆที่ประเทศไทยไม่มีรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ ทีวี เมนบอร์ด ซีพียู เครื่องจักรกลหนัก ที่เป็นแบรนด์แนมของคนไทยเองสักยี่ห้อในนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งในประเทศไทย ที่ตั้งบนพื้นที่แก้มลิง บนทางน้ำผ่าน ทางน้ำไหลกลับบ้านของน้ำ
มวลชนมหาศาล วันนี้บอบซ้ำมากที่สุด ถูกทอดทิ้ง ถูกทรยศ ไม่มีใครพูดถึง และการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มีแต่การพูดให้เสียสละให้ยอมถูกน้ำท่วมยาวนาน เพื่อเพียงปกป้องนิคมอุตสาหกรรม
ผืนนาพัง ข้าวแพงทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบวันละ 3 เวลา แต่รถยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไม่ได้ส่งออกสักพัก ทุนต่างชาติไม่ถึงกับเจ๊งหรอก
ประเทศที่อยากเป็นนิกส์ แต่ผลิตเองไม่ได้ แม้แต่ฮาร์ดดิสก์สักลูก ล้วนพิมพ์เขียว ล้วนเทคโนโลยีของทุนต่างชาติที่โกยกำไรมหาศาลในแต่ละปี กำไรกลับสู่บริษัทแม่ รัฐบาลดันทะลึ่งเอารายได้เหล่านี้เป็น จีดีพี ของชาติด้วย
คนไทย.....ขายแรงงานราคาถูก ถ้าเอาเวลาที่อยู่ในโรงงานวันละ 10 ชั่วโมง ไปทำไร่ทำนาทำสวน ขยันทำแบบอยู่ในโรงงาน หยุดเฉพาะพักเที่ยงวันละ 1 ชั่วโมง อยู่ในท้องถิ่นตนเอง รายได้ก็คงไม่น้อยกว่าการขายแรงในโรงงาน
การมีโรงงานมากไม่ใช่สิ่งผิด แต่เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน อินเดีย ให้ทุนต่างชาติมาตั้งฐานผลิต แล้วซึมซับเทคโนโลยีเหล่านั้นมาผลิตได้เองเป็นเจ้าของสินค้าเองร้อยเปอร์เซ็นต์ได้มากมายหลายยี่ห้อ
แต่เมืองไทยไม่ใช่ ไม่เป็นเช่นนั้น
เมืองไทยซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงนำเข้ามีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของการส่งออกทั้ง ข้าว ปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลังรวมกัน รัฐไม่มีมาตรการการควบคุมปริมาณรถยนต์บนท้องถนน กลับมีมาตรการส่งเสริมให้มีมากขึ้น มาตรการลดการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟืออย เช่น ภาชนะที่ใส่ในการบริโภคอาหารก็มีเพียงงานประชาสัมพันธ์เท่านั้น
ทุนนิยมสามานย์และอำมาตย์ล้าหลัง เป็นคนละเรื่องเดียวกัน
หน่วยงานหลักไม่มีประสิทธิภาพ มีหน่วยงานซ้ำซ้อนเปลืองงบประมาณมากมาย
สถาบันครอบครัวล้มเหลว ยาเสพติด อาวุธสงคราม โจรลักเล็กขโมยน้อย บ่อนการพนันฟุตบอล ตั้งเปิดเผยเต็มบ้านเต็มเมือง
เมืองไทยเป็นเมืองเดียวในโลกที่มีการรณรงค์ให้คนรักชาติวันละ 2 เวลา
เรื่องเขตแดนกับเพื่อนบ้านเป็นเรื่องสมมุติของชาติใหม่เมื่อสองร้อยปีมานี้เอง โดยทั้งสองฝั่งแดนล้วนเป็นคนชาติพันธุ์เดียวกันทั้งด้านวัฒนธรรม ภาษา อักษร เวลาเพียงสองร้อยกว่าปีหลอมให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้นมาภายในเขตแดนตน
คนไทยที่ภูมิใจที่ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครดูถูกชาติที่เคยเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ แต่ปัจจุบันชาติเหล่านั้นมาซื้อกิจการของคนไทย ตั้งแต่ ที่ดิน ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกัน การค้าปลีกถูกครองงำเกือบหมดแล้ว
เอกราชบนความภูมิใจของทาส!
ที่มา : Thai E-News
edit @ 18 Nov 2011 02:03:23 by ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
1 พฤศจิกายน 2554
- Gantz # 23
2 พฤศจิกายน 2554
- Ogre King อหังการ์ราชันยักษ์#10
3 พฤศจิกายน 2554
- บทเพลงพระเจ้าตุ๊กตาอเวจี #5(จบ)
4 พฤศจิกายน 2554
- ยัยตัวร้ายกับนายหน้าโหด # 3
- 251 อู่นี้ซ่อมได้ # 30
5 พฤศจิกายน 2554
- เอวานโครงการชินจิ#4
7 พฤศจิกายน 2554
- Mar#15(จบ)GR
8 พฤศจิกายน 2554
- นักสู้แพคทงชู # 2
9 พฤศจิกายน 2554
- หมัดดาวเหนือ 2 # 21
- Zetman # 9
10 พฤศจิกายน 2554
- โนงามิ นิวโร# 23
- คัมภีร์ลับ # 11
- ยินเซ # 10
11 พฤศจิกายน 2554
- โทริโกะ # 12
- หมัดดาวเหนือ # 2(BB)
15 พฤศจิกายน 2554
- Chi's Sweet # 8
17 พฤศจิกายน 2554
- หน้ากากแก้ว #45
19 พฤศจิกายน 2554
- Stand Up # 1
21 พฤศจิกายน 2554
- ไอซ์ เอจิ # 10 (จบ)
22 พฤศจิกายน 2554
- Zet Man # 2 (GR)
23 พฤศจิกายน 2554
- เคโรโระ # 20
- I'S # 2 (BB)
24 พฤศจิกายน 2554
- สู้ต่อไปลูเชียส # 1
- Gundam OOF #3
25 พฤศจิกายน 2554
- One Piece # 61
- ลูกแก้วมากะ # 14
30 พฤศจิกายน 2554
- Spriggan(BB) # 6
- Psyren # 15
==========================================
ที่มา : เอื้อเฟื้อโพยโดยคุณZeon